มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


อุปัตถัมภกกรรม (๔)




ตอนที่ผ่านมา

ท่านสาธุชนทั้งหลาย วันนี้ จะได้ทบทวนถึงเรื่องอุปัตถัมภกกรรม ซึ่งได้อธิบายถึงอุปัตถัมภกกรรมไป ๒ ตอนแล้ว วันนี้จะได้ทบทวนถึงตัวอุปัตถัมภกกรรมที่เป็นกรรมที่เกิดขึ้นต่อจากชนกกรรม

ชนกกรรม คือ กรรมที่ส่งผลเมื่อตอนปฏิสนธิกาล ปฏิสนธิกาลนี้ก็คือกาลเวลาเมื่อตอนที่เราไปปฏิสนธิคือเกิดขึ้น เช่นเมื่อเราเกิดเป็นมนุษย์ ก็มาด้วยอำนาจของชนกกรรม ซึ่งเป็นตัวกรรมนั้นเป็นเจตนาที่เกิดขึ้นในกามาวจรจิต เราก็มาเกิดขึ้นในกามภูมิ
กรรมที่ส่งผลในปฏิสนธิกาลอย่างนี้ เรียกว่า ชนกกรรม

ส่วนกรรมใดที่ไม่สามารถจะให้ผลในปฏิสนธิกาลได้ ก็จะมาให้ผลในปวัตติกาล ปวัตติกาลนั้นหมายถึงกาลเวลาหลังจากปฏิสนธิมาแล้ว เราเรียกว่า ปวัตติกาล คือเมื่อชนกกรรมทำหน้าที่เสร็จสิ้นลง ชนกกรรมนั้นก็ดับไป ก็จะมีกรรมอีกชนิดหนึ่งทำหน้าที่ต่อจากชนกกรรม ก็คือตัวอุปัตถัมภกกรรม ทำหน้าที่อุปถัมภ์ คือทำหน้าที่ส่งเสริมให้กรรมที่ได้รับการปรุงแต่งมาให้เมื่อตอนปฏิสนธิแล้วนั้น ได้รับผลประโยชน์ยิ่งขึ้น

คำว่า - กรรมที่ให้ผลปรุงแต่งในปฎิสนธิกาลแล้ว ก็เสร็จสิ้นไปอุปัตถัมภกกรรมจะทำหน้าที่ต่อ ต่อจากชนกกรรมนั้น ทำหน้าที่อย่างไร เรื่องนี้ได้อธิบายไปครั้งหนึ่งแล้วถึงเรื่องอุปัตถัมภกกรรมที่เป็นกุศลส่งเสริมชนกกรรมที่เป็นกุศล หรือส่งเสริมอุปัตถัมภกกรรมในอดีต ในปัจจุบัน ให้ได้รับผลยิ่งขึ้น เราเรียนกันไปแล้วตอนหนึ่งและเพื่อความเข้าใจโดยกระจ่างชัดในวันนี้ ก็จะได้อธิบายเพิ่มเติม

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [2 เม.ย. 2552 , 07:05:20 น.] ( IP = 58.9.141.19 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

เราจะเห็นตัวอุปัตถัมภกกรรมได้ชัดเจน ก็ต่อเมื่อเราได้ศึกษาถึงสภาพความเป็นไปของชีวิตในปัจจุบันนี้ ให้เข้าใจโดยกระจ่างชัด เราดูตัวอย่างใน “มนุษย์ภูมิ” คือสัตว์ที่เกิดมาเป็นมนุษย์

๑. บางคนอายุยืน
๒. บางคนอายุสั้น
๓. บางคนมีโรคมาก
๔. บางคนมีโรคน้อย
๕. บางคนมีผิวพรรณน่าชัง
๖. บางคนก็มีผิวพรรณที่น่ารักน่าชม
๗. บางคนมียศศักดิ์น้อย
๘. บางคนมียศศักดิ์มาก
๙. บางคนมีสมบัติน้อย
๑๐. บางคนมีสมบัติมาก
๑๑. บางคนเกิดในตระกูลต่ำ
๑๒. บางคนเกิดในตระกูลสูง
๑๓. บางคนโง่เขลา
๑๔. บางคนฉลาด

ซึ่งก็จะหนีกฎทั้ง ๑๔ ประการนี้ไปไม่พ้นและที่มนุษย์เรามีสภาพแตกต่างกันอย่างนี้ เราก็ยอมรับว่าเป็นเพราะกรรมจำแนกสัตว์ให้มีสภาพแตกต่างกัน

กรรมที่จำแนกสัตว์ให้แตกต่างกันอย่างนี้ เป็นกรรมอะไร ก็เป็นตัวชนกกรรม และตัวอุปัตถัมภกกกรม ที่เราแต่ละคนได้ประกอบกรรมกันมานับชาติไม่ถ้วน มันก็ทำให้สภาพของชีวิต ของสัตว์โลกที่เกิดมานี้มีสภาพแตกต่างกันออกไป

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [2 เม.ย. 2552 , 07:08:41 น.] ( IP = 58.9.141.19 : : )


  สลักธรรม 2

เรื่องนี้ มีหลักฐานในพระสุตตันตปิฎก ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกับสุภมานพ ซึ่งเป็นบุตรชายของท่านโตเทยยพราหมณ์ ซึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าที่วัดเชตวัน กรุงสาวัตถี ได้ทูลถามถึงเหตุปัจจัยที่ทำให้มนุษย์ทั้งหลายนี้ มีสภาพแตกต่างกัน พระพุทธองค์จึงได้ตรัสเรื่องต่างๆ เหล่านี้แก่สุภมานพ ซึ่งเป็นบุตรของโตเทยยพราหมณ์ แล้วก็ได้ตรัสถึงเหตุปัจจัยอันสำคัญว่า

บุคคลที่เกิดมามีอายุสั้นนั้น เพราะเป็นผู้ฆ่าสัตว์ที่มีชีวิต ใจดุร้ายฆ่าฟันสัตว์ทั้งหลาย ไม่มีความเอ็นดูในสัตว์ทั้งหลาย ขาดความเมตตากรุณาต่อสัตว์ เมื่อตายไปแล้วกตกนรก เมื่อใช้กรรมในนรกหมดแล้วเกิดมาเป็นมนุษย์อีกก็จะเป็นผู้มีอายุสั้น

ส่วนผู้ใดที่เป็นผู้เว้นขาดจากปาณาติบาตและก็มีความเอ็นดูในสัตว์ทั้งหลาย เมื่อตายไปก็ได้เกิดในสวรรค์ เมื่อกลับมาเกิดในโลกมนุษย์นี้อีกก็ทำให้เป็นผู้ที่มีอายุยืน

นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่คนเกิดมาอายุสั้น อายุยืน คนอายุยืนก็คือคนที่เว้นจากปาณาติบาต คนที่มีอายุสั้นนั้นก็คือคนที่ทำปาณาติบาต ส่วนคนที่มีโรคมาก มีโรคน้อย คนที่มีโรคน้อยนั้นเพราะเหตุว่า เป็นผู้ที่เว้นจากการเบียดเบียนสัตว์ เมื่อเว้นจากการเบียดเบียนสัตว์ คือ ไม่เบียดเบียนสัตว์ให้เกิดความเดือดร้อน

ลักษณะการเบียดเบียนคืออย่างไร เช่นอย่างเราเอาสัตว์มาทรมาน หรือเราไปเฆี่ยนตีสัตว์ หรือเราใช้แรงงานสัตว์โดยขาดความเมตตาในลักษณะการทารุณ ก็เหมือนกับเราไปเบียดเบียนสัตว์ การเบียดเบียนสัตว์อย่างนี้ก็เป็นบาป เกิดมาก็ทำให้เป็นคนที่มีโรคมาก
แต่ผู้ใดที่เว้นจากการเบียดเบียนสัตว์ ไม่ทรมานสัตว์ ผู้นั้นเกิดมาก็มีโรคน้อย

ส่วนสาเหตุของคนที่เกิดมามีผิวพรรณน่าชังบ้าง มีผิวพรรณน่ารักบ้าง ท่านก็อธิบายว่า คนบางคนเป็นผู้ที่มีความขุ่นเคืองคับแค้นในจิตใจเสมอ คือเป็นคนมักโกรธ และก็เป็นคนที่ผูกพยาบาทอาฆาตจองเวร บุคคลเหล่านี้เมื่อตายไปก็จะไปสู่ทุคติ เมื่อชดใช้กรรมในทุคติภูมิหมดแล้ว ถึงจะได้เกิดมาในสุคติภูมิ ก็ทำให้เป็นคนมีผิวพรรณไม่สวย น่าชัง

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [2 เม.ย. 2552 , 07:13:13 น.] ( IP = 58.9.141.19 : : )


  สลักธรรม 3

ส่วนบุคคลใดที่มีจิตใจประกอบด้วยเมตตา และก็ไม่ขัดเคืองหรือไม่คับแค้นใจ มีความอดกลั้นอดทน ไม่ผูกพยาบาท เมื่อตายไปแล้วก็เกิดในสุคติโลกสวรรค์ ครั้นมาเกิดในโลกมนุษย์นี้ก็จะทำให้เป็นคนที่มีผิวพรรณงาม ซึ่งอันนี้ก็เป็นกรรมที่เป็นตัวเหตุตัวปัจจัยที่ทำให้คนเรานั้น บางคนมีผิวพรรณงาม บางคนผิวพรรณไม่งาม

ส่วนคนที่เกิดมามียศศักดิ์น้อยกับยศศักดิ์มาก ตัวเหตุปัจจัยคนที่เกิดมามียศศักดิ์น้อยนั้นก็คือเป็นคนที่มากไปด้วยความริษยา เห็นคนอื่นได้ดีไม่ได้ ก็ตั้งจิตริษยาคนอื่นเขา เห็นใครดีกว่าตนก็มีจิตริษยาคิดทำลายคนอื่น ด้วยความริษยาอย่างนี้ เกิดในชาติใดก็ตาม ก็จะทำให้ตนเองนั้นมีศักดิ์น้อย

ส่วนผู้ใดที่มีจิตประกอบด้วยมุทิตาธรรม เมื่อเห็นผู้ใดได้ดีก็พลอยอนุโมทนา ยินดีในความสุขความเจริญของผู้อื่นอยู่เนืองๆ ไปเกิดชาติใดก็ตามก็ย่อมจะได้รับยศศักดิ์สูง นี่เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้มียศศักดิ์มาก

ส่วนผู้ที่มีสมบัติมาก มีสมบัติน้อย ก็เนื่องมาจากทาน ทานที่ตัวเองบริจาค ผู้ใดที่บำเพ็ญทานมาก ทำบุญไว้มาก เกิดมาก็มีสมบัติมาก ถ้าทำบุญน้อย เกิดมาก็มีสมบัติน้อย คือไม่มีปุพเพกตปุญญตา สมบัติก็น้อย

ส่วนผู้ที่เกิดมาตระกูลต่ำบ้าง เกิดในตระกูลสูงบ้าง ท่านกล่าวว่าบุคคลใดก็ตาม ถ้าเป็นผู้ดื้อดึง เย่อหยิ่ง ไม่กราบไหว้ ไม่เคารพ เป็นคนที่มีมานะทิฏฐิ เย่อหยิ่ง ถือตัว เกิดชาติใดก็ตาม ก็จะเกิดในตระกูลที่ต่ำ

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [2 เม.ย. 2552 , 07:16:30 น.] ( IP = 58.9.141.19 : : )


  สลักธรรม 4

ส่วนผู้ใดก็ตาม เป็นบุคคลที่มีความอ่อนน้อมอ่อนโยน เคารพผู้หลักผู้ใหญ่ ไม่เย่อหยิ่ง มีปกติกราบไหว้อยู่เสมอ เกิดชาติใดก็จะเกิดในตระกูลที่สูง นี่เป็นสาเหตุหนึ่ง

ส่วนผู้ใดที่เข้าไปหาบัณฑิตหรือสมณะชีพราหมณ์ ศึกษาหาความรู้ศึกษาหาความเข้าใจในหลักธรรมอยู่เสมอ ท่านบอกผู้นั้น ถ้าเกิดชาติใดก็ตามย่อมเป็นคนฉลาด มีปัญญามาก

ส่วนผู้ใดไม่เข้าหาสมณพราหมณ์ หรือบัณฑิตผู้มีปัญญา ไม่สอบถาม หรือไม่หาความรู้เพิ่มเติมว่าสิ่งใดควรหรือไม่ควร ผู้นั้นเกิดชาติใดก็ตาม ก็ย่อมจะเป็นผู้ที่มีปัญญาน้อย

รวมความแล้ว เหตุปัจจัยทั้ง ๑๔ ประการที่ทำให้มนุษย์เรามีสภาพแตกต่างกันนั้น ก็อยู่ที่ตัวเจตนากรรม ที่เราได้ประกอบกันทุกๆ วันนี่เอง ที่จำแนกให้มนุษย์นี้มีความแตกต่างกัน เป็นการกระทำของมนุษย์เอง

ข้อนี้ เราพอที่จะอนุมานเปรียบเทียบได้อย่างในปัจจุบัน คนฆ่าสัตว์เป็นปกติ อายุจะสั้น คนไม่ฆ่าสัตว์มีปกติอายุจะยืน เราไม่ต้องไปคอยถึงภพหน้าชาติหน้า เราจะมองกันในชาตินี้ก็เห็นได้ชัด คนที่มีปกติฆ่าผู้อื่นอยู่เป็นนิตย์ วันหนึ่งก็ถูกคนอื่นเขาฆ่า คนประเภทนี้ก็ไม่มีโอกาสที่จะได้แก่ตาย ส่วนมากเป็นไข้ตาย ไข้โป้งตาย เพราะอะไร เพราะมีปกติฆ่าคนอื่นเขาอยู่เป็นนิตย์ ผลสุดท้ายตัวเองก็ถูกฆ่า ปัจจุบันนี้เราก็เห็นชัดเจนว่า กรรมที่ทำกันอยู่ปัจจุบัน มันก็เป็นสภาพอย่างนั้น

คนที่เบียดเบียนสัตว์อื่น กับคนที่ไม่เบียดเบียนสัตว์อื่น คนที่เบียดเบียนสัตว์อื่นเป็นปกติ ก็มีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียนตัวเองเป็นปกติ ถ้าเว้นจากการเบียดเบียนสัตว์อื่น ตัวเองก็ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียนเข้าทำนองที่ว่าเมื่อให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัว ถ้าเราไม่ให้ทุกข์แก่ผู้อื่น ทุกข์นั้นก็ไม่ถึงตัวเรา

คนที่โกรธ ไม่ต้องคอยไปถึงชาติหน้าหรอก คนที่โกรธนั้นเป็นคนที่น่าชัง คนที่มีปกติมีพยาบาทอยู่เป็นนิตย์ ผิวพรรณไม่ผ่องใส ผิวพรรณหยาบกร้าน แล้วก็หาความสุขได้ยาก เพราะเป็นผู้ที่มีปกติจิตใจโกรธอยู่เสมอ แล้วผูกพยาบาทอยู่เสมอ ก็ทำลายความงามในตัวเองไป ส่วนคนที่เขามีเมตตา ไม่ผูกพยาบาท ไม่โกรธใคร ผิวพรรณก็ผ่องใส

อันนี้เราเห็นปัจจุบันกรรมก็เห็นชัดเจน เพราะว่าเจตนานั้นเป็นกรรมแล้วเมื่อเจตนากรรมนี้เกิดขึ้นแล้ว ภายในจิตใจมันก็มีผลกระทบมาถึงรูปคือรูปร่างกายด้วย เมื่อจิตเกิดขึ้น จิตตชรูปก็เกิด คนที่ริษยาคนอื่น ย่อมมีศักดิ์น้อย คนที่ไม่ริษยาย่อมมีศักดิ์มาก ข้อนี้เราเห็นได้ในปัจจุบัน ปกติคนที่จะริษยาคนอื่นนี้ก็เพราะเหตุว่า คนอื่นเขาดีกว่าตัวเอง ตัวเองด้อยกว่าคนอื่น จึงไปริษยาเขา ด้อยในทุกๆ ด้านก็ตั้งจิตริษยา คนที่ริษยาคนอื่นนั้น จึงเป็นคนที่ด้อยกว่าคนที่ถูกริษยา จะด้อยในความสุข ความเจริญ หรือด้อยในด้านใดก็ตามเถิด มันด้อยอยู่แล้วในปัจจุบันนี้ ถ้าเรามีความเจริญกว่าคืนอื่นนี่ เราจะไปริษยาคนที่ต่ำกว่าเราได้อย่างไร ส่วนมากก็จะริษยาคนที่สูงกว่าเรา นี้เป็นปกติอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นคนที่มีปกติอย่างนี้ ตั้งจิตริษยาผู้อื่นอยู่อย่างนี้ ท่านกล่าวว่าไปเกิดในชาติใดก็ตาม ย่อมจะเป็นผู้มียศศักดิ์น้อย ถ้ามีมุทิตาจิต คือตรงกันข้าม ก็จะมียศศักดิ์มาก

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [2 เม.ย. 2552 , 07:22:50 น.] ( IP = 58.9.141.19 : : )


  สลักธรรม 5

คนที่เกิดในตระกูลต่ำ กับคนที่เกิดในตระกูลสูง คนที่เกิดในตระกูลต่ำ เป็นคนเย่อหยิ่งถือตัว ปกติไม่เคารพ ไม่กราบไหว้ เป็นคนหัวดื้อหัวแข็งต่อผู้ใหญ่

ส่วนคนที่มีปกติกราบไหว้อยู่เป็นนิตย์ ก็เป็นคนเกิดในตระกูลสูงคือเป็นคนเจริญได้ไกล ข้อนี้ก็อนุมานได้ในปัจจุบัน โดยไม่ต้องไปคอยถึงชาติหน้า คนไหนก็ตาม ที่มีปกติอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ กราบไว้อยู่เสมอไม่ดื้อ ไม่หัวแข็งกับผู้ใหญ่ คนนั้นก็เจริญ เพราะผู้ใหญ่เขาชอบคนประเภทนี้ แต่คนไหนที่ไม่ยอมก้มหัวให้ผู้หลักผู้ใหญ่หรือผู้มีอำนาจกว่า หน้าที่การงานก็ไม่เจริญ อย่างในปัจจุบันนี้เราก็จะเห็นไม่เจริญ ถ้าจะเจริญแล้วจะต้องมีปกติอ่อนน้อมกราบไหว้ ยอมเขาอยู่เสมอแล้วก็เจริญ ชาตินี้ก็เห็นกันชัดๆ ในปัจจุบันนี้ไม่ต้องคอยชาติหน้า

คนที่แสวงหาผู้รู้ย่อมฉลาด คนที่ไม่แสวงหาผู้รู้จะฉลาดขึ้นไม่ได้ อย่างเราจะเรียนรู้ในเรื่องราวใดๆ ก็ตาม เราก็ต้องไปหาท่านผู้รู้ สนทนากับท่านผู้มีความรู้อยู่เสมอ ปัญญาก็เจริญขึ้น เพราะคนที่เขามีความรู้มากๆ เขาก็จะนำเรื่องที่เขารู้มาคุยมาเล่าให้เราฟัง ก็ทำให้เรานี้เกิดหูตากว้างไกล เกิดความเฉลียวฉลาดขึ้น หรือท่านผู้รู้จะสอนให้เราเข้าใจในสิ่งต่างๆ ได้มากขึ้น สิ่งใดที่เราไม่รู้ เราก็รู้จากท่านเหล่านี้ซึ่งท่านเป็นผู้ที่ทรงปัญญา เราก็เป็นผู้ที่มีปัญญาไปด้วย

ถ้าเราไม่หาท่านผู้รู้เหล่านี้ ความฉลาดจะเกิดขึ้นเองนั้นไม่ได้ ต้องมีผู้รู้คอยแนะนำพร่ำสอน คอยชี้นำให้เรา อันนี้ก็เป็นกรรรมที่เราเห็นในปัจจุบันนี้ได้ชัดเจน

ฉะนั้น กรรมเหล่านี้เกิดขึ้นจากชนกกรรมและอุปัตถัมภกกรรม ก็คือเกิดขึ้นจากการกระทำของเราเอง ที่เราได้ตั้งใจทำไปด้วยกายบ้าง ด้วยวาจาบ้าง ด้วยใจบ้าง แล้วกรรมเหล่านี้ก็มาจำแนกสัตว์ให้มีความแตกต่างกัน ฉะนั้นความแตกต่างของหมู่สัตว์เกิดขึ้นด้วยกรรมของแต่ละคนๆ เอง

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [2 เม.ย. 2552 , 07:26:21 น.] ( IP = 58.9.141.19 : : )


  สลักธรรม 6

แม้แต่การบำเพ็ญกุศล หรือการประกอบกรรมที่เราได้ทำกันอยู่ทุกๆ วันนี้ก็จะทำให้สัตว์นี้มีสภาพแตกต่างกันออกไป ทำกรรมเหมือนกัน ปฏิคาหกต่างกัน กรรมก็ยังต่างกันไป เช่น อย่างสมมุติว่าเราไปถวายของพระ

ยกตัวอย่าง เรานิมนต์พระสงฆ์มา ๙ รูป ไทยทานนี้เราจัดเหมือนกันหมด พระที่รับ ๙ รูปก็ยังทำให้ผลแห่งทานนี้ไม่เหมือนกัน ผลแห่งทานยังต่างกันออกไป ไม่เหมือนกัน ที่ไม่เหมือนกันด้วยเหตุอะไร ตามธรรมดาเราประกอบกรรม อย่างเราจะทำบุญ นอกจาก วัตถุสมบัติ คือไทยทานที่เราได้มาด้วยสุจริตแล้ว ด้วยความบริสุทธิ์แล้ว เจตนาสมบัติ คือความตั้งใจก็จะต้องบริสุทธิ์ด้วย และจะต้องครบถ้วนทั้ง ๓ กาล

เจตนาสมบัติ คืออะไร คือเจตนาที่เราตั้งใจ ก่อนทำ ระหว่างทำ หลังจากทำแล้ว ซึ่งสภาพจิตความนึกคิดของคนแต่ละคนจะเหมือนกันไม่ได้ ไม่เหมือนกับบางคนก่อนทำทานตั้งใจอย่างแน่วแน่ ศรัทธาไม่เคยเปลี่ยน จิตเคยตั้งใจจะทำกุศลอย่างไร รักษาจิตดวงนั้นไว้ตลอดเวลา รักษาภาวะจิตของดวงนี้ไว้ตลอดเวลา โดยไม่ผันแปรวอกแวกเป็นอย่างอื่น ตั้งใจทำบุญ ก็ตั้งใจไว้ก่อน ระหว่างที่ทำบุญเจตนานั้นก็ยังสมบูรณ์ ไม่มีอกุศลใดๆ มาทำให้เจตนานี้หม่นหมองหรือเปลี่ยนแปลงไป เมื่อทำกุศลแล้ว เจตนาที่ทำนั้นก็ยังสมบูรณ์อยู่ ยังปีติโสมนัสในบุญที่เราทำอยู่ ยังประคองใจไว้อย่างนี้อยู่ตลอดเวลา นี่เรียกว่า เจตนาสมบัติ ความตั้งใจที่ครบถ้วน ๓ อย่างบริบูรณ์ไม่ปรารภอย่างอื่นทั้งหมด ปรารภธรรมเป็นใหญ่อย่างเดียวมีธรรมาธิปไตยอยู่ในตัวเองเต็มที่อย่างนี้ บุญกุศลที่ทำก็ได้ผลเต็มที่

ส่วนจิตใจของคนอื่นหรืออีกคนหนึ่งเป็นอย่างนี้ไหม ก็ยากที่เราจะไปประคองกันได้ นอกจากคนๆ นั้นจะต้องเป็นคนที่มีปัญญา รู้แม้แต่วิธีที่เราจะทำบุญว่าจะทำอย่างไรถึงจะได้บุญมาก เพราะว่าการทำบุญ ถ้าเราไม่รู้สภาวะของจิตแล้ว ถึงเราจะทำไปมากมายแค่ไหนก็ตาม บางทีได้บุญน้อยบางทีทำบุญไม่เป็นบุญ...เพราะอะไร

เพราะทำบุญไม่เป็น ไม่รู้จะตั้งใจอย่างไร บางคนไม่เป็นจริงๆ คิดว่าทำบุญ ก็เอาของไปถวายพระ เสร็จแล้วก็แล้วกัน แต่ไม่เข้าใจว่า เราจะต้องทำใจอย่างไรบุญนั้นจึงจะสมบูรณ์ ไม่เข้าใจ เมื่อเป็นอย่างนี้ ผลของบุญนั้นจะเหมือนกันไม่ได้ แม้แต่สามีภริยาที่จับของในถาดเดียวกัน ถวายพระรูปเดียวกัน ผลก็ยังต่างกัน หรือถือทัพพีตักข้าวใส่บาตรด้วยกัน สองคนในพระรูปเดียว ผลก็ยังต่างกัน

ต่างกันที่ตรงไหน? ต่างกันที่จิตใจ

ความตั้งใจ คือเจตนา ที่อาจจะไม่เหมือนกันในแต่ละคน ฉะนั้นผลมันก็ต่างกัน

โปรดติดตามตอนต่อไป




โดย พี่เณร...นำมาฝาก [2 เม.ย. 2552 , 07:32:42 น.] ( IP = 58.9.141.19 : : )


  สลักธรรม 7


อำนาจกรรมเป็นเรื่องส่วนตัวจริงๆนะคะ ส่งผลให้ชีวิตแต่ละชีวิตแตกต่างกันไปตามที่ตนได้กระทำไว้เอง

กราบขอบพระคุณพี่เณรมากค่ะที่นำเรื่องที่ดีมีประโยชน์มาฝากเป็นประจำ...อนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา [2 เม.ย. 2552 , 10:45:21 น.] ( IP = 124.121.175.82 : : )


  สลักธรรม 8



กราบขอบพระคุณมากค่ะ..สาธุ

โดย น้องกิ๊ฟ [2 เม.ย. 2552 , 13:28:53 น.] ( IP = 125.27.179.157 : : )


  สลักธรรม 9

กราบขอบพระคุณพี่เณรมากค่ะ
เข้าใจถึงอำนาจกรรมที่ชัดขึ้นทุกที

และทำให้สะท้อนมองตนยิ่งขึ้น

โดย น้องอุ๊ [2 เม.ย. 2552 , 21:35:14 น.] ( IP = 125.25.203.182 : : )


  สลักธรรม 10

มาทำความเข้าใจเรื่องกรรมต่อค่ะ กราบขอบพระคุณพี่เณรค่ะ

โดย เซิ่น [4 เม.ย. 2552 , 21:48:50 น.] ( IP = 58.8.50.123 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org