| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ประทีปแห่งทวีปอาเซีย (๕)
ประทีปแห่งทวีปอาเซีย (๕)
ปริเฉทที่ ๓ เทวทูตทัสนกถา
(พระมหาบุรุษเห็นเทวทูต)
ตอนที่ผ่านมา
สมเด็จพระพุทธเจ้าของเรา ประทับอยู่ในพระราชสถานเกษมสันต์นี้ ด้วยพระชนมชีพอันสันติสุข และด้วยความปฏิพัทธ์ ไม่ทรงทราบเลยซึ่งความเศร้าโศก ความขัดสน ความกลัดกลุ้ม ความชราภาพ และความมรณะ
ถึงกระนั้นก็ดี ในยามบรรทมหลับก็ทรงพระสุบินว่า พระวิญญาณได้เร่ร่อนไปตามทะเลแห่งความมืด และไปบรรลุถึงฝั่งอันสว่างได้เมื่ออ่อนเพลียแล้ว โดยนำความจำอันแปลกประหลาดในการเดินทางอันขมุกขมัวนั้นมาด้วย และทั้งมีอยู่อีกว่า ครั้งหนึ่ง ขณะที่พระองค์เกยพระเศียรหลับอยู่บนพระอุระอันวิไลลักษณ์ของพระนางยโสธรา ซึ่งหัตถ์ทั้งคู่เป็นเครื่องกระทำให้ซาบซ่าน ค่อยๆ ประเล้าประโลมให้พระเนตรของพระองค์หลับไป จนพระองค์ทรงละเมอโดยมีพระอุทานออกมาว่า "โลกของฉัน! โอ! โลก! ฉันได้ยิน! ฉันรู้! ฉันจึงมา!"
นางจึงทูลถามด้วยดวงเนตรอันโพลงเพราะความตื่นตกพระทัยว่า "เป็นอะไรไปนะเพคะ ทูลกระหม่อม" เพราะในวาระนั้น พระวิริยภาพซึ่งปรากฏจากแววพระเนตรของพระองค์ซึ่งทอดมาแสดงให้เกิดความกลัว และพระพักตร์ของพระองค์ก็แม้นเหมือนเทพเจ้าพระองค์หนึ่ง ครั้นแล้วพระองค์ก็ทรงยิ้มไปใหม่ เพื่อบรรเทาความโหยไห้ของพระเทวี แล้วทรงขอให้นักดนตรีดีดพิณ
แต่ครั้งหนึ่ง มีผู้นำเครื่องดนตรีรูปอย่างผลน้ำเต้ามีสาย(ซอ)มาวางที่ธรณีประตู ณ ที่ซึ่งลมอาจพัดให้มีเสียงเป็นเพลงและบรรเลงไปโดยลำพัง เพราะลมสามารถทำให้สายเงินเหล่านั้นเป็นเพลงอย่างน่าพิศวงได้
บรรดาผู้ซึ่งอยู่รอบๆ นั้น ได้ยินแต่เพียงเสียงเท่านั้น แต่พระสิทธัตถะทรงได้ยินหมู่เทวาบรรเลงเพลงและขับร้องเป็นลำนำมาสู่พระโสตของพระองค์ว่าดังนี้
โดย ศาลาธรรม [16 เม.ย. 2552 , 11:55:11 น.] ( IP = 61.90.66.240 : : )
สลักธรรม 1
"เราเป็นเสียงของลมโชยซึ่งจะโบกพัดแสวงหาความสงบอารมณ์ แต่ก็ไม่ได้พบความสงบอารมณ์นั้นเลย จงดูเถิด ลมเป็นฉันใด ชีวิตที่ต้องตายก็เป็นฉันนั้น คือมีความสลดใจ ความอัดอั้น ความกังวลและความดิ้นรน"
"เราไม่อาจรู้เหตุผลแห่งความเป็นอยู่ของเราและกำเนิดแห่งความเป็นอยู่ของเรา ต้นกำเนิดของชีวิต และผลที่สุดของชีวิตได้ เราก็เป็นเหมือนที่ท่านเป็น คือภาพแห่งความเวิ้งว้าง เราจะมีความสนุกอะไรในความเศร้าโศกซึ่งเปลี่ยนแปลงไม่มีที่สุด?"
"ความสำราญอะไรที่ท่านมีอยู่ในความสนุกไม่รู้สร่าง อา! หากความเสน่หายืนยง ความเสน่หาอาจบังเกิดความสุขได้อย่างล้นพ้น แต่ชีวิตเป็นเหมือนลม ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นแต่เพียงเสียงซึ่งไม่ถาวร ที่กังวานมาจากสายที่ดังนั้น"
"โอ! โอรสของมายาเอ๋ย เป็นเพราะเราเร่ร่อนอยู่ ณ พื้นปฐพีนั้นเอง เราจึงมีเสียงคร่ำครวญอยู่ที่สาย เราไม่ขับร้องเรื่องปลาบปลื้ม เพราะเราเห็นความทุกข์โศกมากมายในประเทศทั้งหลาย มีแต่ดวงตาที่ร้องไห้และบิดมือด้วยความสิ้นหวัง"
"ตลอดเวลาที่เราพัดเรื่อยไป เราเห็นเป็นที่น่าขบขันเพราะถ้ามนุษย์อาจรู้ว่า ชีวิตที่มีอยู่นั้นเป็นแต่สภาพที่ไม่เป็นแก่นสารแล้ว ถึงจะมีอำนาจบังคับเมฆ หรือกระแสน้ำให้นิ่งได้ก็ดี ก็ยังคงมีชีพที่ไม่เป็นแก่นสารดุจกัน"
"แต่พระองค์ต้องเป็นผู้โปรดสัตว์ เวลาของพระองค์ใกล้เข้ามาแล้ว โลกอันน่าอนาถคอยพระองค์ด้วยความแร้นแค้น โลกอันมืดมนอนธการกำลังหมุนเคว้งคว้างอยู่ในวงแห่งความเศร้าโศก! จงลุกขึ้นเถิด! พระโอรสของมายา! จงรำพึงถึงพระองค์เถิด จงเลิกพักผ่อนพระองค์เสียเถิด"
"เราเป็นเสียงของลมซึ่งโชยไป จงเห็นตามข้าพเจ้าเถิดเจ้าข้า เพื่อพระองค์จะได้พบการพักผ่อนของพระองค์ จงสละความเสน่หาของพระองค์เสีย เพื่อความเมตตาแก่สัตว์ทั้งปวงที่ควรรัก จงมีความเอ็นดูต่อผู้เศร้าโศกทรมาน และทิ้งพระราชอิสริยยศเพื่อบรรเทาทุกข์ และบำเพ็ญความช่วยเหลือ"
"ซึ่งเราโชยมาสัมผัสบนสายเงินดังนี้ ก็เพราะสำหรับพระองค์ที่ยังไม่ทรงทราบสิ่งทั้งปวงแห่งโลก ซึ่งเรากล่าวดังนี้แหละ เราเยาะเย้ยตามสภาพ ซึ่งพระองค์ทรงเพลิดเพลินอยู่ ณ บัดนี้"
โดย ศาลาธรรม [16 เม.ย. 2552 , 11:55:54 น.] ( IP = 61.90.66.240 : : )
สลักธรรม 2ครั้งหนึ่ง ช้านานต่อมาเป็นเวลาเย็น ขณะพระองค์ประทับอยู่ท่ามกลางแห่งพระราชสำนักอันงามวิจิตรของพระองค์ พลางถือพระหัตถ์พระนางศรียโสธราไว้ สตรีสาวคนหนึ่งขับร้องเพลงดึกดำบรรพ์เรื่องหนึ่ง เพื่อยั่วกามในยามสำราญอย่างอิ่มเอิบ กับมีดนตรีคอยรับ ในเมื่อเสียงอันไพเราะของคนร้องหยุดร้องเป็นบทๆ คือเป็นเสภาเรื่องความรัก ว่าด้วยปัญหาแห่งม้าวิเศษตัวหนึ่งและนครอันน่าพิศวงแห่งหนึ่ง อยู่ไกลซึ่งชนชาวชาติผิวซีดอาศัยอยู่ และซึ่งดวงอาทิตย์เมื่อจวนค่ำก็จมดิ่งลงไปในทะเล
พระองค์จึงตรัสว่า "จิตทำให้เรานึกถึงการขับร้องของลมตามสายซอซึ่งมีเรื่องราวอันน่าฟัง จงให้ไข่มุกของเธอไปยโสธราเพื่อขอบใจเขา แต่ส่วนเธอ เธอผู้เป็นไข่มุกของฉัน จงว่าให้ฟังทีเถิด! ว่ามีโลกกว้างใหญ่ยิ่งกว่านี้ไปอีกไหม? มีประเทศใดที่เห็นดวงอาทิตย์ใหญ่หมุนอยู่ในคลื่นบ้างหรือ?
ณ ที่นั้น มีใจใครเหมือนใจเราบ้าง มีคนมากมายสุดคณนา ที่ไม่รู้จัก บางทีตกทุกข์ได้ยากด้วยซ้ำซึ่งเราอาจช่วยได้ ถ้าเรารู้จักเขาเหล่านั้น! เมื่อดวงอาทิตย์กำลังโผล่มาจากทิศตะวันออก แหวกราชวิถีสีทอง ฉันนึกถามตนเองด้วยความประหลาดใจบ่อยๆ ว่า ณ ปลายที่สุดของโลกนั้น เด็กในจำพวกเด็กทางทิศตะวันออกคนใดเป็นคนที่แรกซึ่งได้กระทำความเคารพรัศมีของดวงอาทิตย์ จนแม้แต่ในขณะกำลังอยู่ในวงแขนของเธอและเหนืออุระของเธอ อือ! แม่เทวีผู้งามประโลมของฉัน ดวงหทัยของฉันเต้นอย่างร้ายแรงในยามอัสดงคตแห่งดวงอาทิตย์บ่อยๆ ด้วยความต้องการอยากตามดวงอาทิตย์ไปสู่ทิศอัสดงค์ซึ่งมีสีแดงเข้มเพื่อเห็นชาวชนแห่งทิศตะวันตก ที่นั่นคงต้องมีมนุษย์ใจดีซึ่งเราต้องรักเป็นแน่ คงจะไม่มีอย่างอื่นอยู่ที่นั่นเป็นแน่มิใช่หรือ!"
ในขณะนั้นเอง ฉันมีความกลัดกลุ้มใจ จนแม้แต่จุมพิตริมพระโอษฐ์อันละมุนละไมของเธอก็ไม่สามารถจะบรรเทาถอนได้ เออ! นางสาวธิดา เออ! จิต! เจ้าที่รู้จักเมืองวิเศษ อาชาไนยในนิทานของเจ้านั้นเขาผูกไว้ที่ไหนหนอ! ข้าจักไม่อาจเอาเวียงวังของข้าใส่หลังอาชาไนยนั้นได้สักวันหนึ่ง แล้วเหาะไปเหาะไปเพื่อดูความกว้างแห่งพื้นพิภพทีเดียวหรือ?
หรือมิฉะนั้น ถ้าข้าได้ปีกของแร้งหนุ่มเจ้าซากศพตัวนั้นที่เล็งเห็นสมบัติราชอาณาจักรอื่นใหญ่ยิ่งกว่าอาณาจักรของข้า ข้าจะบินไปสู่ยอดเขาหิมาลัยซึ่งแวววับไปด้วยหิมะซึ่งมีสีแม้นกุหลาบ เพื่อทอดตาค้นหาประเทศที่อยู่โดยรอบ "แต่นี่ช่างกระไรเลย ข้าไม่เคยได้เห็นเลย และไม่เคยพยายามให้ข้าได้เห็นเลย! จงบอกข้าบ้างเถิดว่า นอกออกไปจากประตูสำริดของเรานั้นมีอะไรบ้าง?"
โดย ศาลาธรรม [16 เม.ย. 2552 , 11:56:12 น.] ( IP = 61.90.66.240 : : )
สลักธรรม 3ดังนั้นจึงมีผู้ทูลว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเกษมสันต์ มีพระนคร มีวัดวาอาราม สวนและป่าละเมาะ มีทุ่ง บางทุ่งก็มีลำราง ลำห้วย สนามหญ้า มีป่าทึบ และทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่สุดสายตามากหลาย แล้วก็คือพระราชอาณาจักรของพระเจ้าพิมพิสาร และในที่สุดก็ทุ่งอันกว้างแห่งโลกซึ่งมนุษย์มากต่อมากอาศัยอยู่..."
"ดีแล้ว" พระสิทธัตถะตรัส "จงบอกนายฉันนะให้เตรียมเทียมรถของเรา พรุ่งนี้เที่ยงเราจะไปดูสิ่งซึ่งมีอยู่ภายนอกพระราชวัง" ดังนี้ จึงมีผู้ไปทูลพระราชบิดาว่า "ข้าแต่พระองค์ พระราชโอรสของพระองค์มีพระประสงค์อยากให้ราชรถได้เทียมพรุ่งนี้เวลาเที่ยง เพื่อจะได้เสด็จออกและทอดพระเนตรมนุษยชาติ"
"เออ" พระผู้ทรงธรรมรับสั่ง "ถึงเวลาที่เขาจะเห็นได้แล้ว แต่จงจัดการให้มีผู้ไปป่าวร้องแก่บรรดาประชาราษฎรทั้งปวงให้ตกแต่งพระนคร จนกระทั่งอย่าให้ได้พบเห็นสภาพอย่างหนึ่งอย่างใดซึ่งกระทำให้บังเกิดความเศร้าใจ อย่าให้คนตาบอดหรือเท้าด้วนคนใด คนเจ็บคนใด คนที่มีอายุมากคนใด คนที่เป็นโรคเรื้อนคนใด คนพิการคนใด ทั้งหลายเหล่านี้ออกมาให้ปรากฏเป็นอันขาด"
เพราะฉะนั้นก็มีการกวาดถนน ผู้หาบน้ำด้วยครุซึ่งไหลพล่านก็รดถนนทุกๆ แห่ง เหล่าพวกนางแม่บ้านก็โปรยโรยผงแดง ณ ธรณีประตูบ้านของตน ประดับพวงระย้าใหม่ และตั้งพุ่มต้นกะเพรา (ตุลสี-ต้นไม้ชนิดหนึ่ง ชาวฮินดูเรียกว่าตุลสี มักจะมีไว้ในบ้านเป็นเครื่องรางลัทธิพิเศษอย่างหนึ่ง เวลาที่ชาวฮินดูจะสาบานตนให้การในศาล พราหมณ์ต้องสั่งให้กินใบกะเพราเสียใบหนึ่งก่อน) ข้างหน้าประตู รูปสีตามบรรดาฝาก็มีการระบายป้ายสีซ่อมแซมใหม่ บรรดาต้นไม้ก็มีธงประดับอยู่เต็ม รูปที่เคารพทั้งปวงก็ปิดทองเสียใหม่
ณ สี่แยกสุริยเทวาและเทวรูปที่ศักดิ์สิทธิ์ก็สุกปลั่งสถิตอยู่เหนือแท่นโดยประการดังนี้ พระนครก็เป็นเสมือนหนึ่งว่าเป็นพระนครแห่งพระราชอาณาจักรเกษมสันต์ ผู้ร้องประกาศก็ป่าวร้องทั่วทุกถนนกับตีกลองและฆ้อง พลางร้องอย่างดังๆ ว่า "จงฟัง! ทวยชนทั้งหลาย! พระราชามีพระบรมราชโองการดำรัสสั่งว่า วันนี้อย่าให้สภาพความเศร้าโศกได้ปรากฏออกมาเป็นอันขาด อย่าปล่อยให้คนตาบอด คนขาด้วน คนเจ็บ คนแก่ คนเป็นโรคเรื้อนและคนพิการใดๆ ออกมาให้เห็นเป็นอันขาด กับห้ามมิให้ผู้ใดเผาศพหรือเอาศพออกจนกระทั่งถึงเวลาค่ำ ทั้งนี้เป็นพระบรมราชโองการของพระเจ้าสุทโธทนะ"
โดย ศาลาธรรม [16 เม.ย. 2552 , 11:56:40 น.] ( IP = 61.90.66.240 : : )
สลักธรรม 4เมื่อเป็นดังนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างก็ล้วนแต่เจริญเพลินจักษุประสาท และบรรดาเคหะสถานบ้านเรือนทั้งปวงก็ตกแต่งทั่งทั้งพระนครกบิลพัสดุ์ คราวเมื่อพระสิทธัตถราชโอรสเสด็จประพาสโดยรถทรงอันแพรวพรรณรายเทียมด้วยโคคู่ขาวดุจหิมะซึ่งโคลงคอและถูโหนกกับแอกสลักและลงรัก ความร่าเริงของทวยชนซึ่งโห่ร้องรับรองพระราชโอรสกระทำให้เป็นที่น่าทัศนาอย่างยิ่ง พระสิทธัตถะจึงทรงเบิกบานพระทัยที่ได้ทอดพระเนตรเห็นปวงประชาอันซื่อสัตย์ของพระองค์สวมเครื่องแต่งกายสำหรับงานฉลองและบันเทิงร่าเริงประหนึ่งว่าการมีชีวิตอยู่เป็นสิ่งที่ดี
"โลกเรานี้ดีงาม" พระองค์รับสั่ง "เราชอบ และบรรดาทวยชนเหล่านี้ซึ่งไม่ได้เป็นพระราชาล้วนแต่สวยงามและน่ารัก และน่าเอ็นดูก็คือเหล่าภคินีซึ่งทำงานและอยู่เฝ้าบ้าน เราได้ทำประโยชน์อะไรให้เขาเหล่านี้ เขาจึงร่าเริง? เด็กๆ เหล่านี้รู้ได้อย่างไรว่าเรารักเขา ได้กรุณาเถิด จงเอาศากิยะหนุ่มน้อยซึ่งโยนดอกไม้มาให้เรานั้นขึ้นมาบนรถเราด้วยเถิด ช่างดีนี่กระไรทีได้เถลิงถวัลยราชย์ ณ ราชธานีนี้ เป็นความสุขอันบริสุทธิ์นี่กระไร
หากว่าทวยประชาเหล่านี้มีความยินดี เพราะเหตุที่เรามาอยู่ในท่ามกลางของพวกเขา สิ่งทั้งหลายทั้งปวงช่างไร้ประโยชน์แก่เราเสียนี่กระไร หากว่าบรรดาเรือนเล็กๆ เหล่านี้จุความร่าเริงพอที่จะบำเพ็ญเพิ่มพูนพระนครของเรา ให้เปี่ยมไปด้วยความแย้มสรวลได้ "ไปให้เร็วเข้าหน่อยเถิดนายฉันนะ! ออกประตูไปเพื่อเราจะได้เห็นโลกงามซึ่งเราไม่รู้ว่ามีมากขึ้นอีก"
ดังนั้นแล้วนายฉันนะผู้เป็นสารถีก็ขับราชรถพาพระราชโอรสผ่านประตูไปในท่ามกลางหมู่ชนซึ่งร่าเริง กำลังตะลีตะลาน หลีกจากวิถีทางล้อแห่งรถทรง บางคนวิ่งไปข้างหน้าโค พลางโยนพวงมาลาให้ บางคนก็ลูบคลำสีข้างอันละมุนละไมของโค บ้างก็นำข้าวและขนมมา แล้วทุกๆคนเปล่งอุทานว่า "ไชโย! ไชโย! สำหรับพระราชโอรสผู้มีวิริยภาพของเรา"
ในขณะที่ทั่วทุกถนนกำลังเต็มไปด้วยหน้าตาที่ร่าเริงและสภาพแห่งความชื่นชมตามพระราชโองการของพระราชานั้น มียาจกเข็ญใจกระร่องกระแร่ง ตาตื่นและโสมมเต็มไปด้วยเหงื่อไคลคนหนึ่งเดินโซเซออกมาจากหลุมที่ซ่อนตนอยู่ แล้วก็พยุงตัวเองไปสู่กลางถนน ยาจกนี้ทุพพลภาพ ชรามาก และหนังอันยู่ย่นโดยอำนาจแห่งดวงอาทิตย์ก็ติดกระดูกสนิท เฉกเช่นหนังสัตว์ที่หุ้มอยู่กับกระดูกหลังก็โกงโดยน้ำหนักแห่งกาลอันอเนกอนันต์วัน กระบอกตาก็มีสีแดงช้ำซึ่งถูกเซาะด้วยน้ำอัสสุชลอันโหยไห้ เมื่อกาลนานมาแล้ว ตาก็ตื่นและขากรรไกร ปราศจากฟันก็สั่นเทาด้วยพยาธิและความกลัวที่มาเห็นหมู่ชน และความร่าเริงอันอักโขดังนี้
มือซึ่งผอมข้างหนึ่งจับไม้เท้าอันสึกหรอเพื่อประคองเท้าอันซวนเซทั้งสองข้าง และมืออีกข้างหนึ่งบีบซี่โครงซึ่งผายลมหายใจออกมาได้โดยยาก "โปรดทำทานเถิดเจ้าประคุณเจ้าข้า"
โดย ศาลาธรรม [16 เม.ย. 2552 , 11:57:09 น.] ( IP = 61.90.66.240 : : )
สลักธรรม 5ยาจกชราครวญครางว่า "เพราะกระผมจะตายในวันนี้หรือพรุ่งนี้แล้ว" ว่าแล้วก็ไอและแบมือออกยื่นต่อไป พลางหรี่ตาและสั่นเทาด้วยอำนาจแห่งความกระตุกของเส้นประสาทแล้วร้องว่า "ทำทาน!" ดังนั้นบรรดาผู้ซึ่งห้อมล้อมตามเสด็จก็ช่วยกันลากโดยแรงไปให้พ้นเสียจากถนนพลางว่า "พระราชโอรสเสด็จแลไม่เห็นหรือ? จงกลับไปยังที่อยู่ของแกเสียเถิด?"
แต่พระสิทธัตถะทรงรับสั่งว่า "ปล่อยแกเสีย! ปล่อยแกเสีย! นายฉันนะ นั่นสัตว์โลกอะไรที่แม้นเหมือนมนุษย์ แต่ผิดกันก็เพียงที่แกมีอาการหลังโกงแร้นแค้น น่าอนาถและมีอาการตื่นกลัว มีมนุษย์ใดที่พอเกิดก็เป็นเช่นนี้ทีเดียวหรือ? คำที่แกกล่าวว่ากระผม จะตายในวันนี้หรือพรุ่งนี้แล้วนั้นหมายความว่ากระไร? แกคงไม่ได้ประสพอาหารกระมัง กระดูกจึงแหลมๆ ออกมาดังนั้น? อกุศลกรรมอะไรหนอที่มาพ้องพานสัตว์อันเวทนานี้"
ดังนี้นายสารถีรถทรงจึงทูลสนองว่า "พระองค์ผู้ทรงคุณธรรม นั่นเป็นแต่เพียงคนชราเท่านั้น เมื่อสัก ๘๐ ปีมานี้หลังของแกยังตรงอยู่ ตาก็ยังสว่างและกายก็ยังบริสุทธิ์ บัดนี้อำนาจแห่ความมีอายุมากได้ทำให้เลือดซึ่งหล่อเลี้ยงร่างกายของแกสิ้นไป และคร่าเอากำลังวังชาของแกสิ้นไปและทำให้สติสัมปชัญญะบกพร่องไปด้วย น้ำมันตะเกียงของแกได้หมดเสียแล้ว ไส้เหี่ยวแห้ง สิ่งซึ่งยังเหลือเป็นชีวิตของแกอยู่ก็เพียงแต่แสงมัวสลัวๆ ซึ่งอันธการก่อนที่จะดับลงตามธรรมดาของผลที่สุดแห่งอายุ พระองค์จะไปทรงใฝ่พระทัยทำไม?"
พระราชโอรสจึงรับสั่งว่า "คนอื่นๆ หรือคนทุกคนย่อมเป็นเช่นนั้นเหมือนกัน หรือน้อยนักที่จะเป็นแก่คนใดดุจยาจกคนนั้น?"
"พระองค์ผู้ทรงปรีชาอันสุขุม" นายฉันนะรีบทูลสนอง "คนทุกคนซึ่งปรากฏอยู่นี้ต่อไปต้องเป็นเหมือนแกทั้งสิ้น หากคนเหล่านี้จะมีชีวิตอยู่นาน"
พระราชโอรสจึงตรัสถามว่า "แต่ถ้าข้านี้มีชีวิตยืนนานเข้าก็คงเป็นเช่นนี้ดุจกัน และหากว่ายโสธรามีชีวิตอยู่จนกระทั่งถึง ๘๐ ปีความชราภาพก็กระทำให้เธอได้รับผลที่สุดเช่นเดียวกันอย่างนั้นหรือ! ข้าได้เห็นสิ่งซึ่งไม่ได้นึกว่าจะได้เห็นนั้นแล้ว"
โปรดติดตามตอนต่อไป
![]()
โดย ศาลาธรรม [16 เม.ย. 2552 , 11:57:31 น.] ( IP = 61.90.66.240 : : )
สลักธรรม 6
ตามมาอ่านต่อค่ะ
ขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะโดย พี่ดา [22 เม.ย. 2552 , 09:33:10 น.] ( IP = 124.121.175.151 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |