มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


อุปปีฬกกรรม (๔)




ตอนที่ผ่านมา

คำว่า กัมมสมุฏฐาน หมอปัจจุบันไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจว่ากัมมสมุฏฐานคืออะไร นอกจากหมอที่เรียนธรรมะ หมอที่เป็นสัมมาทิฏฐิ โรคที่ไม่อยู่ในวิสัยที่หมอจะช่วยได้ หมอก็ต้องเข้าใจว่าโรคอันนี้ มันเป็นเรื่องกรรมเสียแล้ว ช่วยไม่ไหว ก็แสดงให้เห็นว่าโรคชนิดนั้นเกิดมาจากกรรมเป็นสมุฏฐาน ฉะนั้นการแก้โรคอย่างนี้ เราก็ต้องแก้ที่กรรม ตามหลักพระพุทธศาสนานั้นบอกไว้ชัดเจนว่า อำนาจของอกุศลกรรมมาเบียดเบียนรูปที่เกิดจากอำนาจกุศลชนกกรรมให้อ่อนกำลังลง เราก็ต้องมาแก้ที่กรรม

วิธีแก้ที่กรรมนั้นก็คือต้องสร้างกุศลกรรม ปัจจุบันต้องสร้างกุศลกรรมให้มากที่สุด แล้วโรคก็จะหายไปเอง กุศลที่เราทำในปัจจุบันต้องมีกำลังมากด้วย สร้างกุศลอย่างชนิดที่มีกำลังไปเบียดเบียนอกุศลให้อ่อนกำลังลง โรคนั้นจึงจะหาย ฉะนั้นไม่แปลกประหลาดเลย อย่างบางคนเป็นมะเร็งรักษาหาย หายเพราะอะไร...?

เพราะเขาสร้างกุศลด้วย ถ้าไม่สร้างกุศลแล้วไม่มีทางหาย เพราะโรคที่มันไม่อยู่ในวิสัยที่แพทย์จะช่วยได้ ก็คือโรคที่เกิดจากกรรมเป็นสมุฏฐาน อำนาจกรรมมาเบียดเบียน ก็คือ โรคที่เกิดจากกรรมเป็นสมุฏฐาน อำนาจกรรมที่มาเบียดเบียน รูปกายที่เคยแข็งแรง ที่เคยแข็งแรงนี่ให้อ่อนกำลัง

ฉะนั้นคนที่เคยอ่อนแอก็หายได้ เราต้องแก้ที่กรรม แก้ที่กรรมก็คือต้องสร้างกุศลกรรมที่เกี่ยวกับหยูกยา เกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บเหล่านี้ แล้วกุศลก็จะมาช่วยได้ อย่างที่เรานิยมกันก็คือการปล่อยชีวิตสัตว์ การปล่อยชีวิตสัตว์ถือว่าเป็นการสร้างกุศลที่สำคัญ และก็ทำให้กุศลอันนี้มาช่วยทำให้ร่างกายดีขึ้น

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [10 เม.ย. 2552 , 18:38:23 น.] ( IP = 58.9.137.62 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

ตัวอย่างของกุศลอุปปีฬกกรรมเบียดเบียนรูปนามที่เกิดจากอกุศลชนกกรรม เช่นคนบางคนเกิดมาในตระกูลที่ยากจน ร่างกายก็อ่อนแอไม่แข็งแรงเป็นคนขี้โรค ซึ่งอันนี้เกิดมาจากอำนาจของอกุศลกรรมในอดีต แต่พอมาถึงปัจจุบันนี้ ผู้นั้นมีจิตศรัทธาเลื่อมใสในพระศาสนา ตั้งมั่นอยู่ในการทำบุญทำกุศลประกอบคุณงามความดี ทำบุญอยู่ตลอดเวลา

อำนาจบุญกุศลที่ทำอยู่ตลอดเวลานี้ ก็ทำให้ชีวิตนั้นเจริญและก็ไปเบียดเบียนอกุศลอุปปีฬกกรรมที่ส่งผลให้เกิดมาเป็นคนอ่อนแอนี้ โรคภัยไข้เจ็บหายกลายเป็นคนแข็งแรงขึ้นมาได้

อย่างนี้ก็มี
คือสมัยเด็กนั้นไม่แข็งแรงเลย แต่สร้างกุศลกรรมมากขึ้นๆ กลายเป็นคนแข็งแรง โรคภัยไข้เจ็บที่เคยเบียดเบียนนั้น มันก็อ่อนกำลังลงหมดกำลังไป นี้เรียกว่ากุศลอุปปีฬกกรรม ไปเบียดเบียนอกุศล รูปที่เกิดมาจากอกุศลชนกกรรมนั้นให้มีกำลังอ่อนลง ให้อกุศลนั้นมีกำลังอ่อนลงทำหน้าที่เบียดเบียนอีกทีหนึ่ง ฉะนั้นการสร้างกุศลที่เราทำกันในปัจจุบันนี้ก็ดี อกุศลที่เราทำในปัจจุบันนี้ก็ดี มันเป็นอุปปีฬกกรรมที่จะไปเบียดเบียนกรรมที่เราทำมาอย่างใดอย่างหนึ่งให้อ่อนกำลังลง เราจึงประมาทไม่ได้

บางคนชีวิตเกิดมาดี มีความสุขความเจริญตลอดเวลา แต่ชีวิตปัจจุบันนี้สร้างแต่อกุศลกรรม ฉะนั้นอกุศลกรรมที่ทำใหม่ในภพนี้ มันก็ไปเบียดเบียนกุศลที่เราเคยทำในอดีตที่ส่งผล กำลังส่งผลนั้น ให้ส่งผลลดน้อยลง ให้อ่อนกำลังลง ฉะนั้นบุญเก่าที่เคยมีอยู่มันก็ลดน้อยลงๆ ไปตามลำดับ นี้เพราะว่ามาสร้างอกุศลใหม่ในภพนี้ อกุศลนี้ไปเบียดเบียนกุศลคือความดีของเราเสียหมด

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [10 เม.ย. 2552 , 18:44:43 น.] ( IP = 58.9.137.62 : : )


  สลักธรรม 2

ชีวิตของเราที่เกิดมาในปัจจุบันนี้ เราจะเกิดมาในตระกูลที่ยากจนข้นแค้น หรือมีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียนอย่างไรก็ตาม ไม่สำคัญ สำคัญที่ว่าตลอดชีวิตของเราที่อยู่ในโลกนี้ “เราสร้างแต่กุศลกรรม” อำนาจกุศลกรรมที่เราทำในปัจจุบันนี้ ก็จะไปเป็นอุปปีฬกกรรม ไปเบียดเบียนอกุศลที่ส่งผลมาให้เรานั้นอ่อนกำลังลงได้เช่นเดียวกัน และอกุศลนั้นก็จะหมดไปในที่สุด ก็ส่งผลให้เรามีความสุขความเจริญต่อไปได้ก็ด้วยอำนาจของกุศลที่เราทำในปัจจุบัน

หรือแม้แต่เราทำกุศลในปัจจุบันนี้แล้ว กุศลจะให้ผลโดยสมบูรณ์ได้ก็ต่อเมื่อเราเข้าใจรักษาเจตนาที่เรามีอยู่ อย่าให้ อปราปรเจตนา นี้เป็นอกุศล เพราะถ้ากุศลมันดี เมื่อบุพพเจตนาดี ในขณะที่เราคิดจะทำบุญนั้น เราคิดดี ในระหว่างที่เราทำบุญเราก็คิดดี จิตใจใสสะอาด เจตนามั่นคงดี แต่หลังจากทำแล้ว เจตนาไม่ดี อกุศลที่เกิดขึ้นหลังจากที่ทำแล้วนี้ก็ไปเบียดเบียนกุศลที่เราทำมาแล้วอย่างมากมายให้อ่อนกำลังลง แต่พอทำแล้วเกิดโทสะ โกรธคนโน้น โกรธคนนี้ นอกจากโกรธแล้วบางทีเสียดายด้วยรู้อย่างนี้ไม่ทำเสียก็ดี อะไรอย่างนี้ ด้วยอำนาจของความโกรธ ก็เลยทำให้กุศลที่อุตส่าห์ทุ่มเทมามากมายอ่อนกำลังลงไป ไม่ให้ผลโดยสมบูรณ์ นี่ก็เพราะเหตุว่าไม่เข้าใจ

ฉะนั้นเรื่องกรรมเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เป็นเรื่องที่เราต้องศึกษาเพราะเจตนานั้นเป็นตัวกรรม แล้วเราก็มีทางที่ประกอบกรรมกันได้เพียงแค่ ๓ ทางเท่านั้น คือ

๑. ทางกาย
๒. ทางวาจา
๓. ทางใจ

เรียกว่ากายกรรม วจีกรรม มโนกรรม มี ๓ ทางเท่านั้นที่จะให้เกิดกรรมนี้ขึ้นให้เกิดเป็นวิบากขึ้นมา และในกายกับวาจานี้จะสำเร็จได้ก็ต้องอาศัยเจตนา คือจิตใจ ก็คือ เจตนาเจตสิก ที่เราเคยเรียนมานั่นเอง เป็นตัวสภาวะของกรรม

ฉะนั้น การกระทำอะไรด้วยเจตนา เราก็ต้องมีเจตนาที่เป็นกุศลให้สมบูรณ์แล้วเราก็ประกอบกรรมด้วยกายวาจาใจ ให้สำเร็จลงไป กรรมนั้นจึงจะเป็นกรรมโดยสมบูรณ์ขึ้นมาได้ แล้วก็จะส่งผลให้แก่เราโดยสมบูรณ์ต่อไป ก็ด้วยรักษาเจตนาทั้ง ๓ กาลนี้ให้บริสุทธิ์ ทั้งก่อนทำ ขณะที่ทำ หลังจากที่ทำแล้ว เจตนาเราต้องบริสุทธิ์ตลอด กุศลที่ทำจึงจะเกิดผลโดยสมบูรณ์ แล้วกุศลที่ทำนี้ถึงแม้ในอดีตชาติ เราจะเคยสร้างอกุศลกรรมอันใดมา แล้วอกุศลกรรมอันนั้นเป็นอปราปริยเวทนียกรรม ซึ่งจะต้องตามสนองผลเราตลอดเวลาเหมือนเงาตามตัวเรามา

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [10 เม.ย. 2552 , 18:49:52 น.] ( IP = 58.9.137.62 : : )


  สลักธรรม 3

กรรมบางอย่างมีโอกาสให้ผลเราแล้ว แต่อำนาจกุศลที่เราทำในปัจจุบันก็ไปเบียดเบียนกรรมอันนั้นให้อ่อนกำลังลงเสีย แทนที่จะให้ผลเราเต็มที่ มันก็ให้นิดๆ หน่อยๆ เราก็กระทำต่อเศษของกรรม แทนที่จะรับกรรมหนัก ก็เจอแต่เศษกรรม การทำกุศลกรรมจึงไม่เป็นผลเสียหายเลย

การทำความดีจึงไม่เป็นผลเสียเลย เราไม่ต้องไปคิดเลยว่า จะได้ดีหรือไม่ได้ดี ไม่ต้องไปคิดได้แน่นอน ขอให้ตั้งใจทำไว้ แล้วกุศลกรรมอันนี้มันจะส่งผลในรูปนี้ไปเบียดเบียนอกุศลกรรมให้อ่อนกำลังลงบ้าง ส่งผลในปัจจุบันนี้เป็นทิฏฐธรรมเวทนีย์บ้าง อย่างนี้เพราะเรื่องของกรรมนั้นเป็นเรื่องของเหตุผล เมื่อเราสร้างเหตุแล้ว ผลต้องมี พระพุทธเจ้าตรัสยืนยันไว้ว่า

เราหว่านพืชเช่นใดย่อมได้รับผลเช่นนั้น เมื่อทำกรรมดี ย่อมได้รับผลดี ทำกรรมชั่ว ย่อมได้รับผลชั่ว นี่เป็น สัจธรรม ไม่ต้องไปสงสัย และขอให้เราเชื่อพระพุทธเจ้าโดยไม่ต้องสงสัยว่าจะจริงหรือไม่จริง เพราะพระพุทธเจ้าไม่เคยตรัสอะไรที่ไม่จริง

คำสอนของพระพุทธเจ้าจริงทั้งนั้น ไม่มีข้อไหนที่ไม่จริงเลย ให้เราพิสูจน์ดูก็ได้ ตั้งแต่คำสอนง่ายๆ ว่า มีข้อไหนบ้างที่ไม่จริง ฉะนั้นเราไม่ต้องไปเคลือบแคลงสงสัยในเรื่องของกรรม ทำกรรมดีไว้จึงไม่เป็นผลเสีย มีแต่ผลได้อย่างเดียวเท่านั้น นี้เป็นเรื่องอุปปีฬกกรรมที่เราได้ศึกษา

วันนี้ก็มาอธิบายเพิ่มเติมจากครั้งที่แล้วเพื่อความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น กรรมที่ ๔ ที่เราจะต้องศึกษาต่อไปก็คือ อุปฆาตกกรรม เราจะได้ศึกษาต่อไป วันนี้ก็ขอยุติไว้แต่เพียงแค่นี้

บุญกุศล- คุณงามความดีไม่ต้องกลัว
ให้กลัวแต่บาปอกุศล-ความชั่วร้ายต่างๆ


โดย พี่เณร...นำมาฝาก [10 เม.ย. 2552 , 18:55:40 น.] ( IP = 58.9.137.62 : : )


  สลักธรรม 4

มาศึกษาเรื่องอุปปีฬกกรรมต่อค่ะ

เป็นประโยชน์แก่ผู้ที่ศึกษามีความเข้าใจ ทำให้มีความเชื่อมั่นในการทำกุศลกรรมได้อย่างมั่นคง

กราบขอบพระคุณพี่เณรมากค่ะที่นำมาให้ศึกษา...อนุโมทนาค่ะ

โดย ธัญธร [11 เม.ย. 2552 , 22:33:28 น.] ( IP = 118.173.37.253 : : )


  สลักธรรม 5



กราบขอบพระคุณมากค่ะ..สาธุ

โดย น้องกิ้ฟ [14 เม.ย. 2552 , 15:21:32 น.] ( IP = 58.9.154.28 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org