มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


กรรมให้ผลได้อย่างไร ?




กรรมให้ผลได้อย่างไร ?


ได้กล่าวไว้แล้วในตอนต้นว่า กรรมนั้นก็คือตัวเจตนา เจตสิก ธรรมชาติของเจตสิกนั้นเกิดขึ้นแล้วย่อมดับเป็นธรรมดา เมื่อเป็นเช่นนี้การกระทำกรรม จะให้ผลได้อย่างไรกัน เพราะตัวกรรมก็ดับไปแล้ว ไม่มีอะไรเหลืออยู่ ข้อนี้จะต้องศึกษาถึงสภาวะของเจตสิก อันเป็นตัวกรรมนี้เสียก่อนว่า ทำหน้าที่อย่างไร ผลกรรมจึงปรากฏขึ้นมาได้ไม่สูญหายไป ตามสภาพของสังขตธรรมนั้น เจตนาเจตสิกนี้ทำหน้าที่สองอย่าง ทางธรรมเรียกว่า “สังวิธานะกิจจะ” และ “พีชะนิธานะกิจจะ”

คำว่า “สังวิธานะกิจจะ” นั้น หมายความว่า ทำหน้าที่ปรุงแต่งหรือจัดแต่ง หรือจัดแจงให้สำเร็จกิจในระหว่างการเกิดขึ้นพร้อมกันกับสัมปยุตธรรม คือธรรมที่เกิดร่วมกัน แล้วจึงเกิดการกระทำทางกาย ทางวาจา และทางใจขึ้น บางแห่งเรียกว่า สังขาร แต่ไม่ใช่หมายถึงสังขารคือร่างกาย ท่านหมายถึง การปรุงแต่ง เพราะเจตสิกดวงนี้ปรุงแต่งจิตของเราให้กระทำกรรมดีและชั่วขึ้น

คำว่า “พีชะนิธานะกิจจะ” นั้น หมายความว่า ทำหน้าที่เพาะพืชพันธุ์ไว้ เหมือนยางในเมล็ดพืช คือเมื่อกุศลเจตนาอกุศลเจตนาเกิดขึ้น พร้อมกับจิตและดับไปพร้อมกับจิตแล้วก็ตาม แต่เจตนาอันเป็นตัวกรรมนี้ก็ยังมีอำนาจส่งผลให้ปรากฏเกิดขึ้นในภายหลังอีก ที่เรียกว่า กุศลกรรมและอกุศลกรรม ที่เกิดในกุศลจิต อกุศลจิต

ผลที่จะเกิดในอนาคตนั้นก็เกิดในขณะต่างกัน ในเวลาต่างกัน ท่านเรียกกรรมที่ทำหน้าที่อย่างนี้ว่า “นานักขณิกกรรม” แปลว่า “กรรมที่เกิดในขณะต่างกัน” นานักขณิกกรรมที่เป็นปัจจัยก็เกิดในขณะหนึ่ง นานักขณิกกรรมที่เป็นปัจจุบันนี้ คือ ผลก็เกิดในขณะหนึ่ง เช่นเมื่อนานักขณิก กรรมเกิดขึ้นเป็นปัจจัยคือให้เกิดเป็นกรรมแล้วดับไป แต่การดับไปของกรรมนี้ยังส่งผลให้เกิดขึ้นในภายหน้าได้อีก ผลภายหน้านั้น อาจจะเป็นชาตินี้ก็ได้ชาติหน้าก็ได้ แล้วแต่น้ำหนักของกรรมหรือเหตุปัจจัย

ฉะนั้น การกระทำกรรมดีทำกรรมชั่วก็ตาม บางทีเหตุปัจจัยยังไม่สมบูรณ์ กรรมนั้นก็ยังไม่ปรากฏ เหตุที่จะให้กรรมปรากฏผลนั้น ท่านแสดงไว้ดังนี้ คือ

๑. กาล คือ กาลเวลา กาลเวลานี้มีสองอย่าง คือ “กาลวิปัตติ” และ “กาลสัมปัตติ” คำว่า “กาลวิปัตติ” นั้น หมายความว่า กาลเวลานั้นวิบัติ วิบัติอย่างไร? ท่านอธิบายว่า

ในกาลใดเรามีผู้นำหรือประมุขเป็นมิจฉาทิฏฐิ ในกาลนั้นพระพุทธศาสนาก็เสื่อมสิ้นไปแล้ว กาลเวลานี้แหละ เรียกว่ากาลวิบัติ

คำว่า “กาลสัมปัตติ” นั้น หมายความว่า ในกาลเช่นนั้น เรามีผู้นำหรือประมุข เป็นสัมมาทิฏฐิ คือมีความเห็นตรง เห็นถูก ทั้งในกาลนั้นพระพุทธศาสนาก็ยังอยู่ไม่เสื่อมไปจากโลก กาลนั้นเรียกว่า กาลสัมปัตติ

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [20 มี.ค. 2552 , 08:14:05 น.] ( IP = 58.9.147.36 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

คนที่กระทำกรรมดี แต่ความดีไม่ปรากฏก็เพราะไปทำผิดกาลเวลา คือไปทำในกาลที่วิบัติ ใครเล่าจะเห็นคุณค่าของความดี เพราะผู้ที่เป็นหลักหรือเป็นฐานรองรับความดีของเราไม่มีเสียแล้ว ความดีจะปรากฏได้อย่างไร

เหมือนเพชรอันล้ำค่าแต่ปราศจากเรือนแหวนรองรับเสียแล้ว จะส่งประกายให้ปรากฏได้อย่างไร การสร้างความดีโดยไม่มีฐานรองรับ คือประมุขผู้เห็นคุณค่าในความดีแล้ว ความดีที่กระทำก็หมดความหมายไป มิหนำซ้ำกลับเป็นโทษเสียอีก ซึ่งมีปรากฏอยู่ในยุคปัจจุบันมากมาย

เช่น ในกองหนึ่ง หัวหน้ากองมุ่งแสวงหาผลประโยชน์ในทางที่ผิดด้วยการฉ้อราษฎร์บังหลวง แต่ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาไม่ร่วมมือด้วยผลสุดท้าย ผู้นั้นจะต้องเดือดร้อน อาจจะถูกย้ายหรือถูกกดดันเงินเดือนก็ได้ เพราะทำให้เจ้านายเขม่น คนซื่อสัตย์จึงทำงานอยู่กับคนโกงไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ เราอย่าบ่นว่าทำดีไม่เห็นได้ดี กลับมีโทษ เราจะไปโทษใคร เพราะในขณะที่เรากระทำกรรมดีนั้น เป็นกาลวิบัติ

ในกาลเวลาที่วิบัติเช่นนี้ จึงเป็นผลดีของผู้กระทำกรรมชั่ว คนชั่วจะได้รับการยกย่องจากหัวหน้าหรือผู้บังคับบัญชาไปชั่วขณะหนึ่ง แต่ถ้าเมื่อใดกาลเวลานั้นเป็น “กาลสมบัติ” ผู้ที่กระทำกรรมดี กรรมดีย่อมปรากฏให้เห็นผลทันตาทันที เพราะมีหัวหน้าหรือผู้นำเป็นสัมมาทิฏฐิ กาลนั้นก็มีพระพุทธศาสนาด้วย แต่ในกาลที่เป็นสมบัติ ผู้ที่กระทำชั่ว จะกระทำผิดอย่างใดอย่างหนึ่ง จะต้องได้รับผลจากการกระทำทันที กาลเวลาจึงเป็นสิ่งแวดล้อมข้อหนึ่งที่เราผู้หวังจะสร้างแต่กรรมดี ควรพิจารณาด้วยว่าสมควรแก่กาลเวลาหรือไม่ ข้อนี้บางท่านอาจจะค้านในใจก็ได้ เพราะฉะนั้นจึงขอปรับความเข้าใจในตอนนี้เสียก่อน เพราะตามหลักของพระธรรมคุณ มีคำหนึ่งคือ “อกาลิโก” แปลว่า ไม่มีกาลเวลา

คำว่า “อกาลิโก” นี้ไม่ใช่หมายถึงการกระทำกรรมดีได้ทุกเวลา แต่ท่านหมายถึงการสร้างกุศลหรือกระทำกรรมดีจนได้บรรลุถึงอริยมรรคอันเป็นส่วนโลกุตระ ในขณะที่จิตอันเป็นอริยมรรคเกิดขึ้น ทำลายกิเลสนั้น เมื่ออริยมรรคจิตดับลงแล้วอริยผลจิตก็เกิดต่อทันที ในระหว่างอริยมรรคเกิด และอริยผลเกิดนั้นจึงไม่มีกาลเวลาเป็น “อกาลิกธรรม” ธรรมคุณบทนี้ ท่านมุ่งหมายเอาธรรมอันเป็นส่วนโลกุตระเท่านั้น ฉะนั้นการสร้างกรรมดีตามวิสัยของปุถุชนจึงต้องหมั่นพิจารณาให้รอบคอบเสียก่อน เพื่อป้องกันความเดือดร้อนใจในภายหลัง

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [20 มี.ค. 2552 , 08:20:49 น.] ( IP = 58.9.147.36 : : )


  สลักธรรม 2

๒.คติ ได้แก่ ที่ไปเกิด มีสองอย่างเช่นเดียวกันคือ คติสมบัติ และคติวิบัติ

คำว่า คติสมบัติ นั้น หมายถึง การได้เกิดมาเป็นมนุษย์ เทวดา พรหม

คำว่า คติวิบัติ นั้น หมายถึง ที่ไปเกิดไม่ดี ได้แก่ การเกิดในอบาย ๔ อันมีนรก เปรต อสุรกาย เดียรัจฉาน

บุคคลที่มีคติสมบัติ ก็สร้างกรรมดีไว้ กรรมดีย่อมให้ผลในปัจจุบัน บุคคลที่เกิดในคติที่วิบัติ ก็ไม่อาจจะสร้างกรรมดีให้เกิดมรรคเกิดผลได้ คนที่เกิดในคติสมบัติถึงจะสร้างกรรมชั่วมากมายแค่ไหน แต่ถ้าคติยังเป็นสมบัติรักษาเขาอยู่ผลแห่งกรรมชั่วก็ยังไม่อาจจะให้ผลได้ ตัวอย่างเช่นมนุษย์เรา ถึงแม้เราจะสร้างกรรมชั่วมากมายแค่ไหน แต่ถ้ายังไม่ตาย ยังเป็นมนุษย์อยู่อย่างนี้ ผลแห่งกรรมชั่วก็ยังไม่อาจจะปรากฏผลเต็มที่ได้ แต่เมื่อได้ตายจากมนุษย์ไปแล้ว พ้นจากคติที่ดี จะต้องไปเกิดในคติที่ไม่ดีอันมีทุคติเป็นต้น นั่นแหละกรรมชั่วที่ตนกระทำไว้ในคติที่เป็นมนุษย์ก็จักให้ผลอย่างแสนสาหัส

คนทำกรรมดีในคติที่ดี ความดีจึงเกิดผล
คนทำกรรมดีในคติที่ชั่ว ความดีก็ไม่ปรากฏผล
คนกระทำกรรมชั่วในคติที่ดี ความชั่วก็ไม่ปรากฏผล
คนกระทำกรรมชั่วในคติวิบากนั่นแหละ กรรมชั่วจึงจะปรากฏผล


หรืออีกนัยหนึ่ง คนที่มีอำนาจอิทธิพลมาก ถึงจะกระทำผิดแค่ไหนก็ไม่ปรากฏว่าเป็นคนผิดไปได้ แต่ถ้าเมื่อใดตนเองเสื่อมอำนาจ เสื่อมอิทธิพล ความชั่วที่ตนได้เคยกระทำจะปรากฏผลทันที มีตัวอย่างให้พิจารณามากมายในปัจจุบัน บางท่านในสมัยยังมีอำนาจมีตำแหน่งหน้าที่ก็ไม่เคยปรากฏว่า จะมีความผิดอะไรหรือไปทำผิดอะไร แต่พอเสื่อมอำนาจลง ก็เกิดเป็นข่าวขึ้นมาทันทีว่า ทำผิดอย่างโน้นอย่างนี้ เป็นต้น ดังคนโบราณท่านว่า “น้ำขึ้นตอหาย น้ำตายตอผุด”

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [20 มี.ค. 2552 , 08:26:57 น.] ( IP = 58.9.147.36 : : )


  สลักธรรม 3

๓. อุปธิ ได้แก่ อวัยวะใหญ่น้อยทั้งหมด มีสองอย่างเหมือนกัน คือ อุปธิวิบัติ และ อุปธิสมบัติ

อุปธิสมบัติ หมายถึง เกิดมามีอวัยวะสมบูรณ์ดีทุกประการ รูปทรงสัณฐานก็สวยงาม

อุปธิวิบัติ หมายถึง อวัยวะไม่สมบูรณ์ พิกลพิการ รูปทรงสัณฐานก็ไม่สวยงาม

คนที่มีอุปธิเป็นสมบัตินั้น ย่อมกระทำกรรมดีได้อย่างเต็มที่ และย่อมได้รับผลแห่งกรรมดีอย่างแน่นอน บางคนที่มีอุปธิดีมากๆ ไม่ต้องทำอะไรเลย แต่ก็ได้ดีอย่างน่าอิจฉา เช่น คนมีรูปร่างสวยงาม ใครเห็นก็อยากจะอุปฐากอุปถัมภ์ อยากปลูกบ้านให้อยู่ อยากซื้อรถให้นั่ง เป็นต้น เลขานุการิณีบางคนรูปร่างสวยงาม ก็ไม่ต้องทำอะไรมากให้เหนื่อย เป็นที่สงสารของผู้จัดการ เพียงแต่นั่งยิ้มกับผู้จัดการหรือผู้บังคับบัญชาก็พอแล้ว ปีหนึ่งเงินเดือนขึ้นหลายขั้น

ส่วนคนที่มีรูปร่างไม่สวย แต่ขยันขันแข็งในหน้าที่การงาน บางทีตั้งหลายปีเงินเดือนก็ยังไม่ได้ขึ้น ทั้งยังไม่มีใครสนใจอีก น่าน้อยใจเหลือเกิน ที่เป็นเช่นนี้เพราะอุปธิวิบัตินั่นเอง หรือบางคนอยากจะสร้างกรรมดี แต่ร่างกายไม่อำนวยก็ไม่อาจสามารถสร้างกรรมดีให้เกิดผลได้

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [20 มี.ค. 2552 , 08:31:44 น.] ( IP = 58.9.147.36 : : )


  สลักธรรม 4

๔. ปโยคะ ได้แก่ ความเพียร มีสองอย่างคือ ปโยคสมบัติ และปโยควิบัติ

คำว่า ปโยคสมบัตินั้น หมายถึง ใช้ความเพียรในการสร้างกรรมดี ในทางที่ถูกทั้งทางกาย ทางวาจาและทางใจ ความเพียรนั้นไม่ผิดกฎหมายของทางบ้านเมือง ไม่ผิดหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ไม่ผิดวัฒนธรรมและประเพณี ความเพียรที่กระทำกรรมดีก็เกิดผลเพราะเป็นปโยคสมบัติ

คำว่า ปโยควิบัตินั้น หมายถึง ใช้ความเพียรสร้างกรรมดีในทางที่ผิด เช่น บางคนก็มีเจตนาสร้างกรรมดี แต่ว่าความพยายามสร้างความดีของตนนั้นผิดต่อกฎหมายทางบ้านเมือง ผิดหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาผิดวัฒนธรรมและประเพณีในสังคม ความดีที่ทำก็ไม่เกิดผลดังนี้เป็นต้น

ฉะนั้น การกระทำไม่ว่าจะดีหรือชั่ว กรรมนั้นจะให้ผลในปัจจุบันนี้ ให้เห็นเด่นชัด ก็ต้องอาศัยสิ่งแวดล้อมทั้ง ๔ ประการดังกล่าวมานี้ เป็นประการสำคัญ การกระทำกรรมดีจึงต้องได้ดี ถ้าการสร้างกรรมดีนั้นถูกกาลถูกสถานที่มีความสามารถ ไม่ผิดกฎหมายไม่ผิดหลักศาสนาและขนบธรรมเนียมประเพณี ความดีก็เกิดผล ถ้าผิดจากหลักเหล่านี้ ผู้ทำกรรมดีก็อาจเดือดร้อนในปัจจุบันนี้ได้ แต่กรรมดีที่กระทำนั้น ย่อมมีผลอยู่อย่างแน่นอนต้องได้รับในอนาคตแน่

เมื่อกรรมดีก็ตาม กรรมชั่วก็ตาม ย่อมมีผลสนองเช่นนี้ ทุกคนจึงควรมุ่งหน้าประกอบแต่กรรมดีละเว้นจากกรรมชั่ว เวรทั้งหลายก็ย่อมจะระงับไปได้ พระพุทธองค์จึงตรัสว่า “ใจของผู้ใด ยินดีในความไม่เบียดเบียนตลอดวันตลอดคืนทั้งสิ้น เป็นใจประกอบด้วยเมตตา เวรย่อมไม่มีแก่ผู้นั้นกับใครๆ ”

กรรมทั้งหลาย จะยุติลงได้ก็คือการละเว้นจากบาปทั้งมวลด้วยการบรรลุถึงซึ่งอริยภูมิชั้นอรหันต์ กรรมจึงจะยุติลงได้ เพราะพระอรหันต์นั้นจะกระทำกรรมดีสักปานใดก็ตาม ย่อมจะไม่ได้รับผลแห่งกรรมดีนั้นอีกแล้ว เพราะภพชาติของพระอรหันต์ท่านสิ้นสุดลง ไม่มีการเกิดใหม่อีกต่อไป การกระทำจึงเป็นแต่กิริยาเท่านั้น ส่วนวิบากกรรมอันเกิดแต่อดีตกรรมนั้น พระอรหันต์ยังหนีไม่พ้น เพราะรูปนามของท่านยังมีอยู่

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [20 มี.ค. 2552 , 08:38:13 น.] ( IP = 58.9.147.36 : : )


  สลักธรรม 5

เราจะเห็นได้ว่า กรรมชั่วที่กระทำลงไปนั้นย่อมให้ผลยาวนาน ตราบเท่าพระนิพพาน พระเจ้าทีฆีติ จึงตรัสสอนแก่ฑีฆาวุราชกุมารว่า “พ่อฑีฆาวุเจ้าอย่าเห็นแก่ยาว เจ้าอย่าเห็นแก่สั้น” “เวรทั้งหลายย่อมไม่ระงับเพราะเวรเลย แต่ย่อมระงับได้เพราะการไม่จองเวร” คำว่า อย่าเห็นแก่ยาว หมายความว่า อย่าจองเวรกันยืดยาว อย่าผูกพยาบาทแก่กันนาน คำว่า อย่าเห็นแก่สั้น หมายความว่า อย่าแตกร้าวจากมิตรเร็วนัก

โอวาทของพระเจ้าทีฆีตินี้ สมด้วยพระพุทธวจนะที่พระพุทธองค์ตรัสท่ามกลางสงฆ์ ณ นครโกสัมพีว่า

“ภิกษุผู้มีเสียงดังเป็นเสียงเดียวกัน จะได้สำคัญตัวว่าเป็นพาลไม่มีเลยสักรูปเดียว ยิ่งเมื่อสงฆ์แตกกันก็ไม่ได้สำคัญเหตุอื่น เพราะภิกษุทั้งหลายลืมคติ สำคัญตัวว่าเป็นบัณฑิต ช่างพูดเจ้าคารม พูดไปตามที่ตนปรารถนาจะยื่นปากพูด ไม่รู้สึกว่าความทะเลาะเป็นเหตุชักพาไป”

“ก็คนเหล่าใดจองเวรไว้ว่า คนโน้นด่าเรา ตีเรา ชนะเรา ได้ลักสิ่งของๆ เราไป เวรของคนเหล่านั้นย่อมไม่สงบ ส่วนคนเหล่าใดไม่จองเวรไว้ว่า คนโน้นด่าเรา ตีเรา ชนะเรา ได้ลักสิ่งของๆ เราไป เวรของคนเหล่านั้นย่อมสงบระงับ”

“แต่ไหนแต่ไรมา เวรทั้งหลายในโลกนี้ ย่อมไม่ระงับเพราะเวรเลย แต่ย่อมระงับเพราะไม่จองเวร ธรรมนี้เป็นของเก่า”

“ก็คนเหล่าอื่นไม่รู้สึกว่า พวกเรากำลังยับเยิน ณ ท่ามกลางสงฆ์นี้ ส่วนคนเหล่าใดในท่ามกลางสงฆ์นั้นรู้สึก เพราะความรู้สึกของคนเหล่านั้น ความหมายมั่นย่อมระงับ”

“คนเหล่าใดบั่นกระดูก ผลาญชีวิต ลักทรัพย์ คือ โคและม้าคนเหล่านั้นพึงช่วงชิงแว่นแคว้นกันก็ยังคบหาสมาคมกันได้ เหตุไฉน พวกเธอจึงคบหาสมาคมกันไม่ได้เล่า”

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [20 มี.ค. 2552 , 08:49:23 น.] ( IP = 58.9.147.36 : : )


  สลักธรรม 6

“ถ้าบุคคลพึงได้สหายที่มีปัญญา เที่ยวไปด้วยกันเป็นนักปราชญ์คอยช่วยเหลือกัน เขาย่อมครอบงำอันตรายเสียได้ เธอพึงพอใจมีสติเที่ยวไปกับสหายนั้น

ถ้าไม่ได้สหายที่มีปัญญา เที่ยวไปด้วยกัน เป็นนักปราชญ์คอยช่วยเหลือกัน เธอพึงเที่ยวไปคนเดียวดุจพระราชาทรงสละแว่นแคว้นคือราชอาณาจักรและดุจช้างมาตังคะ ละฝูงเที่ยวในป่า

ฉะนั้น การเที่ยวไปคนเดียวดีกว่าเพราะคุณเครื่องเป็นสหายไม่มีในคนพาล พึงเที่ยวไปคนเดียว และไม่พึงทำบาป ดุจช้างมาตังคะมีความขวนขวายน้อย เที่ยวไปในป่าแต่ลำพังฉะนั้น”

อันมารดา..........เป็นมิตร............. สนิทนัก
ในเรือนจัก...............หาใครเทียบ........ มาเปรียบหนอ
ยามเราทุกข์.............ท่านปลอบใจ.......ไม่รีรอ
สุขพะนอ..............พลอยยินดี.............ปลื้มปรีดา

คนทั้งโลก...........เกลียดเรา............ ไม่เอาเรื่อง
แม่ประเทือง.............ยังรัก................... เราหนักหนา
ท่านสละ.................ความสุข................ทุกเวลา
ควรบูชา ...............เนืองนิตย์............... “ยอดมิตรเรือน”

“พระครูวินัยธรเสรี”


ธรรมบรรยาย โดย ท่านกิตติวุฒโฑ ภิกขุ


โดย พี่เณร...นำมาฝาก [20 มี.ค. 2552 , 08:56:53 น.] ( IP = 58.9.147.36 : : )


  สลักธรรม 7


อ่านและทำความเข้าใจในเรื่องของการให้ผลของกรรมในวันนี้แล้ว ก็จะคลายความข้องใจในเรื่องที่ว่า...ทำดีแล้วไม่เห็นได้ดีลงไปได้

กราบขอบพระคุณพี่เณรมากค่ะที่นำธรรมบรรยายที่ดีมีประโยชน์มาฝากเป็นประจำ

อนุโมทนาในกุศลอาจิณณกรรมค่ะ

โดย พี่ดา [20 มี.ค. 2552 , 10:30:22 น.] ( IP = 124.121.172.249 : : )


  สลักธรรม 8

กราบขอบพระคุณพี่เณรมากค่ะ
เห็นบรรยากาศสิ่งแวดล้อมในแต่ด้านแล้ว
ยิ่งทำให้เห็นว่าชีวิตมีแต่ความน่ากลัว

เพราะไม่รู้ทั้งเหตุอดีต และผลที่จะต้องรับ
และทำเหตุใหม่ในกาลไหนๆอีก
ดูจะเสี่ยงขึ้นทุกๆที ยิ่งยุคนี้ก็เห็นความเสื่อมที่เกิดขึ้นมากมาย
ยังไงก็ขออยู่ใกล้ครู ใกล้กัลยาณมิตร ที่อุดมด้วยธรรม ยังรู้สึกว่าชีวิตปลอดภัย

โดย น้องอุ๊ [20 มี.ค. 2552 , 20:06:26 น.] ( IP = 125.24.71.143 : : )


  สลักธรรม 9

การให้ผลของกรรมนั้นยังต้องอาศัยสิ่งแวดล้อมหลายอย่างที่จะมาเอื้ออำนวยการให้ผลได้อย่างสมบูรณ์...นับเป็นเรื่องที่ลึกซึ้งและลึกลับเกินที่จะหยั่งคาดได้จริงๆ คงเปรียบได้กับสิ่งที่ใกล้ตัวเราเช่นต้นไม้ ที่จะต้องอาศัยทั้งเมล็ดพันธุ์ที่แข็งแรง ทั้งผืนดิน ทั้งอาหาร และฤดูกาลที่เหมาะสมจึงจะให้ผลได้อย่างสมบูรณ์

กราบขอบพระคุณมากค่ะที่นำมาให้ศึกษา

โดย น้องกิ๊ฟ [20 มี.ค. 2552 , 20:30:36 น.] ( IP = 58.9.92.77 : : )


  สลักธรรม 10

ความรู้ความเข้าใจในเรื่องการให้ผลของกรรม ทำให้ไม่รีบเร่งต้องการได้ผลดีเร็วๆ เพราะต้องอาศัยเหตุปัจจัยหลายอย่าง ผลจึงเกิดขึ้น

กราบขอบพระคุณค่ะ ที่นำธรรมะมาฝากไว้ค่ะ

โดย เซิ่น [23 มี.ค. 2552 , 22:24:57 น.] ( IP = 58.8.47.228 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org