| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
อุปฆาตกรรม (๓)
ตอนที่ผ่านมา
ประเภทที่ ๓ อกุศลอุปฆาตกกรรมไปตัดรูปนามที่เป็นกุศลวิบาก เช่นเราเกิดมาด้วยอำนาจของรูปนามที่เป็นกุศลวิบาก อวัยวะทุกอย่างดีหมด อยู่ต่อมาอำนาจอกุศลกรรมที่เราเคยทำไว้ในอดีตมันมาตัดรอน อำนาจอกุศลกรรมมาตัดรอนในรูปอย่างไร...?
ราเกิดมาเป็นคนมีรูปร่างสะสวย อวัยวะสมบูรณ์หมดทุกอย่าง อยู่ๆ ก็ไปถูกรถชน พอถูกรถชนก็ทำให้เราเกิดเป็นคนพิการ ตาดีๆ เกิดตาบอด หูดีๆ เกิดหูหนวก แขนหัก ขาหัก กระดูกซี่โครงเดาะ อะไรอย่างนี้ กลายเป็นคนพิกลพิการไป อันนี้ก็เพราะด้วยอำนาจของอกุศลอุปฆาตกกรรมมาตัดรอน ทำให้รูปนามที่เป็นกุศลวิบากนี้ต้องได้รับผล กลายเป็นคนที่พิกลพิการไปในที่สุด กลายเป็นคนพิการคือตาบอด หูหนวกไป ประสาทเสื่อมไป ด้วยอำนาจของอกุศลที่เป็นอุปฆาตกกรรมเข้ามาตัดรอน นี่เป็นเรื่องหนึ่ง
ประเภทที่ ๔ อกุศลอุปฆาตกรรมที่ตัดรูปนามที่เป็นอกุศลวิบากเช่น พวกที่เกิดมาเป็นสัตว์เดรัจฉาน ยกตัวอย่างเกิดมาเป็นสุนัขก็ได้ แมวก็ได้ นกก็ได้ คือว่า อัตภาพร่างกายของสัตว์เดรัจฉานเหล่านี้ เป็นอกุศลวิบากคือเกิดจากกรรมไม่ดี ถึงแม้สุนัขจะมีขนปุย นกจะมีสีสวย แมวจะมีสีสวยอย่างไรก็ตาม ก็ถือว่าเป็นรูปนามที่เป็นอกุศลวิบาก
แต่อยู่ต่อมา อำนาจของอกุศลมาเป็นอุปฆาตกกรรม คือเข้ามาตัดรอน สุนัขถูกรถชนตาย แมวถูกรถชนตาย นกถูกยิง ถูกรถชนตาย แม้แต่นกเองก็ถูกรถชนตายบ่อยๆ สัตว์เหล่านี้ก็สิ้นสุดจากความเป็นสัตว์เดรัจฉาน อัตภาพร่างกายที่เคยได้มาจากอกุศลวิบาก เช่นอัตภาพร่างกายของความเป็นสุนัข แมว นก ก็สิ้นสุดลง สิ้นสุดลงด้วยอะไร...? ก็ด้วยอำนาจของอุปฆาตกกรรมที่เป็นอกุศลเข้ามาตัดรอน ตัดรอนรูปนามที่เป็นอกุศลนี้ให้สิ้นสุดลงโดย พี่เณร...นำมาฝาก [16 เม.ย. 2552 , 12:36:48 น.] ( IP = 58.9.154.216 : : )
สลักธรรม 1อนึ่งท่านอธิบายว่า อุปฆาตกกรรมที่ตัดรูปนามที่เป็นวิบากกรรมของกรรมอื่นๆ นั้น ยังมีอีก ๓ ประการด้วยกัน
ประการที่ ๑ ตัดวิบากของกรรมอื่นๆ ตัวเองก็ไม่ได้ส่งผลให้เกิดแล้วก็ไม่หมีโอกาสแก่ชนกกรรมอื่นๆ ได้ส่งผลอีกอย่างหนึ่ง
ประการที่ ๒ ตัดวิบากกรรมของกรรมอื่นๆ แล้ว ตัวเองส่งผลให้เกิดอย่างหนึ่ง
ประการที่ ๓ ตัดวิบากของกรรมอื่นๆ แล้วให้โอกาสแก่ชนกกรรมอื่นๆ ได้ส่งผลอย่างหนึ่ง
ตัวอย่างในประการที่ ๑ เช่น พระจักขุปาลเถระ ท่านยกตัวอย่างว่า ซึ่งเมื่ออดีตชาติเคยเป็นหมอรักษาตา และได้เคยทำลายตาของผู้ที่มารักษานั้นให้บอดไป คือทำตาของคนไข้ให้บอด ฉะนั้นอำนาจของอกุศลกรรมที่พระจักขุปาลเถระได้กระทำในครั้งนั้นน่ะ จึงมาตอบสนองให้ตาของพระจักขุปาลเถระเสียไปจนตลอดชีวิต นี่ก็เป็นเพราะอกุศลอุปฆาตกกรรมมาตัดวิบากของอกุศลชนกกรรม ทำให้ตาบอด ตาเสีย แต่ว่าอกุศลอุปฆาตกกรรมนี้ไม่ส่งผลให้เกิดต่อไปแล้ว เพราะพระจักขุปาลเถระได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ มันก็สนองผลในชาตินี้ แต่ชาติต่อไปไม่มีอีกแล้ว เพราะท่านสำเร็จอรหัตมรรค อรหัตผล ภพชาติสิ้นสุดลง ฉะนั้นอกุศลอุปฆาตกกรรมจึงเป็นแต่ตัดวิบากของกรรมอื่นๆ เท่านั้นเอง
หรือพระโมคคัลลานะถูกโจร ๕๐๐ ทุบจนร่างกายแหลกเหลวหมด ก็ด้วยอำนาจของอกุศล ที่ตนเองเคยตีพ่อตีแม่มุ่งหมายที่จะให้ตาย เช่นเดียวกัน เพื่อเอาใจภรรยา ฉะนั้นอกุศลอันนี้ก็เป็นอุปฆาตกกรรมมาตัดวิบากของกรรมอื่นๆ เท่านั้น ตัวเองก็ไม่มีโอกาสส่งผลอีกต่อไป เพราะว่าพระโมคคัลลานะท่านสำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว ก็คือตัดรูปนามที่เป็นกุศลวิบากให้สิ้นสุดลง ท่านถูกทุบร่างจนแหลกเหลวหมด แต่ยังไม่นิพพาน ท่านเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ ประสานกระดูกแล้วไปเฝ้าพระพุทธองค์ ไปทูลลาก่อนจึงนิพพาน เพราะท่านมีฤทธิ์มากโดย พี่เณร...นำมาฝาก [16 เม.ย. 2552 , 12:46:33 น.] ( IP = 58.9.154.216 : : )
สลักธรรม 2ตัวอย่างในประการที่ ๒ เทพบุตรตนหนึ่งชื่อ ทุสสีมาร เป็นบริวารของพระยาสวัสตีมาร เอาก้อนหินขว้างศีรษะของอัครสาวกเบื้องขวาในสมัยพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือพระเจ้ากลาพุได้ทรมานพระดาบสที่เป็นพระโพธิสัตว์ คือพระพุทธเจ้าของเราในสมัยที่เกิดเป็นขันติวาทีดาบส สอนแต่เรื่องความอดทน สอนแต่เรื่องขันติ ก็ถูกพระเจ้ากลาพุกระทืบจนตาย หรือนันทยักษ์เอากระบอกตีศีรษะพระสารีบุตรในขณะที่กำลังเข้านิโรธสมาบัติ พระเทวทัตประทุษร้ายพระพุทธเจ้าในขณะที่เดินจงกรม และก็ได้รับผลของการกระทำในปัจจุบันคือถูกธรณีสูบทั้งเป็น ตายไปแล้ว ไปเกิดในอเวจีมหานรก ท่านก็กล่าวว่าเพราะอำนาจของ อกุศลอุปฆาตกกรรมมาตัดวิบากกรรมอื่นๆ คือทำให้ธรณีสูบ แล้วตัวเองก็ส่งผลไปเกิดในอเวจีมหานรก ด้วยอำนาจของอกุศลอุปฆาตกกรรมที่ตนเองทำขึ้น
ตัวอย่างในประการที่ ๓ เช่น พระเจ้าพิมพิสาร ในอดีตชาติ เคยใส่รองเท้าเข้าไปในพุทธเจดีย์ แล้วก็ด้วยอำนาจของอกุศลครั้งนี้ ตอนที่พระเจ้าอชาตศัตรูจับไปขังคุก เพื่อช่วงชิงราชสมบัติพระเจ้าพิมพิสารก็เดินจงกรม อยู่ด้วยปีติ วันหนึ่งๆ ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะคุกที่อยู่นี้อยู่ข้างล่าง แต่ที่คุกมองเห็นยอดพระคันธกุฎีของพระพุทธเจ้า ซึ่งประทับอยู่ที่ยอดเขาคิชฌกูฏ ถ้าเราไปยืนอยู่ที่คุกนั้น เวลานี้เขายังรักษาไว้ในเมืองราชคฤห์ของประเทศอินเดีย แล้วมองขึ้นไปก็จะเห็นพระคันธกุฎีของพระพุทธเจ้า พระเจ้าพิมพิสาร วันหนึ่งๆ ได้ทอดพระเนตรเห็นพระคันธกุฎีของพระพุทธเจ้าก็เกิดปีติ ถึงแม้จะไม่ได้เฝ้าพระพุทธองค์ ก็เห็นกุฎียังดี ก็เกิดปิติ อำนาจปีติก็ทำให้ท่านเดินจงกรมอยู่ได้ ขนาดพระเจ้าอชาตศัตรูเอาไปขังแล้วยังห้ามไม่ให้ข้าวให้น้ำเสียอีก ก็ไม่ตาย เพราะอยู่ได้ด้วยปีติ
พระเจ้าอชาตศัตรูก็ถามดูว่า ทำไมพ่อถึงไม่ตาย อยู่ได้อย่างไร ผู้คุมก็บอกว่าเดินจงกรมทุกวัน ทั้งวัน เดินจงกรม เดินไปเดินมานี้ อำนาจปีติในธรรมก็ทำให้มีชีวิตอยู่ได้ พระเจ้าอชาตศัตรูก็สั่งใหม่ ถ้าอย่างนั้นให้เอามีดโกนไปผ่าเท้าเสีย จะได้เดินจงกรมไม่ได้ จะได้ตายเร็วๆ คือจะทรมานพ่อให้ตายเร็วๆ ผู้คุมก็เอามีดโกนไปผ่าฝ่าเท้า เกิดทุกขเวทนาอย่างแรงกล้า ทนไม่ไหว ท่านก็ถึงซึ่งทิวงคตโดย พี่เณร...นำมาฝาก [16 เม.ย. 2552 , 12:58:28 น.] ( IP = 58.9.154.216 : : )
สลักธรรม 3ถ้าถามว่า ทำไมพระเจ้าพิมพิสารจึงถูกผ่าฝ่าเท้าด้วยมีดโกน ก็ตอบว่า ด้วยอำนาจของอกุศลกรรมในอดีต เคยใส่รองเท้าเข้าไปในพุทธเจดีย์เป็นการไม่คารวะสถานที่ ก็เลยถูกผ่าฝ่าเท้า ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เขาห้ามใส่รองเท้าเข้าไป เราต้องให้ความเคารพ เพราะการใส่รองเท้าเข้าไป ไม่เป็นการเคารพ และอำนาจอกุศลกรรมอย่างนี้ ก็ทำให้พระเจ้าพิมพิสารนั้น ถูกผ่าฝ่าเท้า นี้ท่านอธิบายไว้อย่างนี้ คือเป็นอดีตกรรมของพระเจ้าพิมพิสารที่ทำไว้อย่างนี้ เรียกว่าอุปฆาตกกรรม
ฉะนั้น อุปฆาตกกรรม คือกรรมที่มาตัดรอน บางครั้งมันเกิดขึ้นกับชีวิตของเรา เช่นอย่างเราเกิดมา ธรรมดารูปนามที่ต้องอยู่ได้ตลอดอายุขัย อายุขัยก็คือจะต้องถึง ๗๕ ปีเป็นอย่างต่ำ แต่บางคนตายก่อน และตายด้วยอุปัทวเหตุอย่างกะทันหัน การตายก่อนที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันอย่างนี้ ก็ด้วยอำนาจของอุปฆาตกกรรมเข้ามาตัดรอน เพราะอย่างเหตุที่ทำให้เกิดความตายที่ท่านตรัสไว้มีอยู่ ๔ ประการด้วยกัน
ประการที่ ๑ ตายเพราะสิ้นอายุ หมายถึงอายุหมดก็ต้องตาย
ประการที่ ๒ ตายเพราะสิ้นกรรม คือเมื่อกรรมหมดก็ตาย
ประการที่ ๓ ตายเมื่อทั้งสิ้นอายุและสิ้นกรรม
ประการที่ ๔ ตายเพราะกรรมมาตัดรอน ฉะนั้น ถ้าอำนาจกรรมเข้ามาตัดรอน แล้วก็ต้องตาย (ตายด้วยอุปัทวเหตุ)
นี่เป็นด้วยอำนาจของอุปฆาตกกรรม เป็นหน้าที่ของกรรม ฉะนั้นหน้าที่ของกรรมอย่างนี้เรารู้ไม่ได้ ในชีวิตของเราทำกรรมอันใดไว้ในอดีตบ้าง เราก็รู้ไม่ได้ เรารู้ได้อย่างเดียวเท่านั้นเมื่อกรรมนี้สนองผลแล้วเกิดขึ้นแล้ว เรารู้ได้เพียงแค่นี้ หรือเศษของกรรมที่ส่งผลมาให้ ให้เราได้รับเราก็รู้ว่านี่เป็นวิบากกรรม อาจจะเป็นเศษกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งที่เคยทำไว้ในอดีต แล้วก็ส่งผลมา ซึ่งเราหนีไม่พ้น
ผู้ใคร่ธรรมทำตนให้พ้นเวร
เพราะมองเห็นเป็นทุกข์ไม่สุขสันต์
ระวังใจไม่ทำกรรมอนันต์
คิดผ่อนผันสั้นยาวทุกคราวไป
ผู้ใคร่ธรรมย่อมให้อภัยทาน
ไม่คิดการก่อเวรเป็นนิสัย
เพราะมองเห็นเวรกรรมนำทุกข์ภัย
คิดตั้งใจผูกไมตรีดีต่อกัน ฯ
บุญญวัฒน์ วุฒิพล
![]()
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [16 เม.ย. 2552 , 13:08:51 น.] ( IP = 58.9.154.216 : : )
สลักธรรม 4มาศึกษาอำนาจของกรรมต่อค่ะ.. กราบขอบพระคุณพี่เณรค่ะ
โดย เซิ่น [20 เม.ย. 2552 , 20:59:38 น.] ( IP = 58.8.51.177 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |