มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


สังคมอุดมโศกหรือสังคมอุดมสุข






ธรรมะปฏิสันถาร "สังคมอุดมโศกหรือสังคมอุดมสุข"


สังคมอุดมโศก คือ สังคมที่อยู่แล้วทุกข์ร้อน เดือดร้อนเอารัดเอาเปรียบ เหยียบย่ำซ้ำเติมซึ่งกันและกัน เพราะขาดเมตตาจิตมิตรภาพ ความเดือดร้อนนั้นบางครั้งผู้ก่อก็เป็นผู้ได้เปรียบ แต่ไม่นานความเดือดร้อนก็จะกลับมาสู่ตัวผู้กระทำ ไม่มีอันหนีพ้นไปได้

สังคมอุดมสุข คือ สังคมที่มีรอยยิ้มแย้มแจ่มใส มีเสียงหัวร่อ ไปไหนมาไหนไม่ต้องหวาดกลัวหรือหวาดระแวงมีการหยิบยื่นไมตรีจิต มีการช่วยงานกันด้วยมิตรภาพ ผู้มีไมตรีจิตมิตรภาพที่เริ่มจากตัวเองก่อน ในระยะแรกก็เกิดความสุขในฐานะผู้ให้

ในระยะต่อมาความสุขนั้นก็จะกลับมาสนองตนเอง เข้าลักษณะว่า...อยู่กับสัตว์ สัตว์ก็มีไมตรี อยู่กับผี ผีก็รักษา อยู่กับเทวดา เทวดาก็คุ้มครองจึงไม่มีเครื่องรางของขลังใดที่จะป้องกันตัวได้วิเศษเท่ากับไมตรีจิต และไม่มีเครื่องรางของขลังใดที่จะเป็นเมตตามหานิยมเท่ากับไมตรีจิต เครื่องรางของขลังจะเพิ่มความศักดิ์สิทธิ์ก็เพราะไมตรีจิตของคนผู้นั้น

เอ้า...เครื่องรางของขลังก็มีอานุภาพตามที่ผู้เสกกระทำ แต่ถ้าผู้นำไปห้องคอขาดเมตตาหรือไมตรีจิตเสียแล้ว ของขลังก็ไม่อำนวยผล

ยกตัวอย่างเจ้าของร้านอาหารใหญ่แห่งหนึ่ง ปรับทุกข์กับอาตมภาพว่ามีลูกน้องหลายคน ถ้าวันไหนมีผู้เข้ามารับประทานอาหารมากๆ มันก็รู้สึกเหนื่อยพอเหนื่อยหน้ามันก็งอเหมือนม้าหมากรุก ทำให้แขกบ่นให้ได้ยินบ่อยๆ ว่าแล้วแกก็ถอนหายใจดังๆ แล้วก็ถามว่า...จะทำอย่างไรดีเล่าท่าน...

อาตมาก็ถามว่าเวลาใช้คนนั้นไปดุด่าว่ากล่าวเขาแรงๆ หรือเปล่า ก็ได้รับคำตอบว่าไม่ได้ดุ จึงได้ถามถึงเงินเดือน เขาก็แจ้งให้ฟังว่าอัตราเท่าไหร่ๆ ซึ่งเมื่อฟังดูแล้วก็เหมาะสมดี แต่ชะรอยว่าเด็กเหล่านี้คงไม่รู้ว่าการที่แขกมามากก็คือความอยู่รอดแต่ต้องเหนื่อย ส่วนการที่แขกมาน้อย เขารู้สึกว่าสบาย แต่เขาไม่รู้ว่าเป็นลางร้ายของการอยู่ไม่รอด

โดย พระราชวิจิตรปฏิภาณ [7 มี.ค. 2552 , 13:46:27 น.] ( IP = 58.9.237.224 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

จึงขอกระดาษเขามาแผ่นหนึ่ง แล้วเขียนข้อความให้ไปติดไว้ในที่ๆ พนักงานเท่านั้นจะได้อ่าน เขียนว่า

"ลูกค้าของเราคือเทพเจ้า
ลูกค้าที่เข้าคือผู้มีเกียรติ"

" อาหารดี แต่ไม่น่าแดก
เพราะ
หน้าไม่รับแขกที่เข้าร้าน"

"อาหารดีและน่ากินน่าชิม
เพราะ

พนักงานยิ้มให้แก่แขกที่เข้าร้าน"

"จงมาร่วมการบริการ
แบบ
มือเอื้อม ปากอ้า หน้ายิ้ม"

"จงอย่าทำงานบริการ
แบบ
มือง่อย ปากห้อย หน้ายักษ์"


เขียนให้เขาไปพิมพ์แล้วเคลือบพลาสติก ติดไว้ในที่ๆ พนักงานทุกคนเห็นได้ง่าย อย่าให้ผู้รับบริการเห็นจะเป็นการประจานลูกน้อง เดี๋ยวมันพยศเพราะหาว่าไปฉีกหน้าพวกเขา แล้วบอกว่าให้พิมพ์ชื่ออาตมาติดไว้ด้วย เจ้าของกิจการจะได้ปลอดภัย แต่ต้องเตรียมพิมพ์ไว้อีกหลายๆ แผ่น เพราะอย่างไรเสียมันต้องหาย ไม่ใช่หายเพราะว่ามันชอบ แต่หายเพราะว่ามันเกลียด จนกว่าจะชนะใจพวกเขา

โดย พระราชวิจิตรปฏิภาณ [7 มี.ค. 2552 , 13:47:08 น.] ( IP = 58.9.237.224 : : )


  สลักธรรม 2

ที่กล่าวมานี้ก็เพื่อให้เห็นว่าอะไรๆ ก็ไม่ดีกว่าไมตรีจิต มิตรภาพที่บ่มเพาะในตัวบุคคลจนเป็นอุปนิสัยถาวรชนิดที่เอาเสียมมาแซะก็ไม่หลุด เอาจอบมาขุดก็ไม่ถอน แล้วเขาก็จะเห็นค่าว่านี่เป็นการสร้างสังคมอุดมสุขแทนสังคมอุดมโศก

ในวงกว้าง จากระดับครอบครัว คนถึง ระดับชาติ การอยู่ด้วยกันต้องมีไมตรีจิตมิตรภาพต่อคนที่เราอยู่ด้วย ต่อคนที่รักเรา ต่อคนร่วมงาน ต่อเพื่อนร่วมชาติ คือพวกเราต้องอยู่ด้วยกันอย่างเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน ไม่เอารัดเอาเปรียบกันและกัน คือ

ลูกเต้าต้องมีความกตัญญูกตเวที

ลูกหนี้อย่าหนีนายทุน

นายทุนต้องการุณย์ต่อลูกหนี้

พวกปล้นจี้ต้องเห็นใจเจ้าของเงิน

คนเดินขบวนต้องเห็นใจคนใช้รถใช้ถนน

นักการเมืองต้องเห็นใจคนเลือกตั้ง

รัฐบาลต้องทุ่มเทพลังให้แก่ประเทศชาติ

พสกนิกรต้องช่วยกันป้องกันราชบัลลังก์

โดย พระราชวิจิตรปฏิภาณ [7 มี.ค. 2552 , 13:47:34 น.] ( IP = 58.9.237.224 : : )


  สลักธรรม 3

ทั้งหมดนี้คือการที่เรามีไมตรีจิตมิตรภาพ ยกตัวอย่างเช่น “พวกปล้นจี้ต้องเห็นใจเจ้าของเงิน” คือ ต้องคิดว่าเงินนั้นเขาหามาด้วยความยากลำบาก อยู่ดีๆ เราไปปล้นเขาจนหมดเนื้อหมดตัว ซ้ำยังทำร้าย ฆ่าเขาตาย มันเป็นธรรมแก่มนุษย์ด้วยกันไหม

และลองคิดในมุมกลับกันว่าถ้าเป็นของเรา แล้วคนอื่นปล้น ทำร้าย ฆ่าเรา เราจะรู้สึกอย่างไร เกิดมาต้องคิดถึงพระราโชวาทของสมเด็จพระบรมราชชนกพระองค์มีภาษิตประจำพระองค์ว่า...ใจเขา ใจเรา...เขารักอะไร เราก็รักเหมือนเขา เราเกลียดอะไร เขาก็คงเกลียดเหมือนๆ กับเรา คือเราชอบสุข เขาก็ชอบสุข เราเกลียดทุกข์เขาก็เกลียดทุกข์ ฯลฯ ด้วย

เพราะสมเด็จพระบรมราชชนกทรงมีพระทัยเปี่ยมด้วยไมตรีจิตมิตรภาพ จึงเมื่อครั้งที่พระองค์ประทับศึกษาต่อที่ต่างประเทศ พระองค์จึงทรงขวนขวายดูแลนักเรียนไทยด้วยความรู้สึกเห็นใจในความหวัง ความว้าเหว่ การขัดสนและทรงดูแลแทนพ่อแม่ของเขาทั้งๆ ที่พ่อแม่เขาก็ไม่รู้จักพระองค์ แต่ทรงมีพระทัยอาสาในการดูแลด้วยความเอื้ออาทรกับทั้งทรงประทานข้อคิด

ยามที่ทรงว่างก็เสด็จไปเยี่ยม บางทีก็เปิดโอกาสให้เฝ้า ทรงเลี้ยงและตรัสถามสารทุกข์สุขดิบ จึงทรงเป็น(ดุจบิดา มารดร เปรียบได้ ฯลฯ) เป็นตอนหนึ่งพระนิพนธ์เพลงของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี และด้วยพระคุณธรรม...ใจเขา ใจเรา...นี่เอง พระองค์จึงได้รับถวายพระสมัญญาว่า... “พระบิดาแห่งการแพทย์สมัยใหม่”...

ยังมีความหวังอยู่ว่าเมืองไทยของเรานั้นจะดำรงชีวิตอยู่กันด้วยไมตรีจิตมิตรภาพ สังคมของเราก็จะกลายเป็นสังคมอุดมสุข สลายความเดือดร้อนอันเป็นสังคมอุดมโศกในปัจจุบันนี้เสียได้

พระราชวิจิตรปฏิภาณ


โดย พระราชวิจิตรปฏิภาณ [7 มี.ค. 2552 , 13:47:56 น.] ( IP = 58.9.237.224 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org