| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
มรดกพ่อ
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1
ด้วยเหตุนี้เราทุกคนจึงไม่ควรประมาทในการใช้ชีวิตและวาดโครงการชีวิต และจะไม่ประมาทได้อย่างไร?
เราก็จะต้องอาศัยความเข้าใจคือ ความเข้าใจใจกรรม เราควรสร้างกรรมดีให้มาก ๆ
อาศัยความเข้าใจในบารมี .. เราควรจะเตรียมพร้อมในการเดินทาง ชีวิตทุกคนต้องมี แม้แต่พุทธวงศ์ ที่เราได้อ่านพระพุทธประวัติ พุทธวงศ์ก็มีจุดหมายในชีวิตของแต่ละท่าน
และแต่ละท่านปรารถนาจะเป็นอย่างไรหรือปรารถนาจะเหมือนใคร ท่านก็ดำเนินชีวิตด้วยการสร้างบารมีเพื่อเป็นเสมือนหางเสือที่คอยคัดเรือชีวิตให้ตรงเป้าหมายนั้น
ที่นำเรื่องนี้มาพูดก็เพื่อจะบอกว่า ..เราเองก็เหมือนกันที่ควรจะมีแบบแปลนโครงสร้างเรือนชีวิตนับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป .. ถ้าหากใครทำแบบแปลนมาแล้วก็ดี แต่ถ้ายังไม่ได้ทำก็รีบทำเสีย
เพราะอะไร? เพราะไม่ว่าจะเป็นครงการอะไรในโลกนี้ที่มีอยู่มากมาย เช่น โครงการบ้านจัดสรร รถไฟฟ้าใต้ดิน รถไฟฟ้าบนดิน หรือเมกะโปรจเคต่าง ๆ ก็ล้วนต้องอาศัยองค์ประกอบที่ต้องมีความคิดเกิดขึ้นมาก่อน แล้วค่อย ๆ ลงมือกระทำตามสิ่งที่คิดนั้นไว้จึงจะปรากฏความสำเร็จ ..เราจึงควรจะวางระเบียบแบบแผนชีวิตของตัวเองให้มาก ปลูกสร้างบารมีของตนเองไปเพื่อลงไปสู่พื้นภูมิแห่งชีวิต เพื่อจะได้สมปรารถนา
การที่พูดเรื่องนี้ขึ้นมาก็เพราะได้มีการสนทนาธรรมกันที่โต๊ะอาหารในสัปดาห์ก่อน และได้ถูกขอร้องให้มาพูดเรื่องนี้บ้างในห้อง เพราะเห็นว่าเป็นสิ่งมีคุณค่า จึงขอย้ำว่า เป็นเรื่องราวสำคัญมากที่เราควรจะต้องมีเรือนชีวิตรับรอง เราต้องสร้างเรือนรับรองชีวิตเรา
ได้ลูกศิษย์คนหนึ่งได้ตั้งคำถามขึ้นมาว่า ถ้าอาจารย์เนรมิตได้ อาจารย์จะเนรมิตอะไร เพราะลูกศิษย์คนนี้รู้ว่าอาจารย์ทำฌานโดยการเพ่งกสิณขาว(ต้องขอบอกตรงนี้ก่อนว่า ..ทุกคนมีสิทธิ์ทำฌาน แต่จะได้ฌานหรือไม่ได้ฌานอยู่ที่การกระทำของท่านเอง)
ได้ตอบไปว่า จะเนรมิตโต๊ะเก้าอี้ของตนเอง ให้เป็นเหมือนที่นั่งประจำตำแหน่งของตนเอง ที่อยากได้เก้าอี้เพราะว่ามันเป็นสิ่งของส่วนตัวของเราด้วย เพราะเมื่อเราลุกจากเก้าอี้ไปแล้วเก้าอี้นั้นก็หายไปด้วย มันเป็นของเฉพาะตัวที่คิดว่าตัวเองอยากได้ เป็นความปราถนาส่วนตัวที่อยากได้มานานแล้ว และอยากได้จริง ๆ แล้วลูกศิษย์คนนั้นก็ไล่ถามแต่ละคน บางคนก็บอกไม่เคยคิดเลย ลูกศิษย์อีกคนหนึ่งบอกว่า อยากเนรมิตให้ทุกคนมีความสุข
โดย น้องกิ๊ฟ [10 มี.ค. 2552 , 15:08:24 น.] ( IP = 125.27.173.252 : : )
สลักธรรม 2
อยากจะบอกว่า ความต้องการหรือความปรารถนาในสิ่งเหล่านี้มันเหมือนกับจุดเริ่มต้นของชีวิตที่เริ่มจะมีโครงสร้าง อย่างในช่วงที่ต้องผ่าตัดใหญ่ครั้งหลังสุด ได้สอนลูกศิษย์หลายๆ คนก่อนที่จะเข้าห้องผ่าตัดว่า ..ไม่รู้ว่าจะได้มีโอกาสกลับออกมาพูดหรือเปล่าว่าเราทุกคนต้องเตรียมพร้อม เพราะผ่าตัดครั้งนี้ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นอัมพาตหรือจะพูดได้อีกไหม
จึงสอนให้ทุกคนอธิษฐานไว้ว่า .. ชาติหน้าขอให้มีบิดามารดาที่ส่งเสียเรียนหนังสือ ให้มีพ่อมีแม่ที่ดีให้อุปการะและส่งเสริมเราให้ศึกษาเล่าเรียนให้มีความรู้ เพราะการมีความรู้เป็นการถีบตัวเองขึ้นมาอีกระดับหนึ่งแล้ว และมีการศึกษาพระอภิธรรม เพื่อจะได้วางแนวทางชีวิตให้ดี
ตอนนั้นเป็นห่วงทุกคนมากก็คือเรื่องการไปเกิด ..จึงสอนให้ทุกคนมีคำอธิษฐานอย่างนี้ และตนเองก็ได้ทำสิ่งนั้นด้วยการเป็นคนรักเรียนและใฝ่หาความรู้ตลอดมา จึงตั้งจิตอธิษฐานว่า ..ตราบใดที่ชีวิตเวียนว่ายตายเกิดอยู่ ถ้าเผื่อในเทวภูมิก็ไม่มีพ่อมีแม่ ขอมีครูขอมีสหายที่ดี แล้วแนะนำสนับสนุนจูงกันไปในทางดี แต่ถ้าเผื่อได้เกิดเป็นมนุษย์ขอมีพ่อมีแม่ที่ส่งเสียและส่งเสริมเราเรียนและขอเป็นลูกคนเดียว ไม่ต้องการญาติพี่น้อง
เคยคุยกับลูกศิษย์บางคนก็ทราบว่าเขาอธิษฐานว่า ขอให้ได้เกิดเป็นผู้ชายแล้วได้บวช หลวงพ่อบอกว่าคนอธิษฐานอย่างนี้อันตรายที่สุด... ประมาท
ฟังแล้วงงไหม? อธิษฐานเป็นชายแล้วได้บวช? เป็นคำอธิษฐานที่ประมาท ..หลวงพ่อบอกประมาทเพราะเป็นคำอธิษฐานที่แคบ คือเป็นการเหมือนมีบ้านที่ไม่มีบริเวณ จึงมีอันตรายที่ โจรจะเข้าถึงง่าย
ถ้าจะอธิษฐานให้ถูกตามรสนิยมที่เรามีศรัทธาในการบวชก็ต้องอธิษฐานว่า ขอให้ชาติหน้าเกิดเป็นชาย และได้มีโอกาสบวชเรียนในพระพุทธศาสนา ได้มีอุปัชฌาย์อาจารย์ที่เข้มงวด กวดขันเราให้อยู่ในพระธรรมวินัย ในขณะที่ได้บวชนั้นขอให้พระพุทธศาสนายังไม่เสื่อม
เพราะถ้าอธิษฐานว่าขอให้ได้บวชอย่างเดียว .. แต่ในยุคสมัยนี้เราเห็นไหมว่า มีพระหลายรูปที่เป็นทั้งเจ้าอาวาสและเป็นทั้งพระลูกวัด คือทั้งวัดมีพระอยู่รูปเดียว จึงเหมือนเราไม่มีแบบแปลนที่จะกำหนดทิศกำหนดทางให้แก่ชีวิตเลย
และคนเรานี้กว่าจะยอมรับใครสักคนหนึ่งนี้ได้..ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เหมือนตัวเองกว่าจะยอมรับพระอาจารย์มหาแสวงนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่เมื่อรู้จักท่านแล้วได้เห็นว่า ท่านเป็นพระที่คงแก่เรียนจึงศรัทธา เห็นจริยวัตรท่านการงานของท่านเป็นปี ๆ จึงศรัทธา
โดย น้องกิ๊ฟ [10 มี.ค. 2552 , 15:09:11 น.] ( IP = 125.27.173.252 : : )
สลักธรรม 3
อย่างบางคนก็รักและศรัทธาในหลวงพ่อเสือ ในการอธิษฐานก็ได้เจาะจงไปเลย ว่าขอให้เกิดเป็นลูกพ่อทุกชาติทุกภพไป ก็เลยลองเอาคำอธิษฐานของแต่ละคนมาผนวกกัน
แต่ก่อนอื่นก็ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า หลวงพ่อเป็นใคร? ...หลวงพ่อท่านขอบวช.... เราตั้งเป้าหมายเลยขอให้เจอพระอุปัชฌาย์และขอให้บวชกับหลวงพ่อ นี่เป็นการมุ่งเจาะจงลงไปให้เป๊ะเลย เพื่อที่จะไม่ออกไปนอกระบบเลยซึ่งเป็นการสร้าง World Wide Web ของตนเอง สร้างเครือข่ายของชีวิต
ชีวิตของเราน่ากลัว เราจึงต้องพยายาม .. ทุกวันนี้คำสอนของหลวงพ่อที่มอบให้แก่พวกเรามีมากมายก่ายกองเลย แต่เวลาถามหลวงพ่อท่านบอกว่า ลูกของพ่อเหมือนบัวในกระถาง คือรากชอนไชไปที่อื่นไม่ได้แล้วมีแต่ความตีบตัน คิดอะไรก็คิดได้แค่นั้นแหละ รู้สึกชอบก็แค่มีความรู้สึกเท่านั้น รู้สึกดีก็แค่รู้สึกดีแค่ตรงอารมณ์นั้น คือมันไม่กว้าง ไม่ขยับ ที่มีความรู้ดูเหมือนจะมากแต่ไม่มากเลย ความคิดดูเหมือนจะดีแต่ไม่ดีเลย คือคิดแคบ ๆ
ฉะนั้น เราจึงต้องพยายาม Active ตัวเอง มองให้กว้าง วางชีวิตให้ถูก และชีวิตนี้ต้องมีแบบแปลน ..อย่างตัวเองตั้งใจและวางโครงการเลยว่า จะทำฌานทุกวัน เมื่อก่อนนี้เวลามองพระพุทธรูปแล้วจะเห็นอานันทโพธิ์อยู่ด้านหลังพระพุทธรูป
ถามเหตุผลว่าทำไมตัวเองถึงรักอานันทโพธิ์ ทำไมไม่รักต้นโพธิ์แห่งการตรัสรู้ที่พระแท่นวัชรอาสน์ คำตอบคือ ไม่ทราบ แต่รู้สึกว่าถูกใจมันประทับใจคำว่า "อานันท" แม้กระทั่งเป็นโพธิ์ก็มีชื่อพระอานนท์ "อานันทโพธิ์"
คงเป็นเพราะยินดีและผูกพันกับพระอานนท์ .. จึงอธิษฐานอยู่เสมอว่า ขออุปนิสัยและการกระทำของข้าพเจ้านี้เดินได้เยี่ยงพระอานนท์ เพราะอานนท์เป็นพุทธอุปัฏฐาก ดูแลพระพุทธเจ้า ซึ่งตรงกับอุปนิสัยของตนเอง
เราจึงต้องมีการวางโครงการชีวิต อย่างลูกศิษย์คนหนึ่งที่ทำงานอยู่ต่างประเทศ เป็นคนที่มีความรู้ความสามารถมาก เมื่อสองสามวันก่อนได้เดินทางไป Present งานที่ประเทศอินเดีย แล้วเช้านี้ก็บินกลับมาที่นี่ ส่วนพรุ่งนี้ก็ต้องบินกลับไปทำงานที่ออสเตรเลีย แต่เมื่อเช้าที่ได้คุยกันเขาบอกว่า ง่วงมาก .. ทำไมถึงง่วง เพราะเหนื่อยจากงานที่บินไปทำงานตลอด เลิกจากงานก็แวะมาที่นี่กันที และเรื่องเวลามันก็เปลี่ยนไปกันตลอดเป็นคนละช่วง
ถามว่าใครลิขิตให้ชีวิตเขาต้องเป็นแบบนี้ ? ไม่มีใครลิขิต แต่ตัวเขาเองทำมาเอง ..ทางชีวิตนี้ไม่มีใครเลือกให้ใครได้ คนเรามีอุปนิสัยชอบอย่างไรต้องไปอย่างนั้น
โดย น้องกิ๊ฟ [10 มี.ค. 2552 , 15:10:15 น.] ( IP = 125.27.173.252 : : )
สลักธรรม 4
หลวงพ่อท่านบอกอยู่ ๒ คำ อยากได้อะไรก็จะได้อย่างนั้น ไม่อยากได้อะไรหรือเกลียดอะไรก็จะได้อย่างนั้น
สองคำนี้ถ้าไม่คิดตามก็จะรู้สึกไม่แปลก ..อย่างแรกนั้นไม่เท่าไร อยากได้อย่างไรก็จะได้อย่างนั้น เช่น อยากรวยก็ทำทานเข้าซิ ทำแล้วอธิษฐานเข้าซิ สักวันหนึ่งต้องรวยแน่ .. อยากเป็นหญิง ก็จะได้เป็นหญิง อยากเป็นชายก็จะได้เป็นชาย อยากได้อะไรก็จะได้อย่างนั้น ฉะนั้น ทุกคนอยากมีความรู้ความสามารถก็จะได้อย่างนั้นโดยอาศัยความเพียรเท่านั้น
อย่างที่สองนี่สิ เกลียดอะไรหรือไม่อยากได้อะไร ก็จะได้อย่างนั้น .. ก็เพราะว่าอยากได้อะไรหรือเกลียดอะไรมันเป็นเรื่องของจิตทั้งสิ้นแล้วจิตมีอำนาจ
เราอยากได้อะไรจิตก็มุ่งมั่น ปรารถนา อยู่นั่นแหละ อำนาจจิตมันก็เพิ่มพูนขึ้น มันก็เดินทางไปสู่จุดหมายอันนั้นได้สักทีหนึ่ง พอเราเกลียดอะไร เราก็ครุ่นคิดอยู่นั่นแหละ อันนี้ไม่ชอบ ๆ ๆ ๆ จิตก็มีอำนาจอีก
ยกตัวอย่างจากบางคนที่ถูกสอนไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า จริตอัธยาศัยของเขาไม่ถูกกับพี่สาว เขาก็เล่าถึงเรื่องนี้ว่า .. อันนี้ไม่ชอบ ๆ ๆ ๆ
ตอนนั้น นึกในใจว่า ลูกศิษย์คนนี้ไม่มีวันพ้นคนที่เขาไม่ชอบคนนี้ไปได้หรอก ถึงจะมีชาติหน้าก็จะได้พบคนนี้แหละเพราะจิตมันรุนแรง พอพูดถึงคนนี้ปุ๊บจิตก็เกิดความรุนแรงในอารมณ์ที่นึกถึงคนนี้ คืออารมณ์มันฝักใฝ่ มีความเคล้าคลึงในอารมณ์นั้นแบบไม่ยอมปล่อยวาง
ฉะนั้น อยากได้อะไรก็จะได้อย่างนั้น ไม่อยากได้อะไรหรือเกลียดอะไรก็จะเจออย่างนั้น .. ซึ่งเป็นเรื่องของจิต เราจึงต้องมีโครงการของจิต เพราะรอยต่อของชีวิตของเรานั้นมันมีภพชาติ ตายปุ๊บเกิดปั๊บทันที
โดย น้องกิ๊ฟ [10 มี.ค. 2552 , 15:11:04 น.] ( IP = 125.27.173.252 : : )
สลักธรรม 5
เมื่อวานตอนบ่ายหลังจากทำงานเสร็จได้เข้ามาฟังการอธิบายเรื่องอนันตรปัจจัยแล้วเราก็สรุป World Wide Web มาที่ตัวเราว่า
ความต่อเนื่องที่ให้กัน อันนี้ให้อันนี้ อันนี้ให้อันนี้ต่อเนื่องกันไป หนึ่งให้สอง สองให้สามโดยอนันตรปัจจัย แล้วไม่ใช่แค่ตรงชวนะ แต่รวมทั้งจุติปฏิสนธิด้วย(ยกเว้นจุติจิตของพระอรหันต์) เพราะอนันตรปัจจัยคือไม่มีระหว่างคั่น จุติแล้วปฏิสนธิทันที
ในการเรียนนั้นแม้จะเรียนมากมายบนกระดานแต่ถ้าสรุปให้ตัวเองเข้าใจได้ ก็จะดึงประโยชน์ออกมาใช้ได้ สำหรับตนเองนั้นได้ประโยชน์แล้วว่า วิถีนี้มันไม่ได้เกิดแถวเดียว มันเกิดเรื่อย ๆ แม้กระทั่งทำบุญ มันเกิดเรื่อย ๆ บุญไม่ได้เกิดปฐมชวนะไปถึงเจ็ดแล้วหยุด มันเกิดวิถีขึ้นต่อมากมาย
ฉะนั้น ควรจะเป็นผู้ทำกุศลอะไรก็แล้วแต่ให้มีความมั่นคง ให้มีความตั้งใจ และมีจิตมุ่งมั่นในงานนั้นให้ตลอดไป เมื่อเป็นกุศล .. ปฐมชวนะที่เกิดขึ้นมันก็เป็นอนันตรปัจจัยด้วยกุศลเอง อำนาจตรงนี้เราก็นำมาสอนตนเอง แม้กระทั่งทำความดี ที่เสพเข้าไปบ่อย ๆ คุ้นบ่อย ๆ ก็จะเป็นอนันตรปัจจัยได้โดยอนุโลมได้ เมื่อจุติจิตเกิดขึ้นมันก็เป็นอนันตรปัจจัยให้ปฏิสนธิ แต่ตรงจุติเราได้อารมณ์ดีเข้าไปปฏิสนธิก็จะดีด้วย
หลวงพ่อท่านบอกว่าเราทุกคนไม่มีใครชอบหรอกความไม่สวยงาม แต่พอใครมาทักเราหน้าตาไม่แจ่มใส เราก็ไม่ชอบ ..คือเราชอบอย่างหนึ่งแต่เราไม่ทำให้เราไปถึงจุดมุ่งหมายได้
ทุกวันนี้ถามว่าใครไม่มีกิเลสบ้าง ไม่มีหรอก มีกิเลสมานะ ทั้งสิ้น แต่เราไม่ยอมลดมานะลงไป และการเกิดเป็นคนที่มีคนรักมาก นอกจากผลของทานแล้ว ยังต้องเป็นผู้ที่อ่อนน้อมถ่อมตน เราต้องการสิ่งเหล่านี้แต่เรากลับมีความมานะว่า เขาเด็กกว่าเรา เราจึงไม่อ่อนข้อให้ หรืออันนี้เราไม่ชอบ เช่น เรามีสไตล์เดิม เราไม่ยอมเปลี่ยนสไตล์ตัวเอง
ก็จะเห็นว่า ทุกสิ่งนี่เราสร้างเอง ชีวิตของเราจึงยุ่งเหยิง ทำไมเรามีงานมาก ทำไมเราต้องเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ แล้วนี่หรือเราจะนิพพาน จุดมุ่งหมายเรามันไม่สอดคล้องกับ ปัจจุบันของเราเลย
โดย น้องกิ๊ฟ [10 มี.ค. 2552 , 15:12:10 น.] ( IP = 125.27.173.252 : : )
สลักธรรม 6
ฉะนั้น เราจะต้องมีเวลาสำหรับวางโครงการของเรา ในเมื่อชาตินี้กรรมกำหนดมาแล้ว เราต้องกำหนดกรรมใหม่ว่า เราต้องการอะไร อย่างตัวเองก็เป็นคนต้องการในสิ่งเหล่านี้ คือ
ถ้าเผื่อเกิดชาติไหนไม่ขอทำงานเลย แล้วเราจะทำอย่างนั้นสำเร็จได้อย่างไร? ก็ในเมื่อปัจจุบันนี้เรามีโอกาสทำทาน... ทำไป ตอนหยิบเงินทำทาน ตอนที่จบนั้นก็จบเหมือนพวกท่าน ซึ่งไม่เป็นคำเหมือนเดิมแล้วแต่อธิษฐานแล้ว .. จงเป็นที่ตั้งของโภคทรัพย์ทั้งปวง ก็จะเป็นอันนี้ไปแล้ว เพราะเรารู้แล้วว่ามันเป็นไปได้ในประการหนึ่งของผลทานที่มี ๑๑ อย่าง เช่น ๑. เป็นที่ตั้งของโภคทรัพย์ทั้งปวง ๒. ผู้ให้ย่อมได้รับความสุข ๓. เป็นที่รักของเทวดา ฯลฯ
แต่ตัวเองได้ดึงเอาสิ่งที่ต้องการออกมาเป็นที่ตั้งของโภคทรัพย์ทั้งปวง เพราะจิตใจของเราต้องการอาศัยทรัพย์นั้นดำรงชีวิต และดำเนินชีวิตในการให้
เมื่อเราชอบอะไร.... ก็จะมีอยู่ในเจตนาที่อธิษฐาน คือ ถ้าเกิดมามีภพชาติ ก็ขอมีการศึกษา มีความรู้ความสามารถ แต่ไม่ชอบทำงาน
เพราะถ้าหากเก่งมากจนต้องเดินทางไป Present งานตามที่ต่างๆ เหนื่อยไหม? ในขณะที่เวลาของครอบครัวเหลือแค่นี้ เวลาที่จะเรียนเหลือแค่นี้ เวลาส่วนตัวไม่มีเลย เพราะต้องเดินทางอยู่ตลอดเวลา ที่ต้องเดินทางก็เพราะ ต้องหาเงินอยู่ตลอดเวลาเพื่อดำรงชีวิต
ทำไมล่ะ.. ทำไมไม่เหมือนกัน เพราะชีวิตไม่สมบูรณ์ด้วยทาน และถ้ามีเงินแล้วจะทำทานไหม? เงินและบริวารที่ดีเป็นที่ตั้งของโภคทรัพย์ทั้งปวง มีที่ดินทั้งหลายที่ก็เป็นที่ตั้งของโภคทรัพย์ทั้งปวงสามารถยืนอยู่ได้อย่างสงบและสง่า ไม่ต้องทำงาน ไม่ต้องเดือดร้อน
และที่ไม่ชอบทำงานเพราะเป็นคนชอบเรียน ชอบหาความรู้ แต่ไม่ต้องมานั่งทำงานนะ แต่ชอบเป็นครู .. เป็นครูสอนธรรมะ เป็นครูอย่างอื่นก็ไม่เอา ..เมื่อเราวางโครงการชีวิตของเราอย่างนี้ ..เราต้องดำเนินการทำทาน
ฉะนั้นทุกคนต้องอธิษฐาน และต้องเพียรพยายามทำ เพราะว่าสิ่งที่หลวงพ่อให้มาทั้งหมดนี้ เช่น อ่อนน้อมถ่อมตน ก็คือพินัยกรรมชีวิต
หลวงพ่อท่านรออยู่ ท่านอธิษฐานว่า แม้เป็นคนสุดท้ายในสังสารวัฏก็ยอม เพื่อรอลูก แล้วท่านก็ให้ทางลูก ๆ ไป ให้เดินตาม คือ บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ มีการให้ทาน มีการอ่อนน้อมถ่อมตน มีการให้อภัย มีการให้โอกาส คิดแก้ไขใจให้มีกุศล มองตนให้มาก เรื่องยุ่งยากจะหมดไป ให้ลูกเดินหน้าไม่ว่าของเก่า ไม่เล่าอดีต เวลาที่ลูกอยู่คนเดียวก็ให้ระวังความคิด อยู่กับหมู่มิตรให้ระวังคำพูด ให้ลูกนั้นหมั่นเจริญสติและสัมปัชชัญญะอยู่ด้วย
โดย น้องกิ๊ฟ [10 มี.ค. 2552 , 15:12:59 น.] ( IP = 125.27.173.252 : : )
สลักธรรม 7
ท่านให้แผนที่ชีวิตมา ก็คือท่านบอกให้ทำแล้วท่านก็ไปรออยู่ปลายทางที่หนึ่ง
แต่เราก็ไม่ทำ ...เวลาเราเปิดพินัยกรรม เหมือนหลวงพ่อมองลงมาแล้ว พินัยกรรมฉบับนี้เป็นฉบับแห่งสันติสุข เป็นทางที่พ้นทุกข์จริง ๆ ผู้ที่เดินตามทางนี้มากับพ่อ รักพ่อเดินตามทางพ่อ มาซิ
แต่ไม่มีชื่อลูก.......... ลูก............ ลูก........... เพราะไม่ได้ทำเลย พินัยกรรมฉบับนี้จึงไม่เป็นของลูก .......... ที่เอ่ยชื่อมา เราเป็นลูกแท้ ๆ แล้วพ่อทำพินัยกรรมแต่ไม่มีชื่อเรา .. เพราะเราไม่ได้ทำ หลวงพ่อบอกรักพ่อ ศรัทธาพ่อ เดินตามทางพ่อมา เราเดินตามทางหรือยัง ?
แต่พินัยกรรมฉบับนั้นท่านยังไม่ได้ทำเป็นฉบับสุดท้าย แต่เมื่อใดที่ท่านทำฉบับสุดท้ายแล้วเพราะทุกอย่างย่อมมีที่สิ้นสุด และในฉบับนั้นก็ยังไม่มีชื่อของเรา เพราะเราไม่ทำ .. เราจะได้รับมรดกได้อย่างไร
มรดกชีวิตเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทำเอง เมื่อท่านให้ลายแทงชีวิตมาแล้ว แต่ก่อนอธิบายต่อไป จะขออ่านตรงนี้สักนิดหนึ่ง ..
พระพุทธองค์ตรัสว่า อานนท์ เราจะไม่พยายามทำพวกเธออย่างทนุถนอม เหมือนพวกช่างหม้อทำกับช่างหม้อกำลังเปียก
อานนท์ เราจะขนาบแล้วขนาบอีกไม่มีวันหยุด
อานนท์ เราจะชี้โทษแล้วโทษอีกอย่างไม่หยุด
อานนท์ ผู้ใดมีมรรคผลเป็นแก่นสาร ผู้นั้นจะทนอยู่ได้ ผู้ใดไม่มีมรรคผลเป็นแก่นสาร (ไม่มีที่ตั้ง) ผู้นั้นย่อมท้อในคำพูดของเรา (คือทนไม่ได้ คือถูกขนาบไม่ได้)
โดย น้องกิ๊ฟ [10 มี.ค. 2552 , 15:14:11 น.] ( IP = 125.27.173.252 : : )
สลักธรรม 8
เรามาดูว่า "อยู่คนเดียวให้ระวังความคิด อยู่กับหมู่มิตรให้ระวังคำพูด" คำนี้ใครสอนคะ? หลวงพ่อสอน แล้วเราอยู่คนเดียว เราระวังความคิดไหม? ตอบตัวเอง...
ยกตัวอย่างลูกศิษย์คนหนึ่ง จะไปงานเลี้ยงแต่พอทราบว่ามีคนที่ไม่ชอบไปด้วย ก็ไม่ไปงานนั้น แค่ได้ฟังก็ตัดสินใจไม่ไป เพราะคิดแล้ว? คือคิดในสิ่งที่ตนเองยึดไว้
แต่ถามว่า เขาทำอะไรให้เราหรือ? เปล่าเลย เราคิดแล้วพอสิ่งที่ได้ยินปุ๊บ ตัดสินเลย เอาความไม่ชอบของตนเอง โครมวางระเบิดตูม ใช่! บางครั้งเรามีชอบมีชัง แต่อย่าให้มันถึงขนาดทำตนเองให้เป็นแบบนี้เลย คนเราก็รักเกลียดชอบชังเหมือนกัน
พอมาถึงคำว่า "อยู่กับหมู่มิตรให้ระวังคำพูด" ถามตัวเองว่า เรื่องนั้นเกิดที่บ้าน แต่เอามาเล่าที่นี่ ให้หลายคนฟัง ถ้าเผื่อไม่พูดมีใครรู้ไหม? ทั้งที่หลวงพ่อท่านสอนว่า อยู่คนเดียวให้ระวังความคิด อยู่กับหมู่มิตรให้ระวังคำพูด แต่เราก็ไม่ค่อยระวัง
ยกตัวอย่างคนเดียวที่ว่า กล้าพูด กล้าตี ไม่รัก ไม่แคร์ เพราะขอเกิดเป็นลูกคนเดียวอยู่แล้ว ไม่คิดมีญาติ นี่ไงวิธีการชี้มรดกพ่อ
หรืออย่างคำว่า "เดินหน้าไม่ว่าของเก่าไม่ว่าอดีต" เราก็ยกให้อรูปพรหมไปหมด ใช่ไหม? แต่เราไม่ทำ พอเราบอกถึงอรูปพรหม ท่านได้อากาสา ท่านก็ทำไปข้างหน้าไม่ย้อนหลัง ใช่ไหม? นั่นแหละชีวิตอรูปพรหม เดินหน้าไม่ว่าของเก่า แต่ชีวิตเราไม่เดินหน้าแต่ว่าของเก่า จึงเจ็บช้ำตลอดเวลาแล้วก็ระทมใจ เราทำไม่ได้
ลองดูมรดกพ่อ ๒ ข้อนี้ซิ คิดแก้ไขใจให้มีกุศล มองตนให้มาก เรื่องยุ่งยากจะหมดไป คิดแก้ไข ไม่มีใครทำให้เราโกรธ เราโกรธเอง แล้วทุกวันนี้เรายังโกรธเขาอยู่เลย ทั้งที่หลวงพ่อพูด ปากจะถึงหูแล้วว่า ไม่มีใครทำให้เราโกรธเราโกรธเอง
ใช่! หลวงพ่อสอนไม่มีใครพูดให้เราโกรธ เราโกรธเอง แต่เวลาเกิดขึ้นกับเรา เราไม่ได้โกรธเอง เขาทำให้เราโกรธ เขาอย่างนั้น เขาอย่างนี้ นี่คือการแฉพินัยกรรม นี่ไงเธอถึงไม่มีสิทธิรับมรดกพ่อ
แต่อย่าลืมนะมันยังไม่ได้เป็นพินัยกรรมใบสุดท้าย เพราะพินัยกรรมใบสุดท้ายนั้นมันเป็นของที่ท่านจะทำ มันอยู่ที่เรา เรายังมีลมหายใจอยู่ เรายังมีโอกาสพิสูจน์ตนเองอยู่ว่าเราเป็นลูกที่มีสิทธิในมรดกอยู่หรือเปล่า? โดยเฉพาะเรื่องของปัญญา เราเรียนกันมามากแล้ว แล้วเราปฏิบัติกันบ้างหรือยัง?
![]()
โดย น้องกิ๊ฟ [10 มี.ค. 2552 , 15:15:02 น.] ( IP = 125.27.173.252 : : )
สลักธรรม 10
แผนที่ชีวิตในอนาคตชาติ จะเดินไปทางไหน อย่างไร ขึ้นอยู่กับการกระทำ ณ ปัจจุบัน ผนวกกับแรงอธิษฐานเป็นหลัก
อย่างไรเสียก็คิดว่ายังไม่สายเกินไปที่จะพยายามประพฤติปฏิบัติปรับปรุงตนเสียใหม่ เพื่อว่าจะได้มีสิทธิที่จะมีชื่อในพินัยกรรมของหลวงพ่อ
กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์มากค่ะ
และขอขอบพระคุณน้องกิ๊ฟด้วยเช่นกันค่ะโดย พี่ดา [11 มี.ค. 2552 , 17:25:14 น.] ( IP = 124.121.176.32 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |