| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
สิบห้ามีนาคมอุดมรัก
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1
เช้าวันนี้ คือเช้าของวันที่สิบห้าเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นวันครบรอบวันคล้ายวันเกิดของท่านพระอาจารย์บุญมี เมธฺงกุโร ซึ่งหากท่านยังไม่มรณภาพลง..วันนี้ก็จะเป็นที่ท่านมีอายุครบรอบ ๑๐๒ ปี
ท่านอาจารย์บุษกรได้เข้ามาในห้องสวดมนต์แล้วได้นำทุกคนทำวัตรเช้า และสวดมนต์บทพระอนัตตะลักขณสูตรด้วยความตั้งใจเพื่อที่จะน้อมนำกุศลที่เกิดขึ้นมาแทนเครื่องมุทิตาสักการะแด่ท่านพระอาจารย์บุญมีเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเกิดในปีนี้
ท่านได้กล่าวน้อมนำอารมณ์ของทุกคนในช่วงก่อนสวดมนต์ด้วยถ้อยคำและน้ำเสียงที่นุ่มนวลยิ่งว่า .... "ทุกเช้าที่เรามาเจอกันในวันอาทิตย์ นอกจากจะมาศึกษาเล่าเรียนแล้ว เรายังได้มาร่วมกิจกรรมอันมีคุณวิเศษของชีวิตคือการได้ระลึกนึกถึง พระมหากรุณาธิคุณ พระเมตตาธิคุณ และพระบริสุทธิ์คุณขององค์พระศาสดาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างพร้อมเพรียงกัน
ขอให้ทุกคนมีความตั้งใจที่จะใช้เวลาในช่วงนี้ให้เกิดประโยชน์ให้เต็มที่ เหมือนกับการได้กตเวทิตาคุณ..เราไม่สามารถนำคุณอะไรที่เกิดขึ้นในชีวิตมอบถวายพระพุทธองค์ได้ ดีเท่าการสำรวมกาย วาจา และใจ มีความศรัทธาปสาทะที่จะเพียรระวังกาย วาจา และใจไม่ให้ฟุ้งซ่านไหลไปในเรื่องอื่นๆ มีความตรงต่องานอันเกิดขึ้นจากการสวดมนต์ไหว้พระในเช้าวันนี้"
หลังจากการสวดมนต์จบลงแล้ว ท่านกล่าวถึงพระคุณของท่านอาจารย์บุญมีให้ทุกคนได้ทราบว่า ...
โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [15 มี.ค. 2552 , 16:43:55 น.] ( IP = 61.90.65.11 : : )
สลักธรรม 2
"ย้อนกาลไป ๑๐๒ ปี ท่านพระอาจารย์บุญมี เมธางกูร ได้ถือกำเนิดที่อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา การกำเนิดของท่านได้นำมาซึ่งโชคให้กับตนเองและผู้อื่น แม้การดำเนินชีวิตของท่านจะเป็นไปเยี่ยงปุถุชนที่ต้องดิ้นรนสร้างฐานะ สร้างครอบครัว ต้องพบเจอกับวิบากกรรมเหมือนกับทุกๆ ท่าน ที่มีทุกข์ โศก และโรคภัย
แต่ด้วยความมุ่งมั่น ด้วยอดีตที่มีเหตุวิสัยเป็นปัจจัยเกื้อหนุนทำให้ท่านเข้ามาศึกษาพระอภิธรรมปิฎกอย่างจริงจัง และเมื่อท่านได้มีความรู้ความสามารถก็ได้ออกร่วมประกาศธรรมเผยแผ่คำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยการตั้งมูลนิธิที่บ้านเลขที่ ๓๐๑ ตำบลบางยี่ขัน อำเภอบางกอกน้อย จังหวัดธนบุรี
ในกาลนั้น..อภิธรรมมูลนิธิจึงได้ถือกำเนิดในพุทธศักราช ๒๕๐๐ เป็นต้นมา และได้ขยายเครือข่ายแห่งธรรมไปยังพุทธสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ฯ ..ศาลาโพธิ์ลังกา และได้ตั้งโรงเรียนสอนพระอภิธรรมขึ้นที่ตึกมงคลทิพยอภิธรรมมูลนิธิ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม
ท่านได้เผยแพร่ธรรมะทั้งด้านปริยัติและการปฏิบัติ ท่านได้ลงทุนทั้งชีวิตเพื่อให้ข้อคิดข้อธรรม ให้แสงสว่างแห่งทางเดิน ให้ผู้ที่สัญจรผ่านไปมาแล้วเข้ามาทักทายได้ทราบว่า ชีวิตนั้นคืออะไร? เกิดขึ้นมาเพราะอะไร? แล้วจะไปอย่างไร..ตายแล้วจะไปไหน?
สิ่งต่างๆ ที่ได้หลั่งไหลออกมาเป็นน้ำคำและเป็นการกระทำ ได้พรั่งพรูสู่ในประชาชนมากมายในตอนนั้น ตราบจนกระทั่งปลายชีวิตท่านก็ได้บวชที่วัดศรีประวัติ ซึ่งมีพระมหาแสวง โชติปาโล เป็นพระอุปัชฌาจารย์ หลังจากบวชแล้วท่านไปจำพรรษาอยู่ที่สำนักปฏิบัติวิปัสสนาอ้อมน้อย ซึ่งเป็นสำนักปฏิบัติของมูลนิธิที่ท่านได้สร้างขึ้นมา
ท่านมิได้หยุดเว้นการเผยแพร่ธรรม หรือหยุดเว้นความมีน้ำใจของท่านเลย ท่านได้เพียรดำริชอบประกอบไปด้วยเมตตาธรรมมาตลอดจวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต ..ซึ่งกาลพลัดพรากนั้นได้ผ่านมาเป็นเวลาเนิ่นนานแล้ว ขณะนี้ก็ย่างเข้าที่ที่สิบแปด แต่ทุกวันที่สิบห้ามีนาคม..เหล่าศิษย์ทุกคนที่เคยได้พบท่าน ได้ทราบประวัติของท่านต่างก็จัดงานสมโภชขึ้นตามกำลังเพื่อระลึกถึงพระคุณของท่าน
และในวันนี้เราทุกท่านได้มาสวดมนต์และระลึกถึงพระคุณของท่านผู้ปั้น ผู้สร้าง และเป็นผู้เสกให้ชีวิตของทุกท่านนั้นได้มีโอกาสเดินอยู่บนถนนแห่งแสงธรรม เพื่อจะนำชีวิตไปสู่หลักชัยคือพระนิพพานได้ .จึงขอให้ทุกคนน้อมนำจิตระลึกถึงคุณผู้สร้าง ผู้สอน และพนมมือขึ้นแล้วกล่าวคำบูชาครูต่อไป"
โดย น้องกิ๊ฟ [15 มี.ค. 2552 , 16:44:31 น.] ( IP = 61.90.65.11 : : )
สลักธรรม 3
หลังจากการกล่าวบทบูชาครูได้จบลงแล้ว ท่านอาจารยืได้กล่าวสวัสดีและขอบคุณผู้ที่มาร่วมชุมกันเพื่อทำกุศลในวันนี้ ท่านอาจารย์บอกว่า
" เช้าวันอาทิตย์นี้เป็นเช้าวันที่สิบห้ามีนาคม พุทธศักราช ๒๕๕๒ ..อย่างที่ได้บอกทุกท่านไปเบื้องต้นแล้วว่า ย้อนไป ๑๐๒ ปี ท่านอาจารย์บุญมีได้เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ ท่านเป็นผู้ที่เกิดมามีโชค ..ที่บอกว่ามีโชคก็เพราะว่าได้พบพระพุทธศาสนา ได้เรียนธรรมะของพระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า และท่านก็ได้นำโชคที่ท่านพบแล้วมามอบให้กับทุกๆ ท่าน ฉะนั้น ชีวิตของท่านพระอาจารย์บุญมีจึงเป็นชีวิตที่มีค่ายิ่ง และควรแก่การจดจำ
ทำไมจึงต้องมาพูด ทำไมต้องมาย้ำเตือน? เพราะนอกจากในฐานะที่ท่านเป็นบิดาผู้มีพระคุณแล้ว ท่านก็เป็นยิ่งกว่าบิดาเพราะท่านเป็นเสมือนพระผู้นำทางชีวิตให้กับทุกๆ คน สถานที่เราทุกคนนั่งอยู่ตอนนี้ ..หลายคนรับทราบถึงความเป็นมา แต่อีกหลายคนไม่ได้รับทราบ ดังนั้น การที่ได้เป็นผู้รับทราบและมีโอกาสระลึกถึงพระคุณของท่านก็เป็นบุญกุศลของแต่ละคน
ส่วนผู้ที่ไม่เคยรับทราบก็จะมีโอกาสน้อยเหลือเกินที่จะระลึกถึงพระคุณของท่านได้โดยไม่มีใครมาชักชวนหรือบอกเล่าให้ทราบ ..อย่างการที่เราเดินอยู่ในประเทศไทยจะมีใครสักคนที่คิดได้บ่อยๆ หรือไม่ว่า ..เป็นบุญของเรา ที่บรรพบุรุษของไทยได้กู้ชาติ รักษาชาติ ทำให้เรามีพื้นแผ่นดินไทยนี้เป็นที่เดินอยู่? ..ก็คงจะไม่ค่อยมีใครที่นึกได้ หรือนานๆ จะนึกได้สักครั้งหนึ่ง ทั้งที่ทั้งชีวิตเราก็เดินอยู่บนแผ่นดินไทยนี้ทุกวัน
บุญคุณของแผ่นดินนั้นยิ่งใหญ่ ทำให้เราได้มีโอกาสเจริญเติบโต ได้รับการศึกษามาตั้งแต่ยังเป็นเด็กเพราะโรงเรียนของเราได้ตั้งอยู่บนแผ่นดินไทย จนกระทั่งเราเรียนจบออกมาทำงาน หน้าที่ของเราที่ได้ทำจนเจริญก้าวหน้าขึ้นมาก็มีสถานที่ทำงานที่ตั้งอยู่บนแผ่นดินไทย ฉะนั้น เราเป็นหนี้ชีวิตแผ่นดินไทย...แต่โอกาสที่เราจะระลึกถึงหนี้นั้นได้ก็ยาก..หากไม่มีผู้มาชี้แนะให้เห็น
การที่เราจะระลึกได้เองถึงสิ่งที่ดีงามนั้นต้องบอกว่ายากมากๆ เพราะวันและเวลาของเราแต่ละคนนี้หมดไปกับการทำมาหากินเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง การดูแลครอบครัว และเรื่องราวที่ถูกกิเลสพาไป วันเวลาของนี้ก็มีกันเพียงสั้นๆ ทำงานกันได้ไม่เท่าไหร่ก็มืดค่ำแล้ว เพลียแล้ว จากนั้นก็ต้องนอนหลับเพื่อพักผ่อนแล้วก็ตื่นขึ้นมาต่อสู่กับสิ่งต่างๆ อยู่อย่างนี้ ..โอกาสที่จะระลึกถึงคุณของแผ่นดินก็มีน้อย
แต่ตัวเองได้ระลึกถึงตรงนี้และเคยชวนพี่น้องทุกๆ ท่านทำบุญคืนสู่แผ่นดินไทยในโครงการส่งเงินคืนในหลวงมาแล้ว วันนี้อยากจะบอกกับทุกท่านเหมือนกับการบอกว่าแผ่นดินไทยมีค่า..ก็คือสถานที่มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิแห่งนี้ หลายท่านได้เดินมาเป็นปี บางคนเดินมาเป็นสิบๆ ปี เพราะมูลนิธิได้ย้ายจากวัดโพธิ์มาอยู่ที่ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๓๐ จึงเท่ากับยี่สิบสองปีแล้วที่เรามาอยู่ที่นี่
โดย น้องกิ๊ฟ [15 มี.ค. 2552 , 16:44:54 น.] ( IP = 61.90.65.11 : : )
สลักธรรม 4
หลายคนเข้าออกอาศัยพื้นที่ตรงนี้ปลูกสร้างใจ มาเข้าโรงเรียนใจ ..แต่น้อยคนมากที่จะนึกถึงเจ้าของโรงเรียนคนเดิม ฉะนั้น วันนี้จึงถือโอกาสมาบอกกับท่านว่า ..ถ้าหากไม่มีท่านอาจารย์บุญมี เมธางกูร สถานที่แห่งนี้ก็คงเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะไม่มีผู้ริเริ่ม
การที่เราได้มีโอกาสมานั่งและรับทราบความเป็นมาร่วมกันทั้งคนเก่าและคนใหม่ เท่ากับมารู้เรื่องราวว่าชีวิตของเราที่เดินอยู่นั่งอยู่นี้เรายังเป็นหนี้พระคุณของใครบ้าง และผู้ที่ทำให้เราได้มีโอกาสเช่นนี้บัดนี้ท่านได้มรณภาพไปแล้ว แต่เราจะตอบแทนท่านได้อย่างไร ก็คืออย่างน้อยปีละครั้งในวนที่ ๑๕ มีนาคม หรือวันที่ ๒๔ พฤศจิกายนอันเป็นวันมรณภาพของท่าน
หากถามว่าทำไมในวันนี้จึงไม่จัดงาน ..ก็เพราะเศรษฐกิจไม่ดีจึงไม่ต้องการเพิ่มภาระให้กับใคร แต่ก็ตั้งใจที่จะชวนทุกท่านมาสวดมนต์อนัตตลักขณะสูตรด้วยความตั้งใจเพื่อที่จะนำกุศลถวายแด่ท่านอาจารย์บุญมี และอย่างน้อยในวันนี้ก็เท่ากับได้ตอกหมุดลงไปในใจของท่านให้ทราบว่า รูปปั้นนี้มิใช่พระสงฆ์ธรรมดา
เพราะบางคนนั้นเข้ามาในห้องนี้ก็อาจมองว่าเป็นรูปปั้นเฉยๆ เพราะไม่รู้ว่ารูปปั้นที่ได้เห็นนั้นคือใคร มีประวัติเรื่องราวมาอย่างไร หรือบางคนอาจไม่ได้มองด้วยซ้ำ
ดังนั้น จดหมายเหตุที่แต่ละคนจะเขียนร่างสร้างไว้ในใจเรื่องของพระอาจารย์บุญมีนั้นก็ไม่ได้ทำไม่ได้บันทึก จึงมาสร้างให้เกิดขึ้นในใจของพวกท่านอยู่เสมอ เมื่อตอกหมุดลงไปในใจแล้ว..การเดินเข้ามาแล้วเหลียวมองพระพุทธรูปเพื่อจะเรียนพระธรรมที่จะพาตนเองไปสู่ความพ้นทุกข์ ..การกระทำนั้นเป็นสิ่งที่ดี
แต่อย่าลืมว่า สถานที่ที่เปิดโอกาสให้เราถึงซึ่งรัตนะทั้งสามคือสถานที่แห่งนี้..มีคุณค่าและมีผู้มีพระคุณ จึงชวนท่านมาระลึกถึงพระคุณของท่านพระอาจารย์บุญมี เมธางกูร
และขอขอบคุณทุกคนแทนท่านอาจารย์ที่ร่วมรับฟังเรื่องของท่านอาจารย์บุญมีในฉบับย่อเพื่อระลึกถึงพระคุณของท่านในวันนี้
โดย น้องกิ๊ฟ [15 มี.ค. 2552 , 16:45:16 น.] ( IP = 61.90.65.11 : : )
สลักธรรม 5
![]()
และนอกจากเรื่องนี้แล้วก็ขอให้ดูชีวิตของท่าอาจารย์บุญมีเป็นตัวอย่างว่า ..ชีวิตของท่านเป็นชีวิตที่มีโชค แล้วได้นำโชคนั้นมาแจกจ่ายให้กับทุกคน..สำหรับตนเองนั้นเมื่อย้อนกลับไปมองอดีตตั้งแต่วัดโพธิ์ อดีตของท่านอาจารย์บุญมีนั้นงดงาม แม้กระทั่งในวันนี้ที่ไม่มีท่านแล้วก็มั่นใจได้อย่างร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า ความดีที่ท่านทำไว้จะทไใอนาคตของท่านเมื่อไปจากพวกเราแล้วก็มีความงดงาม
คนเราจะมีอดีตที่สวยสดและอนาคตที่งดงามได้ ก็อยู่ที่การทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ..ท่านอาจารย์บุญมีได้ทำหน้าที่ของท่านอย่างดีที่สุดแล้วตลอดชีวิตของท่าน แม้นก่อนลมหายใจสุดท้ายในมรณาสันนกาลที่ท่านจะพูดอะไรไม่ได้แล้ว .. ท่านก็มีความหวังดีต่อทุกๆ คน ฝากมาบอกกับทุกๆ คนว่า "อย่าหลงลืมสติ" นี่ก็คือการให้ครั้งสุดท้ายและเป็นการให้คำที่มีความหมายอันยิ่งใหญ่อีกด้วย
มาพูดถึงพวกเราบ้าง..เราทุกคนก็จะต้องมีชีวิตที่เดินทางไปสู่ความหายนะคือความตายเช่นนั้นเหมือนกัน จึงได้ให้สวดบทอนัตตลักขณะสูตรอีกครั้งในวันนี้ ..เพื่อให้นึกถึงว่าแม้กระทั่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าบรมศาสดาเอกของโลกท่านก็ไม่ได้สอนเรื่องอื่นเลย เพราะท่านสอนเรื่องราวของชีวิตว่าชีวิตต้องมีความตาย ..ความประมาทกล้าเสี่ยงจะทำให้ชีวิตนั้นพบกับความหายนะ
เมื่อเรามองไปบนเส้นทางของเรา เราเห็นต้นไม้ใบหญ้าเห็นอาคารมากมาย ..จากที่เราเรียนพระปรมัตถธรรมสิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่เรียกว่า รูปารมณ์ที่มากระทบกับประสาทตา แล้วมีจิตเป็นตัวรู้คือจักขุวิญญาณ ..สิ่งต่างๆ ที่เราเห็นล้วนเป็นรูปธรรม
เมื่อพิจารณาแล้วเราก็จะนึกได้อยู่เสมอว่าเรากำลังเดินอยู่ในที่โล่งและเดินอยู่คนเดียว ...น่ากลัว เพราะมองไม่เห็นฝั่งว่าที่สุดของการเดินทางนั้นอยู่ที่ไหน แต่ยังโชคดีที่การเดินทางอย่างโดดเดี่ยวในที่โล่งนี้ ..เรายังมีร่ม
ในที่โล่งนั้นหากมีแดดจัดแล้วเราไม่มีร่ม..เราก็ร้อน หรือมีฝนตกในที่โล่งแล้วเราไม่มีร่ม..เราก็เปียก ชีวิตของเราที่เดินมาจากภพชาติสู่ภพชาติก็คือการมาจากที่โล่งๆ แล้วก็ไปในที่โล่งๆ ..มีแต่ความว่างเปล่า อย่างที่ปรากฏในอนัตตลักขณะสูตรว่าไม่มีอะไรที่จับต้องยึดถือได้เลย ทุกสิ่งเป็นสมบัติชั่วคราว
แต่ในสำหรับในชาตินี้ของพวกท่าน ..ในที่โล่งนั้นท่านมีร่มกันแล้ว แม้จะมีแสงแดดแรงมากเราก็มีที่กำบังแดด แม้จะมีฝนตกหนักเราก็มีที่กำบังฝน วิบากจะซัดมากเราก็มีร่มธรรมกำบังใจ ..ร่มธรรมจึงเป็นร่มที่ประเสริฐอันเป็นที่ให้เราได้อาศัย
โดย น้องกิ๊ฟ [15 มี.ค. 2552 , 16:45:38 น.] ( IP = 61.90.65.11 : : )
สลักธรรม 6
![]()
ชีวิตของเรา..อารมณ์ของเราเปลี่ยนแปลงไปเสมอ อย่างเมื่อวันก่อนอากาศร้อนจัดแต่พอมาวันนี้เราไม่ต้องเปิดเครื่องปรับอากาศเลยเพราะอากาศเย็น จึงไม่มีอะไรแน่นอน และไม่ว่าจะร้อนหรือจะหนาวก็ยังดีที่เรายังมีโอกาสรับรู้ ..ชีวิตของเราต้องรู้จักคิดในเรื่องที่ดีกว่าเอาไว้มากๆ อย่าเปรียบเทียบว่า "แย่"
มีเรื่องในพระสูตรมาเล่านิดหน่อยว่า พระปุณณเถระท่านจะเดินทางไปยังเมืองแห่งหนึ่งแล้วพระพุทธเจ้าได้มาห้ามท่านว่า อย่าไปเลย..เมืองนั้นมีอันตราย มีแต่คนใจร้าย โกรธง่ายทั้งนั้นเลย พระปุณณเถระกราบทูลพระพุทธเจ้าเป็นลำดับเมื่อถูกถามว่า .. ไม่เป็นไรพระพุทธเจ้าข้า เขาว่าก็ยังดีกว่าเขาตี ..เขาตีก็ยังดีกว่าเขาเอาก้อนหินก้อนโตๆ มาทุบศีรษะ ..เขาเอาก้อนหินทุบก็ยังดีกว่าเขาเอาของแหลมๆ มาทิ่มแทง ..เขาเอาของแหลมๆ มาทิ่งแทงก็ยังดีกว่าเขามาฆ่าให้ตาย ..เขามาฆ่าให้ตายก็ยังดีกว่าฆ่าตนเองตาย
ฉะนั้น การที่มองอะไรในด้านที่ดีกว่า จะทำให้จิตใจสงบได้ และยอมรับความเป็นจริงแล้วมองในสิ่งที่ดีกว่า เช่น ถ้าหากเราเจออย่างนี้ก็ยังดีกว่าเจออย่างนั้น เศรษฐกิจเป็นอย่างนี้ก็ยังดีกว่าเราต้องอดอยากยากจนเป็นคนขอทาน ..การมองดีย่อมเกิดผลดี และเราก็ต้องนำความจริงเข้าสู่ชีวิตมากๆ เพราะอายุทุกคนก็เพิ่มมากขึ้น แก่ลงๆ แล้วเราก็มีความกลัวตายกันทุกคน
เพราะที่ไม่กลัวตายแล้วก็คือผู้ที่หมดกิเลสเช่นพระสารีบุตร ที่ท่านไม่กลัวตายและไม่ยินดีกับการมีชีวิตอยู่ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? ท่านตอบว่า เราทำตัวเหมือนคนทำงานและรอเวลาเลิกงานเท่านั้น
เมื่อฟังอย่างนี้แล้วก็จะเห็นว่าชีวิตของเราทุกวันนี้คือการงาน ที่ต้องเดิน ต้องยืน ต้องกิน ต้องขับถ่าย ต้องทำสารพัด การงานของชีวิตมีอยู่ตลอดเพราะยังมีกรรมหล่อเลี้ยงอยู่ แต่การตายของเรานั้นยังไม่สิ้นสุดเพราะตายแล้วก็ยังมีการงานต่อไปๆ แต่พระอริยะเจ้าทั้งหลายท่านมีวันสิ้นสุดแล้ว เพียงแต่รอเลิกงานเท่านั้น
ชีวิตของเรามีวันนี้ ..มีโอกาสทำดีในวันนี้ก็ย่อมดีกว่าชีวิตเดิมๆ แต่เราต้องหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับชีวิตให้ได้ แล้วใครล่ะที่จะทำให้เราดีที่สุดได้ก็คือหน้าที่ของเรา คือ ทำวันนี้ให้ดีที่สุด เพื่อจะได้มีอดีตที่สวยสดและอนาคตที่งดงาม
โดย น้องกิ๊ฟ [15 มี.ค. 2552 , 16:46:01 น.] ( IP = 61.90.65.11 : : )
สลักธรรม 7
วันนี้ก็ขอขอบคุณทุกท่าน และขอแจ้งให้ทราบว่า หนังสือที่จะพิมพ์แจกเป็นธรรมทานนั้นได้สำเร็จเป็นรูปเล่มออกมาแล้วจำนวน ๔ เล่ม หนึ่งชุด มีชื่อตามลำดับว่า ๑. เส้นทางสายดอกไม้ ๒. งามประกายกุศลกรรม ๓.เรียงถ้อยร้อยธรรม ๔.ลำนำแห่งรัก
คงต้องบอกว่า หนังสือนี้ไม่ได้พิมพ์เพื่อสำหรับแจกบุคคลทั่วไปเนื่องในโอกาสวันเกิดและก็ไม่ได้พิมพ์เพื่อจำหน่ายหารายได้ แต่พิมพ์เพื่อให้ทุกคนร่วมกันเป็นภาพจัดส่งไปยังสถานที่ต่างๆ เพื่อเป็นธรรมทาน ซึ่งมีผู้ร่วมสมทบทุนการจัดพิมพ์มาเป็นบางส่วนแล้ว จึงขอเชิญท่านผู้มีอุปการคุณมารับหนังสือไปอ่านท่านละหนึ่งชุดและร่วมกันเป็นเจ้าภาพจัดส่งไปยังที่ต่างๆ ตามที่เห็นสมควร
และขอกราบขอบพระคุณทุกท่านที่ได้มอบเงินให้เป็นของขวัญวันเกิดในปีนี้เพื่อจัดพิมพ์หนังสืดชุดดังกล่าว และขอเรียนให้ทราบว่า คุณค่าของชีวิตนั้นไม่ได้อยู่ที่ความสวยงามของดอกกุหลาบที่เราเห็น แต่อยู่ที่การรู้จักนำดอกกุหลาบไปใช้ หรือนำเส้นทางนี้ไปใช้
และเคยบอกกับทุกท่านว่า การทำดีย่อมต้องได้ดี แต่ความดีที่ได้ดีนั้นไม่ใช่แค่ทำดีแป๊บเดียว แต่ทำดีนานๆ ถึงจะได้ดี แล้วการมองโลกในแง่ดีและการมองคนอื่นให้สูง มองคุณค่าและคุณภาพของคนอื่นให้มากนั้น ย่อมจะเกิดประโยชน์ทั้งผู้ที่จะได้รับรู้ ฉะนั้น การที่เราคิดดีและทำดี ย่อมมีความสุขใจมากๆ
โอกาสที่เราจะมองคนอื่นดีนั้นมีน้อย เพราะทุกคนมีมานะมีทิฏฐิ ก็จะขอเล่าถึงตนเองสักนิดหนึ่งในเรื่องนี้ ก็คือว่าเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานั้นมีความรู้สึกว่าเป็นเจตสิกในใจ ซึ่งเป็นความรู้สึกที่แปลกมากๆ กับสถานการณ์ที่เห็นเจตสิกในใจคือการทำงานของเจตสิกนั่นเอง
เรื่องก็มีอยู่ว่า จะต้องเดินออกมาพูดธรรมะกับบุคคลคนหนึ่ง โดยที่เขาจะต้องเป็นฝ่ายมาหาเราเอง เพราะเขาเป็นคนที่มีความสงสัยเอง ในตอนนั้นก็ได้เดินผ่านไปผ่านมาเพื่อส่งสัญญาณให้เขาเห็นว่าตอนนี้เราว่างแล้ว ..แต่เขาก็ไม่มา ซึ่งก็หันไปมองสองสามครั้งและใจก็คิดว่า "ยึดตามพระพุทธเจ้าน่าว่า ศาสดาไม่แสวงหาศิษย์ ขนาดพระพุทธเจ้าที่เป็นพระศาสดายังไม่แสวงหาศิษย์ แล้วเราเป็นใคร..เรื่องอไรเราต้องแสวงหาศิษย์" ในขณะที่คิดอย่างนั้นก็เหมือนมีเจตสิกเกิดขึ้นมาให้เห็นมานะคือมีสติรู้ขึ้นมาเลยว่า ความคิดแบบนั้นน่ะคือมานะ ..เห็นมานะที่เกิดขึ้นมาแล้วทำให้เราคิดแบบนั้น แต่ก็ช่วยไม่ได้เพราะเกิดขึ้นแล้ว
แต่ถึงจะย้อนกลับไปช่วยไม่ได้ ..เราช่วยกาลต่อไปได้ ก็เลยมองผู้นั้นใหม่ว่า ..เมตตาเขาเถอะ เขาอาจจะไม่ว่าง เขาอาจจะไม่พร้อม หรือถ้าหากเราออกไปแล้วก็อาจทำให้ครูของเขาต้องเอยู่ในฐานะที่ด้อยกว่าเราก็ได้ ฉะนั้น เราหวังดีกับเขาดีกว่าเพื่อให้เขาอยู่ในระดับที่สูงนั้นรักษาภาพพจน์ของทุกคนด้วยการสงบที่ตนเองดีกว่า ..จึงได้นำเมตตาเข้ามาชะโลมใจของตนเอง
โดย น้องกิ๊ฟ [15 มี.ค. 2552 , 16:46:21 น.] ( IP = 61.90.65.11 : : )
สลักธรรม 8
เมื่อเมตตาจิตเกิดขึ้นมาแล้วก็เลยเข้าไปรู้ว่า เมตตาก็เป็นหน่วยรบอีกกองกำลังหนึ่งแล้ว มานะเมื่อสักครู่นี้ก็เป็นของเก่า สติก็เป็นของเก่าที่เสพอารมณ์ไปแล้ว แต่เรามีของใหม่ที่เราเลือกเอามาเสพแล้วก็เก็บลงอารมณ์นั้นไป ... เมื่อเกิดความรู้สึกอย่างนี้แล้วในวันนั้นก็ไม่ได้เดินคอยมองพวกเขาอีก แล้วก็รู้สึกสงบ เมื่อตรวจสอบใจได้อย่างนี้แล้วก็รู้เลยว่ายังมีกิเลสอยู่มาก ยังเป็นปุถุชนเต็มขั้นร้อยเปอร์เซ็นต์
ทำให้ระลึกถึงคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าและศึกษาธรรมะที่เราเรียนมาว่า เมื่อใดที่เรายังเป็นปุถุชนอยู่นี้กิเลสไม่ได้หมดไป แต่จะทำอย่างไรล่ะจึงจะหมด อย่างพระโสดาบันนั้นท่านตัดกิเลสไปได้สามชนิด คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส แต่เรามาสร้างหนาวยลาดตระเวณให้เกิดขึ้นในหัวใจของเราเถอะ หน่วยลาดตระเวณก็คือเจตสิกฝ่ายกุศล หรือเรียกว่า คิดดีแล้วก็มองดี ..เมื่อเรามีการคิดดีแล้วก็มองดีก็จะไปลาดตระเวณสิ่งที่คิดไม่ดีมองไม่ดีขับไล่ออกไปได้
เส้นทางชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบก็จริง..แต่เราสามารถนำดอกไม้ที่เราเลือกเป็นดอกไม้ในใจมาโปรยบนทางของเราได้ ทางที่เราเดินได้อย่างมั่นคงในที่โล่งนั้นและสามารถหลบแดดหลบฝนได้ก็คือทางธรรม ..ทางธรรมเท่านั้นที่จะทำให้เรามีธรรมนำทางและนำสู่ความสุขคือถึงวิมุตติสุขได้ในที่สุด
ขอกุศลเจตนาและความตั้งใจ ความพากเพียรและคุณงามความดีของทุกๆ ท่าน ความเมตตาธรรมและความอนุเคราะห์ช่วยเหลือ ตลอดจนน้ำคำและน้ำใจของพี่น้องทุกๆ คน ที่ร่วมทางร่วมทำมา ทั้งเงินที่ร่วมบริจาคเพื่อพิมพ์หนังสือนี้ ก็ขอให้เหมือนกับการที่เราร่วมเส้นทางสายดอกไม้ และเป็นสายแห่งดอกสาละคือ เราทำกำลังทำสาระธรรม สาระประโยชน์ของชีวิต
ขอร่มสาละจงเป็นร่มที่กั้นแดดคือกิเลสที่เร่าร้อน กั้นฝนคือการไม่ทำให้ชีวิตนั้นตกต่ำ เปียกปอนไปด้วยตัณหาและอวิชชาให้หมดลงได้ ขอให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง สุขภาพจิตแจ่มใส สมบูรณ์ด้วยพลานามัย และเป็นไปด้วยสติสัมปชัญญะทั่วหน้ากัน ทุกท่านทุกคน อนุโมทนาค่ะ
![]()
โดย น้องกิ๊ฟ [15 มี.ค. 2552 , 16:46:39 น.] ( IP = 61.90.65.11 : : )
สลักธรรม 9มาร่วมน้อมรำลึกกราบมุทิตาสักการะแด่...ท่านพระอาจารย์บุญมีด้วยความระลึกในพระคุณยิ่งค่ะ
ได้อ่านเรื่องราวหลากหลายที่แฝงด้วยคติธรรมสอนใจมากมาย ในการคิดพิจารณาเรื่องราวของชีวิต ท่านอาจารย์แสดงให้เห็นถึงความว่างเปล่าของชีวิตที่เราพากันเดินทางจากภพสู่ภพ แต่ก็นับว่ายังโชคดีที่ชาตินี้ยังมีร่มธรรมที่คอยบังแดดบังฝนให้กับเรา
การมองในด้านที่ดีกว่า ทำให้จิตสงบได้ ซึ่งท่านอาจารย์ก็ได้กรุณาเปรียบเทียบกับเหตุการณ์จริงที่ได้ประสบมาเอง
กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์อย่างสูงค่ะที่ได้นำธรรมะมากล่อมเกลาจิตใจให้ใฝ่ดีอยู่เสมอค่ะ
ขอบพระคุณน้องกิ๊ฟอย่างสูงเช่นกันค่ะที่เพียรนำสิ่งที่ดีมามอบให้
และขออนุโมทนาในการพิมพ์หนังสือธรรมะแจกเพื่อเป็นธรรมทานในครั้งนี้ด้วยค่ะ
โดย ธัญธร [16 มี.ค. 2552 , 17:11:45 น.] ( IP = 118.173.32.176 : : )
สลักธรรม 10กราบขอบพระคุณค่ะ
โดย abctoy - [17 มี.ค. 2552 , 15:32:59 น.] ( IP = 118.172.251.204 : : )
[ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |