| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
กรรมคืออะไร ?
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1เจตนานั้นเป็นเจตสิกประเภทสัพพจิตตสาธารณเจตสิก ย่อมเกิดขึ้นได้ภายในจิตทุกดวงในทางปรมัตถ์นั้น ท่านแสดงว่า เมื่อเจตนาเกิดขึ้นภายในจิตที่เป็นอกุศล ก็เรียกว่า อกุศลกรรม ถ้า
เจตนาเกิดขึ้นภายในจิตที่เป็นกุศล ก็เรียกว่า กุศลกรรม เมื่อเจตนาเกิดขึ้นแล้ว ก็ย่อมเป็นเหตุให้เกิดการกระทำขึ้น การกระทำของคนเราก็มีเพียงสามทางเท่านั้น คือ กระทำทางกาย ก็เรียกว่า กายกรรม กระทำทางวาจา ก็เรียกว่า วจีกรรม กระทำทางใจ ก็เรียกว่า มโนกรรม
ตามที่แสดงมานี้ชี้ให้เห็นแล้วว่า กรรมเป็นแต่เพียงเหตุเท่านั้น แต่เหตุเหล่านี้เมื่อเกิดขึ้นแล้วย่อมมีผล เรื่องของกรรมจึงเป็นเรื่องของเหตุผล เรื่องของกรรมจึงเป็นวิทยาศาสตร์ด้วย เพราะแสดงถึงเหตุกับผล เหตุเช่นใด ผลก็เช่นนั้น ดังบาลีพระพุทธวจนะว่า
ยาทิสัง วะปะเต พีชัง ตาทิสัง ละภะเต ผะลัง กัลยาณะการี กัลยาณัง ปาปะการี จะ ปาปะกัง แปลว่า บุคคลหว่านพืชเช่นใด ย่อมได้รับผลเช่นนั้น ผู้ทำกรรมดี ย่อมได้รับผลดี ผู้ทำกรรมชั่วย่อมได้รับผลชั่วโดย พี่เณร...นำมาฝาก [17 มี.ค. 2552 , 08:39:04 น.] ( IP = 58.9.145.15 : : )
สลักธรรม 2กฎแห่งกรรม ที่พระพุทธองค์ตรัสนี้ เป็นกฎสากลสาธารณะแก่สรรพสัตว์ทุกถ้วนหน้าที่มีอยู่ในวัฎจักรนี้ เรื่องของกรรมนี้จึงมิได้จำกัดแต่ในพระพุทธศาสนาเท่านั้น ทั่วไปแก่สรรพสัตว์โดยไม่มีจำกัด ไม่ว่าท่านจะนับถือศาสนาอะไรก็ตาม เมื่อท่านกระทำกรรมดีแล้ว ท่านย่อมจะต้องได้รับผลดีทั้งนั้น และตรงกันข้ามถ้าท่านกระทำกรรมชั่วแล้ว ไม่ว่าท่านจะนับถือศาสนาอะไรก็ตาม ท่านจะต้องได้รับผลแห่งการกระทำกรรมชั่วนั้นแน่นอนเช่นกัน
ข้าพเจ้ายังชอบข้อเขียนของท่านสาธุชนชาวต่างประเทศผู้หนึ่ง คือ ดร.ดับบลิว. วาย อีแวนส์ เวนซ์ ท่านผู้นี้กล่าวถึงเรื่องกรรมในพระพุทธศาสนาไว้ว่า
พระพุทธศาสนาไม่เหมือนศาสนาเสมิติกทั้งสามคือ ศาสนายิว ศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม พระพุทธศาสนาสอนว่า ความทุกข์ในโลกนั้นเป็นกัมมิกะ คือ เป็นผลของกรรมหรือการกระทำโดยตรง เกิดขึ้นจากการกระทำของมนุษย์เอง ไม่ใช่โดยการแทรกแซงของพระผู้เป็นเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่ง
ท่านผู้นี้เป็นผู้เข้าใจในกฎของกรรมทีเดียว พระพุทธศาสนาถือว่าการกระทำกรรมดี ย่อมได้รับผลดี การกระทำกรรมชั่ว ย่อมได้รับผลชั่ว เหมือนบุคคลที่ปลูกผลไม้ในแผ่นดิน ปลูกผลอะไรลงไปก็ตาม ย่อมได้รับผลอย่างนั้นไม่เปลี่ยนแปลง เมื่อปลูกมะม่วงลงไปจะกลายเป็นทุเรียนไม่ได้ ผลที่ได้รับจะต้องเป็นมะม่วง
ถ้าทุกคนเห็นกฎแห่งความจริงอย่างนี้แล้ว ท่านทั้งหลายโปรดคิดดูว่า จะมีใครสักกี่คนที่โง่กระทำกรรมชั่วลงไป เพราะการกระทำอย่างนั้น มันเป็นการลงโทษตัวเองอย่างเห็นได้ชัด เช่น ถ้าเราไปฆ่าคนอื่นสัตว์อื่นก็คือการฆ่าตนของตนเองเท่านั้น เพราะผู้ฆ่านั้นจะต้องได้รับผลคือการถูกฆ่าตอบในภายหน้า การไปเบียดเบียนคนอื่นสัตว์อื่นให้เดือดร้อน ก็คือการเบียดเบียนตนเองให้เดือดร้อน เราไปสร้างความทุกข์ให้แก่ผู้อื่น ก็เท่ากับสร้างความทุกข์ให้แก่ตัวเรา ดังนี้เป็นต้น
และก็ตรงกันข้าม เขาเหล่านั้นก็จะเข้าใจว่า การกระทำความดีแก่ผู้อื่นนั้น ก็คือการสร้างความดีให้ตน ไม่ใช่ว่าจะทำให้เราต้องสูญเสียความดีไปเมื่อไร ความดีที่เรามีอยู่กลับจะมากขึ้นอีกหลายเท่าทวีคูณ การที่เราไม่ฆ่าสัตว์อื่น ก็คือการรักษาชีวิตของเรา เราสร้างความสุขให้แก่ผู้อื่น ก็คือการสร้างความสุขให้แก่ตนนั่นเอง คิดว่าท่านผู้อ่านคงเข้าใจความในตอนนี้ดีขึ้นโดย พี่เณร...นำมาฝาก [17 มี.ค. 2552 , 08:43:43 น.] ( IP = 58.9.145.15 : : )
สลักธรรม 3ปัญหาเกิดขึ้นอยู่เสมอๆ ว่า ในเมื่อตามหลักของพุทธศาสนาสอนไว้ชัดเจนเช่นนี้ ทำไมคนไทยเราที่นับถือพระพุทธศาสนา จึงยังกระทำกรรมชั่วกันอยู่ ทำไมจึงไม่กระทำกรรมดีกันให้มากขึ้น ข้อนี้ขอตอบว่า เพราะคนเราส่วนมากยังไม่เกิดปัญญา เมื่อปัญญาไม่เกิด ก็ไม่เห็นกฎแห่งกรรมตามหลักของพระพุทธศาสนาที่สอนไว้ ที่เรียกว่า กัมมัสสกตาญาณ เมื่อไม่เห็นอานิสงส์แห่งการกระทำกรรมดี ไม่เห็นโทษแห่งการกระทำกรรมชั่ว คนเราจะมุ่งหน้าประกอบกรรมดี และพยายามละเว้นกรรมชั่วนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้
ฉะนั้นเรื่องการศึกษาว่า กรรมคืออะไร จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ในการดำเนินชีวิต ตามหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา เพราะคนเราจะต้องประกอบกรรมอยู่เสมอเกือบทุกขณะ ถ้าไม่ทราบว่ากรรมคืออะไรเสียแล้ว การกระทำต่างๆ ที่ปรากฏออกมาทางกายก็ดี วาจาก็ดี ใจก็ดี จะสะอาดบริสุทธิ์เป็นไปไม่ได้ และอาจจะเป็นการสร้างทุกข์ให้แก่ตนเองเสียอีก ครั้นเมื่อเกิดความทุกข์ขึ้นมาก็ไม่เข้าใจเหตุผลว่า ทุกข์เหล่านี้เกิดมาจากอะไรเป็นเหตุ เมื่อไม่เข้าใจก็เกิดการเพ่งโทษในสิ่งภายนอกออกไป เช่น โทษว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้กระทำให้เราต้องประสบต่อความทุกข์ความเดือดร้อน เหมือนอย่างปัจจุบันเราส่วนมากก็โทษดวงดาวบนท้องฟ้า โทษผีสางเทวดา ซึ่งความจริงสิ่งทั้งหลายเหล่านี้มิใช่เป็นผู้กระทำให้เดือดร้อน ทั้งนี้มิใช่ว่าข้าพเจ้าผู้เขียนไม่เชื่อในศาสตร์ทั้งหลายเหล่านี้ ข้าพเจ้าเชื่อว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านี้มีจริง แต่ยังมีสิ่งที่ลี้ลับลึกซึ้งไปกว่านี้อีก มีอิทธิพลเหนือกว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านี้มากมายนัก
สิ่งที่มีอิทธิพลเหนือกว่าดวงดาว เหนือกว่าผีสางเทวดานั้นคืออะไร ท่านทั้งหลายก็คงเข้าใจแล้วคือ กฎแห่งกรรมนั่นเอง กฎแห่งกรรมนี้ใครๆ ก็ลบล้างไม่ได้ เหมือนรอยขีดลงแผ่นหินท่านผู้อ่านคงเกิดความสงสัยขึ้นมาว่า ถ้าเช่นนั้นบุคคลที่ประสบต่อความทุกข์ ความเดือดร้อนแล้วไปรดน้ำมนต์ไปสะเดาะเคราะห์ก็ไม่สามารถจะช่วยได้อย่างไร ข้อนี้ ขอตอบว่า ช่วยได้ แต่ท่านผู้อ่านต้องเข้าใจเสียก่อนว่าช่วยได้อย่างไร ในลักษณะไหนเดี๋ยวจะเข้าใจไปว่า ขัดกัน เพราะครั้งแรกก็ได้พูดแล้วว่า กฎของกรรมนั้น ใครๆ ก็ลบล้างกันไม่ได้ แต่ทำไมมาตอนนี้จึงพูดว่า การรดน้ำมนต์สะเดาะเคราะห์ช่วยได้ ฟังดูแล้วคล้ายๆ กับว่า เป็นการล้างบาปได้โดย พี่เณร...นำมาฝาก [17 มี.ค. 2552 , 08:47:42 น.] ( IP = 58.9.145.15 : : )
สลักธรรม 4ก่อนอื่นเราจะต้องเข้าใจเสียก่อนว่า คนโบราณนั้นท่านฉลาดสอนคน จนกระทั่งบางคนที่เราเข้าใจว่าเจริญแล้วในทางวุฒิปัญญา ก็ไม่อาจเข้าใจความมุ่งหมายของท่านได้ แล้วก็เลยกล่าวออกมาว่า เป็นการกระทำที่เหลวไหลไร้สาระ เป็นความงมงายอะไรทำนองนี้ ซึ่งเป็นการกล่าวที่ฉลาดน้อยไป
ความจริงแล้วคนที่เป็นทุกข์เดือดร้อนไปรดน้ำมนต์นั้นเป็นการกระทำที่ดีเหลือเกิน เพราะอย่างน้อยที่สุดผู้นั้นก็ยังมีโอกาสได้เข้าวัด ได้พบพระ การที่เราเข้าวัดพบพระในยามที่เป็นทุกข์นั้นมีประโยชน์เหลือเกิน บางคนถึงกับยิ้มแย้มแจ่มใสออกมาได้ก็มี ภายหลังจากรดน้ำมนต์แล้ว สะเดาะเคราะห์แล้ว
ที่ยิ้มแย้มแจ่มใสออกมาได้นั้น เพราะมีความรู้สึกสบายใจ เพราะถึงอย่างไรก็ตาม น้ำที่หลั่งรดบนศีรษะนั้น ก็เป็นน้ำพระพุทธมนต์ ขณะรดน้ำมนต์ จิตก็นึกถึงพระพุทธคุณเป็นอารมณ์การระลึกถึงพระพุทธคุณนั้นจัดเป็นพุทธานุสติ
ธรรมดาของจิตนั้นเมื่อคิดถึงเรื่องอย่างอื่นที่ไม่ดีก็ย่อมจะเป็นทุกข์ เกิดความเศร้าหมองขึ้น ไม่ผ่องใส ครั้นเมื่อได้ระลึกถึงพระรัตนตรัยจิตก็ผ่องใสดีขึ้นมาทันที เมื่อจิตผ่องใสดีแล้ว ความคิดก็ปลอดโปร่ง เห็นช่องทางที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ ที่ร้ายก็กลายเป็นดี ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะอำนาจของการกระทำจิตของตนเอง ให้ผ่องใสนั่นเอง การกระทำอย่างนี้จัดเป็นการกระทำกุศลกรรมทางใจ ทางกาย ทางวาจา เพราะใจระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า เราจึงยกมือไหว้ เปล่งวาจาสรรเสริญพระคุณเหล่านั้น เป็นการกระทำกุศลกรรมพร้อมทั้งไตรทวาร
เมื่อกระทำกรรมที่เป็นกุศลเพิ่มขึ้น อกุศลกรรมอ่อนกำลังลง ความทุกข์ก็จางหายไป ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะพุทธคุณและการกระทำกรรมดีของตนเอง แต่ถ้าท่านไม่ปฏิบัติเช่นนี้แล้ว ถึงคราวเกิดความเดือดร้อนก็ไปหาสุรามารับประทานดับทุกข์ ไปเที่ยวดูมหรสพดับทุกข์ ไปเที่ยวหาหญิงมาบำเรอดับทุกข์ ไปเล่นการพนันดับทุกข์ ความทุกข์จะไม่มีวันจางหายไปเลย กลับจะทุกข์หนักยิ่งขึ้นอีกหลายเท่าทวีคูณ เพราะการกระทำอย่างนั้น เป็นการเพิ่มทุกข์ให้แก่ตน
ส่วนการสะเดาะเคราะห์นั้น ก็ทำนองเดียวกันกับการรดน้ำมนต์ คือเป็นการกระทำบุญหรือสร้างกุศลกรรมนั่นเอง แต่ท่านไม่ว่าไปทำบุญเพราะคนส่วนมากฟังดูแล้ว มีความรู้สึกว่าช่วยเหลืออะไรไม่ได้เลย ทั้งยังเป็นทางการเสียอีก แต่พอบอกว่าสะเดาะเคราะห์ คนเราส่วนมากก็เกิดความเข้าใจว่า ทุกข์ทั้งมวล ความเดือดร้อนทั้งมวล จะสิ้นสุดลงทันที เคราะห์นอกเคราะห์ในจะหายไปในทันที เลยนิยมสะเดาะเคราะห์มากกว่าการทำบุญ ความจริงแล้วการสะเดาะเคราะห์ก็คือการไปทำบุญอันเป็นกุศลกรรมนั่นเอง ในพิธีสะเดาะเคราะห์นั้น ท่านทั้งหลายก็เห็นแล้วว่าจะต้องใช้อะไรหลายอย่าง รวมความแล้วก็คือ ไปถวายทานแก่พระสงฆ์นั่นเอง คนเราถ้าได้ทำบุญแล้วจิตใจย่อมมีความสุขสบายเป็นธรรมดาโดย พี่เณร...นำมาฝาก [17 มี.ค. 2552 , 08:53:01 น.] ( IP = 58.9.145.15 : : )
สลักธรรม 5ตามหลักธรรมทางพระพุทธศาสนานั้น เมื่อยามใดจิตใจเราไม่สบายเกิดความฟุ้งซ่านรำคาญขึ้นมา ในยามนั้นเราไปทำบุญ ชำระจิตใจให้ผ่องใส ความหม่นหมองใจก็จะหมดไปทันที นี้เป็นวิธีดับทุกข์อย่างง่ายๆ วิธีหนึ่งในหลายๆ วิธีที่มีอยู่ในพระพุทธศาสนา
การรดน้ำมนต์หรือสะเดาะเคราะห์ จึงช่วยได้ในลักษณะเช่นนี้ ซึ่งความเป็นจริงแล้ว การกระทำเหล่านี้เกิดมาจากตนเองทั้งนั้น โดยอาศัยพระพุทธคุณเป็นปัจจัยภายนอกเท่านั้น
ถ้าเราศึกษาเรื่องชาดกต่างๆ ซึ่งมีถึง ๕๕๐ เรื่อง อันเป็นเรื่องที่ประมวลถึงชีวิตแห่งการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏมาเป็นเวลาช้านานในชาดกนั้นเป็นการแสดงให้เห็นถึงกฎของกรรมเด่นชัดมาก เพราะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่สิ้นสุดของกรรม ผู้ใดกระทำกรรมชั่วก็ต้องได้รับผลแห่งกรรมชั่วนั้น ผู้ใดกระทำกรรมดีก็ต้องได้รับผลแห่งกรรมดีนั้น
บางชาติพระพุทธเจ้าของเรา ในสมัยที่ยังเป็นพระโพธิสัตว์อยู่ ก็ต้องไปเกิดเป็นสัตว์เดียรฉานก็มี บางชาติเกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ บางชาติเกิดเป็นกษัตริย์ บางชาติเกิดเป็นปุโรหิตอะไรเหล่านี้จนนับชาติไม่ถ้วน ทรง
แสดงเปรียบเทียบกับปัจจุบันชาติ โดยชี้ให้เห็นว่า คนเราในอดีตกับปัจจุบันนั้นเคยมีกรรมคือการกระทำร่วมกันมา คนที่เคยฆ่ากันมาในอดีต ปัจจุบันเขาเหล่านั้นก็ต้องเกิดมาฆ่ากันไปอย่างนี้อีก
ถ้าในอดีตเคยเกื้อกูลกันมา ในปัจจุบันก็เกื้อกูลกันต่อไปอีก ความสัมพันธ์กันอย่างนี้อยู่ในสังสารวัฏ คนที่เคยเป็นศัตรูกันมาในอดีต ปัจจุบันเราก็จะสังเกตจากการพบกันครั้งแรก ใจของเราจะเกิดความรู้สึกไม่ชอบทันที ทั้งๆ ที่ยังไม่เคยวิสาสะกันเลย ที่เราเรียกกันว่า ศรไม่กินกัน ส่วนบางคนพอเห็นหน้ากันเท่านั้น รู้สึกรัก รู้สึกพอใจอยากคบหาสมาคมด้วย บางคนถึงกับทนอยู่ไม่ได้ เหมือนชายหนุ่มกับหญิงสาวเป็นต้น บางทีไม่เคยเห็นหน้าเลย ได้ยินแต่เสียงเท่านั้น ก็รู้สึกว่าพอใจเสียแล้วโดย พี่เณร...นำมาฝาก [17 มี.ค. 2552 , 08:56:34 น.] ( IP = 58.9.145.15 : : )
สลักธรรม 6มีบางท่านไม่เข้าใจในกฎแห่งกรรม จึงเห็นผิดคิดไปว่า เรื่องชาดกนั้นเป็นนิทานปรัมปราไม่ใช่พระพุทธพจน์ ทั้งนี้เพราะใช้การค้นเดาเอา จริงอยู่ชาดกนั้นเป็นนิทาน แต่คำว่านิทานนี้ ไม่ใช่หมายถึงนิทานที่เล่ากันมาอย่างที่เราเข้าใจกัน นิทานในชาดกของพระพุทธศาสนานี้ หมายถึง เหตุในอดีตที่มีความสัมพันธ์กับผลที่ปรากฏในปัจจุบันนี้ต่างหาก เช่น ในตอนท้ายของชาดกแต่ละเรื่องจะมีการประมวลเนื้อเรื่อง ที่เรียกว่าประมวลชาดก โดยชี้ให้เห็นชีวิตของแต่ละคนในปัจจุบันว่า อดีตนั้นเป็นอะไรมาก่อน ทำไมจึงมาเกิดเป็นเรื่องในปัจจุบันอย่างนี้
ดังเช่นในสมัยที่พระพุทธองค์ ถูกพระเทวทัตคิดลอบปลงพระชนม์ด้วยการปล่อยช้างนาฬาคีรีเพื่อให้ชนพระพุทธองค์ระหว่างเสด็จออกบิณฑบาตตอนเช้า ในขณะที่ช้างนาฬาคีรีได้วิ่งเข้ามาจะชนพระพุทธองค์นั้น ท่านพระอานนท์ซึ่งเป็นพุทธอุปัฏฐาก ได้สละชีวิตของตนวิ่งเข้าขวางหน้า รับช้างนาฬาคีรี หวังเพื่อสละชีวิตของท่าน ปกป้องชีวิตของพระพุทธองค์เอาไว้ เรื่องที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเช่นนี้พระพุทธองค์ก็เทศนาให้ทราบว่า อานนท์นั้นมิใช่จะสละชีวิตเพื่อเราตถาคตในปัจจุบันชาตินี้เท่านั้น แม้แต่ในอดีตก็เคยเสียสละมาแล้ว เช่น ในชาติที่เกิดเป็นหงส์เป็นต้น
คนที่ปฏิเสธเรื่องชาดกว่าไม่จริง ก็คือปฏิเสธกฎของกรรมนั่นเองว่าไม่จริง และคนเหล่านี้แหละย่อมปฏิเสธนรก ปฏิเสธสวรรค์ไปด้วย ทั้งยังเป็นการปฏิเสธกฎของสังสารวัฏ คือการเวียนว่ายตายเกิดด้วย นับว่าเป็นการเข้าใจพระพุทธศาสนาผิดไปอย่างมากทีเดียว เพราะเรื่องของชาดกนั้น พระพุทธองค์ทรงตรัสเทศนาด้วยอำนาจพระสัพพัญญุตญาณด้วยพระสัมมาสัมโพธิญาณ ด้วยปุพเพนิวาสานุสติญาณ คนสามัญไม่สามารถจะทราบเรื่องในอดีตได้เลย
เรื่องชาดกในพระพุทธศาสนาทั้งหมด จึงเป็นเรื่องที่ควรศึกษาอย่างยิ่ง คติธรรมต่างๆ เป็นอันมากเราจะได้จากชาดก
ได้กล่าวให้ท่านทั้งหลายทราบในตอนต้นแล้วว่า กรรมนั้นเป็นเหตุและอาจจะเป็นได้ทั้งเหตุที่ดีและไม่ดี ถ้าเหตุดีเรียกว่า กุศลกรรม ถ้าเหตุไม่ดีเรียกว่า อกุศลกรรมโดย พี่เณร...นำมาฝาก [17 มี.ค. 2552 , 09:03:46 น.] ( IP = 58.9.145.15 : : )
สลักธรรม 7คำว่า เหตุอันเป็นตัวกรรมที่แท้ในที่นี้ ท่านหมายถึงสภาวะของนามธรรม คือหมายถึงเจตนาที่เกิดขึ้นภายในจิต เจตนานี้เป็นเจตสิกประเภทสัพพจิตตสาธารณเจตสิก ย่อมเกิดได้ในจิตทั่วไปทั้งที่เป็นกุศลและอกุศล เมื่อเจตนาเกิดขึ้นในจิตแล้ว เป็นเหตุให้เกิดการกระทำทางกายออกไปก็เรียกว่า กายกรรม ถ้าเกิดการกระทำทางวาจา ก็เรียกว่า วจีกรรม ถ้าเกิดภายในจิต ก็เรียกว่ามโนกรรม ที่เกิดของกรรมจึงมีเพียงสามแห่งเท่านั้น
เมื่อกรรมเกิดขึ้นเป็นเหตุ ก็ย่อมจะมีผลตอบแทนดังที่พระพุ ทธองค์ตรัสไว้ในธรรมปริยายสูตร อังคุตตรนิกาย ว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีกรรมเป็นของๆ ตน เป็นผู้รับผลแห่งกรรม เป็นผู้มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นพวกพ้อง มีกรรมเป็นที่พึ่งพาอาศัย เขากระทำกรรมใดไว้ เป็นกรรมดีหรือกรรมชั่วก็ตามเขาย่อมเป็นผู้รับผลแห่งกรมนั้นๆ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้หยาบช้า เป็นผู้ฆ่าสัตว์มีมือชุ่มด้วยโลหิต ตั้งอยู่ในการฆ่าและการทุบตี ไม่มีความเอ็นดูในสัตว์ที่มีชีวิตทั้งปวง บุคคลนั้นย่อมกระเสือกกระสนด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ เมื่อกายกรรมของเขาคด วจีกรรมของเขาก็คด มโนกรรมของเขาก็คด คติของเขาก็คด อุบัติของเขาก็คด
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวคติสองอย่าง อย่างใดอย่างหนึ่งคือนรกอันมีทุกข์โดยส่วนเดียว หรือกำเนิดดิรัจฉาน อันมีปกติกระเสือกกระสน ของบุคคลผู้มีคติคด ผู้มีอุบัติคด
ดูกรภิกุทั้งหลาย ก็กำเนิดดิรัจฉานอันมีปกติกระเสือกกระสนนั้นเป็นไฉน คือ งู แมลงป่อง ตะขาบ พังพอน แมว หนู นกเค้าแมว หรือสัตว์ทั้งหลายผู้เข้าถึงกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานเหล่าใดเหล่าหนึ่ง แม้อื่นๆ ที่เห็นมนุษย์แล้วย่อมกระเสือกกระสน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย การอุบัติของสัตว์ย่อมมีเพราะกรรมอันมีแล้วด้วยประการดังนี้แล คือเขาย่อมอุบัติด้วยกรรมที่เขากระทำ ผัสสะอันเป็นวิบาก ย่อมถูกต้องเขาผู้อุบัติแล้ว
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมกล่าวว่า สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้รับผลของกรรม ด้วยประการฉะนี้โดย พี่เณร...นำมาฝาก [17 มี.ค. 2552 , 09:08:46 น.] ( IP = 58.9.145.15 : : )
สลักธรรม 8อนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ เว้นขาดจากการลักทรัพย์... การประพฤติผิดในกาม... ละการพูดเท็จ... เว้นขาดจากการพูดเท็จ ละคำส่อเสียด... เว้นขาดจากคำส่อเสียด... ละคำหยาบ เว้นขาดจากคำหยาบ.. ละการพูดเพ้อเจ้อ... เป็นผู้ไม่อยากได้ของผู้อื่น... เป็นผู้มีจิตไม่คิดปองร้ายผู้อื่น... เป็นผู้มีความเห็นชอบ คือ มีความเห็นไม่วิปริตว่า ทานที่ให้แล้วมีผล การเซ่นสรวงมีผล การบูชามีผล ผลวิบากแห่งกรรมที่บุคคลทำดีทำชั่วมีอยู่ โลกนี้มี โลกหน้ามี มารดามี บิดามี สัตว์ทั้งหลายผู้เป็น โอปปาติกะมีอยู่ สมณพราหมณ์ผู้ดำเนินไปโดยชอบ ผู้ปฏิบัติชอบ ผู้ทำโลกนี้และโลกหน้าให้แจ้งชัดด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเอง แล้วสอนให้ผู้อื่นให้รู้ตาม มีอยู่ในโลกนี้ ดังนี้ เขาก็ย่อมได้คติที่ดีเช่นกัน
พระพุทธพจน์นี้แสดงให้เห็นแจ่มชัดแล้วว่า บุคคลทำกรรมเช่นใด ย่อมได้รับผลเช่นนั้น เป็นการแสดงให้เห็นถึงเหตุและผลตรงกัน เหมือนกับบุคคลผู้หว่านพืชลงไปในพื้นดิน หว่านพืชอะไรลงไปก็ย่อมจะได้รับผลเป็นพืชชนิดนั้น กรรมที่เกิดขึ้นทางไตรทวารนี้ จะเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่วก็ย่อมจะได้รับผลเช่นกัน ที่จะไม่ได้รับผลตอบแทนนั้นย่อมไม่มี
ปัจจุบันนี้คนเราที่เกิดมาอยู่ร่วมกันเป็นสังคม ถ้าทุกคนมีความเข้าใจในกฎของกรรม และเชื่อในกฎของกรรมแล้ว โลกนี้จะน่าอยู่มิใช่น้อย ความเดือดร้อนจะไม่เกิดขึ้นเลย เพราะทุกคนเห็นเหตุและผลตรงกัน ใครเล่าจะกล้าสร้างเหตุคือ กรรมที่ไม่ดีลงไปโดยที่เขาผู้สร้างจะต้องได้รับผลแห่งกรรมชั่วนั้นอย่างแสนสาหัส ทุกคนจะเกิดความเกรงกลัว เกิดความละอายต่อกรรมชั่ว และงดเว้นจากการกระทำกรรมชั่วอย่างเด็ดขาด ที่ปัจจุบันบางท่านยังหมกมุ่นอยู่กับการกระทำกรรมชั่วนั้น เป็นเพราะเขาไม่เห็นกฎของกรรมดังกล่าวมานี้ จึงเป็นบุคคลที่น่าสงสารมาก เพราะเขาจะต้องชดใช้ผลแห่งกรรมนั้นต่อไปอีกนานแสนนาน คนที่เบียดเบียนสัตว์อื่น ฆ่าสัตว์อื่น อย่างไม่ปรานี หรือข่มเหงคะเนงร้ายผู้อ่อนแอกว่า ผู้มีกำลังน้อยกว่า เขาจะต้องรับผลแห่งการกระทำนี้ มากกว่าที่กระทำแก่ผู้อื่น
ตามหลักของพระพุทธศาสนานั้น คนที่กระทำชั่วลงไปครั้งหนึ่ง จะต้องได้รับผลแห่งการกระทำกรรมชั่ว ถึง ๕๐๐ ครั้ง ดังที่ท่านสาธุชนทั้งหลายเคยได้ยินว่า ฆ่าสัตว์ตายลงไปครั้งหนึ่ง เราจะต้องชดใช้กรรมด้วยการถูกเขาฆ่าถึง ๕๐๐ ชาติ ดังนี้เป็นต้น
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [17 มี.ค. 2552 , 09:14:52 น.] ( IP = 58.9.145.15 : : )
สลักธรรม 9เมื่อไม่นานมานี้ ทั่วโลกได้พากันเศร้าสลดใจอย่างสุดซึ้งเมื่อทราบข่าวการถึงอสัญกรรมของท่านประธานาธิบดีเคนเนดี้ ที่แพร่มาจากเมืองดัลลัส รัฐเทกซัสของอเมริกา เมื่อบ่ายวันศุกร์ที่ ๒๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๐๖ ว่า ประธานาธิบดีจอห์น พิตซ์เยอรัลด์เคนเนดี้ แห่งสหรัฐอเมริกา ได้ถูกคนร้ายลอบยิงตายเสียแล้วตอนเที่ยงวัน ขณะนั่งรถยนต์ร่วมไปกับมิสซิสเคนเนดี้ และผู้ว่าการรัฐเท็กซัส จอห์น บี. คอล นัลลี กับภรรยาระหว่างเดินทางแสดงตนต่อชาวเมืองดัลลัส เพื่อการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งในครั้งต่อไป
โศกนาฏกรรมครั้งนี้ เป็นที่สั่นสะเทือนแก่โลกมากทั้งค่ายเสรีนิยมและสังคมนิยม เพราะท่านประธานาธิบดีผู้นี้เป็นคนสำคัญของโลกในปัจจุบันมากเกี่ยวกับการดำรงสันติภาพ
การสูญเสียท่านประธานาธิบดีผู้นี้ไปจึงเป็นเหตุให้ชาวตะวันตกค้นคว้าหาเหตุผลกันมาก ได้มีหนังสือพิมพ์ต่างประเทศเสนอข่าวอันอัศจรรย์เกี่ยวกับชีวิตของท่านประธานาธิบดีผู้นี้กับท่านประธานาธิบดี ลินคอล์น ซึ่งเป็นประธานาธิบดีคนที่ ๑๖ ของสหรัฐอเมริกา คล้ายคลึงกันมากหลายอย่างด้วยกันคือ
๑. ท่านประธานาธิบดีลินคอล์นและท่านประธานาธิบดี เคนเนดี้ได้ใช้ชีวิตเกี่ยวกับหน้าที่สิทธิของพลเมืองเหมือนกัน ท่านประธานาธิบดีลินคอล์น สั่งเลิกทาส ท่านประธานาธิบดีเคนเนดี้สั่งเลิกการแบ่งแยกผิวแล้ว ผลงานของท่านทั้งสองนี้ก็ได้บรรลุผลสำเร็จอย่างงดงามมาก
๒. ลินคอล์นได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีในปี ค.ศ.๑๘๖๐ เคนเนดี้ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีในปี ค.ศ.๑๙๖๐ ห่างกันเพียง ๑๐๐ ปีพอดี
๓. ท่านทั้งสองถูกลอบสังหารชีวิตในวันศุกร์เหมือนกันและตายต่อหน้าภรรยาของตนเหมือนกัน
๔. ทั้งสองถูกยิงที่ศีรษะเหมือนกัน
๕. ผู้ที่เป็นประธานาธิบดีสืบต่อจากท่านทั้งสองนี้ ชื่อจอห์นสันเหมือนกัน คือ ผู้เป็นประธานาธิบดีสืบต่อประธานาธิบดีลินคอล์น ชื่อแอนดรูว์ จอห์นสัน ผู้เป็นประธานาธิบดีสืบต่อประธานาธิบดีเคนเนดี้ ชื่อลินดอน บี. จอห์นสัน และเป็นวุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครทเหมือนกัน
๖. แอนดรูว์ จอห์นสัน เป็นประธานาธิบดีสืบต่อลินคอล์น เกิดปี ค.ศ. ๑๘๐๗ ลินดอน บี.จอห์นสัน เป็นประธานาธิบดีสืบต่อเคนเนดี้ เกิดปี ค.ศ. ๑๙๐๗ ห่างกัน ๑๐๐ ปีพอดีเหมือนกัน
๗. จอ์น วิลกีส บูธ ผู้ฆ่าลินคอล์น ลีฮาวีออสวอลดิ์ผู้ฆ่าเคนเนดี้ เป็นชาวใต้ที่มีความคิดนอกลู่นอกทางเหมือนกัน
๘. ทั้งบูธและออสวอลดิ์ ถูกฆ่าตายก่อนนำตัวขึ้นศาลเหมือนกัน จอห์น วิลกีส บูธ ถูกฆ่าตายก่อนนำตัวขึ้นศาลเหมือนกับลีฮาวี ออสวอลดิ์
๙. ท่านประธานาธิบดีทั้งสอง มีภรรยาซึ่งสูญเสียบุตรชาย ในระหว่างอยู่ในทำเนียบขาวเหมือนกัน
๑๐. ก่อนท่านประธานาธิบดีทั้งสองจะถูกลอบสังหารนั้น เลขานุการของลินคอล์น ชื่อเคนเนดี้ ได้แนะนำไม่ให้ลินคอล์นไปยังโรงละคร ส่วนเลขานุการของเคนเนดี้ ชื่อลินคอล์น ได้แนะนำไม่ให้เคนเนดี้ไปดัลลัส
๑๑. จอห์น วิลกิส บูธ ยิงลินคอล์นในโรงละครแล้ววิ่งหนีไปในโกดังสินค้า ลีฮาวี ออสวอลดิ์ ยิงเคนเนดี้ในโกดังสินค้า แล้ววิ่งหนีไปในโรงละคร
๑๒. สกุลทั้งสอง มีอักษร ๗ ตัวเหมือนกัน
๑๓. แอนดรูว์ บี. จอห์นสันและ ลินดอน บี. จอห์นสันผู้เป็นประธานาธิบดีสืบต่อจากลินคอล์นและเคนเนดี้ มีอักษร ๑๓ ตัวเหมือนกัน
๑๔. จอน์น วิลกีส บูธ กับลีฮาวี ออสวอลดิ์ มีอักษร ๑๕ ตัวเหมือนกัน
เหตุการณ์เหล่านี้เป็นที่น่าอัศจรรย์มาก ฝรั่งไม่สามารถเข้าใจได้อย่างลึกซึ้งไปกว่านี้ นอกจากจะคิดว่าเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์เท่านั้น แต่ถ้าเขาเหล่านั้นได้ศึกษาถึงกฎของกรรมแล้ว ก็จะเกิดความเข้าใจขึ้นมาได้อย่างชัดแจ้งว่า กฎเหล่านี้หาใช่อะไรอื่นไม่ แต่เป็นกฎของกรรมนั่นเอง คนทั้งสองคงจะกระทำกรรมอย่างนี้แก่ผู้อื่นมาแต่อดีต แล้วก็ถูกจองเวรมาถึงปัจจุบันก็ได้
ปาฐกถาธรรมโดย..ท่านกิตติวุฒโฑ ภิกขุ
![]()
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [17 มี.ค. 2552 , 09:21:20 น.] ( IP = 58.9.145.15 : : )
สลักธรรม 10
มาศึกษาเรื่องกรรมต่อค่ะ
อำนาจของกรรมนั้นน่ากลัวยิ่งนัก เพราะส่งผลเมื่อไรมิอาจทราบได้เลย
กราบขอบพระคุณพี่เณรมากค่ะที่นำปาฐกถาธรรมที่มีประโยชน์มาให้อ่านเป็นประจำ ...อนุโมทนาค่ะโดย พี่ดา [17 มี.ค. 2552 , 09:56:20 น.] ( IP = 124.121.172.242 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |