มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


สิบห้ามีนาคมอุดมรัก









สิบห้ามีนาคมอุดมรัก
วันเวลามาทักศิษย์ทั้งหลาย
ให้รู้ถึงโชคดีไม่เสื่อมคลาย
ที่มุ่งหมายศึกษาพระอภิธรรม

ความแจ่มแจ้งแก่ใจได้ปรากฏ
รู้เบื้องบทของความพลาดถลำ
ทราบวิธีสร้างสิ่งที่ควรทำ
รู้กฎกรรม รู้ปฏิบัติวิปัสสนา

สิ่งเหล่านี้มีได้เพราะท่านหนึ่ง
ผู้เสพซึ้งในรสพระศาสนา
คืออาจารย์บุญมีผู้ปรีชา
สร้างอภิธรรมมูลนิธิมา..เพื่อปวงชน

ที่สิบห้ามีนาพาระลึก
น้อมสำนึกมุ่งมอบถวายกุศล
มุทิตาสักการะด้วยกมล
คล้ายวันเกิดอีกหนของอาจารย์

แม้นวันนี้ท่านจะลาลับแล้ว
ความเพริศแพร้วยังอยู่คู่สถาน
ประโยชน์ยิ่งจากธรรมวิชาการ
ยังเบ่งบานในหมู่ผู้เล่าเรียน

จึ่งขอกราบถวายกุศลล้นดวงจิต
จากมวลศิษย์..แด่อาจารย์ผู้เหนือเศียร
บูชาท่านที่เสียสละและพากเพียร
เพื่อโรงเรียนแห่งนี้ตลอดมา

สิบห้ามีนาคมอุดมรัก
ศิษย์พร้อมพรักกราบผู้สร้างสถานศึกษา
ส่งความรักเคารพกตัญญุตา
ผ่านเวลามามอบแด่อาจารย์


โดย คณะศิษย์มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ [14 มี.ค. 2552 , 22:40:24 น.] ( IP = 61.90.94.63 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1



เช้าวันนี้ คือเช้าของวันที่สิบห้าเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นวันครบรอบวันคล้ายวันเกิดของท่านพระอาจารย์บุญมี เมธฺงกุโร ซึ่งหากท่านยังไม่มรณภาพลง..วันนี้ก็จะเป็นที่ท่านมีอายุครบรอบ ๑๐๒ ปี

ท่านอาจารย์บุษกรได้เข้ามาในห้องสวดมนต์แล้วได้นำทุกคนทำวัตรเช้า และสวดมนต์บทพระอนัตตะลักขณสูตรด้วยความตั้งใจเพื่อที่จะน้อมนำกุศลที่เกิดขึ้นมาแทนเครื่องมุทิตาสักการะแด่ท่านพระอาจารย์บุญมีเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเกิดในปีนี้

ท่านได้กล่าวน้อมนำอารมณ์ของทุกคนในช่วงก่อนสวดมนต์ด้วยถ้อยคำและน้ำเสียงที่นุ่มนวลยิ่งว่า .... "ทุกเช้าที่เรามาเจอกันในวันอาทิตย์ นอกจากจะมาศึกษาเล่าเรียนแล้ว เรายังได้มาร่วมกิจกรรมอันมีคุณวิเศษของชีวิตคือการได้ระลึกนึกถึง พระมหากรุณาธิคุณ พระเมตตาธิคุณ และพระบริสุทธิ์คุณขององค์พระศาสดาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างพร้อมเพรียงกัน

ขอให้ทุกคนมีความตั้งใจที่จะใช้เวลาในช่วงนี้ให้เกิดประโยชน์ให้เต็มที่ เหมือนกับการได้กตเวทิตาคุณ..เราไม่สามารถนำคุณอะไรที่เกิดขึ้นในชีวิตมอบถวายพระพุทธองค์ได้ ดีเท่าการสำรวมกาย วาจา และใจ มีความศรัทธาปสาทะที่จะเพียรระวังกาย วาจา และใจไม่ให้ฟุ้งซ่านไหลไปในเรื่องอื่นๆ มีความตรงต่องานอันเกิดขึ้นจากการสวดมนต์ไหว้พระในเช้าวันนี้"

หลังจากการสวดมนต์จบลงแล้ว ท่านกล่าวถึงพระคุณของท่านอาจารย์บุญมีให้ทุกคนได้ทราบว่า ...

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [15 มี.ค. 2552 , 16:43:55 น.] ( IP = 61.90.65.11 : : )


  สลักธรรม 2




"ย้อนกาลไป ๑๐๒ ปี ท่านพระอาจารย์บุญมี เมธางกูร ได้ถือกำเนิดที่อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา การกำเนิดของท่านได้นำมาซึ่งโชคให้กับตนเองและผู้อื่น แม้การดำเนินชีวิตของท่านจะเป็นไปเยี่ยงปุถุชนที่ต้องดิ้นรนสร้างฐานะ สร้างครอบครัว ต้องพบเจอกับวิบากกรรมเหมือนกับทุกๆ ท่าน ที่มีทุกข์ โศก และโรคภัย

แต่ด้วยความมุ่งมั่น ด้วยอดีตที่มีเหตุวิสัยเป็นปัจจัยเกื้อหนุนทำให้ท่านเข้ามาศึกษาพระอภิธรรมปิฎกอย่างจริงจัง และเมื่อท่านได้มีความรู้ความสามารถก็ได้ออกร่วมประกาศธรรมเผยแผ่คำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยการตั้งมูลนิธิที่บ้านเลขที่ ๓๐๑ ตำบลบางยี่ขัน อำเภอบางกอกน้อย จังหวัดธนบุรี

ในกาลนั้น..อภิธรรมมูลนิธิจึงได้ถือกำเนิดในพุทธศักราช ๒๕๐๐ เป็นต้นมา และได้ขยายเครือข่ายแห่งธรรมไปยังพุทธสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ฯ ..ศาลาโพธิ์ลังกา และได้ตั้งโรงเรียนสอนพระอภิธรรมขึ้นที่ตึกมงคลทิพยอภิธรรมมูลนิธิ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม

ท่านได้เผยแพร่ธรรมะทั้งด้านปริยัติและการปฏิบัติ ท่านได้ลงทุนทั้งชีวิตเพื่อให้ข้อคิดข้อธรรม ให้แสงสว่างแห่งทางเดิน ให้ผู้ที่สัญจรผ่านไปมาแล้วเข้ามาทักทายได้ทราบว่า ชีวิตนั้นคืออะไร? เกิดขึ้นมาเพราะอะไร? แล้วจะไปอย่างไร..ตายแล้วจะไปไหน?

สิ่งต่างๆ ที่ได้หลั่งไหลออกมาเป็นน้ำคำและเป็นการกระทำ ได้พรั่งพรูสู่ในประชาชนมากมายในตอนนั้น ตราบจนกระทั่งปลายชีวิตท่านก็ได้บวชที่วัดศรีประวัติ ซึ่งมีพระมหาแสวง โชติปาโล เป็นพระอุปัชฌาจารย์ หลังจากบวชแล้วท่านไปจำพรรษาอยู่ที่สำนักปฏิบัติวิปัสสนาอ้อมน้อย ซึ่งเป็นสำนักปฏิบัติของมูลนิธิที่ท่านได้สร้างขึ้นมา

ท่านมิได้หยุดเว้นการเผยแพร่ธรรม หรือหยุดเว้นความมีน้ำใจของท่านเลย ท่านได้เพียรดำริชอบประกอบไปด้วยเมตตาธรรมมาตลอดจวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต ..ซึ่งกาลพลัดพรากนั้นได้ผ่านมาเป็นเวลาเนิ่นนานแล้ว ขณะนี้ก็ย่างเข้าที่ที่สิบแปด แต่ทุกวันที่สิบห้ามีนาคม..เหล่าศิษย์ทุกคนที่เคยได้พบท่าน ได้ทราบประวัติของท่านต่างก็จัดงานสมโภชขึ้นตามกำลังเพื่อระลึกถึงพระคุณของท่าน

และในวันนี้เราทุกท่านได้มาสวดมนต์และระลึกถึงพระคุณของท่านผู้ปั้น ผู้สร้าง และเป็นผู้เสกให้ชีวิตของทุกท่านนั้นได้มีโอกาสเดินอยู่บนถนนแห่งแสงธรรม เพื่อจะนำชีวิตไปสู่หลักชัยคือพระนิพพานได้ .จึงขอให้ทุกคนน้อมนำจิตระลึกถึงคุณผู้สร้าง ผู้สอน และพนมมือขึ้นแล้วกล่าวคำบูชาครูต่อไป"

โดย น้องกิ๊ฟ [15 มี.ค. 2552 , 16:44:31 น.] ( IP = 61.90.65.11 : : )


  สลักธรรม 3




หลังจากการกล่าวบทบูชาครูได้จบลงแล้ว ท่านอาจารยืได้กล่าวสวัสดีและขอบคุณผู้ที่มาร่วมชุมกันเพื่อทำกุศลในวันนี้ ท่านอาจารย์บอกว่า

" เช้าวันอาทิตย์นี้เป็นเช้าวันที่สิบห้ามีนาคม พุทธศักราช ๒๕๕๒ ..อย่างที่ได้บอกทุกท่านไปเบื้องต้นแล้วว่า ย้อนไป ๑๐๒ ปี ท่านอาจารย์บุญมีได้เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ ท่านเป็นผู้ที่เกิดมามีโชค ..ที่บอกว่ามีโชคก็เพราะว่าได้พบพระพุทธศาสนา ได้เรียนธรรมะของพระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า และท่านก็ได้นำโชคที่ท่านพบแล้วมามอบให้กับทุกๆ ท่าน ฉะนั้น ชีวิตของท่านพระอาจารย์บุญมีจึงเป็นชีวิตที่มีค่ายิ่ง และควรแก่การจดจำ

ทำไมจึงต้องมาพูด ทำไมต้องมาย้ำเตือน? เพราะนอกจากในฐานะที่ท่านเป็นบิดาผู้มีพระคุณแล้ว ท่านก็เป็นยิ่งกว่าบิดาเพราะท่านเป็นเสมือนพระผู้นำทางชีวิตให้กับทุกๆ คน สถานที่เราทุกคนนั่งอยู่ตอนนี้ ..หลายคนรับทราบถึงความเป็นมา แต่อีกหลายคนไม่ได้รับทราบ ดังนั้น การที่ได้เป็นผู้รับทราบและมีโอกาสระลึกถึงพระคุณของท่านก็เป็นบุญกุศลของแต่ละคน

ส่วนผู้ที่ไม่เคยรับทราบก็จะมีโอกาสน้อยเหลือเกินที่จะระลึกถึงพระคุณของท่านได้โดยไม่มีใครมาชักชวนหรือบอกเล่าให้ทราบ ..อย่างการที่เราเดินอยู่ในประเทศไทยจะมีใครสักคนที่คิดได้บ่อยๆ หรือไม่ว่า ..เป็นบุญของเรา ที่บรรพบุรุษของไทยได้กู้ชาติ รักษาชาติ ทำให้เรามีพื้นแผ่นดินไทยนี้เป็นที่เดินอยู่? ..ก็คงจะไม่ค่อยมีใครที่นึกได้ หรือนานๆ จะนึกได้สักครั้งหนึ่ง ทั้งที่ทั้งชีวิตเราก็เดินอยู่บนแผ่นดินไทยนี้ทุกวัน

บุญคุณของแผ่นดินนั้นยิ่งใหญ่ ทำให้เราได้มีโอกาสเจริญเติบโต ได้รับการศึกษามาตั้งแต่ยังเป็นเด็กเพราะโรงเรียนของเราได้ตั้งอยู่บนแผ่นดินไทย จนกระทั่งเราเรียนจบออกมาทำงาน หน้าที่ของเราที่ได้ทำจนเจริญก้าวหน้าขึ้นมาก็มีสถานที่ทำงานที่ตั้งอยู่บนแผ่นดินไทย ฉะนั้น เราเป็นหนี้ชีวิตแผ่นดินไทย...แต่โอกาสที่เราจะระลึกถึงหนี้นั้นได้ก็ยาก..หากไม่มีผู้มาชี้แนะให้เห็น

การที่เราจะระลึกได้เองถึงสิ่งที่ดีงามนั้นต้องบอกว่ายากมากๆ เพราะวันและเวลาของเราแต่ละคนนี้หมดไปกับการทำมาหากินเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง การดูแลครอบครัว และเรื่องราวที่ถูกกิเลสพาไป วันเวลาของนี้ก็มีกันเพียงสั้นๆ ทำงานกันได้ไม่เท่าไหร่ก็มืดค่ำแล้ว เพลียแล้ว จากนั้นก็ต้องนอนหลับเพื่อพักผ่อนแล้วก็ตื่นขึ้นมาต่อสู่กับสิ่งต่างๆ อยู่อย่างนี้ ..โอกาสที่จะระลึกถึงคุณของแผ่นดินก็มีน้อย

แต่ตัวเองได้ระลึกถึงตรงนี้และเคยชวนพี่น้องทุกๆ ท่านทำบุญคืนสู่แผ่นดินไทยในโครงการส่งเงินคืนในหลวงมาแล้ว วันนี้อยากจะบอกกับทุกท่านเหมือนกับการบอกว่าแผ่นดินไทยมีค่า..ก็คือสถานที่มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิแห่งนี้ หลายท่านได้เดินมาเป็นปี บางคนเดินมาเป็นสิบๆ ปี เพราะมูลนิธิได้ย้ายจากวัดโพธิ์มาอยู่ที่ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๓๐ จึงเท่ากับยี่สิบสองปีแล้วที่เรามาอยู่ที่นี่

โดย น้องกิ๊ฟ [15 มี.ค. 2552 , 16:44:54 น.] ( IP = 61.90.65.11 : : )


  สลักธรรม 4




หลายคนเข้าออกอาศัยพื้นที่ตรงนี้ปลูกสร้างใจ มาเข้าโรงเรียนใจ ..แต่น้อยคนมากที่จะนึกถึงเจ้าของโรงเรียนคนเดิม ฉะนั้น วันนี้จึงถือโอกาสมาบอกกับท่านว่า ..ถ้าหากไม่มีท่านอาจารย์บุญมี เมธางกูร สถานที่แห่งนี้ก็คงเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะไม่มีผู้ริเริ่ม

การที่เราได้มีโอกาสมานั่งและรับทราบความเป็นมาร่วมกันทั้งคนเก่าและคนใหม่ เท่ากับมารู้เรื่องราวว่าชีวิตของเราที่เดินอยู่นั่งอยู่นี้เรายังเป็นหนี้พระคุณของใครบ้าง และผู้ที่ทำให้เราได้มีโอกาสเช่นนี้บัดนี้ท่านได้มรณภาพไปแล้ว แต่เราจะตอบแทนท่านได้อย่างไร ก็คืออย่างน้อยปีละครั้งในวนที่ ๑๕ มีนาคม หรือวันที่ ๒๔ พฤศจิกายนอันเป็นวันมรณภาพของท่าน

หากถามว่าทำไมในวันนี้จึงไม่จัดงาน ..ก็เพราะเศรษฐกิจไม่ดีจึงไม่ต้องการเพิ่มภาระให้กับใคร แต่ก็ตั้งใจที่จะชวนทุกท่านมาสวดมนต์อนัตตลักขณะสูตรด้วยความตั้งใจเพื่อที่จะนำกุศลถวายแด่ท่านอาจารย์บุญมี และอย่างน้อยในวันนี้ก็เท่ากับได้ตอกหมุดลงไปในใจของท่านให้ทราบว่า รูปปั้นนี้มิใช่พระสงฆ์ธรรมดา

เพราะบางคนนั้นเข้ามาในห้องนี้ก็อาจมองว่าเป็นรูปปั้นเฉยๆ เพราะไม่รู้ว่ารูปปั้นที่ได้เห็นนั้นคือใคร มีประวัติเรื่องราวมาอย่างไร หรือบางคนอาจไม่ได้มองด้วยซ้ำ

ดังนั้น จดหมายเหตุที่แต่ละคนจะเขียนร่างสร้างไว้ในใจเรื่องของพระอาจารย์บุญมีนั้นก็ไม่ได้ทำไม่ได้บันทึก จึงมาสร้างให้เกิดขึ้นในใจของพวกท่านอยู่เสมอ เมื่อตอกหมุดลงไปในใจแล้ว..การเดินเข้ามาแล้วเหลียวมองพระพุทธรูปเพื่อจะเรียนพระธรรมที่จะพาตนเองไปสู่ความพ้นทุกข์ ..การกระทำนั้นเป็นสิ่งที่ดี

แต่อย่าลืมว่า สถานที่ที่เปิดโอกาสให้เราถึงซึ่งรัตนะทั้งสามคือสถานที่แห่งนี้..มีคุณค่าและมีผู้มีพระคุณ จึงชวนท่านมาระลึกถึงพระคุณของท่านพระอาจารย์บุญมี เมธางกูร

และขอขอบคุณทุกคนแทนท่านอาจารย์ที่ร่วมรับฟังเรื่องของท่านอาจารย์บุญมีในฉบับย่อเพื่อระลึกถึงพระคุณของท่านในวันนี้

โดย น้องกิ๊ฟ [15 มี.ค. 2552 , 16:45:16 น.] ( IP = 61.90.65.11 : : )


  สลักธรรม 5




และนอกจากเรื่องนี้แล้วก็ขอให้ดูชีวิตของท่าอาจารย์บุญมีเป็นตัวอย่างว่า ..ชีวิตของท่านเป็นชีวิตที่มีโชค แล้วได้นำโชคนั้นมาแจกจ่ายให้กับทุกคน..สำหรับตนเองนั้นเมื่อย้อนกลับไปมองอดีตตั้งแต่วัดโพธิ์ อดีตของท่านอาจารย์บุญมีนั้นงดงาม แม้กระทั่งในวันนี้ที่ไม่มีท่านแล้วก็มั่นใจได้อย่างร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า ความดีที่ท่านทำไว้จะทไใอนาคตของท่านเมื่อไปจากพวกเราแล้วก็มีความงดงาม

คนเราจะมีอดีตที่สวยสดและอนาคตที่งดงามได้ ก็อยู่ที่การทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ..ท่านอาจารย์บุญมีได้ทำหน้าที่ของท่านอย่างดีที่สุดแล้วตลอดชีวิตของท่าน แม้นก่อนลมหายใจสุดท้ายในมรณาสันนกาลที่ท่านจะพูดอะไรไม่ได้แล้ว .. ท่านก็มีความหวังดีต่อทุกๆ คน ฝากมาบอกกับทุกๆ คนว่า "อย่าหลงลืมสติ" นี่ก็คือการให้ครั้งสุดท้ายและเป็นการให้คำที่มีความหมายอันยิ่งใหญ่อีกด้วย

มาพูดถึงพวกเราบ้าง..เราทุกคนก็จะต้องมีชีวิตที่เดินทางไปสู่ความหายนะคือความตายเช่นนั้นเหมือนกัน จึงได้ให้สวดบทอนัตตลักขณะสูตรอีกครั้งในวันนี้ ..เพื่อให้นึกถึงว่าแม้กระทั่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าบรมศาสดาเอกของโลกท่านก็ไม่ได้สอนเรื่องอื่นเลย เพราะท่านสอนเรื่องราวของชีวิตว่าชีวิตต้องมีความตาย ..ความประมาทกล้าเสี่ยงจะทำให้ชีวิตนั้นพบกับความหายนะ

เมื่อเรามองไปบนเส้นทางของเรา เราเห็นต้นไม้ใบหญ้าเห็นอาคารมากมาย ..จากที่เราเรียนพระปรมัตถธรรมสิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่เรียกว่า รูปารมณ์ที่มากระทบกับประสาทตา แล้วมีจิตเป็นตัวรู้คือจักขุวิญญาณ ..สิ่งต่างๆ ที่เราเห็นล้วนเป็นรูปธรรม

เมื่อพิจารณาแล้วเราก็จะนึกได้อยู่เสมอว่าเรากำลังเดินอยู่ในที่โล่งและเดินอยู่คนเดียว ...น่ากลัว เพราะมองไม่เห็นฝั่งว่าที่สุดของการเดินทางนั้นอยู่ที่ไหน แต่ยังโชคดีที่การเดินทางอย่างโดดเดี่ยวในที่โล่งนี้ ..เรายังมีร่ม

ในที่โล่งนั้นหากมีแดดจัดแล้วเราไม่มีร่ม..เราก็ร้อน หรือมีฝนตกในที่โล่งแล้วเราไม่มีร่ม..เราก็เปียก ชีวิตของเราที่เดินมาจากภพชาติสู่ภพชาติก็คือการมาจากที่โล่งๆ แล้วก็ไปในที่โล่งๆ ..มีแต่ความว่างเปล่า อย่างที่ปรากฏในอนัตตลักขณะสูตรว่าไม่มีอะไรที่จับต้องยึดถือได้เลย ทุกสิ่งเป็นสมบัติชั่วคราว

แต่ในสำหรับในชาตินี้ของพวกท่าน ..ในที่โล่งนั้นท่านมีร่มกันแล้ว แม้จะมีแสงแดดแรงมากเราก็มีที่กำบังแดด แม้จะมีฝนตกหนักเราก็มีที่กำบังฝน วิบากจะซัดมากเราก็มีร่มธรรมกำบังใจ ..ร่มธรรมจึงเป็นร่มที่ประเสริฐอันเป็นที่ให้เราได้อาศัย

โดย น้องกิ๊ฟ [15 มี.ค. 2552 , 16:45:38 น.] ( IP = 61.90.65.11 : : )


  สลักธรรม 6




ชีวิตของเรา..อารมณ์ของเราเปลี่ยนแปลงไปเสมอ อย่างเมื่อวันก่อนอากาศร้อนจัดแต่พอมาวันนี้เราไม่ต้องเปิดเครื่องปรับอากาศเลยเพราะอากาศเย็น จึงไม่มีอะไรแน่นอน และไม่ว่าจะร้อนหรือจะหนาวก็ยังดีที่เรายังมีโอกาสรับรู้ ..ชีวิตของเราต้องรู้จักคิดในเรื่องที่ดีกว่าเอาไว้มากๆ อย่าเปรียบเทียบว่า "แย่"

มีเรื่องในพระสูตรมาเล่านิดหน่อยว่า พระปุณณเถระท่านจะเดินทางไปยังเมืองแห่งหนึ่งแล้วพระพุทธเจ้าได้มาห้ามท่านว่า อย่าไปเลย..เมืองนั้นมีอันตราย มีแต่คนใจร้าย โกรธง่ายทั้งนั้นเลย พระปุณณเถระกราบทูลพระพุทธเจ้าเป็นลำดับเมื่อถูกถามว่า .. ไม่เป็นไรพระพุทธเจ้าข้า เขาว่าก็ยังดีกว่าเขาตี ..เขาตีก็ยังดีกว่าเขาเอาก้อนหินก้อนโตๆ มาทุบศีรษะ ..เขาเอาก้อนหินทุบก็ยังดีกว่าเขาเอาของแหลมๆ มาทิ่มแทง ..เขาเอาของแหลมๆ มาทิ่งแทงก็ยังดีกว่าเขามาฆ่าให้ตาย ..เขามาฆ่าให้ตายก็ยังดีกว่าฆ่าตนเองตาย

ฉะนั้น การที่มองอะไรในด้านที่ดีกว่า จะทำให้จิตใจสงบได้ และยอมรับความเป็นจริงแล้วมองในสิ่งที่ดีกว่า เช่น ถ้าหากเราเจออย่างนี้ก็ยังดีกว่าเจออย่างนั้น เศรษฐกิจเป็นอย่างนี้ก็ยังดีกว่าเราต้องอดอยากยากจนเป็นคนขอทาน ..การมองดีย่อมเกิดผลดี และเราก็ต้องนำความจริงเข้าสู่ชีวิตมากๆ เพราะอายุทุกคนก็เพิ่มมากขึ้น แก่ลงๆ แล้วเราก็มีความกลัวตายกันทุกคน

เพราะที่ไม่กลัวตายแล้วก็คือผู้ที่หมดกิเลสเช่นพระสารีบุตร ที่ท่านไม่กลัวตายและไม่ยินดีกับการมีชีวิตอยู่ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? ท่านตอบว่า เราทำตัวเหมือนคนทำงานและรอเวลาเลิกงานเท่านั้น

เมื่อฟังอย่างนี้แล้วก็จะเห็นว่าชีวิตของเราทุกวันนี้คือการงาน ที่ต้องเดิน ต้องยืน ต้องกิน ต้องขับถ่าย ต้องทำสารพัด การงานของชีวิตมีอยู่ตลอดเพราะยังมีกรรมหล่อเลี้ยงอยู่ แต่การตายของเรานั้นยังไม่สิ้นสุดเพราะตายแล้วก็ยังมีการงานต่อไปๆ แต่พระอริยะเจ้าทั้งหลายท่านมีวันสิ้นสุดแล้ว เพียงแต่รอเลิกงานเท่านั้น

ชีวิตของเรามีวันนี้ ..มีโอกาสทำดีในวันนี้ก็ย่อมดีกว่าชีวิตเดิมๆ แต่เราต้องหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับชีวิตให้ได้ แล้วใครล่ะที่จะทำให้เราดีที่สุดได้ก็คือหน้าที่ของเรา คือ ทำวันนี้ให้ดีที่สุด เพื่อจะได้มีอดีตที่สวยสดและอนาคตที่งดงาม

โดย น้องกิ๊ฟ [15 มี.ค. 2552 , 16:46:01 น.] ( IP = 61.90.65.11 : : )


  สลักธรรม 7



วันนี้ก็ขอขอบคุณทุกท่าน และขอแจ้งให้ทราบว่า หนังสือที่จะพิมพ์แจกเป็นธรรมทานนั้นได้สำเร็จเป็นรูปเล่มออกมาแล้วจำนวน ๔ เล่ม หนึ่งชุด มีชื่อตามลำดับว่า ๑. เส้นทางสายดอกไม้ ๒. งามประกายกุศลกรรม ๓.เรียงถ้อยร้อยธรรม ๔.ลำนำแห่งรัก

คงต้องบอกว่า หนังสือนี้ไม่ได้พิมพ์เพื่อสำหรับแจกบุคคลทั่วไปเนื่องในโอกาสวันเกิดและก็ไม่ได้พิมพ์เพื่อจำหน่ายหารายได้ แต่พิมพ์เพื่อให้ทุกคนร่วมกันเป็นภาพจัดส่งไปยังสถานที่ต่างๆ เพื่อเป็นธรรมทาน ซึ่งมีผู้ร่วมสมทบทุนการจัดพิมพ์มาเป็นบางส่วนแล้ว จึงขอเชิญท่านผู้มีอุปการคุณมารับหนังสือไปอ่านท่านละหนึ่งชุดและร่วมกันเป็นเจ้าภาพจัดส่งไปยังที่ต่างๆ ตามที่เห็นสมควร

และขอกราบขอบพระคุณทุกท่านที่ได้มอบเงินให้เป็นของขวัญวันเกิดในปีนี้เพื่อจัดพิมพ์หนังสืดชุดดังกล่าว และขอเรียนให้ทราบว่า คุณค่าของชีวิตนั้นไม่ได้อยู่ที่ความสวยงามของดอกกุหลาบที่เราเห็น แต่อยู่ที่การรู้จักนำดอกกุหลาบไปใช้ หรือนำเส้นทางนี้ไปใช้

และเคยบอกกับทุกท่านว่า การทำดีย่อมต้องได้ดี แต่ความดีที่ได้ดีนั้นไม่ใช่แค่ทำดีแป๊บเดียว แต่ทำดีนานๆ ถึงจะได้ดี แล้วการมองโลกในแง่ดีและการมองคนอื่นให้สูง มองคุณค่าและคุณภาพของคนอื่นให้มากนั้น ย่อมจะเกิดประโยชน์ทั้งผู้ที่จะได้รับรู้ ฉะนั้น การที่เราคิดดีและทำดี ย่อมมีความสุขใจมากๆ

โอกาสที่เราจะมองคนอื่นดีนั้นมีน้อย เพราะทุกคนมีมานะมีทิฏฐิ ก็จะขอเล่าถึงตนเองสักนิดหนึ่งในเรื่องนี้ ก็คือว่าเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานั้นมีความรู้สึกว่าเป็นเจตสิกในใจ ซึ่งเป็นความรู้สึกที่แปลกมากๆ กับสถานการณ์ที่เห็นเจตสิกในใจคือการทำงานของเจตสิกนั่นเอง

เรื่องก็มีอยู่ว่า จะต้องเดินออกมาพูดธรรมะกับบุคคลคนหนึ่ง โดยที่เขาจะต้องเป็นฝ่ายมาหาเราเอง เพราะเขาเป็นคนที่มีความสงสัยเอง ในตอนนั้นก็ได้เดินผ่านไปผ่านมาเพื่อส่งสัญญาณให้เขาเห็นว่าตอนนี้เราว่างแล้ว ..แต่เขาก็ไม่มา ซึ่งก็หันไปมองสองสามครั้งและใจก็คิดว่า "ยึดตามพระพุทธเจ้าน่าว่า ศาสดาไม่แสวงหาศิษย์ ขนาดพระพุทธเจ้าที่เป็นพระศาสดายังไม่แสวงหาศิษย์ แล้วเราเป็นใคร..เรื่องอไรเราต้องแสวงหาศิษย์" ในขณะที่คิดอย่างนั้นก็เหมือนมีเจตสิกเกิดขึ้นมาให้เห็นมานะคือมีสติรู้ขึ้นมาเลยว่า ความคิดแบบนั้นน่ะคือมานะ ..เห็นมานะที่เกิดขึ้นมาแล้วทำให้เราคิดแบบนั้น แต่ก็ช่วยไม่ได้เพราะเกิดขึ้นแล้ว

แต่ถึงจะย้อนกลับไปช่วยไม่ได้ ..เราช่วยกาลต่อไปได้ ก็เลยมองผู้นั้นใหม่ว่า ..เมตตาเขาเถอะ เขาอาจจะไม่ว่าง เขาอาจจะไม่พร้อม หรือถ้าหากเราออกไปแล้วก็อาจทำให้ครูของเขาต้องเอยู่ในฐานะที่ด้อยกว่าเราก็ได้ ฉะนั้น เราหวังดีกับเขาดีกว่าเพื่อให้เขาอยู่ในระดับที่สูงนั้นรักษาภาพพจน์ของทุกคนด้วยการสงบที่ตนเองดีกว่า ..จึงได้นำเมตตาเข้ามาชะโลมใจของตนเอง

โดย น้องกิ๊ฟ [15 มี.ค. 2552 , 16:46:21 น.] ( IP = 61.90.65.11 : : )


  สลักธรรม 8



เมื่อเมตตาจิตเกิดขึ้นมาแล้วก็เลยเข้าไปรู้ว่า เมตตาก็เป็นหน่วยรบอีกกองกำลังหนึ่งแล้ว มานะเมื่อสักครู่นี้ก็เป็นของเก่า สติก็เป็นของเก่าที่เสพอารมณ์ไปแล้ว แต่เรามีของใหม่ที่เราเลือกเอามาเสพแล้วก็เก็บลงอารมณ์นั้นไป ... เมื่อเกิดความรู้สึกอย่างนี้แล้วในวันนั้นก็ไม่ได้เดินคอยมองพวกเขาอีก แล้วก็รู้สึกสงบ เมื่อตรวจสอบใจได้อย่างนี้แล้วก็รู้เลยว่ายังมีกิเลสอยู่มาก ยังเป็นปุถุชนเต็มขั้นร้อยเปอร์เซ็นต์

ทำให้ระลึกถึงคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าและศึกษาธรรมะที่เราเรียนมาว่า เมื่อใดที่เรายังเป็นปุถุชนอยู่นี้กิเลสไม่ได้หมดไป แต่จะทำอย่างไรล่ะจึงจะหมด อย่างพระโสดาบันนั้นท่านตัดกิเลสไปได้สามชนิด คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส แต่เรามาสร้างหนาวยลาดตระเวณให้เกิดขึ้นในหัวใจของเราเถอะ หน่วยลาดตระเวณก็คือเจตสิกฝ่ายกุศล หรือเรียกว่า คิดดีแล้วก็มองดี ..เมื่อเรามีการคิดดีแล้วก็มองดีก็จะไปลาดตระเวณสิ่งที่คิดไม่ดีมองไม่ดีขับไล่ออกไปได้

เส้นทางชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบก็จริง..แต่เราสามารถนำดอกไม้ที่เราเลือกเป็นดอกไม้ในใจมาโปรยบนทางของเราได้ ทางที่เราเดินได้อย่างมั่นคงในที่โล่งนั้นและสามารถหลบแดดหลบฝนได้ก็คือทางธรรม ..ทางธรรมเท่านั้นที่จะทำให้เรามีธรรมนำทางและนำสู่ความสุขคือถึงวิมุตติสุขได้ในที่สุด

ขอกุศลเจตนาและความตั้งใจ ความพากเพียรและคุณงามความดีของทุกๆ ท่าน ความเมตตาธรรมและความอนุเคราะห์ช่วยเหลือ ตลอดจนน้ำคำและน้ำใจของพี่น้องทุกๆ คน ที่ร่วมทางร่วมทำมา ทั้งเงินที่ร่วมบริจาคเพื่อพิมพ์หนังสือนี้ ก็ขอให้เหมือนกับการที่เราร่วมเส้นทางสายดอกไม้ และเป็นสายแห่งดอกสาละคือ เราทำกำลังทำสาระธรรม สาระประโยชน์ของชีวิต

ขอร่มสาละจงเป็นร่มที่กั้นแดดคือกิเลสที่เร่าร้อน กั้นฝนคือการไม่ทำให้ชีวิตนั้นตกต่ำ เปียกปอนไปด้วยตัณหาและอวิชชาให้หมดลงได้ ขอให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง สุขภาพจิตแจ่มใส สมบูรณ์ด้วยพลานามัย และเป็นไปด้วยสติสัมปชัญญะทั่วหน้ากัน ทุกท่านทุกคน อนุโมทนาค่ะ



โดย น้องกิ๊ฟ [15 มี.ค. 2552 , 16:46:39 น.] ( IP = 61.90.65.11 : : )


  สลักธรรม 9

มาร่วมน้อมรำลึกกราบมุทิตาสักการะแด่...ท่านพระอาจารย์บุญมีด้วยความระลึกในพระคุณยิ่งค่ะ

ได้อ่านเรื่องราวหลากหลายที่แฝงด้วยคติธรรมสอนใจมากมาย ในการคิดพิจารณาเรื่องราวของชีวิต ท่านอาจารย์แสดงให้เห็นถึงความว่างเปล่าของชีวิตที่เราพากันเดินทางจากภพสู่ภพ แต่ก็นับว่ายังโชคดีที่ชาตินี้ยังมีร่มธรรมที่คอยบังแดดบังฝนให้กับเรา

การมองในด้านที่ดีกว่า ทำให้จิตสงบได้ ซึ่งท่านอาจารย์ก็ได้กรุณาเปรียบเทียบกับเหตุการณ์จริงที่ได้ประสบมาเอง

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์อย่างสูงค่ะที่ได้นำธรรมะมากล่อมเกลาจิตใจให้ใฝ่ดีอยู่เสมอค่ะ

ขอบพระคุณน้องกิ๊ฟอย่างสูงเช่นกันค่ะที่เพียรนำสิ่งที่ดีมามอบให้

และขออนุโมทนาในการพิมพ์หนังสือธรรมะแจกเพื่อเป็นธรรมทานในครั้งนี้ด้วยค่ะ

โดย ธัญธร [16 มี.ค. 2552 , 17:11:45 น.] ( IP = 118.173.32.176 : : )


  สลักธรรม 10

กราบขอบพระคุณค่ะ

โดย abctoy - [17 มี.ค. 2552 , 15:32:59 น.] ( IP = 118.172.251.204 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org