มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


เวรคืออะไร




เวรคืออะไร


ผลแห่งการกระทำกรรมชั่วลงไป ท่านเรียกว่า “เวร” กรรมเป็นเหตุ เวรเป็นผล คำว่า “เวร” ตามหลัก
ของภาษาไทยนั้น มีความหมายออกไปหลายนัยด้วยกันเช่น

เวร หมายถึง ความปองร้าย ความพยาบาท

เวร หมายถึง คราวหรือรอบ หรือการผลัดกันเป็นคราวๆ เช่น การผลัดเปลี่ยนเวรกัน เป็นต้น

หรืออีกนัยหนึ่ง หมายถึง บาป ดังคำที่เราใช้กันว่า ก่อกรรมทำเวร ก่อกรรม ก็คือ การสร้างกรรม ทำกรรมทำเวร ก็คือ การทำบาปดังเช่นที่พระพุทธองค์ตรัสแก่ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีว่า

“ดูกรคฤหบดี อุบาสกไม่ละภัยเวร ๕ ประการ เราเรียกว่าผู้ทุศีล และเขาย่อมเข้าถึงนรกด้วย ภัยเวร ๕ ประการเป็นไฉน คือการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ ดื่มน้ำเมาคือสุราเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ดูกรคฤหบดี อุบาสกไม่ละภัยเวร ๕ ประการนี้แล เราเรียกว่า เป็นผู้ทุศีลและย่อมเข้าถึงนรกด้วย”

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุบาสกผู้ละภัยเวร ๔ ประการนี้แล เราเรียกว่าเป็นผู้มีศีล และเขาย่อมเข้าถึงสุคติด้วย”

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุบาสกผู้ฆ่าสัตว์ ย่อมประสบภัยเวร ทั้งในปัจจุบัน ทั้งในสัมปรายภพ ย่อมเสวยทุกข์และโทมนัสทางใจ เพราะว่าฆ่าสัตว์ ส่วนอุบาสกใด เป็นผู้งดเว้นจากปาณาติบาต ย่อมไม่ประสบภัยเวรนั้น ทั้งในปัจจุบันและสัมปรายภพ ย่อมไม่ต้องเสวยทุกข์โทมนัสทางใจ ภัยเวรของอุบาสกผู้งดเว้นจากปาณาติบาตย่อมสงบระงับด้วยประการฉะนี้” แล้วตรัสเป็นคาถาว่า...

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [19 มี.ค. 2552 , 08:19:52 น.] ( IP = 58.9.149.104 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

โย ปาณะมะติปาเตติ....................มุสาวาทัญจะ ภาสะติ
โลเก อะทินนัง อาทิยะติ...............ปะระทารัญจะ คัจฉะติ
สุราเมระยะปานัญจะ.....................โย นะโร อะนุยุญซะติ
อัปปะหายะ ปัญจะ เวรานิ..............ทุสสีโล อิติ วุจจะติ
กายัสสะ เภทา ทุปปัญโญ................นิระยัง โส ปะปัชชะติ
โย ปาณัง นาติปาเตติ........................มุสาวาทัง นะ ภาสะติ
โลเก อะทินนัง นาทิยะติ..................ปะระทารัง นะ คัจฉะติ
สุราเมระยะปานัญจะ.......................โย นะโร นานุยุญชะติ
ปะหายะ ปัญจะ เวรานิ......................สีละวา อิติ วุจจะติ
กายัสสะ เภทา สัปปัญโญ.................สุคะติง โส ปะปัชชะตีติ.


แปลว่า “นรชนใดย่อมฆ่าสัตว์ ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้ในโลก คบชู้ภรรยาของผู้อื่น กล่าวคำเท็จ และประกอบการดื่มสุราเมรัยเนืองๆ แล้ว นรชนนั้นไม่ละเวร ๕ ประการ เราเรียกว่า เป็นผู้ทุศีล มีปัญญาทราม ตายแล้วย่อมเข้าถึงนรก

นรชนใดไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ให้ในโลก ไม่คบชู้ในภรรยาของผู้อื่น ไม่กล่าวคำเท็จ และไม่ประกอบการดื่มสุราเมรัย นรชนนั้นละเวรภัย ๕ ประการแล้ว เราเรียกว่าเป็นผู้มีศีล มีปัญญา เมื่อตายแล้ว ย่อมเข้าถึงสุคติ” ดังนี้

ตามหลักในเวรสูตรนี้แสดงให้เห็นแล้วว่า เวรนั้นหมายถึงบาปอย่างเดียว คนมีเวรก็คือคนมีบาป พระพุทธองค์จึงสอนให้ละเว้นจากการทำเวรดังที่ปรากฏอยู่ในศีล ๕ ว่า “เวรมณี” ซึ่งแปลว่า เว้นจากการทำเวร หรืองดเว้นจากการทำบาป อันมีการฆ่าสัตว์ เป็นต้น

เมื่อเข้าใจถึงคำว่า กรรมและเวรว่ามีความแตกต่างกันอย่างไรเช่นนี้ ท่านผู้อ่านก็จะเห็นชัดขึ้นมาว่า กรรมนั้นมีความหมายออกไปได้หลายอย่าง อาจจะเป็นความดีก็ได้ หรือไม่ดีไม่ชั่วก็ได้ ส่วนเวรนั้นหมายถึงความชั่วอย่างเดียว เวรจึงเป็นผลจากการกระทำชั่วเท่านั้น

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [19 มี.ค. 2552 , 08:27:39 น.] ( IP = 58.9.149.104 : : )


  สลักธรรม 2

ถ้าเราศึกษาดูชีวิตของสรรพสัตว์ที่เกิดมาในโลกนี้อย่างละเอียดเราจะได้รับความสว่างจากคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามากขึ้น และจะเห็นว่าความเป็นไปของชีวิตสัตว์นั้น มีเหตุมีผลทั้งนั้น ไม่มีสิ่งใดที่เกิดขึ้นด้วยความบังเอิญเลย ผลที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน ย่อมมีเหตุมาแต่อดีตทั้งนั้น ด้วยเหตุฉะนี้แหละสรรพสัตว์ที่เกิดมาในโลกนี้ จึงต้องแตกต่างกันทั้งรูปร่าง ความคิดอ่าน การเป็นอยู่และวิถีของชีวิต

ท่านทั้งหลายลองสังเกตดูแมลงบางประเภท เช่น ผีเสื้อที่โผผินตอมดอกไม้ก็ได้ จะเห็นว่าที่ปีกของผีเสื้อนั้น มีสีแตกต่างกันออกไป เหมือนกับมีใครสักคนหนึ่งไปบรรจงตกแต่งให้ หรือมิฉะนั้นก็ให้สังเกตดูนก นกจะมีสีที่ขนไม่เหมือนกัน ถ้าจะถามว่า ผีเสื้อก็ดี นกก็ดี เขามีความจงใจปรารถนาให้เขามีรูปร่างเช่นนั้นหรือ ผีเสื้อบางตัว ชอบสีเขียวหรือ ชอบให้ปีกของตนมีลวดลายเช่นนั้นหรือ นกเขามีความจงใจให้สีเป็นเช่นนั้นหรือ รวมทั้งพวกเราที่เป็นมนุษย์ทั้งหลายนี้ด้วยว่า เรามีความประสงค์มาก่อนหรือที่จะให้รูปร่างหน้าตาของเราเป็นเช่นนี้ ก็ปรากฏว่า เราไม่ได้มีความประสงค์จงใจให้เป็นเช่นนั้นเลย พระพุทธองค์จึงตรัสว่า

“กัมมัง สัตเต วิภะชะติ ยะทิทัง หีนัปปะณีตะตาย”แปลว่า กรรมย่อมจำแนกสัตว์ คือให้ทรามและประณีตต่างๆ กัน

ฉะนั้นกรรมนี้เองที่ตกแต่งรูปร่างของสัตว์ให้ปรากฏในลักษณะต่างกันออกไปโดยที่มิได้จงใจในปัจจุบันเลย รูปร่างของเราที่เป็นเช่นนี้ จึงเป็นเรื่องของกรรมในอดีตตกแต่งมาให้ บางคนต่ำ บางคนสูง บางคนขาว บางคนดำ บางคนสวยไม่สวย มีอวัยวะในร่างกายแตกต่างกันออกไป กรรมจึงกระทำให้รูปร่างของสัตว์ทั้งหลาย มีลักษณะแตกต่างกันออกไปมากมายหลายประเภท ทุกชีวิตที่อุบัติ จึงต้องอยู่ในลักษณะเป็นผู้รับผลแห่งกรรมในอดีต และเมื่อสิ่งนั้นเป็นผลของกรรมจากอดีต เราจะไปแก้ไขอย่างไรก็ไม่ได้ เป็นการฝืนกฎของกรรม

เช่นคนที่เกิดมาผิวดำแล้วเกิดความไม่พอใจ เพราะเห็นว่าไม่เป็นที่นิยมของชาวโลก ชาวโลกบางกลุ่มเขาเหยียดหยามมากก็คิดแก้ไขใหม่ เพื่อจะให้สีของร่างกายขาวขึ้น ท่านทั้งหลายลองคิดดูว่า จะแก้ไขได้ไหม ย่อมแก้ไขไม่ได้ เมื่อแก้ไขไม่ได้แล้ว จะทำอย่างไรกันต่อไป ผลสุดท้ายก็ต้องยอมรับผลแห่งกรรมนั้นด้วยความยินดี ทั้งชาวโลกทั้งหลายบางกลุ่มก็ควรจะคิดว่าเป็นกรรมของเขา เพราะใครๆ ก็ไม่ปรารถนาจะเกิดมามีผิวดำอย่างนี้ การเหยียดหยามกันในเรื่องผิวก็ไม่เกิดขึ้นเพราะคนเราเลือกเกิดกันไม่ได้

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [19 มี.ค. 2552 , 08:33:27 น.] ( IP = 58.9.149.104 : : )


  สลักธรรม 3

ข้าพเจ้าขอสรรเสริญท่านประธานาธิบดีเคนเนดี้ แห่งสหรัฐอเมริกา ที่ให้สิทธิระหว่างคนผิวดำกับคนผิวขาวเสมอภาคกัน เพราะปัญหาเรื่องการเหยียดหยามผิวนี้ ในสหรัฐเป็นมานานแล้ว ก็ควรจะเลิกกันเสียที เพราะสัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของๆ ตน เขาจะต้องรับผลแห่งกรรมเช่นนั้น ทั้งคนเราจะดีจะชั่วจะสูงหรือต่ำไม่ใช่อยู่ที่ผิว ตามหลักของพระพุทธศาสนานั้น ท่านกล่าวว่าอยู่ที่กรรมคือการกระทำ

ในประเทศไทยเรานี้ก็มีบุคคลที่ควรได้รับการอนุเคราะห์อยู่มากเหมือนกัน เช่น คนที่เกิดมาตาบอด เป็นใบ้ เป็นบ้า หรืออวัยวะพิกลพิการ บุคคลเหล่านี้เกิดมาเพื่อใช้หนี้กรรม เขาไม่มีความปรารถนาจะเป็นเช่นนั้นเลย บุคคลเหล่านี้จึงควรได้รับความกรุณาจากผู้ใจบุญทั้งหลายอย่างยิ่ง

อีกประการหนึ่งที่เราจะต้องศึกษาให้เข้าใจ เพราะข้าพเจ้าเคยได้ยินเคยได้รับปัญหาอยู่หลายครั้งคือ เคยมีผู้ให้แง่สังเกตเกี่ยวกับความเป็นไปของสัตว์โลกว่า เป็นไปอย่างไม่ยุติธรรมเลย เช่น สัตว์โลกต้องมีฐานะต่างกันเบียดเบียนกัน ตัวอย่างเช่น บางคนเกิดมาพิการ บางคนเกิดมาสมบูรณ์ดีทุกอย่าง บางคนเกิดมาจน บางคนเกิดมาร่ำรวย สัตว์ใหญ่ก็กินสัตว์เล็ก สัตว์ที่แข็งแรงกว่าก็เบียดเบียนสัตว์ที่อ่อนแอกว่า คนที่มีอำนาจมากก็ข่มเหงรังแกคนที่มีอำนาจน้อย คนโง่ก็ตกเป็นเหยื่อของคนฉลาด ดูแล้วโลกเรานี้ไม่มีความยุติธรรมเลย

คนที่มีความรู้สึกเช่นนี้ เป็นบุคคลที่น่าสนใจมาก เพราะเขาไม่เข้าใจในกฎของกรรมอันเป็นกฎที่ทุกคนหลีกหนีกันไม่พ้น จึงได้มองเห็นโลกไปในแง่ของความไม่ยุติธรรม ซึ่งถ้าเขาเหล่านั้นได้ศึกษาหาเหตุผลเกี่ยวกับเรื่องของกรรมนี้แล้ว จะเห็นความจริงของโลกขึ้นมาว่า เต็มไปด้วยความยุติธรรม ไม่มีสิ่งใดในโลกนี้เลยที่ไม่ยุติธรรม

สัตว์ใหญ่กินสัตว์เล็กก็เป็นความยุติธรรม สัตว์ที่แข็งแรงกว่าเบียดเบียนสัตว์ที่อ่อนแอกว่า ก็เป็นความยุติธรรม คนที่มีอำนาจเบียดเบียนคนที่ไม่มีอำนาจก็ยุติธรรม คนโง่ตกเป็นเหยื่อของคนฉลาดก็เป็นความยุติธรรม คนที่เกิดมาพิการก็เป็นความยุติธรรมของโลก ทั้งนี้เพราะตามหลักของพระพุทธศาสนานั้น คำว่า ยุติธรรมนี้ ก็คือ วิบากหรือผลของกรรมนั่นเอง ซึ่งแตกต่างจากความยุติธรรมทางโลกมาก

ความยุติธรรมทางโลกนี้ เป็นความยุติธรรมโดยสมมติ เพราะฉะนั้น จึงปรากฏอยู่เสมอว่า ผู้นั้นไม่ได้รับความยุติธรรม ผู้นี้ไม่ได้รับความยุติธรรมตามความเข้าใจของเรา ส่วนมากจึงไม่ค่อยจะยุติกันได้ว่า อย่างไรจึงจะเรียกว่ายุติธรรม

บางท่านให้ความเห็นว่า “ความยุติธรรมคือสิ่งที่เท่ากัน และเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย”

บางท่านก็ให้เหตุผลว่า “ความยุติธรรมนั้นคือความพอใจของผู้ให้ในสิ่งที่เท่ากันและผู้รับก็ยอมรับว่าสิ่งนั้นเป็นธรรมแล้ว”

ซึ่งเหตุผลข้อหลังนี้ยังมีข้อแม้ออกไปอีกว่า ถ้าผู้รับไม่ยอมรับว่าสิ่งนั้นเป็นธรรมก็ยังไม่ใช่ความยุติธรรม ฉะนั้นจึงเป็นปัญหากันอยู่เสมอ เรื่องนี้ข้าพเจ้าได้เคยถามท่านผู้ทรงคุณวุฒิทางกฎหมายคือ ศาสตราจารย์พระยานิติศาสตร์ไพศาล (นิติศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์) ท่านให้คำอธิบายว่า ในหนังสือพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน อธิบายว่า “ยุติธรรม คือความเที่ยงธรรม ความชอบธรรม ความชอบด้วยเหตุผล” และในหนังสือตำราว่าด้วยกฎหมายของเสด็จในกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ อธิบายว่า “เราจะต้องระวัง อย่าคิดเอากฎหมาย ไปปนกับความดีความชั่ว หรือความยุติธรรม กฎหมายเป็นคำสั่ง คำบัญชา เป็นแบบแผนที่เราจะต้องประพฤติตาม แต่กฎหมายนั้นบางทีก็ชั่วได้ หรือไม่เป็นยุติธรรมก็ได้ ความคิดว่าอะไรดี อะไรชั่ว หรืออะไรเป็นยุติธรรม เป็นอยุติธรรม มีบ่อเกิดขึ้นหลายแห่ง เช่น ตามศาสนาต่างๆ แต่กฎหมายนั้นเกิดขึ้นได้แห่งเดียว คือจากผู้ปกครองแผ่นดิน หรือที่ผู้ปกครองแผ่นดินอนุญาตเท่านั้น

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [19 มี.ค. 2552 , 08:41:15 น.] ( IP = 58.9.149.104 : : )


  สลักธรรม 4

อนึ่ง คำอธิบาย คำกฎหมายที่ว่ามาแล้วนั้น ก็ยังมีที่ติด้วยเหตุว่า ยกเอาคำสั่งคำบัญชาขึ้นเป็นข้อสำคัญ บางสิ่งที่เรียกว่ากฎหมาย จะสืบแสวงหาตรองดูให้เป็นคำสั่ง คำบัญชาของผู้ปกครองแผ่นดินได้ยากอย่างยิ่ง ความจริงนั้นไม่มีกฎหมายประเทศใดที่เป็นบทบังคับแท้ ซึ่งคุ้มการที่เกิดขึ้นทุกชนิดทุกอย่าง แต่การที่ทุ่มเถียงกันทุกชนิดทุกอย่างคงจะได้มาในศาลซึ่งศาลจะต้องวินิจฉัย ก็เมื่อไม่มีกฎหมายดังนี้แล้ว ที่ได้ทำกันมานั้นทำกันอย่างไร

ในเมืองอังกฤษ ไม่มีประมวลกฎหมายเป็นลายลักษณ์อักษร ศาลอ้างถึงกฎหมายธรรมดา ซึ่งเป็นกฎหมายที่สันนิษฐานเอาทั้งนั้น และซึ่งไม่มีเขตจบแท้จริง เป็นแต่ความคิด

อีกแห่งหนึ่งในประเทศฝรั่งเศส มีกฎหมายทั้งสิ้นเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรเรียกชื่อว่า “โค้ด” (ประมวลกฎหมาย) แต่ถึงกระนั้นก็ดี ก็ไม่คุ้มการที่เกิดขึ้นทุกอย่าง หามิได้ แต่ในมาตรา ๔ แห่งโค้ดแพ่งกล่าวว่า ถ้าผู้
พิพากษาคนใดไม่ตัดสินความให้ โดยว่าไม่มีกฎหมายแล้วให้มีโทษ และความโค้ดอาญามาตรา ๑๘๕ วางโทษให้ปรับ ๒๐๐ แฟรงค์ และในโค้ดแพ่งอีกมาตราหนึ่งถัดลงมา คือมาตรา ๕ กล่าว
ชัดว่าไม่ให้ผู้พิพากษาคนใดวางบทลงเป็นแบบนอกกฎหมาย น่าเป็นการฉงนมาก มาตราหนึ่งบังคับให้วางบท อีกมาตราหนึ่งไม่ยอมให้วางบทนอกกฎหมาย ก็เมื่อกฎหมายไม่มีครบเป็นการน่าจนใจ น่าจะคิดว่าผู้พิพากษาตัดสินยกฟ้องโดยอ้างว่ากฎหมายไม่ยอมทุกอย่าง ที่ไม่มีบทในโค้ดนั้น
แต่หาเป็นดังนั้นไม่ เขาเอาความคิดอื่นมาอ้างเป็นข้อวินิจฉัยต่อไป ใช้สำนวนว่า

“ตามแบบและวิธีกฎหมาย” หรือ “ตามความเห็นทางกฎหมายหรือ “ตามความยุติธรรม” เหมือนหนึ่งอ้างบทกฎหมายแท้ จำเป็นต้องมีอะไรต่อไปสำหรับค้ำหนุนบทที่มีอยู่ มิฉะนั้นล้มหมดทั้งสิ้น จะเรียกว่าอะไรก็ได้ กฎหมายธรรมดาหรือแบบวิชากฎหมาย หรือความยุติธรรมได้ทั้งนั้น ทั้งนี้เป็นเครื่องมือเผื่อไว้ให้แก่ผู้พิพากษาและก็เรียกว่ากฎหมาย

ในเมืองไทยเรา คำพิพากษาเก่าๆ อ้างความยุติธรรมขึ้นตั้งเสมอๆ แต่คำที่เรียกว่า ยุติธรรมเป็นคำไม่ยุติ เพราะเป็นการที่ทุกคนเห็นต่างกันตามนิสัยซึ่งไม่เป็นกิริยาของกฎหมาย กฎหมายต้องเป็นยุติจึงเถียงแปลกออกไปไม่ได้ แต่เราเถียงได้ว่าอย่างไรเป็นยุติธรรม อย่างไรไม่ยุติธรรมทุกเมื่อทุกเรื่อง กฎหมายเป็นวิชาเป็นแบบเป็นร่างกายหมดสิ้น เมื่อกฎหมายไม่มีรอยที่จะเดิน เราก็เดินไปข้างไหนไม่ได้ นอกจากรอยที่กฎหมายอื่น เขาได้เดินมาแล้ว กฎหมายไม่ใช่ใจคนอย่างยุติธรรม ทั้งนี้มีคนเข้าใจผิดมากแต่ผิดก็เพราะไม่เข้าใจคำที่เรียกว่า วิชานั้นเอง

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [19 มี.ค. 2552 , 08:45:41 น.] ( IP = 58.9.149.104 : : )


  สลักธรรม 5

ตามคำอธิบายนี้จะเห็นได้ว่า กฎหมายกับความยุติธรรมนั้นแตกต่างกัน ยุติธรรมเป็นเรื่องของจิตใจ กฎหมายเป็นเรื่องคำสั่ง คำบัญชาเป็นแบบแผนที่จะต้องปฏิบัติตาม อะไรยุติธรรมจึงเป็นปัญหา

เพราะบางทีผู้ให้ตัดสินว่า เป็นยุติธรรมแล้ว แต่ผู้รับหรือผู้ถูกตัดสินว่าไม่เป็นธรรม ก็ยังไม่เป็นความยุติธรรมที่แท้ แต่ถ้ายอมรับก็เป็นยุติธรรมไป

จะขอยกตัวอย่างมาพิจารณาสักเรื่องหนึ่ง เช่น สมมติว่าท่านมีลูกอยู่ ๕ คน วันหนึ่งท่านไปตลาด หรือจะไปในต่างจังหวัดก็ตามท่านไปพบผลไม้ คือ ส้มเขียวหวาน ท่านก็ซื้อมา ๒๐ ผล พอมาถึงบ้านก็แบ่งให้ลูกทั้ง ๕ คน คนละ ๔ ผล ซึ่งถ้าจะพิจารณาตามจำนวนผลก็เป็นความยุติธรรมดีอยู่ เพราะผลเท่าๆ กัน จำนวนก็เท่ากัน แต่ในจำนวนลูก ๕ คนนั้น ถ้าอีกคนหนึ่งเกิดร้องขึ้นว่า ท่านไม่ยุติธรรม ท่านจะมีความรู้สึกอย่างไร? ท่านจะต้องมีความรู้สึกว่า ลูกท่านคนนั้นโกงใช้ไม่ได้ เอาเปรียบคน ทั้งๆ ที่ท่านก็แบ่งให้ตามจำนวนเท่า

แต่ถ้าท่านถามเขาว่า เพราะเหตุใดลูกจึงว่าไม่ยุติธรรม เขาก็จะตอบท่านว่า เพราะกลีบส้มมันไม่เท่ากัน รสของส้มก็ไม่เท่ากัน เพราะส้มแต่ละผลนั้นย่อมมีกลีบไม่เท่ากัน ทั้งรสของส้มก็ไม่เหมือนกัน แล้วท่านจะปวดศีรษะแค่ไหน

ดังตัวอย่างที่ยกมานี้ก็จะเห็นได้แล้วว่า ความยุติธรรมโดยสมมตินั้นย่อมเกิดเป็นปัญหาเช่นนี้เสมอ ครั้นเมื่อผู้ใดได้ประสบต่อปัญหาเช่นนี้แล้ว ก็มักจะพูดกันอย่างน้อยใจว่า ในโลกนี้หาความยุติธรรมไม่ได้ และบุคคลเหล่านี้ก็น่าจะได้รับการเห็นใจ เพราะยังไม่เข้าใจว่า ยุติธรรมที่แท้นั่นคืออะไร?

ตามหลักที่แท้จริงนั้น ในโลกเรานี้เต็มไปด้วยความยุติธรรมสรรพสัตว์ทั้งหลายที่ท่องเที่ยวไปมาในสังสารวัฏต้องได้รับความยุติธรรมทั้งนั้น ไม่ว่ากรณีใดๆ

สัตว์เล็กถูกสัตว์ใหญ่กินก็เป็นความยุติธรรมสัตว์ที่อ่อนแอถูกสัตว์ที่แข็งแรงกว่าข่มเหงรังแกก็เป็นความยุติธรรม คนโง่ที่ถูกคนฉลาดหลอกลวงก็เป็นความยุติธรรม คนที่ไม่ได้ทำผิดในปัจจุบันแต่ต้องถูกลงโทษถึงติดคุกติดตะรางก็ยุติธรรม นอนอยู่ในบ้านดีๆ พวกมาจับเอาไปทุบตีก็ยุติธรรม รวมทั้งคนที่เกิดมาพิกลพิการก็ยุติธรรม เกิดมาแล้วต้องแก่ก็ยุติธรรม เกิดมาแล้วต้องตายนั่นก็เป็นความยุติธรรม

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [19 มี.ค. 2552 , 08:51:44 น.] ( IP = 58.9.149.104 : : )


  สลักธรรม 6

รวมความแล้วทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ล้วนแล้วแต่เป็นไปตามกระบวนการของความยุติธรรมทั้งนั้น เพราะตามหลักธรรมทางพระพุทธศาสนานั้น บุคคลกระทำกรรมอันเป็นเหตุอย่างใดก็ต้องรับวิบากคือผลแห่งกรรมอย่างนั้น

สัตว์ที่ถูกเขาฆ่าก็เพราะในอดีตเคยไปฆ่าเขามาก่อน

สัตว์ที่ถูกเบียดเบียนถูกข่มเหงรังแกก็เพราะในอดีตเคยไปเบียดเบียนไปข่มเหงรังแกเขามาก่อน

สัตว์ที่ถูกล่อลวงในปัจจุบันก็เพราะอดีตเคยไปล่อลวงเขามาก่อน

คนที่ถูกโกงในปัจจุบันก็เพราะอดีตเคยไปคดโกงเขามาก่อน

คนที่ถูกลงโทษถึงติดคุกติดตะราง โดยปัจจุบันไม่เคยกระทำผิดแต่อย่างใด ก็เพราะอดีตเคยลงโทษผู้ที่ไม่ได้กระทำผิดมาก่อน ครั้นมาในปัจจุบันชาตินี้ ตนจึงต้องได้รับผลแห่งการกระทำอย่างนั้นบ้าง นี้แหละท่านจึงกล่าวว่าเป็นความยุติธรรมอย่างยิ่ง ทั้งความยุติธรรมอย่างนี้ก็มีอยู่แล้วโดยธรรมชาติ

คนที่กระทำผิด กระทำความชั่ว ในปัจจุบัน แต่ไม่ถูกกฎหมายลงโทษก็อย่าคิดว่า ตนไม่ต้องได้รับผลแห่งการกระทำอย่างนั้น สักวันหนึ่งผลแห่งการกระทำเช่นนั้น จะต้องลงโทษอย่างไม่ต้องสงสัย ส่วนจะลงโทษให้เห็นในปัจจุบันชาติหรืออนาคตชาติก็แล้วแต่น้ำหนักของกรรม ซึ่งจะขอกล่าวต่อไปในตอนหน้า

วิบากหรือผลของกรรมดังที่กล่าวมานี้ ย่อมเป็นหลักของการพิจารณาว่า โลกของเรานี้มีความยุติธรรมอย่างแน่นอน ทั้งยังเป็นความยุติธรรมทุกๆ โลกด้วย ไม่จำกัดเฉพาะแต่โลกมนุษย์เท่านั้น

เมื่ออธิบายมาถึงตรงนี้ ทำให้นึกถึงอธิกรณ์ที่เกิดขึ้นในสมัยเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต) วัดระฆังโฆสิตาราม กรุงเทพฯ ขึ้นมาได้ คือ เรื่องมีอยู่ว่า ..

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [19 มี.ค. 2552 , 08:58:17 น.] ( IP = 58.9.149.104 : : )


  สลักธรรม 7

เช้าวันหนึ่ง มีพระภิกษุ ๒ รูป ซึ่งอยู่ที่วัดระฆังนั้น เกิดวิวาทกันขึ้นก่อนที่จะออกไปบิณฑบาต ในสมัยนั้น การบิณฑบาตทางฝั่งธนบุรี ต้องใช้เรือพายไปตามคลองในสวน ก่อนที่พระท่านจะออกบิณฑบาต ก็มีพระรูปหนึ่งเอาด้ามพายไปตีศีรษะพระอีกรูปหนึ่งเข้า

พระรูปที่ถูกตีไปฟ้องเจ้าประคุณสมเด็จ เจ้าประคุณสมเด็จก็ตัดสินว่าพระรูปที่ถูกตีนั่นแหละไปตีเขาก่อน เขาจึงตีเอาให้บ้าง เพราะมีตัวอย่างที่ไหนที่เราอยู่ดีๆ จะมีคนเอาด้ามพายมาตีศีรษะได้ พระรูปที่ถูกตีก็ยังยืนกรานอยู่ว่า ท่านไม่ได้ตีก่อน ท่านอยู่เฉยๆ ก็มาตีท่านก่อน เจ้าประคุณสมเด็จก็ยังยืนยันว่า
รูปที่ถูกตีนั่นแหละไปตีเขาก่อน

เมื่อเจ้าประคุณสมเด็จยังยืนยันอย่างนั้นว่า พระรูปที่ถูกตีศีรษะไปตีอีกรูปก่อนตามเดิม พระรูปที่ถูกตีศีรษะก็เสียใจร้องไห้ หาว่าสมเด็จไม่ยุติธรรม มีความลำเอียง เข้ากับพระรูปที่ตีศีรษะท่าน ท่านก็ไม่ยอมพยายามดิ้นรนหาความยุติธรรมให้ได้ ปรากฏว่า พระภิกษุรูปที่ถูกตีฟ้องไปทางพระเถระผู้ใหญ่คือ สมเด็จพระวันรัต (เซ่ง) สมเด็จพระวันรัตก็ตั้งให้ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ ซึ่งในสมัยนั้นท่านยังมีสมณศักดิ์เป็นพระเทพกวีอยู่ ให้ระงับอธิกรณ์นี้เสียด้วยความยุติธรรม

เจ้าพระคุณสมเด็จก็ยังคงยืนยันตามเดิมว่า พระรูปที่ถูกตีนั่นแหละไปตีเขาก่อน รูปที่ถูกตีก็ยืนยันว่า ท่านไม่ได้ตี รูปนั้นมาตีท่านก่อนผลสุดท้าย เรื่องนี้ก็ทราบถึงสมเด็จพระวันรัตอีก สมเด็จพระวันรัต จึงถามเจ้าประคุณว่า เพราะเหตุไรจึงตัดสินว่า รูปที่ถูกตีศีรษะไปตีรูปนั้นก่อน

เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ก็ให้เหตุผลว่า เนื่องจากผลกรรมแต่ปางก่อนที่พระรูปนี้เคยตีเขามาก่อน ผลกรรมจึงไม่ยุติลงตามสนองในชาตินี้อีก ด้วยการถูกตีบ้าง เพราะชาติก่อนไปตีเขามา ผลสุดท้าย สมเด็จพระวันรัตจึงต้องยอมด้วยเหตุผล แล้วกล่าวกับสมเด็จว่า ถ้าเช่นนั้นท่านจงยุติกรรมอันนี้เสีย

เจ้าประคุณสมเด็จจึงหาปัจจัยบางอย่างมาถวายให้พระรูปที่ถูกตีศีรษะเป็นการปลอบใจ แล้วก็กล่าวสอนพระทั้งสองรูปนั้นว่า “ขอให้ท่านทั้งสองจงอโหสิกรรมให้แก่กันและกันเสียเถิด” เรื่องก็เป็นอันหยุดลงด้วยดี โดยพระสองรูปนั้นท่านอโหสิกรรมต่อกัน และอยู่ต่อมาท่านก็สมาคมด้วยดี ไม่มีความบาดหมางใจกันอีกต่อไป

อธิกรณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ได้รับการตัดสินอย่างเป็นธรรมที่สุดและการตัดสินเช่นนี้แหละเป็นความยุติธรรมที่แท้จริงตามหลักของพระพุทธศาสนา

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [19 มี.ค. 2552 , 09:04:19 น.] ( IP = 58.9.149.104 : : )


  สลักธรรม 8

การพิจารณาถึงความยุติธรรมตามหลักธรรมนั้น จะต้องพิจารณาถึงอดีตชาติด้วย มิฉะนั้นเราจะไม่ทราบเลยว่าความยุติธรรมนั้นคืออะไร? มีจริงหรือไม่? เพราะชีวิตปัจจุบันเป็นผลมาแต่อดีต เรากระทำกรรมอะไรมาบ้างก็ไม่อาจทราบได้ แต่ก็พอจะพิจารณาได้อย่างละเอียดว่า ถ้าผลที่เราได้รับในปัจจุบัน ไม่ได้เกิดขึ้นจากเหตุปัจจุบัน ก็ต้องเป็นผลมาจากเหตุอดีตอย่างแน่นอน ที่จะเกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุนั้น ไม่มีแน่

ชีวิตของสรรพสัตว์ที่เกิดมาในโลกปัจจุบันนี้ จึงอยู่ในฐานะของผู้เกิดมาเพื่อชดใช้หนี้กรรมให้หมดไป ไม่ว่าชีวิตนั้นจะประสบต่อความทุกข์หรือความสุขก็ตาม ดังที่พระพุทธองค์ตรัสว่า

“สเจ ปุพเพ กะตะเหตุ สุขะทุกขัง นิคัจฉะติ โปราณะกัง กะตัง ปาปัง ตะเมโส มุญจะเต อิณัง ฯ ” แปลว่า ถ้าบุคคลประสบสุขหรือทุกข์ เพราะบุญหรือบาปที่กระทำไว้แต่ปางก่อนเป็นเหตุ บุคคลนั้นชื่อว่าเปลื้องบาปเก่าที่ทำไว้ดุจเปลื้องหนี้ฉะนั้น

พุทธภาษิตบทนี้ชี้ให้เห็นว่า อันความทุกข์หรือความสุขก็ตามเป็นวิบากหรือผลของกรรมทั้งนั้น คนที่เกิดมามีความสุขสำราญในปัจจุบันก็เพราะกุศลกรรมแต่อดีตส่งผล และเมื่อตนกำลังเสวยความสุขมากมายแค่ไหนก็ตาม นั่นเป็นการชดใช้กุศลกรรมแต่อดีตให้หมดไปตามลำดับ ถ้ากุศลกรรมแต่อดีตหมดลงเมื่อใด ชีวิตของเขาเหล่านั้นจะต้องเผชิญต่อความทุกข์ อันเป็นผลของกรรมชั่วต่อไป เพราะชีวิตของสรรพสัตว์ที่เวียนว่ายตายเกิดนั้น จะต้องประกอบกรรมทั้งที่ดีและชั่วมาเป็นของคู่กัน เมื่อกรรมดีกำลังให้ผลกรรมชั่วก็หมดโอกาสที่จะให้ผล หรือเมื่อกรรมชั่วกำลังให้ผลกรรมดีก็หมดโอกาสที่จะให้ผล

ถ้าชีวิตกำลังเสวยความทุกข์อย่างแสนสาหัส ก็พึงทราบว่า เรากำลังชดใช้หนี้กรรมที่เป็นอกุศลให้หมดไป เมื่อหมดกรรมที่เป็นอกุศลแล้ว เราก็จะประสบต่อความสุขอันเป็นผลของกุศลกรรมอย่างแน่นอน

คนที่เกิดมามีความสบายมีความสุขมาก ก็ไม่ควรประมาท เพราะผลกรรมที่ดีกำลังหมดไปตามลำดับ ถ้าท่านไม่สร้างกุศลกรรมใหม่เพิ่มเติมแล้ว ชีวิตจะต้องประสบต่อความทุกข์ในบั้นปลายอย่างแน่นอน ตัวอย่างในปัจจุบันชาติมีให้เราเห็นมากมาย บางครอบครัวตอนต้นมีความสุขอย่างฟุ่มเฟือย แต่ตอนปลายกลับต้องเผชิญต่อความทุกข์ยากลำบาก แสนสาหัสก็มี บางครอบครัวตอนต้นมีความทุกข์อย่างแสนสาหัส แต่ตอนปลายกลับมีความสุขสบายก็มี นี้เป็นการแสดงให้เห็นว่า ความสุขความทุกข์นั้น เป็นการปลดเปลื้องหนี้ของกรรมในอดีต

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [19 มี.ค. 2552 , 09:12:00 น.] ( IP = 58.9.149.104 : : )


  สลักธรรม 9

แสนเสียดายชีวิตของบุคคลที่ฆ่าตัวตายเหลือเกิน ถ้าการคิดฆ่าตัวตายนั้นมิได้เป็นผลของกรรมแต่อดีต หมายความว่าคิดกระทำกรรมใหม่ในปัจจุบันนี้

เพราะตามหลักของกรรมนั้น คนเราจะมีความทุกข์ตลอดไปไม่ได้ วันหนึ่งความทุกข์ทั้งหลายเหล่านั้นจะต้องสิ้นสุดลง ถ้าเราไม่สร้างกรรมชั่วอันเป็นเหตุแห่งความทุกข์ขึ้นใหม่ในปัจจุบันชาตินี้ เหมือนคำพูดของกวีที่ว่า

“เมื่อเมฆหมอกของพายุฝนหายไป ท้องนภาย่อมแจ่มใส” เบื้องหน้าของบุคคลที่กำลังมีความทุกข์ ก็คือความสุขสดชื่นนั่นเอง เพียงแต่ให้ท่านอดทนต่อความทุกข์เหล่านั้นต่อไป อย่าท้อแท้ใจ พร้อมกันนั้นก็ใช้กาลเวลาอันเป็นทุกข์ของท่าน สร้างสรรค์คุณงามความดี อันเป็นกุศลกรรมอยู่เสมอ แล้วท่านจะต้องประสบต่อความสุขในเบื้องหน้าอย่างแน่นอน

พร้อมกันนี้ก็อดสงสารบุคคลที่เกิดมามีความสุข แต่กำลังประกอบแต่กรรมชั่วอย่างประมาทมัวเมา ไม่สร้างสรรค์คุณงามความดีขึ้นใหม่เลย เพราะเมื่อกุศลกรรมแต่อดีตให้ผลหมดแล้ว เขาเหล่านี้จะต้องเผชิญต่อความทุกข์ต่อไป เบื้องหน้าของชีวิตคนที่เป็นสุข เหมือนในยามที่ท้องนภาแจ่มใสปราศจากเมฆหมอกและพายุฝน แต่เบื้องหน้าของความแจ่มใสนี้จะต้องเผชิญต่อมรสุมอย่างแน่นอน อันนี้เป็นกฎธรรมดาของธรรมชาติ

กรรมก็เช่นเดียวกันย่อมเป็นไปไม่ต่างกันกับธรรมชาติ ทุกคนจึงควรพิจารณาถึงกฎแห่งความจริงของชีวิตอย่างนี้ เพราะการเกิดมาของชีวิต เป็นการปลดเปลื้องหนี้กรรมแต่อดีต

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [19 มี.ค. 2552 , 09:16:44 น.] ( IP = 58.9.149.104 : : )


  สลักธรรม 10

ตราบใดที่นามรูป ยังมีการเกิด การตั้งอยู่และดับไป ไม่มีที่สิ้นสุดดุจกระแสน้ำหรือดวงประทีปเช่นนี้ ทุกชีวิตจะต้องเป็นไปตามกรรมลิขิตทั้งนั้น จึงควรกระทำกรรมที่ดี ที่เป็นกุศลเพื่อผลคือความสุข และจงงดเว้นจากกรรมที่ไม่ดี เป็นอกุศล อันจะเป็นผลให้ได้รับความทุกข์นั้นเสียชีวิตแห่งการท่องเที่ยวไปมาในวัฏสาครนี้ ก็จะมีความทุกข์น้อยลง จนกว่าจะบรรลุถึงซึ่งความยุติธรรม ด้วยการบรรลุถึงมรรค ผล นิพพาน อันเป็นแดนเกษมจากโยคะทั้งปวง

ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายจะต้องประสบต่อความยุติธรรมด้วยกันทั้งนั้น ความทุกข์ความสุขที่เราได้รับกันอยู่เสมอนี้เป็นความยุติธรรมแล้ว ฉะนั้น จึงไม่จำเป็นที่จะต้องไปแสวงหาความยุติธรรมภายนอกหรือจากผู้อื่น

ท่านประธานาธิบดีลินคอล์น และท่านประธานาธิบดีเคนเนดี้ทั้งสองท่านนี้ต้องจบชีวิตลงในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน ย่อมเป็นการแสดงให้เห็นถึงกฎของกรรมเด่นชัดขึ้น ท่านประธานาธิบดีลินคอล์นในอดีตอาจจะเป็นเคนเนดี้ในปัจจุบันก็ได้ใครจะรู้ เพราะตามหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาได้แสดงให้เห็นถึงกฎแห่งการเวียนว่ายตายเกิดตามหลักธรรมที่มีมาในชาดกนั่นเอง

ท่านทั้งสองอาจจะเคยฆ่าผู้อื่นมาแล้วในอดีตชาติ ตนเองจึงจะต้องถูกฆ่าอย่างนี้บ้าง และจะเป็นจำนวนชาติเท่าไรนั้นเราไม่สามารถที่จะทราบได้ จอห์น วิลกีส บูธ ผู้ฆ่าลินคอล์น ลีฮาวี ผู้ฆ่าเคนเนดี้ บุคคลเหล่านี้จะต้องเป็นคู่เวรคู่กรรมกันมาอย่างแน่นอน เพราะทั้งสองไม่เคยรู้จักมักคุ้นกันมาก่อน

ท่านประธานาธิบดีทั้งสองก็ไม่เคยไปสร้างความเดือดร้อนอะไรให้คนทั้งสองในปัจจุบันชาตินี้เลย ท่านทั้งสองอุทิศชีวิตเพื่อมนุษย์ชาติอย่างแท้จริง แต่ก็ต้องถูกคนใจบาปหยาบช้าลอบสังหาร และทั้งจอห์น วิลกีส บูธ และลีฮาวี ออสวอลดิ์ ก็ต้องถูกกรรมตามสนองด้วยการถูกสังหาร ก่อนนำตัวขึ้นศาลเพื่อให้ศาลตัดสินอย่างยุติธรรม วิบากกรรม คือผลของกรรมก็ตัดสินไปแล้วอย่างยุติธรรมที่สุด

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [19 มี.ค. 2552 , 09:20:57 น.] ( IP = 58.9.149.104 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org