มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


แก้ไขและป้องกัน






แก้ไขและป้องกัน


เช้าวันนี้ ..เนื่องจากอาจารย์ผู้สอนพระอภิธรรมในช่วงเช้าติดภารกิจส่วนตัว ท่านอาจารย์จึงได้นำทุกคนสวดมนต์ทำวัตรเช้าและสวดพระคาถาบทอื่นๆ โดยใช้ระยะเวลานานกว่าปกติ ซึ่งท่านได้กล่าวนำทุกคนว่า ..

" ถึงเวลาที่เราจะมารวมใจกันสร้างสรรค์ความดี ด้วยการบูชาพระรัตนตรัย สวดมนต์ทำวัตรเช้า และทำในกิจที่ควรทำคือการศึกษาเรื่องราวของชีวิตตนเองให้เกิดความรู้และความเข้าใจ

ขอให้ทุกคนตั้งใจมองไปที่องค์พระปฏิมาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อให้เป็นเครื่องระลึกหรือมีที่หมายให้ใจของเราสุขสงบ หรือมีการกระทำงานเพียงอย่างเดียวคือการรับรู้ว่าเบื้องหน้าของเรานี้คือพระลักษณะจำลองอันควรแก่การสักการะบูชา เพราะพระองค์เป็นพระศาสดาเอกของโลกผู้ที่ให้ธรรมโอวาทอันงดงามมีความไพเราะในเบื้องต้น เบื้องกลาง และเบื้องปลาย

ชีวิตของเราทุกคนได้ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านความหิวโหยผ่านความอิ่ม ผ่านกาลเวลามาจนวันนี้ แต่ละคนได้รับทุกขเวทนาทั้งทาง กายและทางใจ และได้รับความทุกข์ใจ

ความทุกข์กายที่เกิดจากโรคภัยไข้เจ็บเราสามารถเยียวยารักษาให้ทุเลาลงได้ เรียกได้ว่าเป็นบาดแผลที่เล็กน้อย เพราะเราทุกคนมีบาดแผลทางใจกันอย่างมากมาย บาดแผลทางใจนี้เกิดขึ้นจากความไม่สมปรารถนา เกิดขึ้นจากการใฝ่หาที่ไม่ได้ดังใจ และเกิดขึ้นจากวิบากที่ทำให้ต้องเป็นไปในความทุกข์ต่างๆ ..บาดแผลแห่งใจเป็นบาดแผลที่ลึก เป็นบาดแผลที่เยียวยาไม่ได้ด้วยตัวยาใดๆ แต่ต้องมีธรรมโอสถเท่านั้นที่จะสามารถเยียวยารักษาใจของเราได้

เพราะในธรรมโอสถนั้นพระองค์ทรงตรัสไว้ว่า สัพเพ สังขารา อนิจจา สัพเพ สังขารา ทุกขา สัพเพ ธัมมา อนัตตา ..สังขารทั้งหมดไม่เที่ยง สังขารทั้งหมดเป็นทุกข์ ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา เมื่อพระดำรัสมีแบบนี้แล้วและเราก็ได้เข้าใจในอรรถพยัญชนะเหล่านั้นอย่างถูกต้อง เราจะรู้ได้ว่าสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านร่างกายก็ดี ทางด้านจิตใจก็ดี หรือจะสรุปว่าอารมณ์ต่างๆที่มากระทบทั้งดีทั้งชั่วนี้ล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่สามารถบังคับบัญชาได้

การที่เราทุกข์นั้นเพราะเราจมปลักและหักห้ามใจไม่ได้ ภาษาธรรมะเรียกว่า "อุปาทาน " ความอุปาทานในอารมณ์เหล่านั้นแหละจึงเป็นเสมือนรอยแผลที่กรีดลึกและเปียกชื้นอยู่ตลอดเวลา แต่การที่เราหันหน้าเข้าวัดเพื่อที่จะได้หัดเรียนรู้ดูจำแล้วทำให้ได้นั้นก็เพื่อจะรักษาเยียวยาใจของเราให้ไกลจากบาดแผลที่ลึกเหล่านั้น ทำแผลให้แห้งด้วยยาสมานแผลอันวิเศษคือพระธรรมโอสถ

ดังนั้น พระรัตนตรัยคือ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ จึงควรแก่การเคารพสักการะ และเทิดทูนบูชายิ่งนัก จึงถึงเวลาแล้วที่เราจะน้อมใจก้มกราบบูชาพระรัตนตรัยด้วยความเคารพสักการะยิ่งโดยพร้อมเพรียงกัน"

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [3 มี.ค. 2552 , 14:15:08 น.] ( IP = 125.27.172.206 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ][ 3 ]


  สลักธรรม 1



การสวดมนต์ทำวัตรเช้าของพวกเราในวันนี้ประกอบไปด้วยหลายบทหลายคาถา ซึ่งในจำนวนนั้นก็มีสวดบทภารสุตคาถาด้วย และหลังจากที่สวดบทภารสุตคาถาจบลงแล้ว ท่านอาจารย์นำทุกคนสวดบทอัตตลักขณะสูตรต่อไป

แต่ก่อนที่จะสวดบทอนัตตลักขณะสูตรนั้นท่านได้กล่าวน้อมนำใจของทุกคนให้รับทราบถึงความเชื่อมโยงในพระธรรมคำสอนที่ปรากฏในบทสวดมนต์ว่า..

"ข้าพเจ้าทั้งหลายได้สวดมนต์บทภารสุตคาถาว่าขันธ์ห้านั้นเป็นของหนัก พระอริยเจ้าเท่านั้นที่สลัดของหนักเหล่านี้ลงได้ ของหนักในชีวิตคือรูปนามขันธ์ห้า ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงขอสวดมนต์ในบทอนัตตลักขณะสูตรซึ่งกล่าวถึงรูปนามขันธ์ห้าที่พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงกับพระปัญจวัคคีย์ด้วยความเคารพและเลื่อมใส "

และเมื่อท่านอาจารย์ได้นำทุกคนสวดบทอนัตตลักขณะสูตรด้วยเสียงอันดังกังวานจบลง ท่านก็ได้นำทุกคนกล่าวคำแผ่เมตตาให้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลายแล้ว ในตอนท้ายท่านได้กล่าวคำอธิษฐานว่า ..

"ขอให้ผลของกุศลจงอุดหนุนและส่งเสริมให้ชีวิตของข้าพเจ้ามีการเดินทางโดยชอบ ประกอบด้วยสติและปัญญา ขอให้ชีวิตของข้าพเจ้าปลอดจากโรคาพยาพาธ ขอให้ชีวิตของข้าพเจ้ามีความศรัทธาปสาทะมุ่งเพียรละ เพียรระวัง เพียรสร้าง และเพียรรักษากาย วาจา และใจ ให้เป็นไปเพื่อมรรคผลนิพพานได้โดยเร็วเทอญ"

ต่อจากนั้นก็เป็นการทักทายและให้ความรู้จากท่านอาจารย์ซึ่งเป็นไปด้วยบรรยากาศที่ร่าเริงในธรรมเป็นอย่างยิ่ง โดยเริ่มแรกนั้นท่านก็ได้กล่าวถึงประโยชน์ของการสวดมนต์ว่า ..

"การสวดมนต์มากๆ จะช่วยให้จิตใจมีสมาธิและมีความตั้งมั่นในสิ่งที่ดีงาม การหัดทำสมาธิของพวกเรานอกจากการเพ่งกสิณแล้ว ขอแนะนำว่าการสวดมนต์เป็นสิ่งที่ดีมาก เมื่อเราสวดได้คล่องแคล่วและเป็นไปตามจังหวะจะโคน จิตก็จะจดจ่อเป็นวรรคเป็นตอนไปและมีกำลังมากในการเปล่งเสียง

ในเมื่อเราสามารถใช้เสียงไปตะโดนได้ในสารพัดเรื่องหรือร้องเพลง..เราก็ยังทำได้ แต่ถ้าสวดมนต์แล้วมาทำเสียงหงุมหงิมๆ นี่ก็ไม่ดี เราต้องสวดให้เต็มเสียงเพราะเป็นการพูดวาจาที่ดีงาม

สมัยก่อนนั้นหลวงพ่อแสวงท่านจะมาสอนให้พวกเราสวดมนต์เป็น ท่านบอกว่าการสวดมนต์ก็เหมือนกับการนั่งอยู่เบื้องหน้าพระพุทธเจ้าจึงต้องนั่งให้เรียบร้อย ท่านได้จัดพวกเราให้นั่งเป็นแถวเรียงตรงกันอย่างมีช่องไฟ แล้วก็ต้องออกเสียงภาษาบาลีให้ชัดเจนและทอดเสียงให้เป็นจังหวะที่ถูกต้อง โดยท่านให้พวกเราหัดบทพุทธมงคลคาถากันก่อน

โดย น้องกิ๊ฟ [3 มี.ค. 2552 , 14:15:34 น.] ( IP = 125.27.172.206 : : )


  สลักธรรม 2



การสวดมนต์เมื่อสักครู่นี้รู้สึกตัวเลยว่า ..ปวดขามาก เพราะท่าที่นั่งสวดมนต์นั้นต้องนั่งทับขาตัวเอง น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นนั้นกดทับอยู่ตรงบริเวณน่อง แต่เมื่อยังไม่ถึงบทที่เราเปลี่ยนท่ามานั่งพับเพียบได้ก็เลยต้องอดทนเอาไว้

ตอนนั้นบอกใจตนเองว่า ทน ..ทน แล้วด้วยความไวของจิตก็รู้เลยว่า นี่ไง ! เมื่อตอนที่เรายังเด็กๆ หรือมีร่างกายสมบูรณ์พร้อมที่จะทำท่าไหนก็ได้แต่เราไม่มีความศรัทธาจะทำ เมื่อเราเริ่มจะมีศรัทธา..กายก็ทรุด ทุกอย่างมีความไม่พร้อม ยกเว้นใจที่อยากจะทำ

ตอนนี้เรายังอดทนอยู่ไหว ก็อดทนทำต่อไป อีกหน่อยถ้าหากน้ำหนักมากกว่านี้เป็นหนึ่งร้อยกิโลกรัมก็คงอดทนไม่ไหวแล้ว ก็จะเห็นว่า ชีวิตที่ผลัดวันประกันพรุ่งย่อมมุ่งลงสู่หายนะก็คือทางด้านร่างกายนี่แหละที่ไปหวังอะไรไม่ได้เลยเพราะรูปธรรมมีแต่ความรุกคืบหน้าไปสู่ความเสื่อมอย่างเดียว จะมาสดใสปิ๊งคงที่อยู่ไม่ได้ ไม่เหมือนกับนามธรรมคือใจที่ประเดี๋ยวก็หดหู่ ..เศร้า แต่แล้วก็ฟื้นตัวขึ้นมาสดชื่นได้ใหม่

ฉะนั้น การศึกษาพระธรรมจึงเป็นการกระตุ้นจิต ให้จิตฟื้นจากการสลบอยู่ในอาสวะในตัณหา ความสลบเหล่านี้จึงเป็นความเจนจบในกระบวนการของกรรมที่ทำให้เราเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏฏะสงสาร ..เรื่องเหล่านี้ถ้าหากเราศึกษาที่ตัวเราเองว่า วันนี้เราเป็นอย่างไร? เรายังไหวเหมือนเมื่อก่อนหรือเปล่า?

เมื่อเรามองย้อนกลับไปได้ก็ต้องพยายามว่า ..เมื่อรู้สึกตัว อย่าสายเสียแล้ว.. เรารู้ตัวแล้วก็ต้องเดินหน้า..รีบทำในสิ่งที่ควรทำ เพราะวันเวลายังมีค่าสำหรับเรา ตราบใดที่เรายังมีลมหายใจเข้าออกอยู่ เรายังทำดีได้

หลักของชีวิตนั้นมีอยู่สองหลักคือ หลักแก้ไข กับหลักป้องกัน หรือจะพูดว่าชีวิตของเรามีอยู่สองอย่าง คือ การแก้ไขกับการป้องกัน

ถ้าหากเราเปรียบชีวิตกับรถยนต์หรือข้าวของเครื่องใช้ ก็จะเห็นว่าทุกอย่างนั้นเมื่อใช้ไปนานๆ ก็ต้องมีการนำไปเข้าอู่ไปตรวจเช็คดูแลรักษา ..นี่คือการแก้ไข ซึ่งเป็นการปรับปรุง ดัดแปลง ซ่อมแซมสิ่งที่ไม่ดีให้กลายเป็นสิ่งที่ดี

ดังนั้น ถ้าหากเราไม่รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ดี เราก็ไม่รู้ว่าจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร การที่ท่านทั้งหลายมาศึกษากันนี้จึงเป็นการมาศึกษาเรื่องราวของทางแห่งความดี เพื่อที่จะนำมาเปรียบเทียบกับตนเองว่า ทางที่ท่านบอกว่าเป็นทางแห่งความดีนี้มีที่เราหรือยัง ถ้าหากเราเปรียบเทียบแล้วเห็นความไม่ดี..เราก็แก้ไขใหม่ เดินให้ตรงทางถ้าหากเห็นเรายังอยู่นอกทาง

ชีวิตของเรามีการแก้ไขอยู่ตลอดเวลา..ตั้งแต่เช้าเริ่มตั้งแต่ลืมตาจนกระทั่งหลับตาเรามีการแก้ไขอย่างไม่หยุดหย่อนกันเลยด้วยเรื่องราวของทุกข์ต่างๆ เพราะทุกข์เป็นของคู่กับชีวิตเราจึงต้องมีการแก้ไข


โดย น้องกิ๊ฟ [3 มี.ค. 2552 , 14:15:57 น.] ( IP = 125.27.172.206 : : )


  สลักธรรม 3



สำหรับเรื่องของการป้องกันนั้น พระพุทธเจ้าใช้คำว่า "จงยังชีวิตด้วยความไม่ประมาท" เป็นการป้องกันไม่ให้บาปอกุศลเกิดขึ้น อย่าให้สิ่งร้ายๆ มาทำร้ายเรา ในเมื่อเรายังจะต้องเดินทางต่อไปคือต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ เราก็ต้องป้องกันทั้งในชาตินี้และในอนาคตชาติ

หลายๆ ท่านรักชีวิตไม่ถูกทาง คือรักแต่ชาตินี้ เพราะไม่รู้ว่าจะไปเป็นใครในชาติหน้า จึงไม่ได้รักชาติหน้าและไม่ได้เตรียมพร้อมไว้ในชาติหน้า นี่คือชีวิตที่ประมาท

ทำไมเราจึงไม่พร้อมในหลายๆ ในชาตินี้ เพราะแต่ละคนไม่เหมือนกัน คำว่า "นานาจิตตัง" คำว่า "สัตว์โลกต่างมีกรรมเป็นของตน" นี้เราน่าจะซึ้งกันได้แล้ว ไม่มีใครช่วยเราได้ถ้าหากเราไม่ช่วยตนเอง

เราจึงต้องแก้ไขและต้องป้องกันจิตใจของเราซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญ อย่างที่กล่าวในช่วงก่อนสวดมนต์ว่า ร่างกายมีบาดแผลได้ เช่น ถูกขวานฟันก็จะเป็นแผลแหวะตรงนั้นเฉพาะที่ ไม่ว่าแผลจะใหญ่แผลจะเล็กก็จะอยู่จำกัดเพียงส่วนหนึ่งของร่างกาย

แต่เมื่อใดที่มีแผลใจก็จะเป็นทั้งใจเลย เวลาที่เราเจ็บใจแล้วก็ไม่มีหรอกที่จะรู้สึกว่า เจ็บที่ใจซีกซ้าย หรือเจ็บที่ใจซีกขวา ...เราไม่มีการแบ่งซีกหรอกแต่เราเจ็บทั้งดวงใจเลย

ความเจ็บก็เกิดขึ้นเพราะความไม่พร้อมของตนเอง ความไม่สมปรารถนาแล้วก็ไปโทษผู้อื่นว่าเขาเป็นคนทำ แล้วก็อุปาทานไปกับสิ่งนั้นสิ่งนี้เช่นเงินทองทรัพย์สิน เมื่อเจ็บใจเพราะความไม่สมปรารถนาแล้วเราก็มักจะตอบสนองสิ่งเหล่านั้นด้วยโทสะ

(ตัวอย่างของคำสอนตอนนี้ตลกมาก เพราะท่านอาจารย์ได้นำเพลงสิบหมื่นในละครมนต์รักลูกทุ่งมาประกอบด้วย โดยยกคำร้องแต่ละวรรคขึ้นมาให้เห็นพัฒนาการของความเจ็บใจที่โยงใยไปสู่การกระทำที่ต่อเนื่องไปในวงจรชีวิต )

ก็จะเห็นว่า เราไม่เคยมีเจ็บจุดใจ ..มีแต่เจ็บดวงใจกันทั้งนั้น แต่เวลาที่เราเป็นแผลทางร่างกาย เราเป็นกันเฉพาะที่และใส่ยาได้ที่รอยแผลนั้นเป็นที่ๆ ไป แต่สำหรับแผลใจนี้ยาอะไรล่ะที่จะช่วยเราได้ ? เราก็ต้องหายาจริงที่จะมารักษายาใจ

โดย น้องกิ๊ฟ [3 มี.ค. 2552 , 14:16:16 น.] ( IP = 125.27.172.206 : : )


  สลักธรรม 4



ยาจริงก็คือพระธรรม อย่างที่เราสวดอนัตตลักขณสูตรนั่นก็คือ ยารักษาขันธ์ห้าที่พระพุทธเจ้าใช้รักษาปั ญจวัคคีย์ ที่ไม่ว่ารูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ .. ล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ บังคับบัญชาไม่ได้ ไม่มีอะไรเลยที่ดีทั้งที่อยู่ภายใน หรือภายนอก หรือใกล้ หรือไกล พระพุทธองค์ทรงประกาศธรรมเหล่านี้มาเพื่อให้พุทธบริษัททั้งละคลายจากอุปาทาน

เราจึงต้องเตรียมใจ ต้องแก้ไข ในสิ่งที่เคยเห็นว่าเที่ยง โดยนำหลักเหล่านี้ไปใช้แก้ไข และถ้าเราจะไปหาอะไรเพิ่มอีกก็ต้องป้องกันไว้ก่อนว่า อย่าไปเชื่อนะหรืออย่าไปหวังว่าจะดีตลอดเวลา เช่น ร้านอาหารที่ว่าอร่อยวันนี้อาจไม่อร่อยก็ได้เพราะคนทำปวดหัว แทนที่จะใส่เครื่องปรุงเท่าเดิมก็อาจเขย่าเพิ่มมากกว่าปกติ

แม่บ้านคนเดียวกันก็ทำอาหารรสชาติต่างไปกันทุกวัน แม้จะทำอย่างเดียวกันก็รสไม่เหมือนเดิม เพราะไม่มีสิ่งใดจะเที่ยง ไม่มีสิ่งใดที่จะทนอยู่ในสภาพเดิมได้ แล้วไม่มีสิ่งใดเลยที่จะบังคับบัญชาได้ เพราะทุกอย่างเป็นไปด้วยไตรลักษณ์ทั้งสิ้น

เมื่อเราได้ศึกษามาถึงวันนี้แล้ว เราก็จะต้องทั้งแก้ไขและป้องกันด้วยการสำรวจตนเองในแต่ละวันว่า เรารู้สึกอย่างไรบ้าง? เราคิดอะไรบ้าง? ซึ่งทุกคนก็คงจะคิดฟุ้งซ่านเหมือนกันนั่นแหละ แต่ว่าคิดน้อยลงกว่าเดิมหรือเปล่า

อย่างเรื่องเศรษฐกิจเรื่องการเมืองนี่ตัวเองก็คิด.. เพราะเป็นผู้บริหารมูลนิธิถึงสองมูลนิธิ เมื่อวานก็มีการประชุมกรรมการพูดถึงรายได้และรายจ่ายของมูลนิธิ มีการคิดรายได้ประจำเฉลี่ยจากดอกเบี้ยว่าคงจะได้เดือนละสองหมื่นบาท แต่รายจ่ายประจำอย่างต่ำๆ ของเราอยู่ที่เดือนละสองแสนบาทเศษ

ก็มีการประชุมกันเครียดพอสมควรกันเมื่อวานนี้ เพราะเป็นผู้บริการก็ต้องดำเนินกิจการกันต่อไปให้ได้ด้วยการปรับเปลี่ยนวิธีการบางอย่างให้เราสามารถอยู่กันได้ เช่นการช่วยกันประหยัดค่าใช้จ่าย การใช้น้ำใช้ไฟฟ้า เป็นต้น ก็ขอให้ช่วยกันเป็นหูเป็นตา ช่วยกันประหยัดเพราะโลกจะสวยก็ด้วยมือของเรานี่แหละ

เรื่องเหล่านี้ต้องดูเพราะเป็นหน้าที่ แต่สำหรับเรื่องอื่นๆ ที่ไม่จำเป็นก็พยายามตัดใจไม่ให้มาถ่วงต่อการเดินไปบนทางมรรคผลนิพพาน เพียงแต่รับรู้ว่าบ้านเมืองเราจะมีงานอะไรบ้าง พยากรณ์อากาศเป็นอย่างไร หรือสภาพเศรษฐกิจเป็นอย่างไร

โดย น้องกิ๊ฟ [3 มี.ค. 2552 , 14:16:34 น.] ( IP = 125.27.172.206 : : )


  สลักธรรม 5



โดยเฉพาะข่าวการเมืองที่ทะเลาะเบาะแว้งกันทั้งหลายนั้นก็ไม่ได้ติดตามเพราะไม่ได้ทำให้เราดีขึ้นเลยทำให้ใจของเราทรุดลงด้วย เพราะเรานั้นพร้อมที่จะอุปาทาน ซึ่งคนเรานั้นไม่ได้ดีเที่ยงหรือชั่วเที่ยง แต่เมื่อเรารักใครหรือไม่ชอบใคร เราก็จะรักอยู่นั่นแหละ แล้วเราก็จะเกลียดอยู่นั่นแหละ ซึ่งผิดไปจากหลักพระไตรลักษณ์ที่พระพุทธเจ้าสอน

ใครจะชั่วหรือดีได้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง มีใครบ้างที่จะทำอกุศลกายกรรม อกุศลวจีกรรม อกุศลมโนกรรมได้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง เพราะต่อให้เป็นคนชั่วอย่างไรก็ต้องมีการนอนหลับ ซึ่งไม่ได้ทำทุจริตหรือทำชั่วอะไร .

เมื่อเราเรียนธรรมะแล้วเราต้องคิดให้ดี... ถ้าหากเราเห็นนาย ก. หรือนางสาว ข. ทีไรก็ตัดก็คิดอยู่ทุกครั้งว่า เนี่ย ! ชั่ว ฉันไม่ชอบๆ .... เรามีความไม่ชอบอยู่อย่างนั้นแหละ เราก็ต้องเปลี่ยนความคิดโดยเอาหลักนี้ไปใช้สิ ถามว่า เขาทำชั่วได้เที่ยงไหม? หรืออย่างน้อยก็คิดให้ได้ว่าภวังคจิตของเขาชั่วไหม? ไม่

ความชั่วก็คือ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรมที่ทุจริต ความดีก็คือ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรมที่สุจริต .... ในเมื่อเรามีภูมิธรรมแล้วแต่เราปล่อยให้ภาพลวงตาปกปิดความจริงค้านกับธรรมะอยู่อย่างนั้น... ถามว่าทำไปทำไม?

ในขณะที่กราฟชีวิตของเรากำลังพุ่งตรงไปๆ ด้วยการเรียนพระอภิธรรมกันทุกสัปดาห์ จากนั้นเราก็กลับไปดูข่าวทางทีวีกลับไปยึดติดกับความหลอกลวงความอุปาทานก็เหมือนกับการที่เส้นกราฟวิ่งสวนมาชนกันอยู่อย่างนั้น ก็เกิดการหักเหทำให้เส้นกราฟไม่ตรง.... คือไม่ตรงต่อพระพุทธเจ้า แล้วก็อาจจะไม่ได้พบพระพุทธศาสนา

เราเองนั่นแหละที่จะไม่ได้พบพระพุทธเจ้า และเราเองนั่นแหละที่จะไม่ได้นิพพาน ฉะนั้น คนที่หายนะที่สุดก็คือเรา .... เมื่อตัวเองรู้สึกอย่างนี้ก็เลยไม่ดูเลย เพราะไม่ไว้วางใจตัวเอง ฉะนั้นเราก็อย่าหาอะไรมาทำให้ใจของเราเขว แต่ละวันจึงทำแต่งานธรรมะ ไหว้พระ และทำสมาธิ ..จึงอย่าไปรักใครมากเลย รักตัวเองเถอะ

โดย น้องกิ๊ฟ [3 มี.ค. 2552 , 14:16:55 น.] ( IP = 125.27.172.206 : : )


  สลักธรรม 6



วันนี้พอมีเวลาอยู่ก็จะนำพระสูตรมาอ่านให้ฟังสักหนึ่งเรื่องคือเรื่อง "แพะระลึกชาติ"



หากรู้ว่าการเกิดมามีชีวิต เป็นทุกข์อย่างนี้ ..
สัตว์ก็ไม่ควรฆ่าสัตว์ เพราะสัตว์ผู้ฆ่าสัตว์อยู่ประจำย่อมเศร้าโศก


มีพราหมณาจารย์คนหนึ่งอยู่ในเมืองพาราณสี แคว้นกาสี เขาศึกษาจบไตรเพทแล้วทำหน้าที่เป็นอาจารย์สอน มีลูกศิษย์จำนวนมากมาเรียนด้วย จนเขาได้รับยกย่องว่าเป็น “ทิสาปาโมกข์” (ผู้เป็นใหญ่ในทิศ, ผู้มีชื่อเสียงไปทั่วทิศ) พราหมณาจารย์ท่านนี้ถือลัทธิฆ่าสัตว์บูชายัญ

ชาตินั้น พระพุทธเจ้าของเราเกิดเป็นรุกขเทวดา (เทวดาสถิตอยู่ในวิมานบนต้นไม้) ได้เห็นการกระทำของพราหมณาจารย์นี้ในวันหนึ่ง

วันนั้นพราหมณาจารย์เกิดความคิดอยากทำบุญให้ญาติมิตรผู้ล่วงลับไปแล้ว จึงบอกพวกลูกศิษย์ให้จับแพะมาตัวหนึ่ง แล้วสั่งให้จูงไปที่แม่น้ำเป็นธรรมเนียมของเขาที่ถือปฏิบัติมานาน หากจะฆ่าสัตว์ตัวใดบูชายัญ ก็จะอาบน้ำชำระร่างกายสัตว์นั้นให้สะอาด และแต่งตัวให้สวยงามก่อน จากนั้นจึงนำมาฆ่า

ครั้งนี้ก็เช่นกัน เมื่อเขาให้ลูกศิษย์จูงแพะไปที่แม่น้ำ แล้วก็สั่งพวกลูกศิษย์ให้อาบน้ำแต่งตัวให้แพะจนสวยงาม โดยคล้องพวงมาลัยไว้ที่คอ ขณะที่ยืนอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำ ก็เกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้น คือแพะหัวเราะแล้วร้องไห้ พวกลูกศิษย์ของพราหมณ์เห็นแล้วก็รู้สึกประหลาดใจ จึงถามว่า

“แพะ เจ้าเป็นอะไรไป เดี๋ยวร้องไห้ เดี๋ยวหัวเราะ”

“ไม่ได้เป็นอะไรหรอก นอกจากเสียใจกับดีใจ” แพะตอบ

“บอกเรื่องที่เจ้าเสียใจและดีใจให้พวกเรารู้หน่อยได้ไหม”

“ได้...แต่ต้องบอกต่อหน้าอาจารย์ของพวกท่าน”

โดย น้องกิ๊ฟ [3 มี.ค. 2552 , 14:17:17 น.] ( IP = 125.27.172.206 : : )


  สลักธรรม 7



พวกลูกศิษย์ของหราหมณาจารย์ยอมรับตามที่แพะเสนอ ครั้นแล้วพวกเขาก็จูงแพะกลับมาที่บ้านอาจารย์

“วันนี้แพะสวยมาก พวกเจ้าอาบน้ำแต่งตัวให้มันเป็นอย่างดี อย่างนี้พวกญาติมิตรของข้าที่ตายไปพอใจแน่” อาจารย์พูดขึ้นขณะเห็นพวกลูกศิษย์จูงแพะกลับมา

“ท่านอาจารย์” ศิษย์คนหนึ่งกล่าวขึ้น “วันนี้เกิดเหตุการณ์ประหลาด แพะตัวนี้อยู่ดีๆ ก็หัวเราะแล้วร้องไห้”

“แล้วเป็นยังไงล่ะ” อาจารย์ถาม

“พวกเราถามถึงเหตุผล แพะก็บอกว่าดีใจกับเสียใจ” ศิษย์ตอบ

“ดีใจเสียใจเรื่องอะไร”

“พวกเราถามแล้วแต่แพะไม่ยอมตอบ มันบอกพวกเราให้ถามเรื่องนี้ต่อหน้าอาจารย์”

พราหมณาจารย์เริ่มสนใจ จึงหันมาทางแพะแล้วร้องถาม “แพะ...บอกข้ามาซิ เจ้าหัวเราะแล้วร้องไห้ทำไม”

แพะยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งคล้ายกำลังคิดทบทวนบางสิ่งบางอย่าง จากนั้นจึงบอกพราหมณาจารย์ว่า...“ท่านพราหมณ์ ที่ข้าพเจ้าหัวเราะแล้วร้องไห้นั้นก็เพราะมีเหตุ ข้าพเจ้าหัวเราะก็เพราะดีใจว่าจะได้พ้นทุกข์ และร้องไห้ก็เพราะเสียใจว่าท่านจะได้รับทุกข์เหมือนที่ข้าพเจ้าเคยได้มา”

พราหมณาจารย์รู้สึกงุนงงในคำพูดของแพะมาก และพวกลูกศิษย์เองก็งุนงงไม่แพ้อาจารย์

โดย น้องกิ๊ฟ [3 มี.ค. 2552 , 14:17:46 น.] ( IP = 125.27.172.206 : : )


  สลักธรรม 8



แพะเห็นดังนั้นจึงเล่าเรื่องราวอดีตชาติของตนให้ทุกคนฟัง

เรื่องราวนั้นมีว่า... ชาติหนึ่งในอดีต แพะตัวนี้เกิดเป็นพราหมณ์สอนมนต์ ถือลัทธิฆ่าสัตว์บูชายัญอุทิศให้คนตายเหมือนกับพราหมณาจารย์นี้ คราวหนึ่งได้ฆ่าแพะบูชายัญ บาปกรรมจากชาตินั้นส่งผลให้ถูกตัดหัวถึง ๔๙๙ ชาติ จนมาถึงชาติปัจจุบันอันเป็นชาติที่ ๕๐๐ แพะตัวนี้ก็กำลังจะถูกตัดหัวอีก แพะระลึกชาติได้ว่าชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายแล้ว และวันนี้เองจะเป็นวันหมดเวร

เมื่อระลึกได้ดังนี้ก็เกิดดีใจจึงได้หัวเราะรับการสิ้นเคราะห์ของตนเอง แต่ต่อมาก็ระลึกได้อีกว่าพราหมณาจารย์ คนที่สั่งให้ฆ่าตนเองบูชายัญนี้จะได้รับทุกข์ ถูกตัดหัวถึง ๕๐๐ ชาติเช่นเดียวกับตน เกิดรู้สึกสงสารจึงร้องไห้ออกมา

ครั้นเล่าเรื่องราวจบลง แพะก็ยืนนิ่ง พราหมณาจารย์เข้าใจว่าแพะกลัวตายจึงเข้ามาใกล้แล้วปลอบว่า

“แพะเอ๋ย...เจ้าอย่ากลัวเลย ข้าไม่ฆ่าเจ้าแล้ว”

“ท่านพราหมณ์” แพะพูดขึ้น “ท่านจะฆ่าข้าพเจ้าหรือไม่ก็ตาม ถึงอย่างไรวันนี้ข้าพเจ้าก็ต้องตายแน่ๆ”

“ทำไมล่ะ”

“บาปกรรมเก่าตามมาทันอีกแล้ว”

“เมื่อเราไม่ฆ่าเจ้าแล้วใครจะมาฆ่าได้ แพะเอ๋ย อย่ากลัวเลย เราจะคุ้มครองเจ้าให้ปลอดภัย”

“ขอบคุณท่านพราหมณ์ ข้าพเจ้าขอขอบคุณในความกรุณาของท่านที่จะช่วยคุ้มครองข้าพเจ้าให้ปลอดภัย แต่ท่านจะช่วยคุ้มครองให้ข้าพเจ้าพ้นจากผลของบาปกรรมนั้นคงไม่ได้หรอก เพราะบาปกรรมที่ข้าพเจ้าทำนั้นให้ผลแรงเกินที่ใครหรืออะไรจะขัดขวางได้

โดย น้องกิ๊ฟ [3 มี.ค. 2552 , 14:18:19 น.] ( IP = 125.27.172.206 : : )


  สลักธรรม 9



พราหมณาจารย์เข้าใจดีตามที่แพะกล่าว เขาสั่งให้ปล่อยแพะให้เป็นอิสระ ในขณะเดียวกันก็บอกพวกลูกศิษย์ให้ช่วยกันดูแลแพะด้วย

แพะรู้สึกหิว เมื่อถูกปล่อยให้เป็นอิสระก็เดินเล็มหญ้าและใบไม้ ฝ่ายพวกลูกศิษย์ของพราหมณาจารย์ก็พากันเดินตามแพะ คอยให้การคุ้มครองตามคำสั่งของอาจารย์

แพะยังคงเล็มหญ้าไปเรื่อยๆ จนถึงพุ่มไม้แห่งหนึ่งซึ่งทอดยอดไปตามแผ่นหิน ใบไม้เขียวมันน่ากิน แพะเห็นแล้วก็ขยับยื่นคอไปเล็ม ทันใดนั้นเองเกิดฟ้าผ่าลงมาที่แผ่นหินแตกกระจาย สะเก็ดหินปลิวมาตัดคอแพะขาด พวกลูกศิษย์ของพราหมณาจารย์หลังจากหายตกใจแล้วก็พากันมามุงดูแพะนอนคอขาดตายอยู่ในที่นั้น

รุกขเทวดาที่สถิตอยู่ในวิมานบนต้นไม้ใกล้ที่นั้นเห็นเหตุการณ์นั้นตลอด ต้องการจะสอนคนทั้งหลายให้งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ จึงปรากฏตัวให้เห็นในท่านั่งขัดสมาธิอยู่กลางอากาศ แล้วกล่าวว่า

หากรู้ว่าการเกิดมามีชีวิตเป็นทุกข์อย่างนี้ สัตว์ก็ไม่ควรฆ่าสัตว์
เพราะสัตว์ผู้ฆ่าสัตว์เป็นปกติ ย่อมเศร้าโศก


• ชาดกเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า... การฆ่าทำให้เกิดทุกข์ทั้งแก่ผู้ฆ่าและผู้ถูกฆ่า ผู้ถูกฆ่าได้รับทุกข์ คือความเจ็บปวด ส่วนผู้ฆ่าได้รับทุกข์ คือ จะต้องถูกฆ่าต่อไป ไม่ชาตินี้ก็ชาติหน้า



จากเรื่องที่นำมาอ่านให้ฟังนี้กับการที่ได้ศึกษาธรรมะก็จะเห็นว่า กรรมมีอำนาจ...ไม่มีอะไรมีอำนาจเท่ากรรมเลย ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เพียงแต่รอจังหวะเท่านั้นเอง จังหวะนั้นก็เช่น จังหวะที่แพะยืดคอออกไปออกไปเล็มหญ้าเป็นการสร้างเหตุประจวบไว้แล้ว เมื่อฟ้าผ่าไปโดนก้อนหินจนเศษหินแตกกระเด็นมาฟันคอได้พอดี จึงอย่าประมาทเวรกรรมว่าทำน้อย เพราะกรรมย่อมให้ผลแน่นอน

ทุกวันนี้เรามองอะไรก็เห็นเป็นกรรมแต่อย่าเห็นเป็นกำ .. ต้องตีกรรมให้แตกไม่ใช่พูดได้ว่ากรรม แต่เป็นกรรมอะไรล่ะ เพราะมีทั้งครุกรรม ชนกกรรม อุปถัมภถกรรม อุปฆาตกรรม ...เราเป็นผู้ที่ได้ศึกษาแล้วก็ควรที่จะทำความรู้และความเข้าใจให้มากขึ้นโดยเฉพาะต้องหมั่นบอกกับใจตนเอง เพราะกับคนอื่นเขาก็ไม่เชื่อหรอกเพราะเราไม่ใช่คนที่มีผู้เลื่อมใสในคำพูด ดูอย่างตัวเราเองนี่ก็ได้ว่าเราเชื่อครูของเราขนาดไหน เราก็ไม่ได้เชื่อครูเราทั้งหมด

ผลพลอยได้จากสังสารวัฏนี่แหละจึงทำให้เราทราบได้ว่า คนอื่นเขาก็เชื่อเราน้อย เราจึงต้องวางใจว่าเราบอกตนเองดีกว่า สอนใจตน ฝึกใจตนเพื่อจะพาตนให้พ้นภัย ....อย่าไปรักใครมากเลย รักตัวเองดีกว่า เพราะคนที่เรารักมักทำให้เราช้ำใจ แต่เรารักตัวเราเองแล้วเราไม่เคนทำให้เราช้ำใจเลย มีแต่ไปเอาเรื่องคนอื่นมาทำให้เราช้ำใจ

เราดูแลตัวเราเองอย่างดี พอแดดร้อนนิดนึงเราก็กางร่ม ทั้งที่ร่างกายเราก็ไม่ได้ร้อนด้วยเป็นทุกข์ด้วยแต่เราก็ดูแล พอแดดร้อนนิดนึงเราก็ไม่เอาแล้ว..ไม่อยากเดินไปกลัวเป็นฝ้ากลัวไปขายฝ้า ต้องคอยเอามือปิดหน้าปิดตาบังแดดไว้ ก็จะเห็นได้ว่าไม่มีใครรักเราได้มากเท่ากับเรารักตัวเองและต้องรักตัวเองให้ถูก เดินให้ถูกพยายามครองความดีแล้วก็มีเป้าหมายว่าเราจะทำเพื่ออะไร

โดย น้องกิ๊ฟ [3 มี.ค. 2552 , 14:18:50 น.] ( IP = 125.27.172.206 : : )


  สลักธรรม 10



ถาม มีเด็กนักเรียนอายุประมาณสิบสี่ปีเขามีความรู้อยู่ว่าตายแล้วต้องเกิด เขาได้ถามมาว่าตายแล้วต้องเกิดเป็นอย่างไรอชีวิตเกิดขึ้นมาได้อย่างไร มีอะไรบ้าง พออธิบายต่อไปเขาก็สงสัยว่ารูปคืออะไร นามคืออะไร จิตที่เกิดขึ้นมาครั้งแรกล่ะเกิดขึ้นมาได้อย่างไร จึงไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไรเพราะเขาเป็นเด็กด้วยและก็ยังไม่มีพื้นฐาน จะอธิบายอย่างไรให้เขาเข้าใจได้ง่ายๆ

ตอบ ถ้าเด็กคนนี้มาถามว่าตายแล้วต้องเกิดคืออะไร ก็จะไม่ตอบอธิบายไปในเรื่องของรูปนามหรือนามคืองจิต แต่จะบอกกับเด็กว่า น่ารักจังเลยที่สนใจเรื่องอย่างนี้ แล้วก็เป็นจริงนะหนูนะ...ครูชื่นชมเธอจริงๆ นี่คือความจริงที่ครูก็เคยเรียนมา และครูเองก็เรียนไปถึงว่ามีการเกิดและตายจริงๆ ครูขอชมว่าหนูเป็นคนดี และขอชมไปถึงคุณพ่อคุณแม่ของหนูด้วยที่อบรมและปลูกฝังให้หนูเชื่อเรื่องที่เป็นจริง ทำไมครูพูดอย่างนี้รู้ไหมจ๊ะ? เพราะว่ามันมีสองจริงลูก

จริงอย่างที่หนูพูดนี่เป็นจริงอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ หนูรู้จักพระพุทธเจ้าไหมจ๊ะ? อย่างที่เราสวดมนต์ไหว้พระนี่คือการที่เราไหว้พระพุทธเจ้า พระองค์เป็นผู้ที่สอนจริงคือสอนเรื่องชีวิตของหนูไง หนูต้องเกิดแล้วหนูต้องแก่ หนูต้องเจ็บ และหนูต้องตาย แล้วชาติหน้าก็มีนะลูกนะ...นี่คือความจริงแท้แน่นอนเลย แต่ครูขอบอกเท่านี้นะ

ส่วนอีกจริงหนึ่งก็คือจริงอย่างที่หนูเรียนอยู่ในชั้นเรียนนี่แหละ เป็นจริงที่ต้องนำไปใช้สู้ในชีวิตจริงๆ ของเราในการเดินทาง แต่ความจริงเหล่านี้เป็นจริงเฉพาะที่คือหนูเรียนอยู่ในชั้นนี้ก็มีตำราเรียนที่เป็นจริงของชั้นเรียนนี้ แต่พอหนู่ขึ้นชั้นใหม่ ตำราเล่มนี้ก็ไม่ใช่เล่มจริงของอีกชั้นหนึ่งแล้ว ตำรานี้ต้องเปลี่ยนไปนะลูก ฉะนั้น หนูแยกออกหรือยังลูกว่าความจริงมีสองจริงนะจ๊ะ

แล้วหนูจะถามอะไรต่ออีกไหมจ๊ะ? สมมติว่าเด็กเขาถามต่อว่า ครูขาๆ ถ้าเผื่อตำรานี้ไม่จริงแล้วหนูจะเรียนไปทำไมคะ เพราะที่ครูบอกว่าถึงจะจริงแต่มันต้องเปลี่ยน? ก็ควรตอบว่า ชีวิตนั้นต้องต่อสู้ และคนในโลกนี้ที่ต่อสู้กันอยู่ก็เพราะเรื่องความจริงที่ปลอมๆ นี่แหละ คือ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุขไงลูก ถ้าหนูสอบไม่ได้หนูก็จะเสียใจ ฉะนั้นที่หนูต้องเรียนก็เพื่อความไม่เสียใจไงลูก

และที่หนูถามเกี่ยวกับเรื่องการตายและการเกิด ครูก็จะพาหนูไปยังความจริงอีกจริงหนึ่งว่า ที่หนูถามมาอยางนี้ครูรู้สึกชื่นชมและขอให้หนูรู้ว่า หนูเกิดมาจากอดีตอย่างแน่นอน และหนูก็กำลังเดินทางไปสู่อนาคต หลักสำคัญสำหรับชีวิตหนูในวัยนี้ก็คือ หนูจงเป็นคนดี อย่าทำชั่ว ตั้งใจเรียนเพราะชีวิตของเราต้องเดินทางไกล แล้วหนูจะมีอะไรถามต่อไหมจ๊ะ? เราก็ต้องเบนคำถามมาอย่างนี้เพื่อทีจะอธิบายให้เหมาะสมกับผู้ฟัง

อยู่ดีๆ เราจะไปป้อนความรู้เรื่องรูป เรื่องนาม เรื่องจิตทันทีเลยคงไม่ได้ ....จึงต้องมีจิตวิทยาในการคุยกับเด็ก นี่ค่อคำตอบที่หากตนเองเป็นผู้ตอบ เพราะเราต้องคิดถึงธรรมชาติความจริงว่าเด็กอายุสิบสี่นี่เขายังรับไม่ได้ เพราะขนาดพวกอายุสี่สิบแล้วสอนเท่าไหร่ก็ยังรับได้ยากเลย ยิ่งผู้ที่อายุเกินสี่สิบไปแล้วก็ยิ่งรับได้ยาก แต่ถามว่าแล้วเรามาเรียนกันทำไม ? ประโยชน์ของสัมปโยคะ สังคหะที่เรามาเรียนทุกสัปดาห์นั้นคืออะไร?

เราจึงต้องถามตัวเองว่าเราเรียนทำไม ตอนนี้การเรียนนั้นไม่ตรงต่อเป้าหมายของพระพุทธเจ้าอย่างมากมายเพราะเรียนเพื่อลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เพื่อเอาไปข่มว่าฉันเรียนจบแล้ว ทั้งๆ ที่การเรียนพระธรรมเป็นไปเพื่อทำลายอัตตา ถ้าหากเราไม่สอนตัวเองว่าเรียนเพื่อทำลายอัตตาแล้วเนี่ยมันก็จะเป็นวงกลมของชีวิตที่ไม่สามารถสิ้นสุดได้ คือวัฏฏะสงสาร

โดย น้องกิ๊ฟ [3 มี.ค. 2552 , 14:19:06 น.] ( IP = 125.27.172.206 : : )
[ 1 ] [ 2 ][ 3 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org