มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ประทีปแห่งทวีปอาเซีย (๓)





ประทีปแห่งทวีปอาเซีย (๓)
ปริเฉทที่ ๒ อาวาหมงคลกถา

(พระมหาบุรุษลองศิลปศาสตร์และอภิเษกสมรส)


ตอนที่ผ่านมา

กาลานุกาล ..เมื่อองค์พระตถาคตของเราทรงพระเจริญพระชนมายุได้ ๑๘ พรรษา พระบิดาจึงโปรดเกล้าฯ ให้ช่างสร้างปราสาทอันวิจิตร ๓ หลัง หลังหนึ่งมีขื่อสี่เหลี่ยมมุงด้วยไม้ยมหอม เป็นปราสาทอันอบอุ่นสำหรับเหมันตฤดู อีกหลังหนึ่ง สร้างด้วยหินอ่อนลาย เป็นปราสาทเย็นสำหรับฤดูคิมหะ หลังที่ ๓ ทำด้วยอิฐเผามุงด้วยกระเบื้องสีฟ้า เหมาะสำหรับฤดูเพาะฤดูหว่าน คราวเมื่อเหล่าต้นจัมปัก (ต้นจำปา) เต็มไปด้วยดอกอันมีรสสุคนธ์

ปราสาททั้ง ๓ หลังนี้มีนามว่า ศุภะ สุรัมมา รัมมา มีอุทยานอยู่ในบริเวณรอบปราสาท เป็นสถานสำราญรื่นเดียรดาษด้วยดอกไม้ มีลำธารอันเกิดไหลเลี้ยวเลาะลัดอยู่ภายใน มีละเมาะต้นไม้ดอกส่งกลิ่นหอม และมีกระโจมอันงามตระการตาอยู่มากหลาย กับทั้งสนามหญ้าอันเขียวชอุ่มอีกด้วย

พระสิทธัตถะทรงสำนักและประพาสในราชฐานเหล่านี้ ตามอำเภอพระทัย พลางทรงประสบแต่ความยั่วยวนใหม่ๆ แปลกๆ เป็นนิตย์ แล้วเวลาของพระองค์ก็ล่วงไปโดยบันเทิงพระอิริยาบถ ด้วยเหตุว่าพระโลหิตอันเจริญวัยหนุ่มกำลังแล่นอยู่ทั่วพระวรกายของพระองค์ แต่ไม่ช้านานเท่าใด เงาแห่งสมาธิญาณก็กลับมารบเร้าพระองค์ เฉกเช่นประกายแสงเงินแห่งทะเลสาบ ซึ่งต้องขมุกขมัวด้วยความล่องลอยแห่งก้อนเมฆที่ผ่านไปฉะนั้น

เมื่อพระบิดาทรงประจักษ์ความเป็นไปดังนั้น จึงตรัสเรียกเหล่าเสวกามาตย์ของพระองค์มาตรัสว่า "อำมาตย์ของเราทั้งหลาย ขอให้ใคร่ครวญตามคำพยากรณ์ของฤษีและพวกโหรผู้ทำนายฝันนั้นเถิด ลูกเราคนนี้ซึ่งเรารักยิ่งกว่าโลหิตแห่งดวงใจของเรา จะได้เป็นใหญ่ไพศาลในโลก จะเหยียบย่ำปัจจามิตรทั้งหลายด้วยเบื้องบาทา จะเป็นราชาแห่งราชาทั้งหลาย ซึ่งเป็นการต้องด้วยความปรารถนาของเรา

หรือมิฉะนั้นลูกของเราคนนี้จะเดินไปตามวิถีทางอันถ่อมต่ำ และเศร้าสลดด้วยการเสียสละและความทรมานอันแก่กล้าไปด้วยความศรัทธา เพื่อจะได้บรรลุถึงซึ่งความสำเร็จในอะไรอย่างหนึ่ง ภายหลังที่ได้เสียสิ่งทั้งปวงที่ต้องลำบากรักษาดูแลมาแล้วนั้น ซึ่งใครไม่ทราบได้ว่าเป็นความดีอะไร

และคงไปสู่ผลอันนี้แหละ ที่ตาอันซึมของเขาเพ่งเล็งถึงในท่ามกลางแห่งวันของเรา ฉะนั้น ทำอย่างไรเท้าลูกของเราจึงจะอาจหันไปสู่ทางอันศักดานุภาพซึ่งเขาควรจะเดิน และทำอย่างไรจึงจะให้ลางเครื่องหมายแห่งความสุขซึ่งมีว่าจะให้เขาครอบครองโลกพิภพ หากเขาต้องการกลายเกิดเป็นความจริงได้?"

โดย ศาลาธรรม [10 เม.ย. 2552 , 15:29:20 น.] ( IP = 61.90.68.158 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1


อำมาตย์ผู้มีอาวุโสสูงสุดจึงกราบทูลว่า "มหาราชา! ตัณหาจะกำจัดความเดือดร้อนอันเล็กน้อยนี้ได้ จงทรงผูกมัดกามด้วยความมารยาของสตรีโดยรอบพระทัย ซึ่งนัยว่าไม่ทรงพระธุระกับอะไรนั้นเสียเถิด พระราชโอรสจะทรงทราบแล้วหรือว่า ความงาม ดวงตาซึ่งอาจทำให้ลืมจนกระทั่งสวรรค์กับทั้งริมฝีปากอันหอมชื่นนั้น คืออะไร ขอพระองค์จงทรงจัดหาสตรีที่ยั่วยวน และคู่ควรแก่การหมกหมุ่นต่อการบันเทิงนั้นเถิด ความคิดซึ่งไม่มีใครอาจรั้งไว้ได้ด้วยโซ่สำริดนั้น เส้นผมของสตรีเพียงเส้นเดียวก็อาจผูกมัดให้ติดอยู่ได้โดยง่าย"

บรรดาอำมาตย์ทั้งปวงก็เห็นสอดคล้องพ้องด้วยคำทูลของอำมาตย์ผู้มีอาวุโสสูง แต่พระราชาตรัสว่า "ถ้าเราหาสตรีให้เขาก็จะได้ประโยชน์อะไร? ความรักมักเลือกโดยตาข้างเดียว และหากว่าเรารายเรียงพื้นที่ซึ่งมีความงามให้เป็นแถวๆ เพื่อเขาจะได้เด็ดดอกไม้ตามความพอใจ เขาก็จะเพียงแต่ยิ้ม แล้วค่อยๆ หลีกไปให้พ้นเสียจากความกระสันซึ่งเขาไม่รู้จักนั้น

อำมาตย์ผู้หนึ่งจึงทูลว่า "กวางย่างเยื้องจนกระทั่งลูกศรปลิวไปต้อง" (กวางหมายความว่า"ชาย" ลูกศรคือ "ความงามเลิศของหญิง") พระราชโอรสคงจะเป็นดังนี้ เช่นเดียวกันกับผู้ซึ่งมีความคิดอ่อนกว่าพระองค์ กามบางอย่าง หน้าตาบางอย่าง อาจกระทำให้เป็นประหนึ่งเมืองสวรรค์สำหรับพระราชโอรสก็เป็นได้ ภาพบางอย่างอาจกระทำให้พระองค์เห็นเป็นงามกว่าแสงอรุณคราวเมื่อปลุกให้โลกตื่นก็เป็นได้

โอ! พระราชาของข้าพระพุทธเจ้า ขอพระองค์จงทรงกระทำดังนี้ คือได้โปรดเกล้าฯ ให้มีการฉลองปราสาทใหม่ซึ่งบรรดาสตรีสาวทั้งปวงทั่วพระราชอาณาจักรจะต้องมาประกวดความงามแห่งความเป็นสาวซึ่งกันและกัน แล้วทรงโปรดเกล้าฯ ให้มีการบันเทิงตามขัตติยะประเพณีทุกประการ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้พระราชโอรสเป็นผู้ทรงพระราชทานรางวัลแก่สาวที่งาม

และเมื่อบรรดาสาวที่มีชัยด้วยความงามผ่านมาตรงหน้าที่ประทับของพระราชโอรส เราท่านทั้งหลายก็จงสังเกตว่ามีนางสาวคนหนึ่งคนใดกระทำให้ความเศร้าอันบึ้งบูดแห่งพระวรพักตร์ของพระองค์เปลี่ยนแปลงไปบ้างหรือไม่ ดังนี้ เราอาจเลือกวิธีให้มีตัณหาได้ด้วยตาซึ่งมีตัณหานั้นเองและด้วยกลอุบายอันนี้ องค์พระราชโอรสก็จะทรงร่าเริงบันเทิงพระทัยขึ้น"

คำทูลแนะนำอันนี้ดูเข้าทีอยู่ ฉะนั้นวันหลังต่อมา พนักงานผู้ร้องประกาศจึงได้เที่ยวร้องประกาศเชิญบรรดาสตรีสาวที่สวยงามทั้งปวงให้มาสู่พระราชวังในวันเวลาที่ประกวด ซึ่งพระราชโอรสจะพระราชทานรางวัล คือรางวัลของประเสริฐให้แก่ทุกๆ คน และของประเสริฐยิ่งยวดให้แก่สาวใดซึ่งได้รับพระราชวินิจฉัยว่างามเลิศ

ดังนั้นแล้วบรรดาสตรีสาวแห่งกรุงกบิลพัสดุ์จึงไปรวมกันอยู่ ณ พระทวาร ทุกๆ คนพึงหวีและเกล้าเกาของตนเสร็จใหม่ๆ ขอบตาก็แต่งให้ขำเป็นแววด้วยผงแร่พลวง อาบน้ำชำระกาย ทาน้ำอบมาแล้วใหม่ๆ ทุกคนแล้วแต่ห่มสไบ สวมเสื้อซึ่งมีสีอันสุขุม มือเท้าอันเรียวก็ทาขมิ้นและแต้มไฝให้คมขำ

โดย ศาลาธรรม [10 เม.ย. 2552 , 15:30:05 น.] ( IP = 61.90.68.158 : : )


  สลักธรรม 2

การที่นางสาวอินเดียมาชุมนุมประชุมกันเดินสวนหน้าพระราชบัลลังก์ พลางปริ่มดวงเนตรอันกว้างดูพื้นดินชม้อยอายดังนี้ ช่างงามน่าดูเสียนี่กระไร? เพราะเมื่อเหล่านารีเห็นพระราชโอรสซึ่งกระทำให้ใจอันประหม่าของนางทั้งหลายเต้นมากกว่าจะนึกเคารพในพระราชอิสริยยศ ก็โดยพระราชโอรสนั้นประทับนิ่งยิ่งนัก น่ารักยิ่งนัก แต่ทั้งเป็นใหญ่ยิ่งกว่านางทั้งหลายด้วย

นางสาวทุกคนต่างรับรางวัลของตนพลางลดสายตาไม่กล้าดูพระราชโอรส และถ้าปวงชนทั้งปวงที่ไปดูนั้นเปล่งอุทานว่า นารีใดคนหนึ่งซึ่งนัยว่างามเลิศและสมลักษณะกว่าคู่ประกวดอื่น ซึ่งล้วนแต่มาเพื่อเป็นเครื่องประโลมล่อพระทัยพระราชโอรสด้วยกันทั้งสิ้นก็ดี

นารีผู้นั้นก็นิ่งอยู่เหมือนหนึ่งนางเนื้อทรายที่ประหม่าด้วยพระหัตถ์อันลออเอี่ยมที่มาแตะต้อง แล้วก็วิ่งไปสู่เพื่อนของตนต่อไป ประหม่าเช่นนี้ก็ควรประหม่าแล้วด้วยพระราชโอรสนั้นดูเหมือนได้ประกอบแล้วด้วยลักษณะแห่งเทพเจ้า เป็นสง่าน่าเคารพศักดิ์สิทธิ์ และเป็นใหญ่เหนือนางทั้งปวง ดังนี้แหละที่เหล่านางทั้งปวงมาสวนหน้าพระที่นั่ง แต่ละคนล้วนงามเดินตามหลังต่อๆ กัน ประดุจดอกไม้แห่งพระราชธานี

และเมื่อสิ้นพิธีอันสง่าน่าดู กับเมื่อของรางวัลได้หมดสิ้นไปในวาระซึ่งนางคนที่สุด คือเจ้าหญิงยโสธราได้ผ่านมา บรรดาผู้ที่นั่งอยู่เคียงข้างพระสิทธัตถะก็แลเห็นพระองค์สะดุ้ง ในเมื่อพระนางพรหมจารีศรียโสธราย่างเยื้องเข้ามาใกล้พระองค์

สิริรูปโฉมของพระนางนั้นดุจรูปปั้นชั้นวิมาน อาการย่างเยื้องก็ปานดังดำเนินของนางปารวตี ผู้เป็นราชินีแห่งพระศิวะ ดวงเนตรของเธอเหมือนดวงตาของนางเนื้อทรายในฤดูแห่งความปฏิพัทธ์ ดวงพักตร์งามยิ่ง จนน้ำคำไม่สามารถจะพรรณนาให้เห็นเสน่ห์ได้

เธอผู้เดียวมองดูพระสิทธัตถะตรงพระพักตร์ ประณมมือเหนือทรวงปล่อยให้เห็นพระศอ "มีรางวัลอะไรสำหรับหม่อมฉันไหม?" พระนางทูลถามพลางยิ้ม

"รางวัลหมดแล้ว" พระสิทธัตถะตอบ "แต่จงรับเอาของนี้เป็นรางวัลแทนไปเถิด น้องสาวที่รัก ผู้ซึ่งความงามของน้องเป็นสมบัติอันเกินอวดในราชธานีของเรา" ตรัสแล้วก็ทรงถอดสร้อยสังวาลมรกตของพระองค์ออกสวมใส่เจ้าหญิงผู้วิไลโฉม ที่นี้ดวงเนตรทั้งสองฝ่ายก็ก็มาประสบกัน และด้วยการแยบยลอันนี้ กระทำให้เกิดความปฏิพัทธ์กำหนัดขึ้น

โดย ศาลาธรรม [10 เม.ย. 2552 , 15:30:47 น.] ( IP = 61.90.68.158 : : )


  สลักธรรม 3

ช้านานต่อมา เมื่อได้ตรัสรู้สมบูรณ์แล้ว สมเด็จพระพุทธเจ้าซึ่งมีผู้ทูลถามว่า เหตุใดพระทัยของพระองค์จึงลุกเป็นเปลวขึ้นได้ในเมื่อแรกทอดพระเนตรเห็นสาวขัตติยนารีนั้น

พระองค์ตรัสตอบว่า "เราไม่ใช่คนอื่นไกล ดังเราและชุมนุมชนที่นี่เชื่อกันเมื่อกาลเมื่อปางก่อนซึ่งเป็นเวลาช้านานมาแล้วนั้น บุตรชายของนายพรานผู้หนึ่งเล่นอยู่กับหญิงสาวชาวไพรใกล้ต้นน้ำยมุนาซึ่งมีภูเขานันทเทวี (ภูเขาแห่งจังหวัดต่างๆ ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือซึ่งอาศัยอยู่โดยเทพธิดานามว่า นันทะ) ได้ถูกเลือกให้เป็นผู้ตัดสินการละเล่น

ในเมื่อนางสาวเหล่านั้นวิ่งภายใต้ต้นสนดุจดังกระต่ายเล่นสนุก คลุกคลีเคียงข้างโพลงอยู่ภายใต้แสงเงินแห่งดวงจันทร์ ชายหนุ่มนั้นสวมพวงมาลัยงามแจ่มจรัสดุจดวงดาราให้แก่นางหนึ่ง แก่อีกนางหนึ่งสวมขนปีกนกอันยาวซึ่งถอนได้จากไก่ฟ้าตาทิพย์และจากไก่แห่งไพรหลวง แก่นางคนที่สามให้ลูกฉำฉาเป็นรางวัล

แต่นางคนที่มาสุดท้ายกลายเป็นคนที่หนึ่งสำหรับชายหนุ่มนั้น เขาจึงให้ลูกนางเก้งที่เชื่อง และความปฏิพัทธ์แห่งดวงใจแก่นาง ตั้งแต่บัดนั้นมา บุรุษและสตรีทั้งสองนั้นก็ได้อยู่ร่วมกันยืนยงในป่านั้นด้วยความสันติสุข และเขาตายร่วมกันในป่านั้นเอง"

"เห็นไหม? ดังนี้แหละที่พืชพันธุ์ซึ่งซ่อนอยู่ได้งอกขึ้นจากใต้ธรณีภายหลังกาลหลายปีแห่งความแห้งเล้ง ฉันใดก็ดี ความดีและความชั่ว ความทรมานและความสนุกรื่นเริง ความแร้นแค้นและความรัก กับความประพฤติทั้งปวงที่ตายแล้วย่อมกลับมาเกิดใหม่อีก โดยนำทั้งใบอันสุกใสสดชื่นหรือเหี่ยวแห้งหม่นหมองและผลซึ่งหวานหรือขมมาด้วย

ก็แลเรานี้ เราก็เป็นตัวชายหนุ่มนั้นเอง และหญิงสาวนั้นก็คือยโสธรานี้แหละ ตราบใดวัฏสงสารแห่งการมีชีวิตและความตายยังหมุนอยู่ สิ่งใดที่เป็นมาแล้วก็จะเป็นไปในระหว่างเราทั้งสองนี้สืบไป"

โดย ศาลาธรรม [10 เม.ย. 2552 , 15:31:05 น.] ( IP = 61.90.68.158 : : )


  สลักธรรม 4

แต่บรรดาผู้ซึ่งลอบมองดูพระราชโอรสในระหว่างที่พระราชทานรางวัลนั้น ได้เห็นและได้ยินสิ้นทุกอย่าง จึงทูลพระราชบิดาซึ่งกำลังเอาพระทัยใส่เพื่อได้ทรงทราบว่า พระราชโอรสทรงเฉยเมยจนกระทั่งถึงเวลาที่เจ้าหญิงยโสธรา พระองค์ทรงเปลี่ยนสายพระเนตรทันทีอย่างไร เจ้าหญิงกับพระราชโอรสทรงจ้องดูกันอย่างไร ตลอดถึงการที่พระราชโอรสพระราชทานสร้อยสังวาลมรกต และแววพระเนตรทั้งสองฝ่ายชม้อยกระแสความรู้สึกให้แก่กันอย่างไร

พระปิยราชตรัสอย่างแย้มสรวลว่า "เห็นไหมล่ะ! เราได้เหยื่อแล้ว ทีนี้เราต้องหาวิธีที่จะใช้เหยื่อนี้เพื่อล่อเหยี่ยวของเรามาจากเมฆให้ได้ เราต้องจัดทูตให้ไปขอธิดาสาวของเขาเพื่อแต่งงานกับลูกของเรา"

แต่ตามขัตติยประเพณีมีอยู่ว่า เมื่อผู้ใดสู่ขอธิดาสาวของครอบครัวแห่งตระกูลสูงซึ่งงามและพึงพอใจ ฝ่ายชายต้องแสดงความสามารถในขบวนยุทธศิลป์ แข่งขันกันกับผู้อื่นซึ่งเป็นผู้ขอชิงธิดานั้นก่อน และประเพณีนี้ย่อมไม่เว้นจนแม้กษัตริย์องค์ใด

ดังนั้นเมื่อพระบิดาของเจ้าหญิงทรงตอบแก่ทูตว่า "แกจงกราบทูลพระราชาว่า ธิดาของเราเป็นที่พึงประสงค์ของบรรดาเจ้าชายใกล้ไกลมากหลาย ถ้าพระราชโอรสผู้สุขุมยิ่งของพระองค์มีความสามารถในเชิงธนู เชิงดาบ และขี่ม้าดีกว่าบรรดาเจ้าเหล่านั้น ก็นับว่าเขาเป็นผู้มีฝีมือเยี่ยมกว่าเพื่อน และจะเยี่ยมสำหรับเราด้วย แต่จะเป็นไปได้หรือ เมื่อพระราชโอรสของพระราชาได้ทรงรับความชินแต่ในสิ่งที่อ่อนแอ?"

เมื่อทรงทราบดังนั้น พระทัยของพระเจ้าสุทโธทนะก็ปั่นป่วน เพราะทรงเชื่อว่าพระโอรสคงไม่สามารถจะขอหมั้นพระนางศรียโสธราได้สมพระทัยด้วยเหตุว่ามีผู้แข่งขันกับพระองค์คือเทวทัต ผู้มีฝีมือเอกในเชิงธนู อรชุนผู้ขำนาญในการขี่ม้าแข่งและขี่ม้าที่พยศ และนันทะผู้ล้ำเลิศเลอเจ้าแห่งการฟันดาบ

แต่พระราชโอรสนั้นทรงขบขันแต่ในพระทัยแล้วตรัสว่า "ศิลปะทั้งหลายแหล่เหล่านั้น ข้าพระพุทธเจ้าก็ได้เรียนรู้มาแล้วเหมือนกัน ดังนั้นจงทรงจัดการประกาศเถิดว่า ข้าพระพุทธเจ้าผู้เป็นโอรสของพระองค์จะสู้แข่งกับบรรดาผู้ซึ่งมาเลือกการกีฬาด้วยกนทั่วทุกคน ข้าพระพุทธเจ้าหวังว่า คงจะไม่เสียความรักของข้าพระพุทธเจ้าด้วยการแข่งขันอันเล็กน้อยพันนี้ดอก"

ดังนั้นจึงได้มีการป่าวร้องให้รู้ว่า ณ วันถ้วนเจ็ด พระสิทธัตถะราชกุมารจะหาญเผชิญกับบรรดาผู้ซึ่งประสงค์จะแข่งขันกับพระองค์ ในการแสดงความสามารถทุกอย่าง และว่าบำเหน็จสำหรับผู้มีชัยก็คือเจ้าหญิงศรียโสธรา

โดย ศาลาธรรม [10 เม.ย. 2552 , 15:31:26 น.] ( IP = 61.90.68.158 : : )


  สลักธรรม 5

ฉะนั้นพอถึงวันถ้วนเจ็ด เหล่าศากิยะทั้งหลายทวยนาคร และชาวชนบทแห่งพระราชธานีก็มาประชุมนุม ณ ท้องสนามหลวงคับคั่ง และเจ้าหญิงศรียโสธราก็เสด็จมาเหมือนกัน ห้อมล้อมไปด้วยพระญาติพระวงศ์ของพระนาง ในขบวนแห่แห่งเจ้าหญิงมีดนตรีขับร้อง มีสีวิกามากหลายโดยตบแต่งงดงามและมีโคเขาปิดทองประดับดอกไม้

เทวทัตซึ่งเป็นศากิยวงศ์ก็ขอหมั้นพระนาง อีกทั้งนันทะและอรชุนก็ดุจกัน เพราะทั้งสองนี้ก็นับเนื่องอยู่ในวงศ์ตระกูลสูงเหมือนกัน ดังนั้นนับว่าเจ้าหญิงศรียโสธราก็คือมาลาซึ่งบรรดาเจ้าชายหนุ่มที่มาพร้อมกัน ณ ที่นี้ล้วนแต่มีใจปองทั้งสิ้น ครั้นแล้วพระสิทธัตถะกุมารก็เสด็จมาถึง พระองค์ทรงพาชีสีขาวนามว่า กัณฐกะ ซึ่งพอมาถึงก็ร้องโดยนึกประหลาดใจด้วยฝูงชนซึ่งไม่เคยชิน

ฝ่ายพระสิทธัตถะก็เหมือนกัน พระองค์ทรงทรงทอดพระเนตรฝูงชนเหล่านั้นโดยพิศวง คือฝูงชนซึ่งเกิดมานอกเชิงพระราชบัลลังก์มีการอยู่การกินผิดกันกับราชา ถึงกระนั้น บางทีก็มีสุขมีทุกข์เช่นเดียวกันกับเหล่าราชาทั้งหลาย

แต่ครั้นพระสิทธัตถะราชกุมารทอดพระเนตรเห็นเจ้าหญิงศรียโสธราผู้งามประไพ ความยิ้มแย้มก็ปรากฏขึ้นแก่พระพักตร์ของพระองค์ พระองค์ลดบังเหียนด้วยพระองค์เอง ทรงกระโดดลงยังพื้นธรณีแล้วทรงประกาศว่า "ผู้ใดไม่มีค่าเท่ากับไข่มุกนั้นแล้ว ผู้นั้นก็ไม่คู่ควรที่จะได้ไข่มุกนั้น ขอบรรดาผู้แข่งขันของข้าพเจ้าทุกคนจงพิสูจน์ให้เห็นเถิด ว่าข้าพเจ้าทะนงเกินไปฤาไม่ ที่จะขอประสานมือกับพระนางได้"

ดังนั้น นันทะจึงท้าให้ประลองความสามารถในการยิงธนู แล้วนำเป้าทองสำริดไปตั้งในระยะทาง ๖ โคว (โควละ ๒ เส้นหย่อน) เหมือนกัน เทวทัตในระยะ ๘ โคว แต่พระสิทธัตถะทรงขอให้ตั้งเป้าสำหรับพระองค์ในระยะ ๑๐ โคว เพื่อจะให้เป้านี้แลเห็นไม่ใหญ่เกินกว่าขนาดหอยเบี้ย

เมื่อตั้งเป้าเรียบร้อยแล้วต่างก็เริ่มยิง นันทะยิงถูกเป้าของตน อรชุนก็ถูกเป้าของตน และเทวทัตยิงทะลุเป้าของตนอย่างแม่นยำ จนฝุงชนเปล่งอุทานชมเชย เจ้าหญิงศรียโสธราถึงกับปลดสไบทอง ปิดดวงเนตรอันขวยเขิน ด้วยเกรงว่าจะได้เห็นพระสิทธัตถะราชกุมารไม่สามารถจะยิงเป้าของพระองค์ให้ถูกได้

แต่พระองค์เองทรงหยิบธนูคู่แข่งซึ่งเป็นหวายลงรักผูกรัดด้วยเอ็นมีสายเงิน ซึ่งได้แต่แขนกำยำแข็งแรงเท่านั้นจึงจะขึ้นได้ พระองค์โก่งธนูนั้นจนปลายกับปลายจดกันด้วยความขบขันในพระทัยจนธนูนั้นหัก

แล้วตรัสว่า "นี่เป็นธนูสำหรับเล่น ไม่ใช่เป็นธนูสำหรับใช้การ ไม่มีใครมีธนูสำหรับศากิยะดีกว่านี้อีกหรือ?"

มีคนหนึ่งทูลว่า "มีธนูสิงหหนุซึ่งเก็บรักษาไว้ในวิหารนมนาน จนไม่ทราบว่าตั้งแต่เมื่อใด ธนูนี้ไม่มีใครสามารถจะโก่งและยิงได้"

พระสิทธัตถะตรัสว่า "จงไปเอาธนูซึ่งเป็นอาวุธคู่ควรแก่คนหนึ่งนั้นมาเถิด"

โดย ศาลาธรรม [10 เม.ย. 2552 , 15:31:46 น.] ( IP = 61.90.68.158 : : )


  สลักธรรม 6

เขาจึงไปนำธนูโบราณนั้นมาถวายเป็นธนูโลหะดำ และลวดลายใบไม้ทองและโค้งเหมือนเขาควายกระทิง พระสิทธัตถะก็ได้ลองกำลังความแข็งแรงของธนูนั้นด้วยพระชานุสองครั้งแล้วตรัสว่า "เอาธนูนี้ยิงสิพี่น้องทั้งหลาย" แต่ไม่มีคู่แข่งขันคนใดสามารถโก่งธนูอันแข็งนั้นได้สักหนึ่งระยะมือ

ครั้นแล้วพระสิทธัตถะจึงค่อยๆ ก้มลง โก่งธนู เล็งศูนย์ด้วยพระเนตร ทรงเหนี่ยวสายโดยแรง กระทำให้เกิดเสียงดังไปตามอากาศกึกก้อง สนั่นหวั่นไหวเหมือนดังเสียงปีกนกอินทรี จนพวกคนทุพพลภาพซึ่งอยู่ในบ้านของตนในวันนั้นถามว่า "เสียงอะไรกันหนอ?"

มีผู้ตอบว่า "นั่นคือเสียงธนูสิงหหนุซึ่งพระราชโอรสได้โก่งจะทรงยิง" เมื่อพระสิทธัตถะเอาลูกศรพาดดึงสายแล้วปล่อยลูกศรอันคมกริบแล่นลิ่วไปตามอากาศ ทะลุเป้าอันไกลที่สุด แล้วปลิวลิ่วต่อไปตามทุ่ง จนลิบลับหายไปจากสายตา

ในขณะนั้น เทวทัตจึงท้าคู่แข่งขันของเขาในเชิงดาบแล้วก็ฟันต้นไม้หนา ๖ นิ้ว อรชุนก็ ๗ นิ้ว และนันทะฟันได้ ๙ นิ้ว แต่ยังมีต้นไม้ขนาดเท่ากันขึ้นชิดเคียงอยู่สองต้นควบกัน และคมดาบของพระสิทธัตถะตัดขาดได้ทั้งสองต้นในขวับเดียว ลึกแต่ฟันอย่างสุดแม่นยำ จนลำต้นไม้ทั้งสองนั้นคงยืนอยู่ตรงที่ ถึงกับทำให้นันทะร้องขึ้นว่า "คมดาบของเขาวิ่นไปแล้ว"

ฝ่ายพระนางยโสธรา เมื่อเห็นต้นไม้ยังยืนตรงอยู่ก็สั่นระรัวทั่วทั้งสรรพางค์ แต่ในขณะนั้นเอง เหล่าเทวดาแห่งเวหาสทั้งหลายซึ่งดูแลจึงบันดาลให้บังเกิดลมพัดเฉื่อยมาทางทิศใต้ ทำให้ต้นไม้ซึ่งเป็นพุ่มประดุจพวงหญ้าอ่อนอันเขียวชะอุ่ม ล้มลงมาบนทรายเสียงดัง ขาดสะบั้นอย่างเด็ดขาด

โดย ศาลาธรรม [10 เม.ย. 2552 , 15:32:06 น.] ( IP = 61.90.68.158 : : )


  สลักธรรม 7

ครั้นแล้วเขาจึงนำม้าแข่งพันธุ์ที่พยศจริงๆ มาคู่แข่งขัน ทุกคนก็ขี่แข่งกันรอบสนามสามรอบ แต่เศวตกัณฐกะอัศดรทิ้งระยะให้ตัวที่เร็วที่สุดต้องอยู่หลัง และวิ่งไปเร็วจนกระทั่งว่าในระหว่างที่ฟองน้ำลายกำลังจะตกจากปากนั้น เขาก็วิ่งไปถึงระยะ ๒๐ ศอกแล้ว

แต่นันทะกล่าวว่า "เราเองก็อาจชนะได้ ถ้าหากเรามีม้าเช่นกัณฐกะ จงไปนำม้าพยศมา แล้วก็จะได้เห็นกันว่าใครจะขี่ดีกว่าเพื่อน" ดังนั้นแล้ว พวกเลี้ยงม้าจึงไปนำเอาม้าผู้ลำพองที่เลี้ยงไว้สำหรับผสม และดำเหมือนราตรีกาล ล่ามด้วยโซ่สามเส้น ตาตื่นลำพอง จมูกเบ่ง ไรบังเหียน ไร้อาน เพราะยังไม่มีคนใดได้เคยขับขี่เลย

เหล่าศากิยะหนุ่มต่างก็ผลัดกันกระโดดขึ้นหลังอันกว้างสามครั้ง แต่เจ้าม้าใจร้อนพยศอย่างร้ายกาจ จนสะบัดให้ศากิยะหนุ่มเหล่านั้นตกลงมายังพื้นดิน แปดเปื้อนไปด้วยฝุ่น ให้ได้ความอับอาย อรชุนคนเดียวสามารถรั้งให้นิ่งอยู่ครู่หนึ่ง และเมื่อให้แก้โซ่ออกแล้วก็เอาเท้ากระตุ้นสีข้างเจ้าม้าตัวดำ รวบบังเหียนและรั้งปากให้อยู่มือได้ จนกระทั่งว่าโดยลมแห่งแห่งความโกรธ ความบ้าคลั่งและความกลัว เจ้าม้าผสมตัวคะนองก็วิ่งไปตามทุ่งได้รอบหนึ่ง โดยอาการค่อนข้างจะเชื่องๆ แล้ว แต่ทันใดนั้นเอง มันก็หันหน้ามากลับมาแยกเขี้ยว งับเอาเท้าอรชุนข้างหนึ่งจนอรชุนตก แล้วก็จะพิฆาตเสีย หากว่าพวกคนเลี้ยงวิ่งไปดึงเจ้าสัตว์ตัวนั้นทัน

ครั้นแล้วทุกคนจึงว่า "อย่าปล่อยให้พระสิทธัตถะไปยุ่งกับภูตผี ซึ่งตับของมันเป็นลมร้ายและเลือดของมันเป็นเปลวไฟอันแดงนั้นเลย"

แต่พระราชโอรสตรัสว่า "จงแก้โซ่ออกเสียเถิด แล้วจูงแต่ผมมันมา" ตรัสแล้วทรงจับผมม้านั้นอย่างสงบเสงี่ยม พลางตรัสด้วยเสียงอันเบาสองสามคำ ทรงวางพระหัตถ์ขวาที่ตาม้านั้นแล้ว ค่อยๆ ลูบหน้าของมันตลอดตามยาวของลำคอ และตามสีข้างอันสั่นเทิ้ม กระทำให้ฝูงชนที่มาดูอัศจรรย์ใจที่มาเห็นเจ้าม้าตัวดำเหมือนกลางคืนสิ้นพยศ แสดงอาการอ่อนและนิ่งประดุจว่ามันรู้จักองค์ตถาคตของเรา แล้วก็เคารพต่อพระองค์ด้วยดุษณีภาพในณะที่พระสิทธัตถะเสด็จขึ้น แล้วเดินไปโดยเชื่อง ตามที่พระองค์ยักมันด้วยพระชานุและบังเหียนต่อหน้าหมู่ชนทั้งมวล จนทวยชนทั้งหลายนั้นร้องขึ้นว่า "คนอื่นอย่าสู้มากมายไปอีกเลย เพราะพระสิทธัตถะดีกว่าเพื่อนแล้ว" คู่แข่งขันทุกคนก็ตอบว่า "เขาเก่งกว่าเพื่อนแล้ว"

โดย ศาลาธรรม [10 เม.ย. 2552 , 15:34:55 น.] ( IP = 61.90.68.158 : : )


  สลักธรรม 8

ดังนั้น สุปปพุทธะพระบิดาของเจ้าสาวจึงตอบว่า "ความต้องการในใจของเราก็คือ ให้ได้เห็นเธอมีชัยในรางวัล เพราะเธอเป็นผู้ที่เราชอบ แต่เธอจงบอกเราหน่อยเถิดว่า โดยกลอุบายอันใดหรือที่สอนให้เธอรู้ดียิ่งในศิลปวิทยา อยู่ในท่ามกลางแห่งพุ่มกุหลาบและความเพ้อฝันของเธอ ถึงกับรู้ในวิชาการสงคราม การล่าสัตว์และกายบริหารทั้งปวง หาผู้อื่นรู้เสมอเหมือนมิได้ โอ! พระราชโอรส จงพาเอาขุมทรัพย์ซึ่งเธอได้รับเป็นรางวัลสำหรับความสามารถของเธอไปเถิด"

เมื่อพระบิดารับสั่งดังนั้น เจ้าหญิงจึงลุกขึ้นจากที่ เดินผ่านฝูงชนหยิบเอาพวงมะลิพวงหนึ่ง ค่อยๆ ประคองสไบบางสีดำและปักทองแย้ม ดวงพักตร์ผ่านหน้าชายหนุ่มทั้งปวงไปโดยสง่า และถึงที่ซึ่งพระสิทธัตถะประทับอยู่ด้วยพระวรลักษณ์อันวิเศษ สูงตระหง่านยิ่งขึ้น เพราะอัศดรตัวดำซึ่งก้มคออันแข็งแรงของมัน แล้วค่อยๆ ลอดใต้พระกรของผู้เป็นเจ้าแม่แห่งมัน

นางน้อมกายอย่างต่ำยิ่งต่อพระพักตร์พระราชโอรส พลางแสดงดวงพักตร์ว่าเปล่งปลั่งไปด้วยความปลื้ม โดยความปฏิพัทธ์อันสันติสุข

ครั้นแล้วนางก็สวมพวงมาลัยอันมีรสสุคนธ์ ณ พระศอ และแนบเศียรเกล้าอันงามวิเศษ ณ พระอุรประเทศของพระองค์ แล้วน้อมกายกราบบาทของพระองค์ด้วยดวงเนตรอันแวววับ พร้อมด้วยความยินดี พลางทูลว่า "เจ้าชายที่รัก จงมองดูข้าพระองค์เถิด ข้าพระองค์ซึ่งเป็นของพระองค์"

ฝ่ายหมู่ชนก็เบิกบานเมื่อได้เห็นเจ้าชายกับเจ้าหญิงเสด็จผ่านไป พระหัตถ์เกี่ยวพระหัตถ์ซึ่งกันและกัน และพระทัยกำลังเต้นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน วาระนี้สไบดำและปักทองก็คลุมนางใหม่อีก

โดย ศาลาธรรม [10 เม.ย. 2552 , 15:35:16 น.] ( IP = 61.90.68.158 : : )


  สลักธรรม 9

ช้านานต่อมา เมื่อความตรัสรู้ของพระองค์เป็นที่แพร่หลายแล้ว มีผู้ทูลถามพระพุทธเจ้าถึงเรื่องนี้ และทูลถามพระองค์ว่าเหตุใดพระนางยโสธราจึงทรงสไบดำและทอง และดำเนินสวยยิ่งนัก

พระองค์ผู้ซึ่งสากลโลกบูชาเคารพจึงตรัสตอบว่า "นอกจากเราไม่มีใครรู้เรื่องนี้ ถึงนัยว่ารู้ก็รู้อย่างครึ่งๆ กลางๆ คือ ในระหว่างที่วัฏสงสารแห่งความเกิดและความตายกำลังหมุนอยู่นั้น สิ่งต่างๆ และความรู้สึกที่ล่วงมาแล้วกับความเป็นไปในปางก่อนๆ ก็กลับมาเป็นอีก

บัดนี้ เราจำๆได้แล้วเมื่อหวลนึกไปถึงหลายหมื่นปีมาแล้ว เหลือที่จะคณนาก็พึงเห็นได้ว่า กาลเมื่อเราพเนจรไปตามเขาต่างๆ ซึ่งเป็นป่าแห่งเขาหิมาลัยนั้น เราเป็นเสือหิวโดยมีหนังลาย เราซึ่งเป็นพุทธะบัดนี้ ขณะที่กำลังนอนบนหญ้ากุสา (คือหญ้าซึ่งชาวฮินดูใช้ในพิธีต่างๆ ที่เกี่ยวกับศาสนา) เราแอบมองดูฝูงสัตว์ที่กำลังเล็มหญ้าอยู่ด้วยตาอันริบหรี่ และสัตว์เหล่านั้นค่อยๆ เดินใกล้มาสู่ความตายของมันทุกที โดยที่มันเดินมาสู่ซ่องของเรา

หรือมิฉะนั้นเวลากลางคืนระยับด้วยแสงดาว เราซัดเซลัดเลาะไปด้วยความกระหายเลือดไม่มีที่สิ้นสุด เพื่อหาอาหารสักตัวโดยดูดดมกลิ่นมนุษย์หรือเนื้อทรายเรื่อยไปตามทาง

ในท่ามกลางสัตว์ป่าซึ่งบัดนั้นเป็นพวกพ้องของเราผู้อาศัยป่าหนาทึบ หรือพื้นดินที่แฉะชื้นเป็นหนอง เป็นบึงอันเต็มไปด้วยต้นอ้อ มีนางพยัคฆีตัวหนึ่ง งามกว่าพยัคฆีทั้งหลาย จนทำให้หมู่พยัคฆ์ทั้งหลายทำสงครามต่อกัน สีขนของพยัคฆีตัวนั้นเป็นทองเหลือบสลับดำดุจกันกับสีสไบยโสธราปกคลุมนั้น การทำสงครามภายในป่านั้นนับว่าแรงกล้า ฟันกับเล็บเป็นศาสตราวุธ

ลำดับนั้น นางพยัคฆีตัวงามซึ่งอยู่ภายใต้ต้นพลับพลึงก็มองดูเราซึ่งโทรมไปด้วยโลหิตเพราะบาดเจ็บอย่างสาหัส และยังจำได้อีกว่า ในที่สุดนางพยัคฆีตัวนั้นก็มา พลางบ่นพึมพำผ่านหน้าเจ้าแห่งป่าอื่นๆ ซึ่งเต็มไปด้วยบาดแผลและซึ่งเราได้ผจญให้แพ้ไปแล้ว และด้วยปากอันถนอมกล่อมเกลี้ยง นางพยัคฆีก็ใช้เลียสีข้างอันหอบเหนื่อยของเรา ครั้นแล้วค่อยดำเนินอย่างสง่ามาสมสู่อยู่ในป่ากับเราด้วยความปฏิพัทธ์ วัฏสงสารแห่งความเกิดและความตายหมุนจากกำเนิดที่ต่ำมาสู่ที่สูงดังนี้แหละ"

โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย ศาลาธรรม [10 เม.ย. 2552 , 15:35:34 น.] ( IP = 61.90.68.158 : : )


  สลักธรรม 10


ติดตามอ่านด้วยความสุขใจค่ะ

ขอบพระคุณ..คุณศาลาธรรมมากค่ะ ....อนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา [10 เม.ย. 2552 , 16:17:20 น.] ( IP = 124.121.179.251 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org