มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


อุปัตถัมภกกรรม (๓)




ตอนที่ผ่านมา

ประการที่ ๕ กุศลที่เกิดขึ้นเป็นปกติอยู่เสมอในปัจจุบันภพ ช่วยอุดหนุนแก่กุศลชนกกรรมในอดีตภพ ก็ยังไม่มีโอกาสให้ผล ให้มีโอกาสส่งผล เช่น

บางคนที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ ไม่เชื่อบุญเชื่อบาป แต่ด้วยหน้าที่ ที่ตัวเองจะต้องทำมันเป็นเรื่องบุญเรื่องกุศล เช่น สมมุติว่าเราเป็นพ่อแม่ เรามีลูกหรือคนใช้ก็ตาม เป็นมิจฉาทิฏฐิ แต่เราเป็นพ่อแม่ เราเป็นสัมมาทิฏฐิ เราเชื่อบุญเชื่อบาป คนที่เป็นมิจฉาทิฏฐิไม่เชื่อ เมื่อไม่เชื่อ เราก็ใช้วิธีให้พวกนี้หุงหาอาหาร เช่น ปรุงอาหารใส่บาตรพระ ใช้ให้ใส่บาตรทุกวัน ถึงจะไม่เชื่อ ก็ต้องใส่ตามหน้าที่ที่สั่งอยู่เป็นประจำ ทำอย่างนี้เป็นอาจิณณกรรม คือว่าเป็นกุศลที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งเราทำอย่างนี้เสมอ แล้วเมื่อเขาทำอย่างนี้อยู่เสมอๆ พอเมื่อตอนใกล้ตาย เขาก็นึกถึงหน้าที่ของเขาว่า เราเคยช่วยพ่อช่วยแม่ช่วยนายหุงหาอาหารใส่บาตรอยู่เป็นประจำ กุศลมันเกิดขึ้นทั้งๆ ที่เขาเป็นมิจฉาทิฏฐิอย่างนี้ แต่ด้วยจิตที่นึกถึงกุศลเมื่อตอนใกล้ตาย อำนาจกุศลส่งผลให้ ที่ทำให้ปัจจุบันนี้มันส่งผลให้เมื่อตอนใกล้ตาย ทำให้คนนั้นไม่ตกนรกได้ เพราะทำเป็นอาจิณณกรรม

ฉะนั้น อาจิณณกรรมนี้สำคัญมาก ทั้งๆ ที่ทำด้วยความไม่รู้ ด้วยมิจฉาทิฏฐิ ก็ให้ผลได้ เมื่อตัวเองนึกถึงเมื่อตอนใกล้ตาย เพราะคนเราทุกคนนี่ ต่อให้ชั่วช้าอย่างไรก็ตาม แต่พอความตายเกิดขึ้น ด้วยอำนาจความกลัว กลัวตกนรก ก็นึกถึงกุศล เหมือนคนที่ใกล้ตายแล้ว มันหมดที่พึ่ง เราพึ่งใครไม่ได้แล้ว ที่สุดเราพึ่งอะไรใครๆ ก็เป็นที่พึ่งเราไม่ได้หมดแล้ว จะพึ่งหมอ พึ่งยา พึ่งลูก พึ่งหลาน พึ่งใครทั้งหมดไม่ได้แล้ว ถามจริงๆ เถิด จะพึ่งอะไร ทุกคนก็ต้องพึ่งตัวเอง แล้วตัวเองจะเป็นที่พึ่งของตัวเอง คืออะไร ก็คือตัวเองต้องทำคุณงามความดีไว้

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [1 เม.ย. 2552 , 08:03:42 น.] ( IP = 58.9.148.173 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

ถ้าเราไม่เคยทำความดีไว้ จะพึ่งอะไรได้ ก็ต้องพึ่งความดี พึ่งบุญ พึ่งกุศลเป็นวาระสุดท้าย

บุญกุศลก็เป็นพึ่งของสัตว์ในวาระสุดท้าย ถึงคนจะทำบุญมาโดยที่ตัวเองไม่เต็มใจทำ แต่ทำตามหน้าที่ เกิดนึกถึงบุญกุศลที่ตัวเองทำตามหน้าที่ มันก็มีส่วนช่วยได้ ช่วยไม่ให้ตกนรกได้เหมือนกัน ลักษณะอย่างนี้เรียกว่า กุศลที่เกิดขึ้นเป็นปกติในปัจจุบันช่วยอุดหนุนแก่กุศลชนกกรรมในอดีตกาล ให้มีโอกาสส่งผล ตายแล้วไม่ตกนรก จิตใจผ่องใสได้ไปสู่สุคติ

ประการที่ ๖ กุศลที่เกิดขึ้นเป็นปกติอยู่เสมอในปัจจุบัน ช่วยอุดหนุนแก่กุศลชนกกรรมในปัจจุบันที่ยังไม่มีโอกาสส่งผล ให้มีโอกาสส่งผล

อย่างบางคนเคยบวชเป็นสามเณร บวชเป็นพระ อยู่ต่อมาก็ลาสิกขาไป แต่พอสึกออกไปแล้วก็ไปประกอบอาชีพอีกอย่างหนึ่ง บางคนไปเลี้ยงหมูขาย บางคนไปทำบ่อปลา เลี้ยงปลา บางคนไปทำประมง ยกตัวอย่างตัวเองเคยบวชเคยเรียนเคยศึกษาธัมมะธัมโมมาแล้ว รู้บาปบุญคุณโทษแล้วก็ไปประกอบอาชีพอย่างนี้ เพื่อให้ตัวเองอยู่รอด เพราะจำเป็นจะต้องทำ เมื่อทำไปแล้วก็ไม่ใช่ว่าไม่รู้ว่าเป็นบาป รู้เหมือนกันว่าเป็นบาป เมื่อรู้ว่าเป็นบาปทำอย่างไร เมื่อรู้เป็นบาปก็ทำบุญ อย่างบางคนมีอาชีพประมง พอได้เงินมาก็รีบทำบุญ สร้างบุญสร้างกุศล รู้เหมือนกันว่าอาชีพที่เราทำนี่มันบาป แต่ก็ต้องทำเพื่อชีวิตและครอบครัว ต้องทำบุญให้เป็นที่พึ่ง

บุญที่เคยทำในอดีตกับบุญที่ทำขึ้นเมื่อตอนที่ตัวเองมีความสำนึกในปัจจุบัน พอถึงตอนเมื่อใกล้ตาย ก็นึกถึงกุศลทั้งอดีตที่ตัวเองได้บวชในศาสนา ทั้งกุศลที่ทำเมื่อมาประกอบอาชีพแล้ว นึกถึงกุศลเป็นอารมณ์ตลอดเวลา อกุศลไม่คิดถึง กุศลที่ทำอย่างนี้ เป็นอาจิณณกรรมในอดีตกับกุศลที่ทำเป็นอาจิณในปัจจุบัน

เช่นอย่าง ตัวเองมีความรู้สึกว่าเป็นบาปแล้ว เราก็รักษาศีล เจริญภาวนา บริจาคทาน ก็มารวมกำลังช่วยได้ กุศลที่ทำไว้ในอดีตก็มีโอกาสส่งผลเมื่อตอนใกล้ตาย ทำให้จิตใจนั้นสงบ ผ่องใส ตายแล้วไม่ตกนรก เมื่อจิตใจผ่องใสแล้วก็ย่อมไปสู่สุคติได้ อันนี้ท่านจึงเรียกว่า กุศลที่ทำปกติอยู่เสมอในปัจจุบัน ช่วยอุดหนุนแก่กุศลชนกกรรมในปัจจุบัน ที่ยังไม่มีโอกาสส่งผล ให้มีโอกาสส่งผล

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [1 เม.ย. 2552 , 08:09:45 น.] ( IP = 58.9.148.173 : : )


  สลักธรรม 2

ประการที่ ๗ อกุศลที่เกิดขึ้นเป็นปกติอยู่เสมอในปัจจุบันช่วยอุดหนุนแก่อกุศลชนกกรรมในอดีตภพ ที่ยังไม่มีโอกาสส่งผล ให้มีโอกาสส่งผล เช่น

สมมุติว่า ตัวเราเองที่เกิดมาเป็นพุทธศาสนิกชน เรานับถือพระพุทธศาสนา เติบโตเป็นหนุ่มขึ้นมาก็บวชตามหน้าที่ของพุทธศาสนิกชนที่เกิดมาเป็นผู้ชายซึ่งจะต้องถือโอกาสบวชเรียนธรรมวินัยในศาสนา เพื่อที่จะได้เอาธรรมวินัยเป็นที่พึ่ง เพื่อจะได้เป็นคนดี มีศีลธรรมมีธรรมะเป็นหลักในการดำเนินชีวิต แล้วเราก็ปฏิบัติกิจในฐานะของพุทธบริษัททุกวัน เช่น ใส่บาตรตอนเช้าๆ ทุกวัน วันพระ ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ ก็เข้าวัดสมาทานศีล บริจาคทาน ฟังธรรมแล้วก็เจริญภาวนาอยู่เสมอๆ

อยู่ต่อมาเรามีครอบครัว เราต้องรับผิดชอบต่อครอบครัว การรับผิดชอบต่อครอบครัว บางคนห่างเหินกุศลกรรม คือไม่เข้าใจในการดำเนินชีวิต ก็ห่างเหินกุศลผลบุญที่เคยทำก็ไม่ได้ทำ บางครั้งอาชีพที่ตัวเองทำและต้องเข้าสังคม สังคมที่เข้าก็เป็นสังคมอบายมุข คนที่คบค้าสมาคมไม่ใช่คนมีศีลธรรม เป็นคนที่ประกอบอาชีพด้วยกัน แต่ว่าอาชีพนั้นเป็นอกุศล ตัวเองก็ประกอบอกุศล หมกมุ่นอยู่ จนห่างเหินธรรมะไป ไม่มีโอกาสที่จะไปทำบุญทำกุศล เราก็เพลิดเพลินในสังคมที่เราจะต้องคบค้าสมาคมกับผู้คนเหล่านี้เพื่อหวังให้ชีวิตอยู่รอด ก็ทำอกุศลกันเรื่อยไป

ครั้นอยู่ต่อมาเกิดเจ็บขึ้น เกิดป่วยกะทันหัน ชีวิตใกล้ตายก็นึกถึงแต่เรื่องอกุศลที่ตัวเองทำ อกุศลที่ทำอยู่เสมอๆ อย่างนี้ในปัจจุบันนี้ กับอกุศลที่เคยทำในอดีตภพ ซึ่งเราก็เคยทำ คนทุกคนที่ไม่มีบาปไม่มี ต้องทำบาปกันมาทั้งนั้น ต้องผ่านอกุศลมาบ้าง เราไม่ใช่ดีร้อยเปอร์เซ็นต์ เราก็ต้องมีกรรมดีและไม่ดี กรรมชั่วที่เราเคยทำก็ต้องมี แต่มันยังไม่มีโอกาสให้ผล เมื่อเราทำกรรมชั่วในปัจจุบันนี้อีก อกุศลกรรมที่ทำในปัจจุบันนี้ก็เพิ่มขึ้น อกุศลในอดีตที่ไม่มีโอกาสส่งผล ก็เลยมีโอกาสส่งผลในปัจจุบัน เพราะกำลังกุศลลดลง เมื่อเราทำอกุศลมาก กำลังกุศลก็อ่อนลง อกุศลกรรมก็ส่งผลก่อน ผลเป็นอย่างไร ผลก็คือพอถึงคราวใกล้ตาย จิตใจหม่นหมอง ตายแล้วลงอบายภูมิ เรียกว่าอกุศลในอดีตนั้นที่เคยทำไว้และอกุศลในปัจจุบันที่ทำไว้มาร่วมกัน ผลสุดท้ายผู้นี้ก็ลงสู่อบายภูมิ เพราะตลอดชีวิตนั้นทำอกุศลมากกว่ากุศล

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [1 เม.ย. 2552 , 08:13:17 น.] ( IP = 58.9.148.173 : : )


  สลักธรรม 3

ประการที่ ๘ อกุศลที่เกิดขึ้นเป็นปกติอยู่เสมอในปัจจุบันช่วยอุดหนุนแก่อกุศลชนกกรรมในปัจจุบัน ที่ยังไม่มีโอกาสให้ผล ให้มีโอกาสส่งผล เช่น

อย่างคนบางคนเกิดมาตั้งแต่เล็กจนโตไม่เคยทำบุญ ไม่เคยสร้างกุศลเลย สร้างแต่อกุศลตลอดเวลา ประพฤติตนไม่ดี ลักเล็กขโมยน้อย สารพัดอย่างที่จะทำได้ทำอยู่เรื่อย เสร็จแล้วโตขึ้นก็หมกหมุ่นอยู่ในอกุศลตลอดชีวิตของตัวเอง ไม่ได้ทำกุศลเลย ทั้งเมื่อตอนเป็นเด็กและเมื่อโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ก็ไม่ได้สร้างกุศล ยังคงประพฤติตนเป็นคนบาป ยังทำอกุศลอยู่ตลอดเวลา

ฉะนั้นอกุศลที่ทำอยู่เสมอในปัจจุบันมันก็ส่งผลให้อกุศลที่ทำในปัจจุบันซึ่งยังไม่มีโอกาสส่งผล ให้มีโอกาสส่งผล ผลก็คือผู้นั้นได้รับอกุศลวิบากไปเกิดในนรก ในอบายภูมิ ด้วยอำนาจของอกุศลที่ทำ ตั้งแต่เล็กจนเติบโตจนตาย อกุศลในปัจจุบันภพที่เกิดขึ้นเป็นปกติอยู่เสมอจึงช่วยอุดหนุนแก่อกุศลชนกกรรมในปัจจุบันที่ยังไม่มีโอกาสที่จะให้ผล เพราะอำนาจของกุศลในอดีตยังช่วยรักษาอยู่ อำนาจอกุศลในอดีตมันก็จะมาลบล้างอันนี้ทำให้กุศลอ่อนกำลังลง อกุศลมันก็มีกำลังขึ้น อกุศลก็ให้ผลทันที

ฉะนั้นเมื่อกล่าวโดยสรุปแล้ว อุปัตถัมภกกรรมที่ทำหน้าที่ช่วยอุดหนุนกรรมที่ยังไม่มีโอกาสส่งผล ให้มีโอกาสส่งผล ซึ่งได้แก่กุศลและอกุศลที่เกิดขึ้นในมรณาสันนกาลก็ดี หรือกุศลอกุศลที่เกิดในปกติอยู่เสมอๆ ก็ดีหรือกุศลอกุศลเหล่านี้จะเป็นอุปัตถัมภกกรรม ช่วยอุดหนุนแก่ชนกกรรมที่ไม่มีกาสส่งผลให้มีโอกาสส่งผล เมื่อกล่าวโดยสรุปแล้วก็มีอยู่ ๘ ประการ

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [1 เม.ย. 2552 , 08:16:58 น.] ( IP = 58.9.148.173 : : )


  สลักธรรม 4

อุปัตถัมภกกรรม ที่ช่วยอุดหนุนแก่ชนกกรรมที่กำลังมีโอกาสให้ผลกำลังหมายถึงกำลังมีโอกาสให้ผล ให้มีกำลังในการให้ผลบริบูรณ์ยิ่งขึ้น ยังมีอีก ๑๐ ประการด้วยกัน หมายถึงกำลังให้ผล หมายถึงกรรมที่ยังมีโอกาสให้ผล ให้มีกำลังในการให้ผลสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เป็นหน้าที่ของอุปัตถัมภกกรรมอีก ๑๐ ประการด้วยกัน ซึ่งเราจะได้ศึกษาโดยละเอียดอีกครั้งหนึ่ง

คือเมื่อเราทราบอย่างนี้แล้วมันก็เป็นประโยชน์ตรงที่ว่า ธรรมดาเราเกิดมาเป็นมนุษย์นี้ เรามาด้วยชนกกรรม กุศลชนกกรรมนำเรามาเกิดในโลกมนุษย์นี้แล้ว ถึงแม้เมื่อตอนเป็นเด็ก เราอาจจะขาดกัลยาณมิตร พ่อแม่เราอาจจะไม่ได้สั่งสอน หรือบางคนอาจจะมีพ่อแม่เป็นมิจฉาทิฏฐิไม่เคยสอนเลย เรื่องบุญเรื่องบาปแก่ลูก ไม่เคยแนะนำเลย แต่เมื่อเราโตขึ้นมาเรามีเพื่อน เรามีกัลยาณมิตร มิตรก็นำไปในทางที่ดี

เมื่อมิตรนำไปในทางที่ดีแล้ว ถึงแม้เราจะไม่มีกุศลในอดีตเลยก็ตาม แต่ปัจจุบันนี้เราได้พบกัลยาณมิตร เราได้สร้างบุญ เราได้สร้างกุศลในปัจจุบันเราก็รีบทำยิ่งขึ้น เพื่อกุศลที่ทำในปัจจุบันนี้จะเป็นที่พึ่งของเรา

และถึงแม้เราจะเจ็บหรือเราไม่เจ็บก็ตาม ให้เรานึกถึงแต่กุศล ก่อนนอนก็นึกถึงกุศลก่อน นึกถึงความดีที่เราทำเอาไว้อย่างนี้เป็นอารมณ์อยู่เสมอ การนึกถึงอย่างนี้มันจะเป็นที่พึ่งแก่ตัวเรา คือเรารู้แล้วนี้ เราต้องพึ่งตัวเองได้ อย่าหวังพึ่งคนอื่น เพราะคนอื่นไม่ใช่ที่พึ่งที่มั่นคง

อย่างสมมุติว่า ท่านรู้ธรรมะ แต่ว่าลูกหลานไม่รู้ธรรมะ เวลาท่านจะตาย ลูกหลานมานั่งร้องไห้ ท่านก็ทำใจได้ คือเราอย่าหวังพึ่ง เราพึ่งเขาไม่ได้หรอก ต่อให้เขาร้องไห้จนน้ำตาเป็นสายเลือด น้ำตาลูกหลานก็ช่วยท่านไม่ให้ตกนรกไม่ได้ เราต้องช่วยตัวเองไปตัดความอาลัย ตัดความห่วงใยทั้งหมด เพราะถึงอย่างไรเราตายแน่ ให้นึกถึงกุศลที่เราทำไว้ให้มั่นคงไม่ตกนรก กุศลที่เราสั่งสมไว้อยู่เสมอจึงเป็นประโยชน์อย่างนี้ และก็เป็นที่พึ่งอย่างนี้ คือต้องพยายามฝึกจิตไว้เป็นที่พึ่งแก่ตัวเองตลอดวลา อย่าหวังพึ่งคนอื่น แม้ทุกขเวทนามันจะเกิดขึ้นรุนแรง แข็งกร้าวแค่ไหน ในระหว่างที่เราเจ็บ เราใกล้ตาย เราต้องดับเวทนานั้น อย่าไปนึกถึงเวทนา มันจะปวดมันจะเจ็บช่างมัน

หรือเราไปเยี่ยมคนไข้ เขาเป็นมะเร็งทรมานเหลือเกิน เราก็ต้องไปเตือนสติ บอกเรื่องร่างกายนี่ มันไม่ใช่ของเรา ร่างกายของทุกๆ คนมันไม่ใช่ของเรา ถึงที่สุดเราทิ้งไว้ในโลกนี้ทั้งนั้น เราอย่าไปสนใจเรื่องกาย ถึงแม้กายจะตกเป็นเหยื่อของโรค มารมันจะมาผจญอย่างไรก็ตาม สังขารมารจะเกิดขึ้นอย่างไรก็ตาม ก็คิดตลอดเวลาว่า เออ...สังขารนี้ให้มารมันไปเถิด รูปให้มารไปเสีย แต่ใจเราอย่าให้ ต้องนึกถึงกุศลตลอดเวลา เอาละเราให้รูปร่างของเรา รูปร่างกายนี้เราให้มารเมื่อมารอยากได้ ให้ไป โรคภัยไข้เจ็บ โรคร้ายอย่างไรมันจะกิน ให้กินให้หมด มะเร็งจะกินให้หมดก็กินไปให้มันไป แต่ใจเราไม่ให้

เราจะทำใจอย่างไร ก็ต้องทำใจไว้กับบุญกุศล บอกใจเราไม่ให้ ใจเราต้องไม่ตกไปเป็นทาสของมาร ร่างการเราให้ แต่ใจเราไม่ให้ เราก็เอาใจของเราผูกพันไว้กับพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ กับบุญกุศลที่เราทำ ตายแล้วไม่ตกนรก ต้องพึ่งตัวเองให้ได้อย่างนี้ ต้องฝึกอย่างนี้อยู่เสมอๆ ถึงที่สุดแล้วไม่มีใครช่วยเราได้จริงๆ ตามหลักกรรมที่พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ เราต้องช่วยตัวเองทั้งนั้น

หรือเราจะไปช่วยคนอื่นก็จะต้องช่วยให้สติเขาอย่างนี้ จะเป็นญาติจะเป็นใครก็แล้วแต่ เวลาเราไปเยี่ยมเขาเมื่อใกล้ตาย ต้องเตือนอย่างนี้ บอกร่างกายเราให้มารเขาไปนะ แต่ใจเราต้องเป็นสมาธิ ต้องเป็นกุศล ต้องผ่องใส ใสสะอาด ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง ไม่ผูกพันอะไรทั้งหมด ให้เราตั้งใจ เพื่อเราจะได้ไปสู่สุคติที่ดี เราต้องสอนคนใกล้ตาย อย่างนี้เราก็ได้ช่วยกันทำบุญ คือส่งคนไปสวรรค์ได้ เราได้บุญด้วย
ตัวเราเองก็ต้องฝึกอยู่เสมอ ฝึกทุกครั้งแม้แต่ก่อนนอน เพราะอย่าไปคิดว่า เรานอนแล้วเราจะตื่นใหม่ ไม่แน่ บางทีหลับแล้วไม่ได้ตื่นก็มี หลับไปเลยก็มี บางคนนอนเสร็จแล้ว ไม่มีโอกาสตื่น ตายเลยก็มี เราต้องฝึกตายทุกๆ วัน อย่าประมาท อย่าคิดว่า พรุ่งนี้เราจะต้องตื่น อย่าคิด พอก่อนนอน ท่านก็วางทุกอย่าง เราจะตายแล้ว ลาตายก่อน ต้องคิดอย่างนี้ แล้วท่านจะนอนหลับสนิท ตายอย่างสนิท ต้องฝึกอย่างนี้ไว้อยู่เสมอ แล้วเราจะตายเป็น

อีก ๑๐ ประการของเรื่อง อุปัตถัมภกกรรม นี้เราจะอธิบายโดยละเอียดอีกครั้งหนึ่ง วันนี้ขอยุติไว้แต่เพียงแค่นี้

โปรดติดตามตอนต่อไป



โดย พี่เณร...นำมาฝาก [1 เม.ย. 2552 , 08:30:02 น.] ( IP = 58.9.148.173 : : )


  สลักธรรม 5



กราบขอบพระคุณมากค่ะ...สาธุ

โดย น้องกิ๊ฟ [1 เม.ย. 2552 , 11:16:39 น.] ( IP = 125.27.175.84 : : )


  สลักธรรม 6

กราบขอบพระคุณพี่เณรค่ะ ที่นำความรู้มาฝากไว้ค่ะ

โดย เซิ่น [1 เม.ย. 2552 , 13:08:47 น.] ( IP = 58.8.23.17 : : )


  สลักธรรม 7


มาศึกษาทำความเข้าใจเรื่องของกรรม ซึ่งมีผลต่อชีวิตมากมายต่อค่ะ

กราบขอบพระคุณพี่เณรมากค่ะที่นำข้อธรรมที่มีประโยชน์มาฝากเป็นประจำค่ะ

โดย พี่ดา [2 เม.ย. 2552 , 10:38:12 น.] ( IP = 124.121.175.82 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org