มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


เวรคืออะไร




เวรคืออะไร


ผลแห่งการกระทำกรรมชั่วลงไป ท่านเรียกว่า “เวร” กรรมเป็นเหตุ เวรเป็นผล คำว่า “เวร” ตามหลัก
ของภาษาไทยนั้น มีความหมายออกไปหลายนัยด้วยกันเช่น

เวร หมายถึง ความปองร้าย ความพยาบาท

เวร หมายถึง คราวหรือรอบ หรือการผลัดกันเป็นคราวๆ เช่น การผลัดเปลี่ยนเวรกัน เป็นต้น

หรืออีกนัยหนึ่ง หมายถึง บาป ดังคำที่เราใช้กันว่า ก่อกรรมทำเวร ก่อกรรม ก็คือ การสร้างกรรม ทำกรรมทำเวร ก็คือ การทำบาปดังเช่นที่พระพุทธองค์ตรัสแก่ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีว่า

“ดูกรคฤหบดี อุบาสกไม่ละภัยเวร ๕ ประการ เราเรียกว่าผู้ทุศีล และเขาย่อมเข้าถึงนรกด้วย ภัยเวร ๕ ประการเป็นไฉน คือการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ ดื่มน้ำเมาคือสุราเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ดูกรคฤหบดี อุบาสกไม่ละภัยเวร ๕ ประการนี้แล เราเรียกว่า เป็นผู้ทุศีลและย่อมเข้าถึงนรกด้วย”

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุบาสกผู้ละภัยเวร ๔ ประการนี้แล เราเรียกว่าเป็นผู้มีศีล และเขาย่อมเข้าถึงสุคติด้วย”

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุบาสกผู้ฆ่าสัตว์ ย่อมประสบภัยเวร ทั้งในปัจจุบัน ทั้งในสัมปรายภพ ย่อมเสวยทุกข์และโทมนัสทางใจ เพราะว่าฆ่าสัตว์ ส่วนอุบาสกใด เป็นผู้งดเว้นจากปาณาติบาต ย่อมไม่ประสบภัยเวรนั้น ทั้งในปัจจุบันและสัมปรายภพ ย่อมไม่ต้องเสวยทุกข์โทมนัสทางใจ ภัยเวรของอุบาสกผู้งดเว้นจากปาณาติบาตย่อมสงบระงับด้วยประการฉะนี้” แล้วตรัสเป็นคาถาว่า...

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [19 มี.ค. 2552 , 08:19:52 น.] ( IP = 58.9.149.104 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 11

ในสมัยพุทธกาลก็เคยมีเหตุการณ์คล้ายคลึงกันเกิดขึ้นเหมือนกัน สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ได้ตรัสว่าเป็นความยุติธรรมแล้ว คือในสมัยที่พระโมคคัลลานะถูกโจรทุบ ท่านสาธุชนทั้งหลายส่วนมากก็คงจะรู้จักพระอรหันต์สาวกองค์นี้ได้ดี เพราะเป็นอัครสาวกฝ่ายซ้ายเลิศในทางมีฤทธิ์ ไม่มีสาวกองค์ใดเสมอเหมือน สามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ หายตัวได้ ดำดินได้ ทำได้สารพัดอย่าง แต่ท่านผู้นี้กลับต้องนิพพาน เพราะถูกโจรทุบ การนิพพานของท่านจึงได้รับการวิพากษ์วิจารณ์มากมายทั้งพระภิกษุและคฤหัสถ์วิจารณ์ว่า พระโมคคัลลานะนิพพานไม่สมกับอัตภาพของตนเลย ไม่น่าจะนิพพานในลักษณะเช่นนี้เลย

พระพุทธองค์ทรงทราบการสนทนาวิจารณ์กันเช่นนั้น จึงตรัสว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย โมคคัลลานะมิใช่ว่าจะนิพพานไม่สมควรแก่อัตภาพนี้เท่านั้น การนิพพานของเธอสมควรแท้แก่กรรมที่เธอก่อมาแต่กาลก่อน

ภิกษุทั้งหลายจึงทูลถามถึงบุพพกรรมของพระโมคคัลลานะพระพุทธองค์จึงตรัสถึงกรรมในอดีตของพระโมคคัลลานะว่า

ในอดีตนั้น พระโมคคัลลานะมีมารดาบิดาผู้แก่เฒ่า และได้ปรนนิบัติท่านทั้งสอง ด้วยความกตัญญูกตเวที อยู่ต่อมามารดาบิดาก็หาภรรยามาให้คนหนึ่ง ครั้งแรกก็ไม่เต็มใจที่จะมีภรรยาเพราะตนเองจะอยู่เลี้ยงดูมารดาบิดาเสียก่อน ส่วนมารดาบิดาก็ประสงค์จะให้ลูกชายมีภรรยาเป็นฝั่งเป็นฝาไปเสียที จึงหาภรรยามาให้

เมื่อได้ภรรยามาอยู่ร่วมบ้านเดียวกันกับมารดาบิดาเพียง ๓ วันเท่านั้น ภรรยาก็บ่นว่ารำคาญมารดาบิดาทั้งสองซึ่งตาบอดเหลือเกิน เพราะคนทั้งสองทำให้บ้านช่องรกรุงรัง แล้วก็ติเตียนมารดาบิดาทั้งสองของสามีให้สามีฟัง

เมื่อสามีเดินทางออกไปทำงานนอกบ้าน นางก็แกล้งเอาก้านปอ เอาฟาง ข้าวยาคูไปเรี่ยรายเสียทั่วบ้าน เมื่อสามีกลับมานางก็ฟ้องบอกว่า เพราะคนทั้งสองซึ่งตาบอดทำให้รกสกปรก ฉันไม่อาจสามารถอยู่ร่วมกับคนทั้งสองได้

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [19 มี.ค. 2552 , 09:25:13 น.] ( IP = 58.9.149.104 : : )


  สลักธรรม 12

ในขณะนั้นพระโมคคัลลานะ กำลังหลงภรรยาอยู่ก็หวังจะเอาใจภรรยาของตน จึงวางแผนฆ่ามารดาบิดาของตน วันหนึ่งก็วางแผนฆ่าทันที

ครั้งแรกก็เชิญให้มารดาบิดาบริโภคอาหารจนอิ่มหนำสำราญแล้วก็บอกว่า วันนี้จะพาคุณแม่และคุณพ่อไปหาญาติ เมื่อมารดาบิดาขึ้นเกวียนเรียบร้อยแล้ว ก็ออกเดินทาง เมื่อเกวียนเดินไปในระหว่างทางซึ่งจะต้องผ่านป่า พระโมคคัลลานะก็บอกกับพ่อว่า ถึงกลางดงแล้วในที่นี้มีโจรชุกชุมมาก จึงให้พ่อซึ่งตาบอดถือเชือกไว้ แล้วตนเองก็ลงไปแกล้งร้องเป็นเสียงโจรมาปล้น สองคนตายายมีความรักห่วงใยในลูกมาก ถึงแม้ตนเองจะได้รับอันตรายก็ตะโกนบอกให้ลูกหนีเอาตัวรอดไปเสีย ไม่ต้องห่วงพ่อและแม่เพราะแก่แล้วถึงตายก็ไม่เสียดายชีวิต ขอให้ลูกหนีไปเถิด ผลสุดท้ายสองตายายก็ถูกลูกชายทุบศีรษะจนตาย ครั้นฆ่ามารดาบิดาตายแล้วก็ทิ้งศพไว้ในป่า

ด้วยผลกรรมที่พระโมคคัลลานะฆ่าแม่และพ่อของตน ต้องตกนรกหมกไหม้หลายแสนปี ครั้นพ้นจากนรกแล้ว ยังต้องเกิดมาถูกเขาฆ่าด้วยการถูกทุบอย่างแหลกเหลวถึง ๑๐๐ ครั้งหรือร้อยชาติ ฉะนั้นการตายของเธอ เป็นการสมควรแก่กรรมที่กระทำมาแล้ว

คือแทนที่พระองค์จะเรียกร้องขอความยุติธรรมจากทางบ้านเมืองซึ่งมีพระเจ้าอชาตศัตรูเป็นประมุข แต่กลับทรงปรารภว่า สมควรแก่กรรมของเธอแล้ว

แต่ถึงกระนั้นทางฝ่ายบ้านเมืองก็ไม่นิ่งนอนใจ พระเจ้าอชาตศัตรูส่งสายลับออกสืบเป็นจำนวนมาก เพื่อควานหาว่าใครเป็นผู้ฆ่าพระโมคคัลลานะ ผลสุดท้ายก็ทราบจากสายลับว่า ได้มีพวกเดียรถีย์คือนักบวชนอกพระพุทธศาสนา เสื่อมจากลาภสักการะ พวกเดียรถีย์จึงปรึกษากันว่า เพราะพระโมคคัลลานะเป็นกำลังอันสำคัญของพระสมณโคดมที่ปลูกศรัทธาให้คนไปเลื่อมใสกันมากด้วยอิทธิฤทธิ์ของท่าน ฉะนั้นจึงควรกำจัดพระโมคคัลลานะคนสำคัญเสียก่อน คณะของตนจะได้มีลาภสักการะมากขึ้น

เมื่อปรึกษากันเช่นนี้ จึงไปว่าจ้างให้พวกโจรมาฆ่า ครั้งแรกพระโมคคัลลานะท่านทราบและก็หนีรอดไปด้วยอิทธิฤทธิ์ของท่านทุกครั้ง แต่ก็ปรากฏว่าพวกโจรเหล่านั้น ไม่ละทิ้งความพยายามที่จะสังหารชีวิตท่าน ท่านจึงระลึกถึงกรรมในอดีตชาติได้ว่ากำลังตามสนองผลท่านอย่างหลีกหนีไม่พ้น ถึงจะเป็นพระอรหันต์แล้วก็ตาม เพราะกรรมนั้นเป็นอดีตและเป็นอนันตริยกรรมด้วย ท่านจึงไม่หลบหนี ปล่อยให้โจรทุบตีเสร็จแล้ว ท่านจึงเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติประสานกระดูกที่ถูกโจรทุบเสียแหลกเหลวแล้วเหาะไปเฝ้าพระบรมศาสดา ขอทูลลาเสด็จดับขันธปรินิพพานยังกาฬสิลา

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [19 มี.ค. 2552 , 09:29:57 น.] ( IP = 58.9.149.104 : : )


  สลักธรรม 13

ก่อนที่ท่านจะปรินิพพาน พระพุทธองค์ก็ให้ท่านแสดงอิทธิฤทธิ์ให้ทอดพระเนตรอีกเป็นครั้งสุดท้าย เหมือนกับพระสารีบุตร เพราะทั้งสองเป็นอัครสาวก

อยู่ต่อมาพระเจ้าอชาตศัตรูก็จับโจรที่ฆ่าพระโมคคัลลานะได้หมดแล้วสั่งให้ลงโทษโจรเหล่านั้นอย่างหนักอีกเช่นกัน โดยจับพวกเดียรถีย์และโจรฝังลงในหลุมทั้งเป็นประมาณแค่สะดือ แล้วเอาฟางกลบ เมื่อกลบแล้วก็เอาไฟเผาจนตาย เมื่อเผาเสร็จแล้วสั่งให้เอาไถเหล็กไถอีกครั้งหนึ่ง จนศพขาดเป็นท่อนๆ แล้วสั่งจับเอาโจรผู้เป็นหัวหน้าลงมือฆ่าเสียบด้วยหลาวสี่คน

พระองค์ทรงทราบก็ตรัสอีกว่า พวกเดียรถีย์และโจรเหล่านั้น ได้ประทุษร้ายต่อบุตรของเราผู้ไม่ได้ประทุษร้ายตอบ ก็ได้ตายอย่างเหมาะสมกับกรรมของตนแล้วเหมือนกัน เพราะกรรมย่อมสนองกรรมเช่นนี้ แล้วพระพุทธองค์ทรงตรัสว่า

บุคคลที่ประทุษร้ายต่อบุคคลผู้ไม่ได้ประทุษร้ายตอบ ย่อมประสบความพินาศฉิบหายด้วยเหตุ ๑๐ ประการ อย่างแน่นอน คือ

๑. ย่อมถึงเวทนาอันเผ็ดร้อนอย่างแรงกล้า คือ จะถูกโรคชนิดชนิดหนึ่งเสียดแทงให้เกิดความเจ็บปวด

๒. จะต้องประสบความเสื่อมจากทรัพย์สมบัติอย่างมหาศาล ที่ตนเองแสวงหามาได้โดยยาก

๓. จะต้องถูกผ่าตัด สรีรกายจะต้องแตกออกไปด้วยการถูกผ่าอย่างใดอย่างหนึ่ง

๔. จะต้องได้รับความอาพาธอย่างหนัก ด้วยโรคเรื้อนประจำกายหรือโรคอย่างใดอย่างหนึ่งที่ทรมานร่างกาย

๕.จะต้องได้รับความฟุ้งซ่านทางจิตใจ จนถึงวิกลจริต ถ้าไม่ถึงวิกลจริตก็หาความสบายไม่ได้ จิตใจจะต้องกระวนกระวายอยู่เสมอ

๖.จะต้องประสบต่อความขัดข้องแห่งพระราชา คือ จะถูกถอดยศ ถอดตำแหน่งในหน้าที่ราชการต่างๆ

๗. จะต้องถูกกล่าวตู่ ถูกประณามอย่างร้ายแรงที่สุดจากบุคคลที่เป็นบัณฑิต

๘. จะต้องประสบต่อความย่อยยับจากเครือญาติ มิตรทั้งหลายจะตีตนออกห่าง ญาติจะตัดสัมพันธไมตรี มิตรจะตัดสัมพันธไมตรี

๙. จะต้องรับความย่อยยับจากโภคะทั้งหลาย จะพบกับความวิบัติจากทรัพย์สมบัติที่ตนมีอยู่

๑๐. ไฟจะไหม้บ้านเรือน ทรัพย์สมบัติจะต้องถูกไฟเผาผลาญ เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงซึ่งนรก

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [19 มี.ค. 2552 , 09:35:57 น.] ( IP = 58.9.149.104 : : )


  สลักธรรม 14

กฎของกรรมเหล่านี้ผู้กระทำกรรมทุกคน จะต้องประสบอย่างแน่นอน จะช้าหรือเร็วเท่านั้น ฉะนั้นบางคนเมื่อกรรมยังไม่สนองผลผู้กระทำกรรมชั่วย่อมประมาทร่าเริงยินดี แต่เมื่อกรรมชั่วเหล่านั้นสนองผล ผู้กระทำกรรมชั่วจะรู้สึกเป็นทุกข์เดือดร้อนทันที

ผู้กระทำความดีก็เช่นกัน บางครั้งกรรมดีให้ผลช้าไป ก็อาจจะเกิดความเข้าใจผิดคิดว่าผลแห่งการกระทำกรรมดีไม่มี แล้วก็เลิกละจากกรรมอันดีนั้นไปเสียอย่างน่าเสียดาย

ให้ท่านท่านจักให้............ตอบสนอง
นบท่านท่านจักปอง.............นอบไหว้
รักท่านท่านจักครอง............ความรัก เรานา
สามสิ่งนี้เว้น........................แต่ผู้ทรชน

“โคลงโลกนิติ”


ธรรมบรรยายโดย ท่านกิตติวุฒโฑ ภิกขุ



โดย พี่เณร...นำมาฝาก [19 มี.ค. 2552 , 09:40:51 น.] ( IP = 58.9.149.104 : : )


  สลักธรรม 15


มักได้ยินเสมอว่ากรรมเวร มาวันนี้ก็ได้ทราบความหมายของคำว่ากรรมและเวร

นอกจากนี้ยังได้เห็นถึงผลของการกระทำกรรมซึ่งมิได้ละเว้นที่ส่งผลเลย แม้บุคคลนั้นจะเป็นพระอริยเจ้าก็ตาม

เห็นได้ว่าการดำเนินชีวิต หากขาดสติไม่รู้เท่าทันว่าที่ได้รับกระทบคือวิบากแล้ว กรรมที่กระทำออกไปไม่ว่าจะทางกายหรือทางวาจาก็ตาม ก็ตกอยู่ในความประมาทอย่างยิ่ง

กราบขอบพระคุณพี่เณรมากค่ะที่นำเรื่องของเวรกรรมมาให้ได้ทำความเข้าใจ ....กราบอนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา [19 มี.ค. 2552 , 09:50:27 น.] ( IP = 124.121.172.12 : : )


  สลักธรรม 16

คนเราต่างก็ต้องการความยุติธรรม แต่ในขณะที่ได้รับความยุติธรรมอยู่นั้นกลับปฏิเสธความยุติธรรมที่ตนกำลังได้รับ

...จึงไม่แปลกเลยที่คนที่ขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องของกรรมและวิบากอย่างเข้าถึงนั้น จะชอบบ่นเพ้อรำพันโทษคนนั้นคนนี้อยู่เสมอ

อ่านเรื่องนี้แล้วก็รู้สึกว่าต้องเพียรพยายามสร้างศรัทธายอมรับความยุติธรรมให้ได้ในทุกรูปแบบให้ได้

กราบอนุโมทนาและขอบพระคุณมากค่ะที่นำมาให้อ่าน

โดย น้องกิ๊ฟ [19 มี.ค. 2552 , 13:25:28 น.] ( IP = 125.27.177.18 : : )


  สลักธรรม 17

อ่านแล้วแจ่มแจ้งในเรื่องเวรกรรมค่ะ อยากให้ทุกคนได้มีโอกาสเข้ามาอ่าน เพราะเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องทำความเข้าใจ

ประทับใจในเรื่องของความยุติธรรม ที่ธรรมชาติจัดสรรมาให้อย่างแม่นยำ ตามเหตุปัจจัยที่กระทำมา ส่งผลเป็นวิบากที่ไม่อาจหลีกหนีได้ เพราะตามหลักของพระพุทธศาสนานั้น คำว่า ยุติธรรมนี้ ก็คือ วิบากหรือผลของกรรมนั่นเอง

ใครทำอย่างไร ย่อมได้อย่างนั้น อำนาจกรรมยุติธรรมเสมอ

กราบขอบพระคุณพี่เณรมากค่ะที่นำธรรมบรรยายที่ทรงคุณค่ามาให้ศึกษา

โดย ธัญธร [20 มี.ค. 2552 , 16:42:31 น.] ( IP = 118.173.39.100 : : )


  สลักธรรม 18

ในทางธรรม ย่อมมีความยุติธรรมเสมอ เพราะสร้างเหตุอย่างไรย่อมได้รับผลเช่นนั้น และต้องมองถึงกรรมชาติก่อนๆ ด้วย

กราบขอบพระคุณและอนุโมทนากับพี่เณรด้วยค่ะ ที่ได้นำมาฝากไว้ค่ะ

โดย เซิ่น [20 มี.ค. 2552 , 23:21:22 น.] ( IP = 58.8.54.218 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org