| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
อุปัตถัมภกกรรม (๒)
ตอนที่ผ่านมา
กรรมอารมณ์ คือ อารมณ์ที่เป็นการกระทำ คือกรรมที่ผู้ใกล้ตายนึกถึง ถ้าทำกรรมดีก็นึกถึงความดีที่ตัวเองทำ ถ้าทำกรรมชั่ว จิตก็นึกถึงกรรมชั่วที่ตัวเองทำ อย่างนี้เรียกว่า กรรมอารมณ์
กรรมนิมิตอารมณ์ คือ นิมิตของกรรมที่ตนเองเคยทำมาเป็นอาจิณ มาปรากฏเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาให้เห็น เหมือนเราฝันเห็นรูปภาพต่างๆ ซึ่งเห็นชัดเจนเหมือนกับเราลืมตา อันนี้เรียกว่ากรรมนิมิตอารมณ์
คตินิมิตอารมณ์นั้น หมายถึงที่ ที่เราจะไปเกิด ที่สัตว์จะไปปฏิสนธินั่นเรียกว่า คตินิมิตอารมณ์
อารมณ์ทั้ง ๓ นี้ ปรากฏเกิดขึ้นกับสัตว์ทุกจำพวกที่ยังเป็นปุถุชน ยังเวียนว่ายตายเกิด คนที่ทำอกุศลอยู่เป็นอาจิณณกรรมก็จะมีอารมณ์อย่างนี้ปรากฏ
เมื่ออกุศลกรรมในอดีตมาปรากฏให้เห็นผลอย่างนี้ ถ้าปล่อยให้จิตตกอยู่ในสภาพอย่างนั้น เมื่อผู้นี้ตายลง ต้องไปสู่ทุคติแน่นอน ไม่ตกนรกก็เกิดเป็นเปรต อสุรกาย หรือสัตว์เดรัจฉานประเภทใดประเภทหนึ่งแน่นอน ทีนี้ ถ้าเกิดมีผู้ที่เป็นกัลยาณมิตรอยู่ใกล้ เช่น อย่างเราเคยศึกษาอภิธรรม เรารู้ธรรมะ เราจะช่วยคนใกล้ตายได้อย่างไร จะช่วยส่งเขาให้ไปสวรรค์ได้อย่างไร เราเข้าใจถึงสภาวะปรมัตถธรรมอย่างนี้ เราก็ช่วยทันทีโดย พี่เณร...นำมาฝาก [31 มี.ค. 2552 , 08:07:47 น.] ( IP = 58.9.145.182 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1วิธีช่วยก็คือเราเตือนสติคนใกล้ตายให้นึกถึงกุศล ให้นึกถึงพระอาจจะให้รับศีลเมื่อตอนใกล้ตาย อาจจะนิมนต์พระสงฆ์มาให้ศีลหรือมาสวดมนต์ เพื่อเบนความรู้สึกหรือสร้างอารมณ์ที่เป็นกุศล ให้เกิดขึ้นแก่ผู้ใกล้ตาย ผู้ใกล้ตายก็จะเอาจิตน้อมไปถึงพระรัตนตรัยที่เป็นปัจจุบันอาจจะสมาทานศีล ๕ อาจจะฟังพระสวดพระปริตร อาจจะฟังธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นกุศลปัจจุบัน
กุศลปัจจุบันอย่างนี้มาช่วยอุดหนุน มาช่วยอุปถัมภ์ ส่งผลให้เขาเหล่านั้นมีจิตใจผ่องใสขึ้น เมื่อมีจิตใจผ่องใสขึ้นมา อำนาจกุศลปัจจุบันนี้ก็เสริมให้กุศลในอดีตที่เคยทำมา ได้ส่งผลเมื่อตอนใกล้ตาย ตายแล้วไม่ตกนรก ลักษณะอย่างนี้เรียกว่า กุศลที่เกิดขึ้นในมรณาสันนกาล ช่วยอุดหนุนแก่กุศลชนกกรรมในอดีตภพ คือให้เขาพ้นจากทุคติได้ จากกุศลปัจจุบันที่ทำไว้และจากกุศลที่ทำไว้ในอดีตก็มี เพราะคนเรานี้ไม่ใช่ว่าจะทำความชั่วไว้ทั้งหมด เพราะถ้าไม่ทำกุศลไว้เลยในอดีตเราจะมาเกิดเป็นมนุษย์กันไม่ได้ แสดงว่าเราเคยทำกุศลในอดีตไว้ด้วย เราจึงได้มีโอกาสมาเกิดเป็นมนุษย์ ฉะนั้นกุศลในอดีตมันไม่มีโอกาสส่งผล ก็ต้องอาศัยกุศลอุปัตถัมภกกรรมปัจจุบันที่เราทำขึ้นเมื่อตอนใกล้ตายนี่อุปถัมภ์
กุศลในอดีตที่ยังไม่มีโอกาสให้ผลก็จะได้มีโอกาสให้ผล อกุศลนั้นก็หมดไป จิตใจของผู้ใกล้ตายก็ผ่องใส เมื่อจิตใจผ่องใส จิตดับลงในขณะนั้น ก็มีสุคติเป็นที่หวังแทนที่จะไปทุคติก็ไม่ไป ก็ได้ไปเกิดในสุคติที่ดีอันนี้ก็ด้วยอำนาจของอารมณ์ที่เป็นกุศลปัจจุบัน ซึ่งเป็นตัวอุปัตถัมภกกรรมปัจจุบันนั่นเอง ที่ทำหน้าที่อุปถัมภ์ให้กุศลในอดีตได้ส่งผล แล้วทำให้ผู้นั้นตายลงไม่ไปนรก ซึ่งอันนี้ก็ต้องอาศัย กัลยาณมิตร ที่อุปถัมภ์ อย่างคนที่พยาบาลคนป่วยก็ต้องมีความรู้ความเข้าใจในหลักธรรมด้วยโดย พี่เณร...นำมาฝาก [31 มี.ค. 2552 , 08:09:07 น.] ( IP = 58.9.145.182 : : )
สลักธรรม 2ประการที่ ๒ กุศลที่เกิดขึ้นในมรณาสันนกาล ช่วยอุดหนุนแก่กุศลชนกกรรมในปัจจุบันที่ยังไม่มีโอกาสให้ผล ให้มีโอกาสส่งผล
ยกตัวอย่าง เราเป็นพุทธบริษัท พุทธบริษัทหมายถึงผู้ที่ปฏิญาณจนเป็นพุทธศาสนิกชน ถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะและเป็นที่พึ่ง เรามีศาสนาพุทธเป็นหลักยึดเหนี่ยว เมื่อเราทำบุญ ทำทาน รักษาศีล คือบริจาคทานก็ดี รักษาศีลก็ดี เราก็ทำอยู่เป็นปกติธรรมดา ชื่อว่าเราได้เข้าถึงศีลกุศล ทานกุศล แต่เข้าไม่ถึงภาวนากุศล (ภาวนากุศล หมายถึง กุศลที่เรายกระดับจิตให้สูงขึ้น พัฒนาจิตให้สูงขึ้น ที่เรียกกันว่าเจริญภาวนา ก็คือทำจิตใจให้เกิดขึ้น เจริญขึ้นนั่นเอง เราเรียกกันว่าภาวนา)
ภาวนาอย่าไปตีความเพียงว่า นั่งหลับตาเจริญภาวนา เพราะคำว่าภาวนา คำจำกัดความของคำว่า ภาวนา โดยความหมายจริงๆ ท่านให้คำจำกัดความว่า ภาเวตัพพาติ ภาวนา แปลว่า การยังจิตให้เจริญขึ้น เรียกว่า ภาวนา คือการยกระดับจิตใจของเราให้สูงขึ้น ให้เจริญขึ้น เรียกว่าภาวนา ท่านก็จำแนกภาวนานั้นว่ามี ๓ คือ
๑. บริกรรมภาวนา
๒. อุปจารภาวนา
๓. อัปปนาภาวนาโดย พี่เณร...นำมาฝาก [31 มี.ค. 2552 , 08:10:20 น.] ( IP = 58.9.145.182 : : )
สลักธรรม 3บริกรรมภาวนา หมายถึง ภาวนาที่เราเจริญบริกรรมอยู่ตลอดเวลา (บริกรรม คือ จิตระลึกถึงอยู่ตลอดเวลา) เช่น เราจะนั่งรถ เราจะเดินไปไหนหรือจะทำงานที่ไหนก็ตาม ในยามปกติธรรมดา จิตของเรามีสติอยู่ตลอดเวลา ในการเดิน การยืน การนั่ง การนอน หรือการทำกิจทุกอย่างที่เป็นหน้าที่ที่เราจะต้องทำในปัจจุบัน เป็นบริกรรมภาวนา ถึงที่สุด ถ้าเราจะนั่งหลับตาบริกรรมด้วยสติ นึกถึงนามรูป นึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นึกถึงศีล ถึงทาน ถึงเทวดา ก็ตามที่เป็นบริกรรมภาวนา
อุปจารภาวนา หมายถึง ภาวนานั้นมีสมาธิใกล้อัปปนา เรียกว่า อุปาจารภาวนา
อัปปนาภาวนา หมายถึง ภาวนาที่ถึงขั้นอัปปนา เป็นอัปปนาภาวนา เป็นภาวนาที่เกิดขึ้นในอัปปนาสมาธิ ตัวอย่างที่ท่านยกในอดีต อย่างคนไถนา ชาวนาซึ่งไถนาอยู่ เขาก็เจริญภาวนาได้ด้วยจิตที่เพ่งดูดินที่ไถพลิกขึ้นมาทีละก้อนๆ แล้วก็จับคันไถ ไม่ให้ผาลกินลึกไป กินตื้นไป ให้กินพอประมาณแล้วจิตก็เป็นสมาธิในการเพ่งดินสำเร็จฌานได้ถึงขั้นอัปปนาภาวนาได้โดย พี่เณร...นำมาฝาก [31 มี.ค. 2552 , 08:11:40 น.] ( IP = 58.9.145.182 : : )
สลักธรรม 4การเจริญภาวนาในระหว่างที่ทำงานด้วยสติ ก็สามารถพัฒนาจิตใจให้มีสมาธิสูงขึ้นถึง ฌาน ได้ โดยไม่ต้องมานั่งหลับตา เพราะว่าท่านผู้นั้น เคยอบรมในอดีตมามาก เคยสะสมบารมีธรรมด้วยการเจริญปฐวีกสิณมามาก สามารถสำเร็จปฐวีกสิณได้ในระหว่างไถนา เราจึงถือว่าการเจริญภาวนาคือการทำใจให้สูงขึ้น พัฒนาจิตใจให้เจริญขึ้น ซึ่งเป็นการสร้างกุศลเป็นการทำกุศลในปัจจุบันนี้ที่เรียกกันว่าภาวนากุศล
คนที่ไม่เคยเจริญภาวนากุศล ถึงแม้จะสร้างกุศลที่เป็นศีล ที่เป็นทานก็ตาม เวลาใกล้ตายบางทีก็ตายไม่เป็น คนตายไม่เป็น คือคนไม่รู้ จะตั้งใจอย่างไรเวลาใกล้ตาย ไม่รู้จะทำใจอย่างไร เขาเรียกว่า ตายไม่เป็น คนตายเป็น ก็คือคนที่จะต้องรู้จักตั้งจิต รู้ทันทีว่าเมื่อเราใกล้ตาย เราควรวางใจอย่างไร คนประเภทที่ไม่เคยฝึกภาวนากุศลก็จะไม่รู้จักวางจิตใจ
บางคนใจบุญสุนธรรม์จริง ทำทานมาก ทำบุญเยอะเชียว วันพระก็ไปวัด รักษาศีล คือไม่ทำบาป เป็นคนมีศีล ถึงไม่ไปวัดก็มีศีล แต่ไม่ได้ฝึกจิตใจด้านภาวนา เมื่อไม่ได้ฝึกจิตในด้านภาวนา ไม่ได้พัฒนาจิตใจให้สูงขึ้นจิตมันก็ผูกพันยึดมั่น เช่น ผูกพันยึดมั่นในทรัพย์สมบัติ ยึดมั่นในลูกหลาน วงศ์ตระกูล ห่วงทรัพย์สมบัติ เพราะจิตไปยึดมั่นผูกพันไว้ เวลาจะตายก็ไม่กล้าหลับตา ห่วงลูกคนนั้นห่วงหลานคนนี้ ห่วงสมบัติอย่างนั้น ห่วงสมบัติอย่างนี้ เกิดความพะว้าพะวัง
พอรู้ว่าใกล้จะตาย ความพะว้าพะวัง ความห่วงใยจากความยึดถืออย่างนี้มันก็ทำให้เกิดทุกข์ จิตใจเกิดทุกข์ขึ้นมา ไม่อยากตาย กลัวความตายขึ้นมา ความตายทำให้เรานี้พลัดพรากจากสิ่งที่เรารัก สิ่งที่เราหวงแหน พอเกิดทุกข์ขึ้นมา จิตใจก็เศร้าหมอง เมื่อจิตใจเศร้าหมองอย่างนี้ก็ไม่เป็นสุขแล้ว เกิดความวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัดว่า ไม่อยากตาย ถ้าเป็นอย่างนี้ ถ้าปล่อยให้ตายไปในลักษณะอย่างนี้ก็ไปสู่ทุคติได้
ทีนี้ทำอย่างไร ทั้งๆ ที่กุศลก็มีอยู่ในอดีต แต่กุศลในอดีตช่วยไม่ได้ เพราะปัจจุบันนั้นเป็นความหม่นหมองเสียแล้ว ปัจจุบันกรรมเป็นความยึดถือความห่วงใย ความผูกพันมันทำให้ใจหม่นหมองเสียแล้ว จะแก้อย่างไร
ก็อย่างที่ได้อธิบายไว้ในข้อที่ ๑ ว่า ถ้าหากว่าญาติหรือผู้ปรนนิบัติผู้พยาบาลอยู่ใกล้คนจะตาย อยู่ใกล้คนป่วยใกล้ตาย รู้เท่าทันต่ออารมณ์ก็จะพูดตะล่อมจิตของผู้ใกล้ตายให้นึกถึงบุญกุศลไว้ว่า ได้เคยทำบุญในอดีตมา เช่น สร้างโบสถ์ สร้างศาลา สร้างพระประธาน ให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา เคยหล่อพระพุทธรูป เคยหล่อพระสาวก เคยสร้างโบสถ์ สร้างวิหาร สร้างศาลาการเปรียญ เคยถวายภัตตาหารพระ เคยใส่บาตร เคยทำบุญอะไรก็ตามเถิด ให้พรรณนาอยู่เสมอ ยกขึ้นมาคุย ยกขึ้นมาพูดอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้ผู้ใกล้ตายได้นึกถึงบุญที่ตัวเองทำไว้เป็นอารมณ์
เมื่อจิตนึกถึงบุญที่ตัวเองทำอยู่อย่างนี้ จิตใจก็ผ่องใส ปลอดโปร่งว่า เออ! เราเคยสร้างบุญ เคยสร้างกุศล จิตใจก็ผ่องใส ถ้าจิตดับในขณะนั้น เขาได้ไปสู่สุคติ ในลักษณะอาการอย่างนี้ เป็นเพราะว่ากุศลที่เกิดขึ้นในมรณาสันนกาลนั้นช่วยอุดหนุนแก่ชนกกรรมในปัจจุบันนี้ ให้มีโอกาสส่งผลเมื่อตอนใกล้ตาย คือผลของกรรมเราจะต้องเข้าใจด้วยว่าบางครั้งกุศลที่เราทำนั้นยังไม่ได้ให้ผล ยังไม่มากพอที่จะให้ได้ผลโดย พี่เณร...นำมาฝาก [31 มี.ค. 2552 , 08:12:48 น.] ( IP = 58.9.145.182 : : )
สลักธรรม 5บางคนบอกว่า ไม่เห็นบุญช่วยเราเลยในปัจจุบันนี้ ไม่เห็นบุญช่วยเราเลย ทำบุญไปก็เท่านั้นแหละ เรายังไม่เห็นร่ำรวย เราก็ยังลำบากอยู่ คือเราต้องการให้บุญส่งในขณะที่เรายังมีชีวิตอยู่ แต่อุปัตถัมภกกรรมมันยังไม่ส่งผล มันไปส่งผลเมื่อตอนใกล้ตาย ตอนใกล้จะดับ แต่เราไม่ได้คิดหรอกว่าตอนใกล้เดินทางสำคัญที่สุด หัวเลี้ยวหัวต่อนี่สำคัญที่สุด เราต้องการผลปัจจุบัน ความจริงปัจจุบันนี้เราก็ยังอยู่ในโลกมนุษย์ แล้วโลกมนุษย์มันก็เป็นโลกอยู่อย่างนี้ ถ้าเราดำรงชีวิตเป็นมนุษย์อยู่ในโลกปัจจุบันถึงแม้เราจะมีความทุกข์บ้าง ทุกข์ในปัจจุบันนี้ มันเป็นทุกข์ที่เราทนได้ถึงจะทุกข์สาหัสอย่างไร เราก็ทนได้ ความยากลำบากในโลกมนุษย์นี้ไม่ใช่ว่ามันจะยากลำบากจนเราทนไม่ได้ เราทนได้ซึ่งเราจะเห็นว่า แม้สัตว์บางประเภทที่มันแสนจะลำบาก มันยังพยายามมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ได้
มนุษย์เราก็เหมือนกัน ถ้าเราจะทนต่อความทุกข์ยาก ความลำบากต่างๆ ในปัจจุบันนี้ เราก็ทนได้ เพราะว่าเรายังอยู่ในโลกมนุษย์ ความทุกข์ของมนุษย์มันก็แค่นี้ ความลำบากที่สุดเหมือนอย่างเราเห็นคนเขาทำงาน ทำงานหนักที่สุด น่าสงสารเหลือเกินท่านลองไปทดลองทำดูก็ได้ เราลองเอาตัวเราไปทำดูว่า งานที่มันลำบากที่สุดมันลำบากอย่างไร พอเราไปทำเข้าเราก็รู้แค่นี้เอง ทำไมจะทำไม่ได้ เราก็ทำได้ที่ว่าลำบากเหลือเกินนี้ เราก็ทำได้แล้วที่ว่าทุกข์เหลือเกินนี้ พอเราไปทุกข์เข้าจริงๆ เราก็ทนได้ ความทุกข์ยาก ในโลกมนุษย์มันก็มีเพียงแค่นี้ มันจะเกินจากนี้ไปไม่ได้
เพราะว่า โลกมนุษย์นี้เป็นกามสุคติภูมิ กามสุคติภูมิ มีความสุขพอประมาณ สัตว์ที่เกิดมาโดยฐานะของความเป็นมนุษย์แล้ว มันจะไม่ทุกข์เกินมนุษย์หรอก ถ้าทุกข์เกินมนุษย์ ก็เป็นความทุกข์ของเปรต ของอสุรกาย ของเดรัจฉาน ของสัตว์นรก นั่นทุกข์เกินมนุษย์โดย พี่เณร...นำมาฝาก [31 มี.ค. 2552 , 08:13:54 น.] ( IP = 58.9.145.182 : : )
สลักธรรม 6เหมือนอย่างในนิรยภูมิ สัตว์นรกที่ถูกต้มอยู่ในกะทะทองแดงหรือสัตว์นรกที่ถูกทรมานด้วยการที่ยมบาลเอาขวานมาถากเนื้อทีละชิ้นๆ ออกไป หรือถูกเลื่อยๆ ทีละท่อนออกไปแล้วก็ไม่ตาย นั่นถือว่าเป็นความทุกข์อย่างแสนสาหัสของสัตว์นรก ถ้าเป็นมนุษย์เราก็ทนไม่ได้
แต่สัตว์นรกไม่ตาย ถึงทรมานอย่างนั้นก็ไม่ตาย เพราะกรรมมันหล่อเลี้ยงไว้จากบาปที่ตัวเองทำไว้ในอดีต ถึงอย่างนั้นก็ไม่ตาย สัตว์นรกไม่ตาย เพราะกรรมรักษาไว้ และอยู่ได้ไหม อยู่ได้จนกว่าจะหมดกรรม อยู่ด้วยความทุกข์ทรมานจนกว่าจะหมดกรรม สัตว์นรกก็ทนได้ แต่มนุษย์เราเราถือว่าเป็นความทุกข์อย่างแสนสาหัสที่เราไม่สามารถจะทนทานได้ ความเคยชินบางอย่าง มันก็ทำให้เราเห็นว่าความทุกข์บางอย่างที่เราเสวยอยู่ มันไม่ใช่ทุกข์จนเกินไปในความทุกข์ที่เราสามารถทนได้นี้คือ ชนกกรรมในอดีตที่ส่งผลมาในปัจจุบัน อุปัตถัมภกกรรมในอดีตที่สนับสนุนชนกกรรม ในปัจจุบันที่ไม่มีโอกาสส่งผลให้มีโอกาสส่งผล
ประการที่ ๓ อกุศลที่เกิดขึ้นในมรณาสันนกาล ช่วยอุดหนุนแก่อกุศลชนกกรรมในอดีตภพที่ยังไม่มีโอกาสส่งผล ให้มีโอกาสส่งผล เช่น
บางคนทำทาน บริจาคทาน บางคนรักษาศีล แต่ว่าจิตไม่ถึงขั้นภาวนา คือจิตใจไม่สูง จิตใจยังต่ำอยู่ แล้วก็ไม่รู้เรื่องชีวิต ไม่รู้เรื่องรูป เรื่องนาม เพราะว่าไม่ได้ศึกษาเรื่องรูปนาม ไม่เข้าใจ
พอใกล้ตายลงก็มีแต่ความกลัว กลัวตาย กลัวความพลัดพรากแล้วจิตก็ผูกพันอยู่กับทรัพย์สมบัติที่ตัวเองไม่ได้ทำทาน ผูกพันอยู่กับลูกหลานบริวารต่างๆ แล้วเมื่อเกิดอาการอย่างนี้ขึ้น ก็ทำให้เกิดทุกข์ มีความทุกข์เกิดขึ้นในจิตใจ ทำให้จิตใจหม่นหมอง จิตใจที่หม่นหมอง คือหม่นหมองเพราะความผูกพัน เพราะความห่วงใย คนที่ปรนนิบัติรับใช้ใกล้ชิด ก็เป็นคนไม่รู้เรื่องธรรมะ เป็นคนไม่มีการศึกษา ไม่รู้เรื่องธรรมะ ไม่รู้จะช่วยอย่างไร มิหนำซ้ำลูกหลานมานั่งร้องไห้ อย่าเพิ่งตายเลย พ่ออย่าเพิ่งตายเลยมานั่งร้องห่มร้องไห้เสียอีก ยิ่งห่วงหนักขึ้นไปอีก เพราะเห็นลูกหลานนั่งร้องไห้อยู่อย่างนี้ จิตใจก็หม่นหมอง เพราะคนแวดล้อมอยู่ไม่เข้าใจ
บางคนบอกแม่ตายแล้วหนูจะอยู่กับใคร พรรณนาอย่างนี้ หนักเข้าไปอีก แล้วทรัพย์สมบัติจะทำอย่างไร เขาคงจะโกงไป เดี๋ยวพี่เขาไม่ให้น้องเขาไม่ให้ โกงกันไปก็โกงกันมา แย่งกันไปก็แย่งกันมา คนตายเลยพะว้าพะวังหนักขึ้นไปอีก ผลสุดท้ายตายลงด้วยความทุกข์ อย่างนี้มีหวังได้ทุคติแน่นอน คืออกุศลที่เคยทำไว้ในอดีตมันก็มาส่งผลให้อกุศลที่เกิดขึ้น เมื่อตอนใกล้มรณาสันนกาลวิถี ก็มาส่งเสริมให้อกุศลที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ ส่งผลสมบูรณ์ยิ่งขึ้นไปอีก เราถือว่าอกุศลอย่างนี้เป็นอกุศลที่เกิดขึ้นเมื่อตอนใกล้ตาย เพราะเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องของอกุศลทั้งนั้นโดย พี่เณร...นำมาฝาก [31 มี.ค. 2552 , 08:15:33 น.] ( IP = 58.9.145.182 : : )
สลักธรรม 7ทำให้จิตใจของผู้ตายเกิดความห่วงใยกังวล ก็ด้วยลูกหลานหรือคนใกล้ชิดสร้างขึ้นเมื่อตอนใกล้ตาย จึงเรียกว่า อกุศลที่เกิดขึ้นเมื่อใกล้มรณาสันนกาล
ที่เกิดขึ้นในมรณาสันนกาล คือกาลเมื่อตอนใกล้ตาย ส่งผลให้อกุศลชนกกรรมในปัจจุบันมีโอกาสส่งผลยิ่งขึ้น คือ ในอดีตของปัจจุบันภพบ้าง อดีตชาติบ้าง ที่เคยทำๆ ไว้มันก็เลยมาส่งผลได้ ก็เลยไปอบายภูมิตายแล้วลงสู่อบายภูมิ อย่างนี้ก็มี แล้วก็คิดว่ามีเป็นจำนวนมากด้วย มีเป็นจำนวนมาก เป็นลักษณะอย่างนี้ เพราะส่วนมากแล้ว คนใกล้ตายลูกหลานก็มักจะเสียใจ แต่หารู้ไม่ว่าความเสียใจที่ตัวเองไปนั่งร้องไห้ซิกๆ อยู่ใกล้ๆ คนใกล้ตาย มันทำให้คนตายตกนรกแทนที่จะได้ไปสวรรค์ สร้างความห่วงใย สร้างความกังวล แทนที่จะหาพระมาเทศน์และปลอบใจว่า อย่าคิด อย่าห่วงนะ ลูกอยู่ได้สบาย ลูกจะสามัคคี ลูกจะรักกัน พูดให้พ่อแม่สบายใจนี่ไม่มี คอยจะแย่งทรัพย์สมบัติกันตั้งแต่ยังไม่ตาย
แทนที่จะบอกว่าลูกจะสามัคคีกัน จะรักษาชื่อเสียงวงศ์สกุลทุกอย่าง ขอแม่อย่าห่วง พ่ออย่าห่วงนะ พ่อแม่เคยทำบุญอะไร ลูกจะทำบุญที่นี้ให้ ลูกจะทำบุญที่นั่นให้ จะนิมนต์พระมาสวดมนต์มาเจริญภาวนาให้ ถ้าบางคนฉลาดและมีสติปัญญารู้เท่าทัน ช่วยอย่างนี้คนตายก็นอนตายตาหลับ ถ้าหากว่าไม่เข้าใจอย่างนี้ ไปนั่งร้องห่มร้องไห้พรรณนาถึงความทุกข์ยาก ลูกจะอยู่กับใครจะทำอย่างไร ถ้าอย่างนั้นคนตายลงนรกไปแน่
ฉะนั้น กุศลที่เกิดขึ้น เมื่อใกล้มรณาสันนกาลนี้ ก็สำคัญมาก อกุศลก็สำคัญเพราะเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญของคนหรือของสัตว์ที่เกิดมาแล้ว ใกล้จะไปหาทางไหน ตรงนี้เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ เพราะมันไปด้วยอำนาจของกรรมที่เกิดขึ้นในขณะที่ตอนใกล้ตาย จะส่งผลก่อน เราจึงเรียกว่า อกุศลกรรมที่เกิดขึ้นในมรณาสันนกาล ช่วยอุดหนุนอกุศลกรรมในอดีตที่ไม่มีโอกาสส่งผลให้มีโอกาสส่งผล ฉะนั้นบาปทั้งหลายทั้งปวงที่เราเคยทำไว้มันก็เลยมาซ้ำเติม ผลสุดท้ายจิตที่ดับนั้นเศร้าหมอง เมื่อจิตดับขณะเศร้าหมองก็มีทุคติเป็นที่ไป เป็นจุดหมาย คือทุคติภูมิโดย พี่เณร...นำมาฝาก [31 มี.ค. 2552 , 08:17:00 น.] ( IP = 58.9.145.182 : : )
สลักธรรม 8ประการที่ ๔ อกุศลที่เกิดขึ้นในมรณาสันนกาลช่วยอุดหนุนแก่อกุศลกรรมในปัจจุบันภพที่ยังไม่มีโอกาสส่งผล ให้มีโอกาสส่งผล เช่น
สมัยเราเป็นเด็กๆ ส่วนมากเด็กที่ขาดพ่อแม่สั่งสอนอบรม ก็มักจะชอบทำอะไรตามประสาเด็ก เช่น ชอบรังแกสัตว์ บางทีก็ไปตีสัตว์ตาย เห็นเป็นของสนุก ยิงนกตกปลา เป็นของสนุก เพราะว่าพ่อแม่ไม่สั่งสอน ไม่รู้เรื่องบุญเรื่องบาป ถ้าพ่อแม่เป็นคนมีศีลธรรม ก็จะห้ามลูกตั้งแต่เล็กให้กลัวบาป บางคนพอลูกจะทำบาป บอกลูกอย่านะๆ บาปนะลูกนะ อย่าไปทำเขา เป็นบาป เด็กมันจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจก็ตาม แต่คำว่าบาปนี้มันติดหูเด็ก เด็กก็ไม่ทำ ถือว่า ถ้าทำชั่วอย่างนี้เป็นบาป เด็กก็ไม่ทำ
ทีนี้เด็กบางคนพ่อแม่ไม่ได้สั่งสอน เรื่องบาปบุญคุณโทษจะไม่ได้ยินเลยว่า อย่าทำอย่างนั้นนะลูกบาป อย่าทำอย่างนี้นะบาป แม้แต่บาปเราก็ไม่พูดกันเวลานี้ ลูกก็ไม่ได้ยิน เด็กก็ไม่ได้ยินว่าบาปนี้คืออะไร บาปบุญคุณโทษเป็นอย่างไร ก็ไม่รู้เรื่อง ก็ทำบาปด้วยความคะนองตามประสาเด็ก ทำไปเรื่อยในอดีต พอโตขึ้นตอนใกล้ตายจิตก็นึกถึงเมื่อตอนเด็ก เมื่อตอนเด็กนั่นเราเคยฆ่าสัตว์ เคยตัดชีวิต เคยทรมานสัตว์ เคยทำบาปอย่างนั้นอย่างนี้ ตายแล้วลงนรกไม่มีใครช่วย ตามธรรมดากรรม เราจะช่วยได้คือช่วยแนะนำ
เหมือนกับเราแนะนำเพื่อนทำความดีในฐานะเป็นกัลยาณมิตร อย่างที่เราแนะนำให้จิตนึกถึงอารมณ์อย่างนั้นอย่างนี้ คือช่วย ช่วยได้แค่นี้ แต่เราจะไปช่วยไม่ให้กรรมอกุศลส่งผลน่ะ เราช่วยกันไม่ได้ เรื่องของกรรมใครไปห้ามไม่ได้ พระพุทธเจ้ายังห้ามกรรมไม่ได้เลย ใครๆ ก็ตัดกรรมไม่ได้ นอกจากเราหลอกๆ กันไปวันๆ หนึ่ง
อย่างทุกวันนี้มีพิธีตัดกรรม ไม่ให้กรรมส่งผล ทำได้ที่ไหน หลอกกันทั้งนั้นแหละ กรรมนี้เราไปหักห้ามไม่ได้ ใครๆ ก็ห้ามกรรมไม่ได้ ยิ่งคนอื่นด้วย ยิ่งห้ามไม่ได้ จะห้ามกรรมนั้นไม่ให้ส่งผลนั้นไม่มีทางห้ามได้ นอกจากเราจะต้องห้ามกรรมคือ การกระทำด้วยตัวเราเอง เช่น เมื่อรู้ว่ากรรมชั่วไม่ดี เราก็ห้ามใจไม่ให้ทำกรรมชั่วต่อไป อย่างนี้เราจึงจะตัดกรรมในตัวเราได้ ตัดวิบากกรรมในตัวเราได้ โดยเราไม่ทำอกุศลในตัวเราเอง จึงจะห้ามอกุศลกรรมได้ คนอื่นจะมาห้ามกรรมกันไม่ได้
ฉะนั้นคนประเภทนี้ที่ทำกรรมมาตั้งแต่เด็ก แล้วก็พอใกล้ตาย ก็นึกถึงกรรมที่ตัวเองทำในอดีต มันก็ส่งผลให้จิตใจหม่นหมอง ตายแล้วตกนรก อย่างนี้เรียกว่า อกุศลกรรมในอดีตนั้นช่วยส่งผลให้อกุศลกรรมที่เกิดขึ้นในมรณาสันนกาลที่ยังไม่มีโอกาสส่งผล ให้มีโอกาสส่งผล เป็นอุปัตถัมภกกรรมที่เป็นอกุศลในอดีต ส่งผลให้อุปัตถัมภกกรรมที่เกิดขึ้น เมื่อตอนใกล้ตาย
โปรดติดตามตอนต่อไป
![]()
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [31 มี.ค. 2552 , 08:29:55 น.] ( IP = 58.9.145.182 : : )
สลักธรรม 9
มาศึกษาทำความเข้าใจชีวิตให้มากขึ้นค่ะ
อ่านแล้วทำให้เกิดความกลัวในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของภพชาติมากค่ะ เพราะเรามิอาจทราบได้เลยว่าอารมณ์ในมรณาสันนกาลของเราจะเป็นกุศลหรืออกุศล ซึ่งมีอิทธิพลมาก สามารถเป็นพี่เลี้ยงชักนำบาปบุญที่เคยทำไว้ไม่ว่าจะเป็นที่เคยทำไว้ในอดีตภพหรือในปัจจุบันภพก็ตามให้มาร่วมแสดงอำนาจได้ด้วย...น่ากลัวมากๆๆ
กราบขอบพระคุณพี่เณรมากค่ะที่นำธรรมะที่มีประโยชน์มาฝากเป็นประจำ ...อนุโมทนาค่ะโดย พี่ดา [31 มี.ค. 2552 , 10:02:37 น.] ( IP = 124.121.177.180 : : )
สลักธรรม 10![]()
กราบขอบพระคุณมากค่ะ ...สาธุโดย น้องกิ๊ฟ [31 มี.ค. 2552 , 14:24:23 น.] ( IP = 125.27.177.76 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |