| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ครุกรรม อาสันนกรรม (๒)
ตอนที่ผ่านมา
คำว่า ครุกรรม ท่านให้คำวิเคราะห์ว่า ครุ กโรตีติ = ครุกํ ซึ่งแปลว่า กรรมใดย่อมให้ผลหนักแน่นเกิดขึ้น กรรมนั้นชื่อว่าครุกรรม เราจึงแปลตามศัพท์ แปลว่า กรรมหนัก ให้ผลอันหนักแน่นเกิดขึ้นหรือ กมฺมนฺตเรหิ ปฏิหาหิตุ อสกฺกุเนยฺยุตฺตา ครุกํ กมฺมนฺติ = ครุกกมฺมํ แปลว่า กรรมที่หนักแน่นเพราะกรรมอื่นๆ ไม่สามารถห้ามการให้ผลได้ ฉะนั้น กรรมนั้นมีชื่อว่า ครุกรรม
ถ้าถามว่า ครุกรรม กรรมที่หนักคือกรรมอะไร ก็คืออนันตริยกรรม> แต่อนันตริยกรรมทั้ง ๕ นี้ หรือที่เรียกว่า ปัญจานันตริยกรรม ที่ว่ากรรมหนักทั้ง ๕ นี้ ก็คือ...
๑. ฆ่าพ่อ
๒. ฆ่าแม่
๓. ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนห้อพระโลหิต
๔. ฆ่าพระอรหันต์
๕. ทำสังฆเภท
ทั้ง ๔ อย่าง เราถือเป็นกรรมหนัก แต่กรรมทั้ง ๕ ประการนี้ยังหนักไม่เท่ากับ นิตยมิจฉาทิฏฐิกรรม นิตยมิจฉาทิฏฐินี้หนักกว่าอนันตริยกรรมทั้ง ๕ เพราะอะไร...?
เพราะนิยตมิจฉาทิฏฐิกรรม เป็นกรรมที่ให้ผลไม่มีที่สิ้นสุด กรรมทั้ง ๕ นี้ เมื่อเราไปเสวยกรรมครบตามกำหนดอายุขัยแล้ว เราก็พ้นจากกรรมนั้นๆ แต่นิยตมิจฉาทิฏฐินี้ มันจมปลักอยู่ในกรรมเช่นนี้ตลอดเวลา คือพวกที่เห็นผิด และก็เป็นความเห็นผิดที่รุนแรง เป็น นิยตมิจฉาทิฏฐิโดย พี่เณร...นำมาฝาก [21 เม.ย. 2552 , 08:41:54 น.] ( IP = 58.9.145.154 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1อย่างพวก อเหตุกทิฏฐิ อกิริยทิฏฐิ นัตถิกทิฏฐิ พวกนี้เป็นกรรมหนัก หนักกว่าอนันตริยกรรม ท่านจึงเรียกว่า มิจฉาทิฏฐิกรรมนั้น เป็นกรรมที่ให้ผลอยู่ตลอดเวลา ผู้ที่เป็นมิจฉาทิฏฐิอย่างนี้ ต้องเสวยกรรมไม่มีที่สิ้นสุด ผู้ที่ทำอนันตริยกรรมทั้ง ๕ นั้น เมื่อหมดอายุของกาลเวลาที่เราไปเสวยกรรมแล้ว กรรมก็หมดไป แต่พวกมิจฉาทิฏฐิไม่หมด จะต้องเสวยกรรมอันนี้ตลอดไปตราบเท่าที่มิจฉาทิฏฐินั้นยังอยู่
กรรมที่เป็น อนันตริยกรรม โดยองค์ธรรมแล้ว ได้แก่ มหัคคตกุศลกรรม ๙ ทิฏฐิคตสัมปยุต ที่เกี่ยวกับ นิยตมิจฉาทิฏฐิกรรม ๔ และโทสมูล ที่เกี่ยวกับ ปัญจานันตริยกรรมอีก ๒ ก็รวมเป็น ๑๕
ความจริง โลกุตตรกุศลนั้น ก็จัดว่าเป็นครุกรรม แต่ในที่นี้ท่านไม่เรียกว่าเป็นครุกรรม เป็นกรรมฝ่ายกุศลที่หนัก ที่ไม่จัดว่าเป็นครุกรรม เพราะเหตุว่า โลกุตตรกุศลนั้น ไม่ให้ผลในภพที่ ๒ ต่อไป
ที่เป็น ครุกรรม หมายถึงกรรมหนักที่จะต้องให้ผลในภพที่ ๒ เช่น เราตายจากมนุษย์ต้องไปรับกรรมนี้ทันที ไม่มีอะไรมาคั่นในระหว่างแต่โลกุตตรกรรมนั้น เมื่อผู้ได้บรรลุโลกุตตรกุศลแล้ว ภพชาติสิ้นสุดลงกุศลกรรมที่ทำนั้น ทำให้ภพชาติสิ้นสุดลง เพราะฉะนั้น จึงไม่รวมว่าเป็นครุกรรม ครุกรรมจึงมีแต่เพียง นิตยมิจฉาทิฏฐิ ก็คือ ทิฏฐิคตสัมปยุตใน โลภมูลจิต ๔ โทสมูลจิต ๒ และมหัคคตกุศลกรรม ๙ รวมเป็น ๑๕ เป็นครุกรรม ถือเป็นกรรมหนัก กรรมหนักฝ่ายกุศล และกรรมหนักฝ่ายอกุศล
กรรมหนัก ฝ่ายกุศลก็คือ มหัคคตกุศลกรรม ๙ นั้น ก็เป็นรูปาวจรกุศล ๕ อรูปาวจร ๔ ก็หมายถึงว่าผู้ที่บำเพ็ญสมาธิ อย่างเราเป็นพุทธศาสนิกชน เราเจริญสมาธิที่เป็นสัมมาทิฏฐิ เป็นสัมมาสมาธิ จนจิตของเราได้บรรลุปฐมฌาน ฌานที่ ๑ ถึงฌานที่ ๒ ฌานที่ ๓ ฌานที่ ๔ และฌานที่ ๕ การได้ฌานที่เป็นรูปฌานทั้ง ๕ นี้ขึ้นมานั้นก็จัดว่าเป็นครุกรรมฝ่ายกุศล หรือเมื่อเราได้ถึงปัญจมฌานแล้ว เราไปเจริญอรูปฌานต่ออีก ๔ ฌาน อรูปฌานทั้ง ๔ นั้นก็เป็นครุกรรมฝ่ายกุศลเป็นกรรมที่หนัก ฝ่ายกุศลกรรมทั้ง ๙ ประการนี้ เมื่อเราได้แล้วอย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อชีวิตของเราจะต้องพลัดพรากจากภพปัจจุบันไป เช่นตายจากโลกมนุษย์ เราก็ต้องได้รับผลกรรมอันนี้ในชาติที่สองทันที ซึ่งไม่มีใครทัดทานได้โดย พี่เณร...นำมาฝาก [21 เม.ย. 2552 , 08:46:44 น.] ( IP = 58.9.145.154 : : )
สลักธรรม 2ตัวอย่างเช่น อย่างเราได้ปฐมฌาน ในขณะที่เราเป็นมนุษย์ พอเราตายจากโลกมนุษย์นี้ เราต้องไปเกิดในปฐมฌานภูมิแน่นอน ถ้าเราได้ทุติยฌาน ก็ไปเกิดในทุติยฌานภูมิ ถ้าเราได้ตติยฌาน ก็ไปเกิดในตติยฌานภูมิ ถ้าเราได้จตุตถฌาน ก็ไปเกิดในจตุตถฌานภูมิ ถ้าเราได้ปัญจมฌาน ก็ไปเกิดในปัญจมฌานภูมิ ในชาติที่ ๒ จากชาติมนุษย์นี้ไป
ทีนี้ถ้าเราได้อรูปฌาน เช่น ได้อากาสานัญจายตนฌาน เราตายจากโลกมนุษย์ ก็ต้องไปเกิดในอากาสานัญจายตนฌานภูมิ ถ้าเราได้วิญญาณัญจายตนฌาน เราตายจากโลกมนุษย์ ก็ไปเกิดในวิญญาณัญจายตนฌานภูมิ ถ้าเราได้อากิญจัญญายตนฌาน เราก็ไปเกิดในอากิญจัญญายตนฌานภูมิ ถ้าเราได้เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน เราก็ไปเกิดในเนวสัญญานาสัญญายตนฌานภูมิ ฉะนั้น อรูปภูมินี้ถือว่าเป็นภูมิที่เราจะได้รับในชาติต่อไป อย่างนี้เป็นครุกรรม
ครุกรรม จึงหมายถึงกรรมที่ให้ผลในชาติที่ ๒ อย่างแน่นอน ไม่มีกรรมใดๆ หรือไม่มีสิ่งใดๆ จะมาทัดทานได้ เพราะเป็นกรรมที่หนักแน่นจะต้องให้ผลในชาติที่ ๒
ส่วนโลกุตตรกุศลนั้นไม่มีผลอีกแล้วในชาติต่อไป ฉะนั้น จึงไม่จัดว่าเป็นอนันตริยกรรม เป็นแต่ครุกรรม
ฉะนั้นในปัญจานันตริยกรรมทั้ง ๕ อย่างนี้ ถ้าถามว่า กรรมอันไหนให้ผล มีผลหนักมากที่สุดใน ๕ อย่าง เช่นอย่างการฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ ฆ่าพระอรหันต์ ทำร้ายพระพุทธเจ้ากับทำสังฆเภท กรรมอันไหนหนักที่สุด?โดย พี่เณร...นำมาฝาก [21 เม.ย. 2552 , 08:50:27 น.] ( IP = 58.9.145.154 : : )
สลักธรรม 3ท่านบอกว่า ในอนันตริยกรรมทั้ง ๔ นี้ก็ยังหนักไม่เท่ากัน สังฆเภทกรรม เป็นกรรมที่หนักที่สุด คือการทำสงฆ์ให้แตกกัน จะยุยงสงฆ์หรือจะทำอะไรก็แล้วแต่ ให้สงฆ์นี่แตกกัน ถือว่าเป็นกรรมหนักที่สุด รองลงมาจากสังฆเภทกรรมแล้ว ก็มาถึงการทำร้ายพระพุทธเจ้าจนห้อพระโลหิต หรือโลหิตุปบาท นี่เป็นกรรมหนักลำดับสอง รองลงมาจากโลหิตุปบาทได้แก่อรหันตฆาต จากอรหันตฆาต ก็มาถึงฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ครบ ๕ อย่าง
ทีนี้ระหว่างพ่อแม่นี่ก็ไม่เท่ากันอีก ถ้าพ่อมีคุณธรรมสูงกว่าแม่ ฆ่าพ่อก็บาปมากกว่าฆ่าแม่ ถ้าแม่มีคุณธรรมสูงกว่าพ่อ ฆ่าแม่ก็บาปมากกว่าฆ่าพ่อ ที่นี้ถ้าคุณธรรมของพ่อกับของแม่เสมอกัน ฆ่าแม่ กรรมหนักกว่าฆ่าพ่อ เพราะอะไร?เพราะแม่มีพระคุณมากกว่าพ่อ ว่าอย่างนั้น รับภาระมากกว่าพ่อ ถึงแม้พ่อแม่นี่มีคุณธรรมเสมอกัน แต่ถ้าลูกไปฆ่าแม่ ฆ่าแม่บาปมากกว่าฆ่าพ่อ น้ำหนักกรรมมากกว่า อันนี้ท่านแสดงไว้ในอังคุตตรนิกาย อรรถกถาในบาลีท่านแสดงไว้ว่า
ทฺวีสุปิ สีเลน วา ทุสฺสีเลน วา สมาเนสุ มาตุฆาตโกว ปฏิสนฺธิวเสน วิปจฺจติ, มาตา หิ ทุกฺกรการิณี พหุปการา จ ปุตฺตานนฺติ ท่านแปลว่า แม้มารดาบิดาทั้งสอง เมื่อมีสภาพเสมอกัน โดยความเป็นผู้มีศีลและไม่มีศีลแล้ว มาตุฆาตกรรมนั้นแหละย่อมส่งผลปฏิสนธิ เพราะว่ามารดานั้นเป็นผู้รับภาระหนักอันกระทำได้โดยยาก และเป็นผู้มีอุปการคุณต่อบุตรทั้งหลายมาก
ท่านเปรียบเทียบให้เห็นว่า การกระทำอนันตริยกรรมทั้ง ๕ กรรม อันไหนจะเป็นกรรมหนัก บาปหนักที่สุด ก็คือ สังฆเภท รองลงมา ทำร้ายพระพุทธเจ้าห้อพระโลหิต รองลงมา เป็นอรหันตฆาต และรองลงมาคือ ฆ่าพ่อฆ่าแม่ แม้พ่อแม่นั้นจะไม่สำเร็จเป็นพระอรหันต์ ก็ถือเป็นอนันตริยกรรม ถือเป็นกรรมหนัก ผู้นั้นจะไปทำฌานก็ไม่เกิด ทำมรรคผลก็ไม่เกิด เมื่อตายจากโลกมนุษย์นี้ ก็จะต้องลงนรกทันที ไม่มีอะไรทัดทานได้ เพราะฆ่าพ่อฆ่าแม่ของตน
ที่นี้ในกรณีที่ว่า ถ้าเกิดพ่อแม่เป็นเดรัจฉาน ลูกเป็นมนุษย์ แล้วลูกเกิดไปฆ่าพ่อฆ่าแม่เป็นอนันตริยกรรมไหน? ท่านบอกเป็น ถึงพ่อแม่จะเป็นเดรัจฉานก็ฆ่าไม่ได้ บาปหนัก เป็นอนันตริยกรรม ฉะนั้นเรื่องนี้ต้องระวังโดย พี่เณร...นำมาฝาก [21 เม.ย. 2552 , 08:56:25 น.] ( IP = 58.9.145.154 : : )
สลักธรรม 4เคยมีโยมคนหนึ่งมาปรึกษา พ่อป่วยคือความสงสารพ่อ พ่อเป็นมะเร็งทรมานเหลือเกิน ลูกก็ปรึกษากันว่า เอ...ทำอย่างไรจึงจะให้พ่อพ้นจากความทุกข์ทรมาน เพราะลูกก็ให้หมอช่วยเต็มที่ หมอก็สุดปัญญาแล้ว ทำอย่างไรทุกขเวทนาก็ไม่หมด เพราะมะเร็งมันทรมาน ปวดมาก
ความสงสารพ่อนี้ ลูกชายคนหนึ่งเสนอว่า อยากให้หมอวางยาให้พ่อตายเสียเถิด ตายดีกว่าจะได้พ้นทุกข์ อาตมารู้เช่นนี้ ก็ทัดทาน บอกว่าไม่ได้ ไปสั่งหมออย่างนั้นไม่ได้ อนันตริยกรรม เอาละ จิตปรารถนาให้พ่อพ้นทุกข์ก็ไม่ได้ ไปสั่งอย่างนั้นไม่ได้ ต้องปล่อยท่านไปจนกว่าท่านจะหมดกรรม หมอก็ช่วยบรรเทาปวดก็แล้วกัน ฉีดยากันปวด ฉีดให้ตายไม่ได้ คือในฐานะเป็นลูก เราจะไปเสนอไม่ได้ อยู่ในดุลยพินิจของแพทย์เขา เราจะสั่งหมอว่า หมอไม่ไหวนะพ่อปวดเหลือเกิน หมอช่วยวางยาให้ท่านตายสบายๆ ดีกว่าอย่างนี้ไม่ได้ เป็นอนันตริยกรรม ต้องระวัง
บางทีเราไม่ได้คิดกันในข้อนี้ เรามุ่งแต่ความสงสาร แต่ความจริงแล้ว มันเป็นกรรม คือถึงอย่างไร...ตายแน่ หมอบอกว่าตายแน่ ไม่รอดแล้วหมดทางแก้ไข ก็ไม่ควรจะปล่อยให้ทรมาน ก็เป็นเรื่องของหมอ ไม่ใช่เรื่องของเรา เราอย่าไปยุ่งเกี่ยว จะไปสั่งไม่ได้ ถ้าหมอทำไม่เป็นไร เพราะหมอนั้นก็ไม่ได้ฆ่าคนไข้ เป็นแต่เพียงว่าหมอนั้นจะไม่เลี้ยงไข้ เพราะถ้าเลี้ยงไข้ให้คนไข้เช่นอย่างถ้าเราให้อ๊อกซิเยนอยู่นี่ ก็ตายช้าหน่อย ถ้าถอดอ๊อกซิเยนออกเสียก็จะได้พ้นทุกข์เร็วๆ อันนี้ก็เป็นเรื่องของหมอ
เรื่องกรรมนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่เราจะต้องระมัดระวัง การทำกรรมใดๆ ก็ตาม เราจะต้องพิจารณาให้รอบคอบเสียก่อน พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า นิสฺสมฺม กรณํ เสยฺโย ใคร่ครวญเสียก่อนแล้วจึงทำดีกว่า เพราะกรรมที่ทำไปแล้วมันทำคืนไม่ได้ พอพลาดพลั้งไปแล้ว เราทำคืนไม่ได้ นอกจากเราจะต้องสร้างกุศลเพิ่มเติม เพราะหลักของพระพุทธศาสนานั้นน่ะ บาปมันล้างกันไม่ได้หรอก แต่ว่าสามารถที่จะชนะบาปได้ด้วยบุญ ก็คือเราต้องทำบุญหนักหน่อย
ส่วนเศษของกรรมนั้นมันจะต้องสนองอย่างไร มันก็เป็นเศษของกรรม ถ้ากุศลเรามีกำลังแรงไปเบียดเบียน ไปตัดรอนอกุศลเสียได้มันก็ไม่มีโอกาสส่งผลต่อไป เหมือนอย่างพระโมคคัลลานะ ท่านเคยฆ่าพ่อฆ่าแม่ของท่านมาในอดีต เศษกรรมก็ตามส่งผล ก็คือท่านถูกโจรทุบจนกระดูกเหลวแหลกหมด แต่ท่านก็สำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว อรหัตมรรค อรหัตผลนี้ก็ไปตัดอกุศลกรรมที่เป็น ปิตุฆาต มาตุฆาต นั้นไม่ให้ผลต่อไป ท่านนิพพาน เพราะภพชาติของท่านสิ้นสุดลงแล้ว นี้ก็กุศลมาช่วยท่านโดย พี่เณร...นำมาฝาก [21 เม.ย. 2552 , 09:01:32 น.] ( IP = 58.9.145.154 : : )
สลักธรรม 5ในมหัคคตกุศล ๙ ก็เช่นเดียวกัน ผู้ที่ได้ฌานลาภีบุคคล เช่นอย่างอรูปฌาน เราก็ถือว่าปัญจมฌานเป็นกรรมหนักที่สุด รองปัญจมฌานลงมาก็จตุตถฌาน คือฌานที่ ๔ และก็ฌานที่ ๓ ฌานที่ ๒ ฌานที่ ๑ คือว่า เราทำฌานได้ครบถึง ๕ ฌาน เราได้ผลฌานที่ ๕ ส่งผลก่อน คือตายแล้วเราได้ไปเกิดในจตุตถฌานภูมิ เราได้ผลฌานที่ ๕ ส่งผลก่อน คือตายแล้วเราได้ไปเกิดในจตุตถฌานภูมิ หรือถ้าเราเจริญอรูปฌานจนได้อรูปฌานทั้ง ๔ ฌานที่เป็นอรูปฌานที่ ๔ คือเนวสัญญานาสัญญายตนฌานนั้นให้ผลก่อน เป็นกรรมที่หนักที่สุดในอรูปาวจรกุศลกรรม ย่อมส่งผลให้แก่เราก่อน
หรืออย่างบุคคลที่กระทำอรหันตฆาต เคยมีพระอรหันต์ในอดีต ท่านถูกโจรทุบระหว่างที่เจริญกัมมัฏฐาน และก็ในขณะจิตนั้นท่านจะสำเร็จอรหัตตมรรค อรหัตตผลพอดี ก็ถูกโจรทุบตาย โจรนั้นทำ อรหันตฆาต ผู้ที่ฆ่านั้นเป็นอรหันตฆาตกกรรมเป็นกรรมหนัก
อย่างผู้ที่ยุยงสงฆ์ให้แตกกัน คือพระที่เคยลงโบสถ์ร่วมกันแล้วไม่ลงโบสถ์ร่วมกัน ก็ถือว่าเป็นสังฆเภท ก็มีปัญหาว่า สงฆ์ที่ถูกแบ่งแยกให้แตกกันนั้น ต้องมีครบจำนวนสงฆ์ คือ ๔ รูป ขึ้นไป ถึงจะเป็นสังฆเภท เช่น วัดนี้มีพระสงฆ์ ๑๐ รูป ถ้ามีคนไปยุยงทั้ง ๑๐ รูปนี้ให้แตกกัน ไม่ลงอุโบสถสังฆกรรมร่วมกัน คนยุนั้นเป็นสังฆเภทแล้ว เป็นกรรมหนักแล้ว คือทำสงฆ์ให้แตกกัน พอตายจากโลกมนุษย์นี้ก็ลงอเวจีทันทีเพราะว่าเป็นครุกรรมที่หนักมาก
นี้เป็นลำดับกาลแห่งการให้ผล ที่เรียกว่า ปากทานปริยายครุกรรมย่อมให้ผลก่อน เพราะเป็นกรรมหนักโดย พี่เณร...นำมาฝาก [21 เม.ย. 2552 , 09:04:31 น.] ( IP = 58.9.145.154 : : )
สลักธรรม 6ประเภทที่ ๒ คือ อาสันนกรรม อาสันนกรรม แปลว่า กรรมที่ให้ผลเมื่อตอนใกล้ตาย ท่านให้วิเคราะห์ว่า
อาสนฺเน อนุสฺสริตํ = อาสนฺนํ (วา) อาสนฺเน กตํ = อาสนฺนํ แปลว่า การระลึกถึงสิ่งที่ดีหรือไม่ดี ในเวลาใกล้ตายชื่อว่า อาสันนกรรม หรือการกระทำที่ดีหรือไม่ดีในเวลาใกล้จะตาย ก็ชื่อว่า อาสันนกรรม
ซึ่งอาสันนกรรมนี้ก็ได้แก่อกุศลกรรม ๑๒ และมหากุศลกรรม ๘ ส่วนมหัคคตกุศลกรรมนั้น ไม่จัดว่าเป็นอาสันนกรรม เพราะว่าเป็นครุกรรมอยู่ฝ่ายเดียว
คำว่า อกุศลกรรม หรือ กุศลกรรม กุศลกรรมกับอกุศลกรรม ซึ่งเป็นกรรมที่เกิดเมื่อใกล้ตายนี้ เป็นกรรมชนิดไหน ธรรมดาชีวิตของเราที่อยู่ในโลกปัจจุบันนี้ เราก็ทำทั้งบุญทั้งบาปคู่กันไป กรรมดี กรรมชั่ว ทำกันอยู่ตลอดเวลา แต่เมื่อตอนใกล้ตาย เรานึกถึงกุศลหรืออกุศลที่ทำไว้เมื่อตอนใกล้ตาย กรรมที่นึกถึงเมื่อตอนใกล้ตายนี่เรียกว่า อาสันนกรรม ถ้าทำบาปทำอกุศลไว้ตลอดชีวิต เมื่อตอนที่ใกล้จะตาย จิตก็จะคิดถึงอกุศลที่ตัวเองทำไว้ระหว่างที่มีชีวิตอยู่ คือจิตคิดถึงเอง กรรมนั้นไปเป็นอารมณ์แก่จิต จึงเรียกว่า กรรมอารมณ์
อารมณ์อันนี้จะเกิดขึ้นแก่จิต เรียกว่ากรรมอารมณ์ คือเราจะนึกแต่การกระทำของเราในอดีต ถ้าเราเคยทำดี ก็ระลึกถึงแต่เรื่องของความดีทั้งหมดตลอดมา ถ้าเคยทำชั่วก็นึกถึงแต่กรรมชั่วทั้งหมดตลอดมา ฉะนั้น คนเมื่อตอนใกล้ตาย ถ้านึกถึงกรรมดีที่ตัวเองเคยทำอาสันนกรรมนั้น ก็เป็นกุศล ถ้านึกถึงกรรมชั่วที่ตัวเองเคยทำ อาสันนกรรมนั้นก็เป็นอกุศล
ฉะนั้นอาสันนกรรมจึงมีทั้งกุศลและอกุศล คนที่เคยทำกุศลก็นึกถึงกุศลที่ตนทำได้เป็นอารมณ์เมื่อตอนจิตใกล้จะดับ ก่อนที่วิญญาณจะดับ หรือจุติจิตจะเกิดขึ้น เราจะนึกถึงกรรมที่เราเคยทำไว้
อย่างคนเคยใส่บาตร เรานึกถึงว่า เราเคยใส่บาตรทุกวัน ก็ทำให้เห็นพระมารับบาตร เห็นตัวเองใส่บาตร ถ้าเราเคยสร้างพระพุทธรูป พระอรหันตสาวก เราก็เห็นรูปที่เราเคยสร้าง เคยสร้างโบสถ์สร้างวิหาร เราก็จะเห็นโบสถ์วิหาร เห็นนิมิตต่างๆ เหล่านี้ได้เป็นกรรมนิมิตอารมณ์โดย พี่เณร...นำมาฝาก [21 เม.ย. 2552 , 09:09:45 น.] ( IP = 58.9.145.154 : : )
สลักธรรม 7ข้อแรกเป็นกรรมอารมณ์ คือนึกได้ ถ้าภาพปรากฏให้เห็นในจิตใจก็เป็น กรรมนิมิตอารมณ์ คืออำนาจกรรมนั่นเอง นิมิตภาพให้ปรากฏ และให้เรานี้เห็นชัดเจน และเมื่อเราจะไปเกิดในคติใด ถ้าเป็นกุศล สุคติภพก็ปรากฏให้เห็นอีก
เราอาจจะเห็นวิมาน เห็นเทวดานางฟ้ามากมายที่เป็นข้าทาสบริวารของเรามาคอยรับ มาแห่แหน อันนี้เป็นกรรมที่เกิดขึ้นเมื่อตอนใกล้ตาย ทุกคนต้องประสบทั้งนั้น ท่านจึงเรียกกรรมอย่างนี้ว่าอาสันนกรรม แปลว่ากรรมที่เกิดขึ้นเมื่อตอนใกล้ตาย
กุศลหรืออกุศลที่เราทำไว้ในปัจจุบันนี้ มันก็จะส่งผลให้แก่เราเมื่อตอนใกล้ตายอย่างใดอย่างหนึ่งต้องปรากฏเกิดขึ้น อย่างนี้เรียกว่า อาสันนกรรม
ทีนี้ถ้าหากว่ากุศลเกิด คือคนตายนี้จะไปสู่คติที่ดี จะไปนรกหรือสวรรค์ ท่านบอกเมื่อตอนจิตใกล้จะดับนี้สำคัญมาก ถ้าจิตเศร้าหมอง ไปทุคติ ถ้าจิตผ่องใส ได้ไปสู่สุคติ
จิตจะเศร้าหมองหรือผ่องใสก็อยู่ที่กรรม ถ้าจิตเกิดนึกถึงอกุศลเราเศร้าหมองแล้ว อย่างเราเคยนึกถึงที่เราทำอะไรไม่ดี แม้แต่เรายังไม่ตาย ใจเรายังเศร้าหมองเลย เศร้าหมองทันทีว่า อ้อ เราเคยทำบาป เราเคยเบียดเบียนสัตว์ใจไม่สบายแล้ว แต่ถ้าเรานึกถึงกรรมดีที่เราเคยทำ เรารู้สึกเป็นสุขแช่มชื่นว่า เออ เราเคยสร้างกุศลอย่างนั้นอย่างนี้ จิตใจก็แช่มชื่นด้วยบุญกุศลที่เราทำ เมื่อตอนที่เราใกล้ตายก็เหมือนกัน ถ้าสภาพจิตเป็นอย่างนี้ คือถ้าเกิดนึกถึงอกุศลที่ทำแล้วหม่นหมอง พอตายลงต้องไปสู่ทุคติ แต่ถ้าจิตของเรานึกถึงกุศลแล้วจิตผ่องใส ตายลงได้ไปสู่สุคติ นี้คืออาสันนกรรม แปลว่า กรรมที่เกิดขึ้นเมื่อตอนใกล้ตาย เป็นกรรมที่ทุกคนหลีกหนีไม่พ้น เราจะต้องประสบพบเห็นกันทุกคน ฉะนั้น ท่านจึงให้เราระมัดระวังเมื่อตอนใกล้ตาย
นอกจากเราจะต้องระวังระหว่างมีชีวิตอยู่แล้ว บางคนทำบุญมาตลอดชีวิตเลย ทำบาปน้อย แต่ทำบุญมาก เกิดเมื่อตอนใกล้ตาย มีใครไปพูดให้เรานึกถึงบาป ใจก็เลยหม่นหมองเสียก็มี หรือบางทีไม่เคยทำบาปอะไรหรอก เคยสร้างแต่บุญกุศล แต่มีมรดก มีทรัพย์สินเงินทองมากหน่อย ลูกหลานมันก็แย่งกัน ก็เลยทำให้ใจหม่นหมองขึ้นมาทันที เศร้าหมองในระหว่างเมื่อตอนใกล้ตาย เพราะลูกหลานแย่งมรดก ก็ทำให้ไปสู่คติที่ไม่ดีได้
คนเมื่อตอนใกล้จะตายจะต้องประคับประคองใจ นอกจากเราจะต้องประคองใจตัวเราเองแล้ว คนแวดล้อมก็ต้องช่วยประคับประคองด้วย ถ้าเราศึกษาถึงสภาวะของจิต เรามีความรู้ในเรื่องสภาวะของจิตอย่างนี้แล้ว เราก็พึ่งตัวเองได้ หมายถึงว่าจากการที่เราเรียนรู้อย่างนี้ ที่ท่านทั้งหลายมาศึกษาพระอภิธรรมนี้ มันก็ช่วยได้ ช่วยได้คือเรารู้ตัวว่าเมื่อตอนใกล้ตาย ต้องทำจิตใจอย่างไร เราจะได้ประคองจิตเราตลอดเวลา นึกถึงแต่สิ่งที่เป็นกุศล และทำใจของเราให้แช่มชื่นในบุญกุศลเท่านั้น ไม่ไปคิดถึงเรื่องอื่น
เราก็ไม่ต้องพึ่งใคร เราพึ่งตัวเราเอง เพราะเรารู้แล้ว ถึงแม้จะมีอกุศลมาก่อกวนอย่างไรก็ตาม เราก็ไม่สนใจ เราทำใจให้แน่วแน่แต่กุศลอย่างเดียว เราก็ช่วยตัวเองได้ นี้คือ อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งของตน คนอื่นพึ่งไม่ได้ ถึงที่สุดอย่างนี้ พระพุทธเจ้าท่านตรัสสอนไว้อย่างนี้ ใช้ได้ตั้งแต่เรายังไม่ตายจนถึงที่สุดคือตาย เราก็ต้องพึ่งตัวเองตลอดเวลา ถึงที่สุดแม้แต่ความตาย เราก็ต้องพึ่งตัวเราเอง ใครๆ เราก็พึ่งเขาไม่ได้ ช่วยเราไม่ได้ เราต้องช่วยตัวเอง
เราจะช่วยตัวเราไม่ให้ตกนรกอย่างไร ก็ต้องช่วยอย่างนี้ คือหมั่นสร้างกุศลและก็นึกถึงแต่กุศลทุกวันนี้ ฝึกจิตคิดแต่กุศล ก่อนนอนก็นึกถึงกุศล ทบทวนเลย วันนี้เราทำความดีอะไรบ้าง ทำบุญอะไรบ้าง แล้วเราก็หลับไป อย่างนี้เรียกว่าฝึกตายทุกวัน ก่อนนอนนึกถึงแต่ความดีแล้วก็หลับไป ถ้าฝึกได้อย่างนี้ พอเราใกล้จะตายจริงๆ เราก็นึกถึงกุศลของเราทัน เพราะจิตที่หลับกับจิตที่ตายนี่มันจิตดวงเดียวกัน เป็นภวังคจิตเหมือนกัน ต่างกันแต่ว่าตัวที่ทำหน้าที่เป็นภวังค์ คือหลับ ทำหน้าที่ย้ายคือตายเท่านั้นเอง ให้เราฝึกทุกวันว่า วันนี้เราทำความดีอะไรบ้าง นึกถึงความดี นึกถึงประโยชน์ที่เราสร้าง ที่เราทำ นึกถึงบุญกุศลที่เราทำ ทำอย่างนี้ทุกวันๆ
วันนี้เราก็ศึกษาถึงอาสันนกรรม ซึ่งเป็นกรรมที่ ๒ ของ ปากทานปริยาย คือลำดับของการให้ผล ที่เราจะศึกษาอีกต่อไปคือ อาจิณณกรรมกับกตัตตากรรมต่อไป
โปรดติดตามตอนต่อไป
![]()
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [21 เม.ย. 2552 , 09:19:21 น.] ( IP = 58.9.145.154 : : )
สลักธรรม 8ยิ่งอ่านก็ยิ่งเห็นว่า... เรื่องกรรมนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนยิ่งนัก สมควรอย่างยิ่งที่เราจะต้องพึงระมัดระวังให้มาก
กราบขอบพระคุณพี่เณรมากค่ะที่นำธรรมบรรยายที่ทรงคุณค่ามาให้ได้อ่านเป็นประจำ ....อนุโมทนาค่ะโดย พี่ดา [21 เม.ย. 2552 , 10:18:25 น.] ( IP = 124.121.173.209 : : )
สลักธรรม 9กราบขอบพระคุณพี่เณรมากค่ะ
เรื่องของกรรม เป็นเรื่องที่น่าศึกษาอย่างยิ่ง
อยู่ในวงการแพทย์แล้ว ยิ่งต้องระวังอย่างยิ่งโดย น้องอุ๊ [21 เม.ย. 2552 , 22:33:54 น.] ( IP = 125.24.59.95 : : )
สลักธรรม 10![]()
กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะโดย น้องกิ๊ฟ [22 เม.ย. 2552 , 10:25:03 น.] ( IP = 125.27.178.178 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |