| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
แก้ไขและป้องกัน
สลักธรรม 11
วงกลมคือวัฏฏะสงสาร เป็นชีวิตของเราที่เดินทางมาในภพภูมิต่างๆ เมื่อพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาแล้วก็ทรงเติมความจริงลงไปว่า สังสารวัฏเป็นวงกลมแห่งความจริงที่เรามีชีวิตที่ต้องเวียนว่ายตายเกิด มีชีวิตเราเป็นไปเพียงลำพังคนเดียว รู้คนเดียว ทำกรรมคนเดียว และได้รับวิบากคนเดียว ก็คือเส้นรอบวงกลมนี้
พระพุทธองค์ทรงสอนเรื่องวัฏฏะสงสารรอบแห่งกรเวียนว่ายตายเกิดนี้แหละที่ไม่มีวันสิ้นสุด เต็มไปด้วยตัณหาและอวิชชา โลภะมูลจิตแปดคือตัณหา และอวิชชาคือโมหเจตสิกความไม่รู้คือคำว่าโง่ วัฏฏะสงสารจึงมีเกิดขึ้น พระพุทธองค์ทรงลงทุนใช้เวลาบำเพ็ญบารมีถึงสี่อสงไขยจึงได้ล่วงรู้ในเรื่องเหล่านี้แล้วเราล่ะลงทุนกันมามากขนาดไหน จึงอย่าได้คิดหรือรู้สึกท้อถอยว่ามาที่นี่เกือบสิบปีแล้วนะ ถ้าเทียบแล้วระยะเวลาสิบปีนี้พระพุทธเจ้าทรงกำลังทำบารมีได้นิดเดียวเอง
พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้วงกลมนี้แล้วก็แบ่งวงกลมนี้ออกเป็นสี่ส่วน คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เป็นอริยสัจธรรมทั้งสี่ประการ
ทุกข์ แบ่งออกเป็นสองชนิดก็ได้ คือ ทุกข์ประจำ กับทุกข์จร ทุกข์ประจำคือ เกิด แก่ ตาย ทุกข์จรคือ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส อัปปิเยหิสัมปโยโคทุกโข ปิเยหิวิปปโยโคทุกโข ยัมปิจฉังนลภติตัมปิทุกข์ ... คือที่เราสวดมนต์กันนี่แหละ
หรือจะแบ่งออกเป็นห้าชนิดก็ได้ คือ ทุกขเวทนา สังขารทุกข์ สภาวทุกข์ ทุกขลักษณะ ทุกขสัจจะ หรือถ้าหากจะแปลให้เกิดความรู้กันเลยในวันนี้ก็คือ ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ ที่ทนไม่ได้ก็เพราะว่านั่งนานๆ ก็เมื่อย เดินนานๆ ก็เมื่อย ยืนนานๆ ก็เมื่อย ความเมื่อยนี้เป็นทุกข์กาย
หรือถ้ามีคนมานั่งชื่นชมเราตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงก็แย่เลยคงเลี่ยนมาก แล้วชีวิตเราก็เป็นคนอยู่ตลอดไปทุกชาติไม่ได้ก็ต้องไปเป็นอย่างอื่นไปเป็นสัตว์ เมื่อพูดถึงเรื่องไปเป็นสัตว์แล้วก็จะเล่าให้ฟังว่าเมื่อสัปดาห์ก่อนได้ดูสารคดีชีวิตสัตว์ใต้ท้องทะเล ตอนดูนั้นก็รู้สึกแขยงและขยาด และในขณะที่ดูนั้นก็นึดถึงคำพระพุทธเจ้าว่า "ไม่มีใครไม่เกิดเป็นญาติพี่น้องกัน"
โดย น้องกิ๊ฟ [3 มี.ค. 2552 , 14:19:26 น.] ( IP = 125.27.172.206 : : )
สลักธรรม 12
เขาได้ถ่ายชีวิตสัตว์ทะเลมากมาย เขาได้ถ่ายฝูงปลาทูที่ไปไหนก็ไปกันเป็นวงๆ แล้วก็ได้ดูปลาวาฬที่ตัวใหญ่มากๆ เหมือนเรือดำน้ำ ผิวก็ขรุขระดูเก่ามาก ก็คิดดูแล้วกันว่ากว่าจะโตตัวเท่านี้ต้องใช้เวลานานขนาดไหน พวกปลาทูก็พากันว่ายไปเข้าปากปลาวาฬทีละฝูงๆ ขณะที่ดูนั้นก็คิดไปต่างๆ นานาว่าทำไมไม่แยกกันว่ายน้ำไปคนละทางจะได้ไม่ต้องว่ายเข้าไปในปากปลาตัวใหญ่อย่างนี้ ก็สลดใจที่เห็นสัตว์ใหญ่กินสัตว์เล็ก
ได้เห็นการวางไข่ของปลาหมึกของม้าน้ำที่วางไข่ครั้งละเยอะแยะ ตอนที่ดูอยู่แล้วเห็นปลาหมึกเด็กๆ ตัวเล็กๆ ว่ายน้ำออกมาจากปะการัง ตอนนั้นก็นึกเลยว่า เราก็เคยเกิดเป็นปลาหมึก แล้วเราก็มีพี่เป็นปลาหมึก มีน้องเป็นปลาหมึก เพราะเกิดมาในท้องแม่เดียวกันครั้งละมากๆ แต่เราคิดแค่ว่า เกิดเป็นลูกมนุษย์จึงดูเหมือนมีพี่น้องน้อย และไม่ค่อยคิดว่าเคยเป็นพี่น้องกับใคร
เราอาจเคยโง่เองว่ายน้ำเป็นขบวนไปเข้าปลาปลาวาฬปลาฉลามไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ แล้วก็ได้เห็นปลาวาฬสู้กันเนื้อหลุดออกมาเป็นชิ้นๆ เลือดอาบทะเล จนตัวหนึ่งตายไปแล้วก็จมลงสู่ก้นทะเล ตอนแรก็คิดว่าตายก็จบเรื่องแล้ว แต่เขาตามไปถ่ายต่อก็ได้เห็นว่า พอจมลงไปแล้วพวกปลาไหลก็ตามไปกัดกินไปเกาะดูดเนื้อปลาจนเหลือแต่โครงกระดูก... ดูแล้วก็เศร้าใจจริงๆว่าเราก็เคยเป็นเดรัจฉาน ฉะนั้นก็อย่าไปเกลียดชังใครมากเลยเพราะอย่างน้อยก็เคยเป็นพี่น้องกันมา
และเป็นเพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตายกับเรา เราไปเกิดในภพภูมิต่างๆ อยู่ในภูมิเดียวไม่ได้ จึงจะเห็นว่าทุกข์นี่แหละที่อยู่กับเรา
สำหรับสมุทัย.. เหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ องค์ธรรมก็คือตัณหา โลภเจตสิกในโลภมูลจิต ๘ ดวงที่มีทั้งทิฏฐิสัมปยุตและวิปปยุต
พระพุทธเจ้าตรัสรู้นิโรธ และนิโรธคามินีปฏิปทาทางเดินไปสู่ความสิ้นสุดทุกข์คือวิมุตติสุข จะเรียกนิโรธว่านิพพานได้ แต่ที่จริงนั้นในมรรควิถีเมื่อโคตรภูญาณเกิดขึ้นมีพระนิพพานเป็นอารมณ์ครั้งที่หนึ่ง เมื่อโวทานเกิดขึ้นก็มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ครั้งสองสามสี่..ท่านจึงใช้คำว่า นิพพานเรื่องของในวิถีจิตเพื่อแสดงถึงอารมณ์ที่ไม่มีกิเลส แต่ในเรื่องอริยสัจจ์นั้นท่านใช้คำว่านิโรธ เพราะเป็นความสุขสงบจากการเดินทาง
และเมื่อมาถึงโสดาปัตติมรรคจิตแล้วก็จะเวียนว่ายตายเกิดอีกไม่เกินเจ็ดชาติเท่านั้นอย่างแน่นอนและตายตัว สังสารวัฏของท่านจึงเหลือเพียงนิดเดียวเมื่อเทียบกับของเราที่มีขนาดใหญ่เท่าปลาวาฬ แต่ของท่านขนาดเท่าลูกปลาหมึกที่เพิ่งเกิด ..หลวงพ่อบอกว่าสังสารวัฏของเราใหญ่จนโอบโลกโอบจักรวาลได้
โดย น้องกิ๊ฟ [3 มี.ค. 2552 , 14:19:45 น.] ( IP = 125.27.172.206 : : )
สลักธรรม 13
วงกลมของเรามีการเดินทางมามากมาย จิตดวงแรกจึงหาเบื้องต้นไม่ได้เพราะเป็นอนัตตังจึงอย่าไปเปิดทางให้ใครถามเพราะเราไม่มีสัพพัญญุตญาณจึงไม่สามารถตอบได้ และไม่มีไหวพริบปฏิภาณที่จะไปตอบได้ หรืออาจจะตอบไปแล้วแต่คนฟังไม่มีความสามารถที่จะรองรับความเข้าใจนั้นได้ และถ้าเขานำไปพูดต่อก็จะเกิดความไขว้เขว
นิโรธคือความสิ้นสุดทุกข์ก็คือการตัดสังสารวัฏให้ไม่ต้องเกิด โดยนิโรธนี้เป็นผลมาจากเหตุคือ มรรค เราจึงจะรอให้สิ้นสุดเองไม่ได้แต่ต้องทำให้เกิดขึ้นมิฉะนั้นแล้วก็จะมีกรรมใหม่เกิดขึ้นเรื่อยๆ แบบกรรมที่เราก่อ บ่อที่เราขุด หมุดที่เราปัก
เวลาที่เราคุยกับใครแล้วได้รับเรื่องไม่ดีมา หรือรู้เรื่องไม่ดีมา..อย่าไปเล่าให้ใครฟัง เก็บไว้ที่เราแล้วก็พยายามทำให้มันไปจากเรา หลวงพ่อท่านบอกว่า ท่านเป็นเจ้าอาวาสท่านก็เคยเห็นและเรื่องไม่ดีของชาวบ้านมาเยอะแยะเลย แต่ท่านจะไม่เอาไปเล่าให้ใครๆ ฟัง เพราะการเอาไปเล่าให้ใครๆ ฟัง เป็นการตอกหมุดลงไปในหัวใจของเขา..คือความจำ
เมื่อเขาได้ฟังเราโดยที่เราตอกหมุดลงไปในใจเขาแล้ว เขาก็มีหมุดนั้นปักอยู่ เวลาที่เขาไปพูดเขาก็จะมีหมุดนี้คือข้อมูลที่ไม่ดีกระจายออกไปอีก แล้วก็อาจไปเสริมแต่ง ..อย่าลืมว่า คนที่เลวนั้นเลวไม่นาน เขาเลวเป็นจังหวะๆ แต่เวลาที่เราไปตอกหมุดเล่าความเลวของเขานั้นเล่าเสียมากมายและซ้ำซาก ท่านจึงบอกว่าอย่าไปเผยแพร่ความชั่วใครเพราะเป็นหมุดที่เราปักลงทั้งที่คนอื่นและที่ตนเองด้วย
ฉะนั้น มรรค..ในที่นี้เป็นหนทางดำเนินสู่ความพ้นทุกข์ที่เราจะต้องทำเอง และเป็นสิ่งที่เราจะต้องศึกษาและทำความเข้าใจให้รู้อย่างละเอียด มรรคมีองค์แปด มรรคคำเดียวนั้นหมายถึงหนทางที่ไปอบายก็ได้ไปสุคติก็ได้ แต่ถ้าเป็นมรรคแปดก็คือหนทางแห่งความพ้นทุกข์ มีสัมมาทิฏฐิเป็นประธานเป็นเข็มทิศให้ทางนั้นเป็นเส้นตรงสู่ความพ้นทุกข์
ความพ้นทุกข์จึงอยู่ที่เราเอง ที่เรามาเรียนกันนั้นก็เพื่อพ้นทุกข์ ทั้งทุกข์ประจำทุกข์จร และทุกข์แห่งการเดินทางที่ไปเกิดเรื่อยๆ ไปเป็นปลาที่กำลังว่ายน้ำอยู่แล้วก็ถูกปลาใหญ่กิน ..เป็นการตายด้วยการถูกประหารก็อาจไปเกิดในนรกที่ต่ำลงไปอีก
อย่างที่ดูในสารคดีนั้นได้ทำให้เกิดความสยองเกล้ากับการเกิดมากๆ แล้วก็นึกในตอนนั้นว่า ทางที่ไปเป็นสัตว์เดรัจฉานคือโมหะนั้นข้าพเจ้าขอตั้งจิตอธิษฐานเลยว่า จะไม่หลับนอกเวลาหลับในตอนกลางคืน จะพยายามเตือนตนและสะกดจิตตนเองแล้วก็ทำมาแล้วจึงไม่เคยมีใครเห็นว่ามีอาการง่วงสัปหงกในตอนที่อยู่ในชั้นเรียนทั้งตอนเด็กหรือตอนที่โตแล้วหรือกำลังฟังพระเทศน์..กล้าท้าพิสูจน์ในตอนนี้เลยว่าใครเคยเห็นภาพเหล่านั้นบ้าง
ไม่เคยหลับตาตอนที่กำลังเรียนหรือฟังพระเทศน์เพราะรู้ว่าการหลับตาจะพาสัปหงก อะไรที่เป็นสิ่งสุ่มเสี่ยงให้จิตนั้นเข้าถ้ำก็ขอให้อย่าทำเพื่อที่จะได้ไม่ไปเป็นสัตว์เดรัจฉาน จึงต้องเตือนตนไม่ให้หลับและจิตนั้นมีอำนาจมีพลังจิตทำให้ตาใสใจสุขได้ อย่าปล่อยให้แรงโน้มถ่วงของโลกมาดึงหนังตาให้ปิดลงไปเหมือนแก้มที่ย้อยหูที่ยาน ถ้าเราตั้งใจหลับตาลงไปอีกก็จะยิ่งช่วยให้หลับได้ง่ายขึ้นและรับรู้สิ่งที่มีประโยชน์รอบๆ ตัวไม่ได้
โดย น้องกิ๊ฟ [3 มี.ค. 2552 , 14:20:06 น.] ( IP = 125.27.172.206 : : )
สลักธรรม 14
การที่เรามาเรียนทุกสัปดาห์เหมือนเป็นการดำเนินชีวิตเพื่อส่งเบี้ยประกันชีวิตของเราไม่ให้ตกไปในอบายภูมิ เรามาส่งเบี้ยประกันวัฏฏะสงสารด้วยการมาศึกษาเล่าเรียน สวดมนต์ไหว้พระ และการปฏิบัติธรรม...เบี้ยประกันแบบนี้เป็นเบี้ยที่ดีที่สุดไม่มีการล้ม สิ่งที่เราได้ศึกษาไปก็จะติดตัวไปเป็นทุนแม้ไม่ได้นำมาท่องจำแต่เราก็เข้าใจและจำได้ด้วยความตั้งใจ
อย่างตนเองที่จำได้โดยไม่ต้องไปท่องจำก็เพราะตั้งใจก่อนว่า เราอยากรู้ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ แล้วก็ซึ้งในคุณของท่านพระอนุรุทธาจารย์ และก็รู้สึกขอบพระคุณในคุณของท่านอาจารย์พระมหาแสวงที่ท่านได้สอนให้...จึงตั้งใจจำในสิ่งที่ได้ฟังให้ได้มากที่สุด และจะไม่หลับตาเพราะต้องการเรียนครั้งเดียวจบไม่ชอบเรียนซ้ำชั้น แต่ชอบที่จะเดินหน้า ไม่ว่าของเก่า ไม่เล่าอดีต..จึงจำในสิ่งที่เรียนเหล่านั้นได้เพราะความตั้งใจ
เมื่อเราเรียนแผนที่ชีวิตคือแผนผังเหล่านี้จนเข้าใจแล้วก็จะรู้ว่าไร้สาระ ไม่มีความเป็นตัวตนคนสัตว์ ยิ่งมาเรียนสัมปโยคะสังคหะก็จะยิ่งรู้ชัดในการทำงานของจิตชนิดต่างๆ ในแต่ละภูมิที่มีสิทธิ์เกิดขึ้นได้และเกิดขึ้นไม่ได้ เช่น ในกามวจรจิตนั้นอย่างเราๆ มีสิทธิ์เกิดจิตขึ้นได้เพียง ๔๕ ดวงจากทั้ง ๕๔ ดวง โดยที่เหลือนั้นเป็นสิทธิ์ของพระอรหันต์
และในจิต ๔๕ ดวงนี้ชนิดไหนเกิดมากกับเรา ..อกุศลจิต ๑๒ เกิดมากกับเราแต่ในขณะนี้มหากุศลดวงใดดวงหนึ่งกำลังเกิดกับเรา เพราะเรากำลังถามตอบธรรมะกันอยู่ ..ที่ตอบได้นึกออกก็เป็นประเภทที่ประกอบไปด้วยปัญญา ที่ยังตอบไม่ได้นึกไม่ออกก็ไม่ประกอบไปด้วยปัญญา ที่ตอบได้แล้วยิ้มด้วยก็มีโสมนัส ที่ตอบแบบเสียไม่ได้ก็เป็นอุบเกขา..จะเห็นว่ามีจิตหลายอย่างเกิดขึ้นในเหตุการณ์เดียวกัน ..ก็สุดแต่ใจจะไขว่คว้า
ชีวิตของเรากำลังเสวยวิบากกันอยู่ มีการรับอารมณ์ทางทวารต่างๆ ตลอดเวลา เมื่อเราเสวยวิบากเหล่านี้..กรรมใหม่ก็เกิดขึ้น จะเป็นกุศลกรรม อุกศลกรรมก็สุดแต่ใจจะไขว่คว้า
จากการที่เรียนเรื่องของจิตก็จะทำให้ทราบว่า ตัณหาที่เกิดขึ้นมาเช่นในโลภมูลจิตดวงแรกนั้นก็ไม่ใช่เรา ความรู้สึกก้ไม่ใช่เรา เพราะเมื่อกระจายองค์ประกอบออกมาแล้ว จิตดวงนี้ประกอบด้วยเจตสิก ๑๙ ชนิด คือ อัญญสมานาเจตสิก ๑๓ โมจตุกะเจตสิก ๔ โลภเจตสิก ๑ และทิฏฐิเจตสิก ๑ จึงเป็นการมาทำงานของสภาพธรรม ๑๙ ชนิด
บางคนเรียนแล้วกระจายออกมาได้ว่าไม่ใช่คนไม่ใช่สัตว์แต่ยังมีความเห็นผิดว่า "ทำไปเถอะ.. เพราะไม่ใช่คนไม่ใช่สัตว์ " แต่ลืมนึกไปว่า อำนาจ..สัตติ มีอยู่และเป็นพลวปัจจัยที่มีกำลังแรงมาปรากฏในขณะที่เราต้องตาย ซึ่งหลายคนนั้นใกล้ตายแล้วเพราะอายุเกินหกสิบแล้วบ้างก็เข้าไปนั่งนอนอยู่ในโลงรอฝาโลงปิด รวมทั้งคนที่อายุน้อยกว่านี้ก็ประมาทไม่ได้ พวกที่จะหกสิบแล้วก็เตรียมสั่งซื้อโลงมาได้แล้ว
และทุกท่านก็ใกล้ตายแล้ว เมื่อตายแล้วก็อาจไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานก็ได้แล้วก็มีชีวิตทั้งชีวิตหลับไหลไม่รู้เรื่องแบบหมีโคล่าที่เกาะกิ่งไม้หลับ หรือเพนกวินที่เดินหนีคลื่นกันอยู่ตลอด หรือหมีแพนด้าที่นั่งกางขากินไม้ไผ่แล้วก็ขว้างทิ้งๆ
โดย น้องกิ๊ฟ [3 มี.ค. 2552 , 14:20:24 น.] ( IP = 125.27.172.206 : : )
สลักธรรม 15
ฉะนั้น วันนี้เราก็มา.. เปิดม่านเจอกันฉันท์มิตร เปิดความคิดเจอกันฉันท์พี่น้อง เปิดดวงใจพบกันเพื่อปรองดอง เปิดครรลองแห่งพระธรรมนำสุขเอย ..เพราะทุกอย่างสุดแต่ใจจะไขว่คว้า
ชีวิตของเราที่มีอยู่เพียงลำพัง มีการรับอารมณ์ทางทวารต่างๆ อยู่ตลอด เราจึงต้องกระทำกรรมให้ดีเพื่อชาติหน้าที่จะมีต่อไป และรู้จักฝืนชะตาที่จะพาไปสู่ความมืดมนคือโมหะทั้งหลาย แต่ละคนมีสิทธิ์ที่จะเลือกว่าจะไปเป็นปลาทู ปลาหมึก ปลาวาฬก็ได้ หรือจะเลือกไปสู่สุคติภูมิเป็นมนุษย์ เป็นเทวดาก็ได้ ..สุดแต่ใจจะไขว่คว้า
อย่าให้ข้อคิดหรือเพลงที่ได้ฟังในแต่ละครั้งมาทำให้เราสลดแค่ในตอนนี้ แต่ให้ประมวลเก็บความเข้าใจแล้วมาสลดจิตให้มากๆ ที่พูดนี้ก็เป็นแค่เพียงกระตุ้นเตือนแต่อย่าให้เตือนบ่อยๆ ...ทุกคนต้องเตือนตัวเองเพราะเวลาของแต่ละคนเหลือน้อยลง อิสรภาพของแต่ละคนก็น้อยลงเพราะว่าโลกแย่ลง มีความร้อนมากมีปฏิกริยาเรือนกระจก ..นี่แค่พระอาทิตย์ดวงเดียว เรายังร้อนขนาดไหน เมื่อไหร่ที่มีไฟบรรลัยกัลป์ หรือพระอาทิตย์เจ็ดดวงเราไปต่ำแน่ๆ ถ้าหากไม่เร่งทำสิ่งที่ดีๆ เสียตั้งแต่ตอนนี้
แล้วก็อย่าคิดว่าอายุยังน้อยอยู่ เพราะอายุสั้นก็มี ..ทำให้สติสัมปชัญญะอยู่กับตัวเองได้ทุกวัยจึงจะเรียกว่าเป็นสิ่งที่ดี โอกาสที่ชีวิตจะทำดีได้สะดวกๆ นั้นไม่ใช่มีได้ง่ายๆ เราเคยมีตอนที่อยู่ในวัยเด็ก วัยรุ่นที่กำลังเจริญเติบโตเจริญพันธุ์ แต่ตอนนี้เราอยู่ในวัยชราใกล้สูญพันธุ์
แต่ละคนจึงต้องรีบหาตู้ยาประจำบ้านเอาไว้ นอกจากจะเป็นยาสามัญแล้วควรจะมีพระธรรมคำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไว้ด้วย เพื่อจะให้ใจของเรานั้นมีความร่มเย็น ..อย่าไปรักใครมาก และก็อย่าไปเกลียดใครมาก..เขาก็คือเขาที่ไม่มีอิทธิพลกับเราถ้าหากเราไม่เอาตัวเองเข้าไปมีอิทธิพลกับเขาด้วยความรู้สึกนั้น แต่ทำใจของเราให้ร่มเย็นดีกว่า
ใครชอบใครชังช่างเถิด ใครเชิดใครแช่งช่างเขา ใครด่าใครบ่นทนเอา ใจเราร่มเย็นเป็นพอ... คนเราเกิดมาจะมีใครมารักเราหมดหรือเกลียดเราหมด? ไม่มี จึงอย่าไปสนใจเพราะเป็นเรื่องธรรมดาปกติของโลกธรรมที่มีลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์ ..เมื่อใจเราร่มเย็นแล้วทางไขว่คว้าของเราก็คือ นิโรธคามินีปฏิปทา
ขออกุศลเจตนาทั้งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ในช่วงเช้าที่ได้มาอยู่ร่วมห้องร่วมหอใจร่วมความเป็นไปในกุศลวันนี้ ขอให้เป็นปฏิพรย้อนคุ้มครองท่านให้มีร่มใจในธรรม ร่มกรรมในกุศล และกางร่มนี้เดินฟันฝ่าอุปสรรคนานาประการไปดวยความเย็นของจิตใจเป็นไปเพื่อมรรคผลนิพพานได้โดยทั่วหน้ากันทุกท่านทุกคน ....อนุโมทนาค่ะ
โดย น้องกิ๊ฟ [3 มี.ค. 2552 , 14:20:43 น.] ( IP = 125.27.172.206 : : )
สลักธรรม 16ขอบพระคุณน้องกิ้ฟมากค่ะ
ที่นำธรรมะที่มีคุณค่ามาฝาก
ได้มาติดตามสิ่งที่ขาดหายไปโดย น้องอุ๊ [3 มี.ค. 2552 , 18:43:44 น.] ( IP = 125.24.14.234 : : )
สลักธรรม 17กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ค่ะ สำหรับหลักแก้ไขและป้องกัน รวมทั้งบทเพลงที่เป็นสิ่งเตือนว่า อยู่ที่ตัวเราเองที่จะเลือกเส้นทางไหน
อนุโมทนาในกุศลที่ได้กระทำสม่ำเสมอของน้องกิ๊ฟค่ะโดย เซิ่น [3 มี.ค. 2552 , 21:43:54 น.] ( IP = 61.90.19.246 : : )
สลักธรรม 19ติดตามอ่านกระทู้ด้วยความรู้สึกชื่นชมในความเพียรของน้องกิ้ฟ และขออนุโมทนาสาธุครับ
มาถึงเนื้อหาสาระนั้น อ่านแล้วก็รู้สึกเข้าไปในชีวิตของตนเอง ที่เกิดมาต้องเหนื่อย ต้องล้า และต้องแบกขันธ์ที่เป็นภาระหนักนี้ได้ชัดเจน ทำให้เห็นการกระทำที่ผ่านมา มีการแก้ไขมากมาย และมีการป้องกันน้อยจริงๆเลยครับ
แต่ถึงกระนั้นก็จะพยายามสังวรระวังใจให้มากขึ้น และมีความอดทนต่อสิ่งเร้าต่างๆให้มากขึ้น โดยเฉพาะอารมณ์ที่ตนเข้าไปตัดสินว่า ไม่ชอบ ให้มากๆ เพราะถึงอย่างไรเราก็ไปแก้ไขใครให้ทำแบบที่เราชอบไม่ได้ หันมาแก้ใจตนดีกว่า เพราะถ้าทำได้ เท่ากับเป็นการแก้ไขและระวังใจไม่ให้อยู่ในความประมาทได้นั่นเอง..ขอบคุณมากครับผม.โดย พี่เณร [4 มี.ค. 2552 , 08:41:01 น.] ( IP = 58.9.138.161 : : )
สลักธรรม 20
อ่านแล้วทำให้รู้สึกกลัวในสังสารวัฏฏ์มากเลยนะคะ ยิ่งนึกภาพที่ท่านอาจารย์เปรียบเทียบวัฏฏะของพวกเราว่าใหญ่โตยิ่งกว่าจักรวาล ส่วนวัฏฏะของพระอริยเจ้ามีพระโสดาบันเป็นต้น วัฏฏะของท่านเหลือแค่วงเล็กๆ เพียงเขียนวงกลมเล๊กเล็กเทียบกับวงกลมบนกระดาน หรือท่านก็เพียงหมุนรอบตัวเองเท่านั้น เพราะท่านบอกว่าพระโสดาบันมีอีกอย่างมากเพียง ๗ ชาติเท่านั้น
ทุกวันนี้พวกเราประมาทกัน เพียงแต่มีความสลดเป็นขณะๆเท่านั้น
ก็ต้องขอกราบขอบพระคุณท่านอาจารย์มากๆ ที่เพียรทุกวิถีทางที่จะให้บรรดาศิษย์ของท่านได้เลิกประมาทกันเสียที ให้เริ่มเดินทางกันได้แล้ว และก็ยังเพียรให้ทุกคนตระหนักว่าเวลาในภพชาตินี้เหลือน้อยเต็มทีแล้ว หลายชีวิตที่รอเพียงการตอกฝาโลงเท่านั้น
และต้องขอบพระคุณและอนุโมทนาในความเพียรความตั้งใจของน้องกิ๊ฟเป็นอย่างยิ่งในการถอดเทปและพิมพ์มาลงกระทู้ธรรมนี้โดย พี่ดา [4 มี.ค. 2552 , 10:07:49 น.] ( IP = 124.121.178.108 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |