หลักปฏิบัติให้จิตใจกว้างใหญ่
ให้มีปัญญานำทาง อยู่อย่างมีสติ
องค์พระบรมศาสดาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนให้เป็นผู้มีจิตใจกว้างใหญ่ ให้มีปัญญานำทาง อยู่อย่างมีสติ ดังที่แสดงให้มาลุงกยบุตรทราบเมื่อ
มาลุงกยบุตรได้ถามว่า พระองค์ผู้เจริญ! ถึงแม้ข้าพระองค์จะชราแล้ว เป็นผู้เฒ่าผู้ใหญ่ล่วงกาลผ่านวัยมาโดยลำดับ ก็ตาม,ขอพระผู้มีพระภาคสุคตเจ้า โปรดทรงแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์แต่โดยย่อเถิด ข้าพระองค์คงจะเข้าใจความแห่งพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคได้เป็นแน่ข้าพระองค์คงจะเป็นทายาทแห่งพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคได้เป็นแน่แน่ะมาลุงกยบุตร !
ท่านเห็นเป็นประการใด ? รูปทั้งหลายที่พึงรู้ด้วยจักษุอย่างใดๆ ซึ่งเธอยังไม่เห็น ทั้งมิเคยได้เห็น ทั้งไม่เห็นอยู่ทั้งไม่เคยคิดหมายว่าขอเราพึงเห็น, ความพอใจ ความใคร่หรือความรัก ในรูปเหล่านั้น จะมีแก่เธอไหม ?ไม่มีพระเจ้าข้า เสียง
กลิ่น...รส
โผฏฐัพพะ...ธรรมารมณ์ทั้งหลาย อย่างใดๆ ซึ่งเธอไม่ได้ทราบ ไม่เคยทราบ ไม่ทราบอยู่ทั้งไม่เคยคิดหมายว่าเราพึงทราบ, ความพอใจ ความใคร่หรือความรักในธรรมารมณ์เหล่านั้น จะมีแก่เธอไหม ?
ไม่มีพระเจ้าข้า
มาลุงกยบุตร! บรรดาสิ่งที่เห็น ได้ยิน รู้ทราบ เหล่านี้ในสิ่งที่เห็น เธอจักมีแค่เห็น ในสิ่งที่ได้ยินจักมีแค่ได้ยิน ในสิ่งที่ลิ้ม ดม แตะต้อง จักมีแค่รู้ (รส กลิ่น แตะต้อง) ในสิ่งที่ทราบ จักมีแค่ทราบเมื่อใด (เธอมีแค่เห็น ได้ยิน ได้รู้ได้ทราบ) เมื่อนั้น เธอก็ไม่มีด้วยนั่น (อรรถกถาอธิบายว่าไม่ถูกราคะ โทสะ โมหะ ครอบงำ), เมื่อไม่มีด้วยนั่น ก็ไม่มีที่นั่น (อรรถกถาอธิบายว่า ไม่พัวพันหมกติดอยู่ในสิ่งที่ได้เห็นเป็นต้นนั้น), เมื่อไม่มีที่นั่น เธอก็ไม่มีที่นี่ไม่มีที่โน่น ไม่มีระหว่างที่นี่ที่โน่น(ไม่ใช่ภพนี้ไม่ใช่ภพโน้น ไม่ใช่ระหว่างภพทั้งสอง), นั่นแหละคือที่จบสิ้นของทุกข์(พระมาลุงกยบุตรสดับแล้ว กล่าวความตามที่ตนเข้าใจออกมาว่า พอเห็นรูป สติก็หลงหลุด ด้วยมัวใส่ใจแต่นิมิตรหมายที่น่ารักแล้ว ก็มีจิตกำหนดตัดสินใจ เสวยอารมณ์แล้ว ก็สยบอยู่กับอารมณ์นั้นเอง, เวทนาหลากหลายอันก่อกำเนิดขึ้นจากรูป ขยายตัวเพิ่มขึ้น จิตของเขาก็ค่อยถูกกระทบกระทั่ง ทั้งกับความอยากและความยุ่งยากใจ เมื่อสั่งสมทุกข์อยู่อย่างนี้ก็เรียกว่าไกลนิพพานพอได้ยินเสียง
พอได้กลิ่น...พอลิ้มรส...พอถูกต้องโผฏฐัพพะ...พอรู้ธรรมารมณ์สติก็หลงหลุด ฯลฯ ก็เรียกว่าไกลนิพพานเห็นรูปก็ไม่ติดในรูป ด้วยมีสติมั่นอยู่, มีจิตไม่ติดใจ เสวยเวทนาไป ก็ไม่สยบกับอารมณ์นั้น; เขามีสติดำเนินชีวิตอย่างที่ว่า เมื่อเห็นรูป และถึงจะเสพเวทนา ทุกข์ก็มีแต่สิ้น ไม่สั่งสม; เมื่อไม่สั่งสมทุกข์อยู่อย่างนี้ก็เรียกว่าใกล้นิพพาน
ได้ยินเสียง...ได้กลิ่น...ลิ้มรส
ถูกต้องโผฏฐัพพะ...รู้ธรรมารมณ์ก็ไม่ติดในธรรมารมณ์ด้วยมีสติมั่นอยู่
ฯลฯ ก็เรียกว่าใกล้นิพพานด้วยเหตุเพียงไร บุคคลชื่อว่าเป็นผู้ไม่คุ้มครองทวาร ? คนบางคนเห็นรูปด้วยตาแล้ว ย่อมน้อมรักฝากใจในรูปที่น่ารัก ย่อมขุ่นเคืองขัดใจในรูปที่ไม่น่ารัก มิได้มีสติกำกับใจ เป็นอยู่โดยมีจิตคับแคบ (มีใจเล็กนิดเดียว),ไม่เข้าใจตามเป็นจริง ซึ่งความหลุดรอดปลอดพ้นของจิต และความหลุดรอดปลอดพ้นด้วยปัญญา ที่จะทำให้บาปอกุศลธรรมซึ่งเกิดขึ้นแล้วแก่ตัวเขา ดับไปได้โดยไม่เหลือ; ฟังเสียงด้วยหู...สูดกลิ่นด้วยจมูก...ลิ้มรสด้วยลิ้น...ต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย ทราบธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว ย่อมน้อมรักฝากใจในเสียง...ในธรรมารมณ์อันน่ารักย่อมขุ่นเคืองขัดใจในเสียง...ในธรรมารมณ์อันไม่น่ารัก ฯลฯ
|