| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ประทีปแห่งทวีปอาเซีย (๖)
![]()
ประทีปแห่งทวีปอาเซีย (๖)
ปริเฉทที่ ๓ (ต่อ) เทวทูตทัสนกถา
(พระมหาบุรุษเห็นเทวทูต)
ตอนที่ผ่านมา
โดยเหตุที่ทรงรำพึงถึงสิ่งที่ได้ทรงประจักษ์มาดังนั้น พระสิทธัตถะซึ่งทรงมีพระอาการซึมเซาจึงเสด็จเข้าสู่พระราชสำนักอันงามวิจิตรของพระองค์ด้วยพระอาการและพระวรพักตร์อันโศกเศร้า และพระองค์ไม่เสวยขนมขาว (ขนมหิมะแห่งหิมาลัย หรือไอสครีม) และผลไม้ซึ่งใช้เป็นพระกระยาหารเวลาเย็น
และพระองค์ไม่ทรงโปรดเหลือบแลดูนางละครตัวที่งามเยี่ยมๆ แห่งพระราชวังซึ่งพยายามทำให้พระองค์ทรงกระสัน พระองค์ไม่ทรงเผยพระโอษฐ์ หากว่าไม่ใช่สำหรับมีรับสั่งอันละห้อยละเหี่ยกับพระนางยโสธราผู้รันทดสลดพระทัย กราบลงยังเบื้องบาทยุคลวิงวอนทูลถามว่า "พระองค์ไม่มีความสุขในข้าพระองค์นี้หรือ?" "โอ! แม่เทพีผู้สุดสวาท" พระองค์ตรัส
"ความสุขสำราญเช่นนั้นเป็นความสุขซึ่งดวงวิญญาณของฉันได้รับความทรมาน เมื่อนึกเห็นว่าจะหมดสิ้น และเราทั้งสองต่างก็จะต้องถึงความชราภาพ ยโสธราเอ๋ย แล้วก็สิ้นตัณหากลับกลายเป็นน่าเกลียด อ่อนแอ และหลังโกงลงไป จริงทีเดียวถึงแม้ว่าริมโอษฐ์ของเราได้ร่วมประสานซึ่งกันและกัน และความปฏิพัทธ์ของเราร่วมกันอย่างสนิทยิ่งซึ่งประหนึ่งว่าลมหายใจของเราแทบจะระคนกันอยู่ทุกคืนวัน กาลเวลาก็ย่อมเขยื้อนเคลื่อนไปในระหว่างเรา สำหรับช่วงชิงเอาราคะ ตัณหาของฉันและความปรานีของเธอไปด้วย เหมือนราตรีกาลอันดำมืดมาลบล้างรัศมีกุหลาบซึ่งส่องสว่างเหนือภูเขาเหล่านั้น โดยค่อยๆ กำบังด้วยฉากแห่งความขมุกขมัว
นี่แหละสิ่งซึ่งฉันได้ค้นพบ และดวงใจของฉันทั้งมวลก็ทับถมไปด้วยความหวาดหวั่นโดยความอันรำพึงอันนี้ และดวงใจของฉันทั้งมวลก็คิดถึงแต่สิ่งที่จะป้องกันความรักให้พ้นจากความพ้องพานของกาลเวลาที่จะมาพิฆาตซึ่งความชราภาพให้แก่มนุษย์"
เมื่อดังนี้แล้วพระสิทธัตถะก็ประทับนิ่งอยู่ตลอดราตรีโดยไม่สามารถที่จะบรรทมให้หลับและทรงระงับความกระวนกระวายลงได้
โดย ศาลาธรรม [21 เม.ย. 2552 , 10:34:30 น.] ( IP = 125.27.173.158 : : )
สลักธรรม 1อนึ่งในระหว่างราตรีกาลนั้น ฝ่ายพระเจ้าสุทโธทนะก็ทรงถูกรบเร้าด้วยพระสุบินอันทำให้ปั่นป่วนพระทัย
ข้อแรก พระองค์ทรงนิมิตเห็นธงชักขึ้นเป็นสง่าผ่าเผยธงหนึ่ง ซึ่งพระอาทิตย์แจ่มจรัสเป็นสีทอง คือ รัศมีของพรอินทร์ฉายมา แต่ภายหลังก็มีลมพัดมาจนธงอันศักดิ์สิทธิ์นั้นขาดเป็นชิ้นๆ แล้วก็โบกพัดให้ตกลงในธุลี ต่อมาก็มีเทวดาเหาะลงมาเก็บธงที่เป็นอันตรายนั้นขึ้น แล้วก็นำมาวางที่ทิศตะวันออกแห่งทวารของพระราชธานี
ครั้นแล้วพระสุบินข้อที่ ๒ ว่า พระองค์ทอดพระเนตรเห็นคชสาร ๑๐ เชือก งาเป็นเงินซึ่งทำให้พื้นธรณีสนั่นด้วยการดำเนินอันหนัก ช้างเหล่านั้นเดินมาจากทางทิศใต้ ผู้ซึ่งขี่อยู่เหนือคอคชสารตัวที่หนึ่งเป็นพระราชโอรสของพระองค์ ตัวอื่นๆ เดินตามหลัง
พระสุบินข้อที่ ๓ ว่ามีรถอันแพรวพราวด้วยรัศมีอันรุ่งโรจน์เทียมด้วยพาชี ๔ ตัว ซึ่งพ่นควันขาวออกมาจากจมูก และเคี้ยวฟองซึ่งเป็นไฟ พระสิทธัตถะประทับอยู่เหนือพระราชรถนั้น
พระสุบินข้อที่ ๔ ว่า มีล้อซึ่งหมุน หมุนมิได้หยุด ดุมเป็นทองสลับด้วยรัศมีแห่งมณีรัตน์ซึ่งประดับไว้ และมีสิ่งแปลกประหลาดที่เขียนไว้ ณ กรอบลูกล้อ และล้ออันนี้ ขณะที่กำลังหมุนอยู่ก็ประหนึ่งว่าเกิดเป็นไฟและดนตรี
พระสุบินข้อที่ ๕ ว่า มีกลองอันมหึมาตั้งอยู่กลางทางในระหว่างพระราชธานีกับภูเขาซึ่งพระราชโอรสทรงตีด้วยท่อนเหล็ก จนมีเสียงสนั่นเหมือนความระเบิดแห่งฟ้าร้อง เสียงก้องกระหึ่มไปสู่ระยะไกลในเวหาและที่ว่างเวิ้ง
พระสุบินข้อที่ ๖ ว่ามีหอคอยซึ่งสูงขึ้น สูงขึ้นเสมอจนแลเห็นได้ทั่วทั้งพระราชธานี จนกระทั่งยอดอันสูงตระหง่านประหนึ่งว่าห่อหุ้มด้วยก้อนเมฆ และบนยอดหอคอยนั้นพระราชโอรสประทับอยู่ พลางหว่านพรรณอันรุ่งโรจน์เต็มๆ พระหัตถ์ไปทั่วทิศานุทิศดังนี้จนเสมือนหนึ่งว่าเป็นพระพิรุณบุปผชาติ (ตามต้นฉบับ เรียกว่าดอกยาซิงท์ เป็นดอกไม้ที่ยังไม่มีชื่อในภาษาไทย ภาษาอังกฤษเรียกไฮซินท์ (Hyacinth) ต้นและใบคล้ายต้นซ่อนกลิ่น แต่ขนาดต่ำกว่า มีดอกสีขาว) และพลอยทับทิม และปวงชนทั้งหลายก็มาเบียดเสียดกันเพื่อเก็บทรัพย์อันมีค่าซึ่งตกลงมาทุกหนทุกแห่งนี้
และเหตุการณ์ในพระสุบินลำดับที่ ๗ ของพระองค์คือ ได้ยินอื้ออึงไปด้วยศัพท์สำเนียงเสียงครวญคราง และทอดพระเนตรเห็นคน ๖ คน ร้องไห้ และกัดฟันกับเอามือปิดปาก โศกเศร้าด้วยความสิ้นหวัง
โดย ศาลาธรรม [21 เม.ย. 2552 , 10:35:07 น.] ( IP = 125.27.173.158 : : )
สลักธรรม 2นี่แหละคือพระสุบินทั้ง ๗ ข้อ อันน่าหวาดหวั่นซึ่งพระองค์ทรงนิมิต แต่จะได้มีโหราฉลาดคนใดกล้าทำนายถวายได้นั้นก็หาไม่ เพราะฉะนั้นพระราชาผู้ทรงเร่าร้อนในพระทัยจึงทรงเปล่งพระอุทานว่า "คงมีทุกข์อะไรมาพ้องพานวังของเราแน่แล้ว และในบรรดาพวกท่านเหล่านี้ ไม่มีใครเลยจนคนเดียวที่มีความรู้ลึกซึ้งพอที่จะช่วยพิเคราะห์ดูให้รู้สิ่งซึ่งเหล่าเทพเจ้าผู้ทรงอานุภาพทั้งหลายมานิมิตให้ปรากฏแก่เราโดยทางสุบินทั้งสิ้นนี้เลย" เมื่อเป็นดังนี้พระราชธานีก็มีแต่โศกเศร้า
เหตุที่พระราชาทรงพระสุบินอันร้ายซึ่งไม่มีผู้ใดสามารถทำนายถวายได้ แต่ทีนี้ก็มีชายชราคนหนึ่ง นุ่งหนังสัตว์ ประหนึ่งว่าฤษีซึ่งไม่มีผู้ใดรู้จักมาที่หน้าพระทวารและร้องว่า "จงพาเราไปเฝ้าพระราชา เพราะเราอาจสามารถทำนายพระสุบินนิมิตของพระองค์ได้"
ครั้นเมื่อฤษีรูปนั้นได้เข้าไปเฝ้าฟังรับสั่งในเรื่องพระสุบินอันอัศจรรย์ทั้ง ๗ ข้อนั้นแล้ว ก็น้อมกายลงด้วยความเคารพและทูลว่า "โอ มหาราช! ข้าพเจ้าขอเคารพพระราชตระกูลซึ่งจะได้ประสพสวัสดิโชคซึ่งจะมีรัศมีอร่ามเรืองยิ่งกว่าดวงพระอาทิตย์! ขอพระองค์ได้ทรงทราบเถิดว่า พระสุบินอันทำให้พระองค์ทรงหวาดหวั่นนี้เป็นพระสุบินซึ่งล้วนแต่เป็นมงคลทั้งสิ้น
ที่จริงอันว่าธงซึ่งปลิวไสว สง่าผ่าเผย เป็นเครื่องหมายแสดงว่าเป็นพระอินทร์ ที่ทอดพระเนตรเห็นว่าธงนั้นขาดและปลิวลงมานั้น หมายความถึงวาระที่สุดแห่งความเชื่อถือลัทธิประเพณีเก่า และจักเผดิมเริ่มมีลัทธิประเพณีใหม่ เพราะเทพเจ้าทั้งหลายย่อมไม่เปลี่ยนแปลงน้อยไปกว่ามนุษยโลก และกัลป์หลายกัลป์ย่อมผ่านพ้นมาดุจเดียวกันกับทิวาราตรีที่ล่วงไปสิ้นไป
คชสารทั้ง ๑๐ ทำให้พื้นธรณีสนั่นนั้น หมายความว่า มหาบารมีแห่งธรรมวิเศษทั้ง ๑๐ ซึ่งโดยอำนาจแห่งธรรมวิเศษทั้ง ๑๐ นี้ พระราชโอรสจะสละพระราชธานีของพระองค์ และทรงทำให้โลกสนั่นหวั่นไหวโดยทรงนำให้โลกได้บรรลุถึงซึ่งการรู้จักผลแห่งความเที่ยงแท้
อัศดรทั้ง ๔ ที่เทียมรถพ่นลมหายใจออกมาเป็นไฟก็คือบุญญาธิการอันเชี่ยวชาญคืออริยสัจจะทั้ง ๔ ซึ่งนำพาให้พระราชโอรสของพระองค์พ้นจากความกังขา และความมืดไปสู่แสงสว่างแห่งบุญบารมี ล้อซึ่งหมุนด้วยกำกงสุวรรณประดับด้วยจินดาและกุดั่นเป็นล้อวิเศษยิ่งแห่งพระวินัยอันบริสุทธิ์ซึ่งจะหมุนให้ประจักษ์แก่โลกทั้งมวล
กลองซึ่งพระราชโอรสตีจนเสียงดังสนั่นไปทั่วทุกประเทศ หมายความว่าความก้องกังวานดุจฟ้าร้องแห่งพระธรรมโอวาทซึ่งพระราชโอรสจะทรงสั่งสอน หอคอยซึ่งสูงจนกระทั่งจดฟ้าแปลว่าความเยี่ยมแห่งพระคัมภีร์ของพระพุทธเจ้า และเครื่องเพชรพลอยซึ่งโปรยลงมาจากหอคอยนั้นคือสมบัติอันเกินค่าแห่งพระธรรมวินัยนี้ ซึ่งเป็นที่รักของปวงเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย และทุกๆ คนก็ต้องการ นี่แหละเป็นคำทำนายเรื่องหอคอยนั้น
ส่วนคน ๖ คนซึ่งครวญครางพลางปิดปากคือศาสดาจารย์ตัวสำคัญทั้ง ๖ ซึ่งพระราชโอรสจะทรงกระทำให้รู้สำนึกตัวในความเหลวไหลของเขาโดยพระบารมีแห่งความเที่ยงธรรม และพระธรรมเทศนาซึ่งไม่มีข้อเถียงได้ "โอ! พระราชา พระองค์จงสำราญพระทัยเถิด พระคุณสมบัติของพระราชโอรสมีค่าเกินกว่าพระราชอาณาจักรทั้งหมด ผ้า (สบง จีวร) ขาดกะรุ่งกะริ่งของฤษี (พระ) มีค่ายิ่งกว่าผ้าซึ่งทอด้วยทองคำ พระสุบินนิมิตของพระองค์แปลความได้ดังนี้แล และภายใน ๗ ทิวา และใน ๗ ราตรี สิ่งทั้งปวงนี้มาอุบัติขึ้น" เมื่อบุรุษนักบุญพูดแล้วก็กราบลงอย่างต่ำ ๘ ครั้ง พลางแตะพื้นธรณี ๓ ครั้ง กลับหลังหันแล้วก็ออกไป แต่เมื่อพระราชาทรงโปรดให้หาตัวเพื่อพระราชทานสิ่งของอันมีค่า ผู้รับพระราชโองการกลับมาทูลว่า "ข้าพระองค์ตามไปจนกระทั่งถึงวิหารจันทราซึ่งเห็นเธอเข้าไป แต่เมื่อไปถึงในนั้น ก็เห็นมีแต่นกฮูกสีเทาตัวหนึ่งบินไปจากแท่น บางครั้งเทพเจ้าก็จำแลงตัวมาเช่นนั้นแหละ"
โดย ศาลาธรรม [21 เม.ย. 2552 , 10:35:25 น.] ( IP = 125.27.173.158 : : )
สลักธรรม 3พระราชาผู้ทรงเศร้าพระทัย เมื่อทรงทราบคำทำนายฝันนั้นแล้วก็ตกพระทัย และทรงโปรดให้จัดการแวดล้อมพระสิทธัตถะโดยความบันทิงร่าเริงใหม่ เพื่อเหนี่ยวรั้งพระทัยให้หมกมุ่นในพระราชสถานอันเกษมสันต์ นอกจากนี้ยังทรงโปรดให้ทวีกองรักษาพระทวารขึ้นอีกด้วย แต่ใครเล่าอาจสามารถที่จะห้ามมิให้เป็นไปตามโชคชะตาได้?
อันที่จริงพระราชโอรสก็มีประสงค์จะทอดพระเนตรทวยชนและความเป็นไปของชีวิตมนุษย์อีก ซึ่งคงจะเป็นสิ่งที่น่าดูน่าชม หากว่าความเป็นไปของมนุษย์เหล่านั้นไม่ไปสู่ความวิบาก คือความมรณะอันเป็นที่สุดของเวลา
"ขอพระองค์จงทรงพระกรุณาเถิด จงได้โปรดให้ข้าพระองค์ออกชมดูธานีของเราตามสภาพเป็นอย่างธรรมดา" พระราชโอรสทูลแก่พระเจ้าสุทโธทนะ "ครั้งก่อนนั้น โดยพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ พระองค์ได้ทรงห้ามมิให้สัตว์โลกซึ่งทรมานและสภาพอันเป็นอย่างธรรมดาได้ปรากฏ แต่ให้ทุกๆ คนและสภาพทุกอย่างแสดงอาการร่าเริง เพื่อให้เป็นที่สำราญแก่ข้าพระองค์ กับทั้งทุกถนนหนทางให้มีแต่ความสนุกครึกครื้น ถึงกระนั้นข้าพระองค์ก็ทรงทราบเกล้าแล้วว่า สิ่งทั้งหลายเหล่านั้นหาใช่เป็นไปโดยความเป็นไปซึ่งมีอยู่ทุกวันไม่
และโดยเหตุที่ข้าพระองค์เป็นผู้ที่ใกล้ชิดกับพระองค์และราชอาณาจักรยิ่งกว่าใครๆ ข้าพระองค์จะใคร่อยากรู้จักอาณาประชาราษฎรและถนนหนทางตามสภาพธรรมดาของสภาพทั้งหลายทั้งปวงเหล่านั้น กิจการงานอันเป็นธรรมดาอยู่ทุกวันและอาชีพซึ่งประกอบโดยทวยชนทั้งหลายที่ไม่ใช่เป็นพระราชา พระองค์ผู้ทรงพระคุณธรรมอันประเสริฐจงทรงอนุญาตให้ข้าพระองค์ออกไปจากพระราชอุทยานอันสำราญของข้าพระองค์โดยไม่ให้มีกิตติศัพท์ ข้าพระองค์จะกลับมาพร้อมด้วยความปราโมทย์ สู่ความร่มรื่นแห่งอุทยาน หรือหากไม่ปราโมทย์ยินดีก็คงได้ความรู้มาสู่ตนด้วย จงได้โปรดให้ข้าพระองค์ออกไปสู่ถนนต่างๆ พรุ่งนี้แต่โดยลำพังของข้าพระองค์กับคนใช้เถิด"
เมื่อพระราชโอรสได้กราบทูลดังนั้นแล้ว พระราชาจึงตรัสในท่ามกลางเสนามุขมนตรีของพระองค์ว่า "บางทีการออกไปคราวนี้อาจแก้ความรู้สึกแห่งการที่ออกไปคราวก่อนนี้ได้ เห็นไหม นี่แหละคือเหยี่ยวซึ่งใฝ่ฝันด้วยสิ่งทั้งหลายที่ตนเห็น ภายหลังที่ได้หลงแล้วในเสน่ห์ จงปล่อยให้ลูกเราได้เห็นทุกสิ่งทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วจงนำข่าวแห่งลักษณะอาการความรู้สึกของเขามาแจ้งแก่เราด้วย"
ฉะนั้น พอรุ่งขึ้น ราวเที่ยงวัน พระราชโอรสกับนายฉันนะก็ออกไปจากประตูซึ่งเปิดออก เมื่อคนยามได้เห็นพระราชลัญจกร แต่ผู้ซึ่งเปิดประตูนั้นหาได้รู้ว่าผู้ที่แต่งกายเป็นนายพาณิชออกจากประตูไปนั้นเป็นพระราชโอรสไม่ ทั้งนายสารถีเล่าก็แต่งกายปลอมเหมือนคนธรรมดา เจ้ากับนายสารถีทั้งสองคนเดินไปตามทางหลวง ปนเปไปกับหมู่ศากิยะทั้งปวง พลางทอดพระเนตรเห็นสิ่งที่สนุก และสิ่งที่ทุกข์ทั้งปวงในพระนคร บรรดาถนนอันงามทั้งปวงก็ปรากฏแต่สรรพสำเนียงเสียงระเบงเซ็งแซ่ของทวยชนซึ่งประกอบอาชีพอยู่อย่างนิจนิรันดร์
โดย ศาลาธรรม [21 เม.ย. 2552 , 10:35:46 น.] ( IP = 125.27.173.158 : : )
สลักธรรม 4พวกพ่อค้านั่งยองๆ อยู่ในท่ามกลางแห่งเครื่องเทศและเมล็ดพันธุ์ต่างๆ พวกผู้ซื้อก็มีเงินอยู่ในไถ้ของตนไว้ซื้อของบ้าง ก็เถียงกันในเรื่องซื้อขาย บ้างก็ร้องบอกให้หลีกทาง หลีกที่มีทั้งเกวียนที่มีล้อเป็นหินหนัก ลากด้วยโคแข็งแรง ก้าวอย่างช้าๆ และบรรทุกของที่หนัก มีคนหามแคร่ซึ่งร้องเพลง
พวกกุลีขนของมีคอกว้างกำยำ โซมไปด้วยเหงื่อ เพราะตากแดด หญิงแม่เรือนทูนศีรษะด้วยหม้อดิน หรือทองเหลืองใส่น้ำซึ่งตักมาจากบ่อ ทั้งอุ้มลูกตาดำๆ ที่สะเอวของตนด้วย ร้านจำหน่ายตังเมลูกกวาดก็มีแมลงวันตอมเต็มอยู่
ช่างทอผ้าก็ทำงานของตนโดยเคาะกระสวย ลูกโม่กำลังหมุนเพื่อบดข้าวสาลี สุนัขก็วิ่งพล่านไปเพื่อเที่ยวหาเศษอาหาร ช่างทำอาวุธกำลังทำเสื้อเกราะด้วยปากคีบและค้อน ช่างเหล็กก็กำลังเผาจอบและหอกให้แดงอยู่ในเตา ณ โรงเรียนเหล่าดรุณศากิยะซึ่งเป็นศิษย์ก็นั่งอยู่โดยรอบครูของตนพลางบ้างอ่านมนต์ บ้างศึกษาตำนานพระผู้เป็นเจ้าและเจ้าทั้งหลาย
พวกย้อมผ้าตากผ้าสีส้ม สีกุหลาบ หรือสีใบไม้ ซึ่งพึ่งเอาขึ้นจากถังกำลังเปียกๆ มีทหารซึ่งกำลังเดินมีเสียงดาบกระทบกับโล่ ควาญอูฐนั่งโคลงเคลงอยู่เหนือโหนกของอูฐ ทรงประจักษ์ทั้งพราหมณ์ (ตามกฎของพระมนูแบ่งพลเมืองอินเดียเป็น ๔ ประเภทคือ ๑.พราหมณ์ คือพวกปฏิบัติกิจ ๒. กษัตริย์ คือนักรบที่เป็นพระราชา ๓. ไวศย คือพวกพ่อค้าพานิชและพวกทำการเพาะปลูก ๔. ศูทร คือพวกกรรมกร ทั้ง ๔ ประเภทนี้แยกตามกำเนิดในตระกูลของบุคคล) ผู้มีธรรม ขัตติยะนักรบซึ่งสง่าองอาจ ชนสามัญคือกรรมกร ณ ที่แห่งหนึ่ง มีคนหมู่เบียดเสียดยัดเยียดกันเพื่อดูหมองูซึ่งพูดพลางก็เอางูพันแขนตนอย่างเครื่องประดับอันมีชีวิต หรือมิฉะนั้นก็บังคับให้อสรพิษตัวร้ายนั้นรำ พลางชูคอแผ่แม่เบี้ย ทำท่าตามจังหวะกลองซึ่งประดับด้วยเศษแก้วต่างๆ
บางแห่งก็มีขบวนแห่และแตรงอน มีม้าประดับเครื่องอันหรูหราและกลดแพรเพื่อแห่เจ้าสาวไปสู่เรือนหอ บางแห่งก็มีสตรีถวายขนมและพวงมาลัยแก่พระเจ้า เพื่อบนบานให้สามีของตนกลับจากการเดินทาง หรือมิฉะนั้นก็ขอให้ได้บุตรสักคนหนึ่ง
ไกลออกไปอีกมีช่างทำภาชนะกายดำๆ ตีทองแดงดังลั่นเพื่อทำตะเกียงและหม้อ พ้นจากที่นั้นมา พระโอรสกับนายฉันนะเดินเลียบมาตามกำแพงโบสถ์และใกล้ประตูใหญ่แล้วก็บรรลุถึงแม่น้ำและสะพานซึ่งอยู่ใต้กำแพงพระราชธานี
แต่พอเสด็จข้ามสะพานพ้นมา ทันใดนั้นก็มีเสียงครวญครางปรากฏขึ้นที่ริมถนนพร่ำว่า "พระคุณเจ้าขา จงช่วยข้าพเจ้าด้วยเถิด จงช่วยพยุงข้าพเจ้าด้วย โอ! ช่วยข้าพเจ้าด้วย มิฉะนั้นข้าพเจ้าเห็นจะตายก่อนถึงบ้าน"
โดย ศาลาธรรม [21 เม.ย. 2552 , 10:36:24 น.] ( IP = 125.27.173.158 : : )
สลักธรรม 5ผู้นี้คือผู้ตกยากเข็ญใจร้องครวญครางเพราะเป็นไข้ทรพิษซึ่งร้ายกาจถึงตาย และกำลังดิ้นรนอยู่กับธุลี เต็มไปด้วยน้ำหนองและเลือดสีแดงสดๆ เสโทอันเย็นไหลออกตามหน้าผากเป็นเม็ดๆ ปากก็สั่นรัวไปด้วยความเจ็บปวด ส่วนตาอันเหลือกลานก็ตกอยู่ในความทรมานแห่งยมทูต ให้ดิ้นรน กระวนกระวาย มือดึงต้นหญ้าซึ่งมีอยู่ตามทางเพื่อลุกขึ้น เมื่อเผยอศีรษะขึ้นแล้วก็ล้มลงไปอีก พลางสั่นเทิ้มไปทั่วสรรพางค์กาย พร้อมด้วยร้องอย่างเอน็จอนาถว่า "อา! ปวดเหลือเกิน! ท่านผู้มีใจกรุณาได้โปรดช่วยด้วย"
ในทันใดนั้น พระสิทธัตถะก็วิ่งไปประคองผู้ตกทุกข์คนนั้นขึ้นด้วยพระหัตถ์อันปรานี พลางค่อยๆ วางศีรษะคนเจ็บนั้นบนพระชานุ ทรงลูบคลำเพื่อให้บรรเทาความเจ็บลงแล้วจึงตรัสถามว่า "พี่! ความทรมานของพี่คืออะไร? ทุกข์อะไรได้มาพ้องพานพี่? ทำไมจึงลุกไม่ไหว ทำไมนายฉันนะ พี่คนนี้แกจึงหอบและครวญคราง พูดไม่ออก แสดงอาการอย่างน่าอนาถใจดังนี้?"
นายสารถีกราบทูลว่า "คนนี้แหละ เป็นคนไข้ทรพิษชนิดหนึ่ง ธาตุทั้งปวงกำลังจะดับ โลหิตอันเป็นประโยชน์สำหรับไหลฉีดไปตามเส้นต่างๆ เพื่อเลี้ยงร่างกายของแกนั้น บัดนี้ได้ปั่นป่วนและเดือดดาลเหมือนห้วงเพลิง หัวใจที่เคยเต้นสม่ำเสมอเป็นปกติ บัดนี้บางทีก็เต้นเร็ว บางทีก็เต้นช้าเหมือนกลองซึ่งมีคนตีโดยปราศจากจังหวะ กล้ามเนื้อทุกส่วนชืดชาเหมือนสายธนูที่หย่อน กำลังวังชาได้สิ้นไปจากน่องเอวและคอของแกเสียแล้ว อันความสง่าและความรื่นเริงของแกตามธรรมดาของมนุษย์ทั้งมวลก็ได้หนีห่างจากไปแล้ว นี่เรียกว่าคนเจ็บ และเดี๋ยวนี้โรคกำลังกำเริบ
พระองค์ดูเถิดนั้นแกช่วยตัวของแกเอง เพื่อหมายถอนพิษความเจ็บปวดของแกออก ดูแกกลิ้งเกลือกเสือกไส มีดวงตาคลอหล่อไปด้วยเลือด ลมหายใจของแกก็ประหนึ่งว่าถูกรมควันให้สำลัก ดูเถิด! แกคงอยากจะตายๆ ไปเสีย แต่แกก็ไม่ตายก่อนที่โรคของแกได้กระทำให้แก่ทรมานจนถึงขนาดแล้ว โดยพิฆาตฆ่าบรรดาเส้นประสาททั้งปวงซึ่งตายก่อนชีวิต และเมื่อบรรดากล้ามเนื้อทั้งปวงสลายลงด้วยอำนาจของตรีโทษ กับเมื่ออวัยวะทั้งปวงสิ้นความรู้สึกในความเจ็บปวด โรคจะพรากไปจากแกแล้วก็ไปผลาญที่อื่นอีกต่อไป โอ! พระองค์ เป็นการมิบังควรเลยที่จะมาประคองแกไว้ดังนี้ โรคนี้อาจเป็นโรคติดต่อและอาจติดถึงพระองค์ได้"
แต่พระราชโอรสตรัสพลางช่วยบรรเทาความเจ็บปวดของเจ้าคนนั้นต่อไป "มีเป็นแต่แกคนนี้คนเดียว หรือมีมากหลายด้วยกันที่เป็นเช่นนี้? แลตัวฉันเองอาจเป็นเช่นนี้ได้เหมือนกันหรือ?"
"พระเจ้าข้า" นายสารถีทูลสนอง "ความเจ็บปวดย่อมเป็นแก่ทุกคนโดยมีลักษณะต่างๆ มากมาย ความป่วยไข้และความเจ็บ พยาธิ ขี้กลาก โรคอัมพาต ขี้เรื้อน โรคบิดลงท้องและโรคฝีต่างๆ ย่อมจักเป็นแก่สรรพสัตว์ที่เกิดมาในโลกทุกอย่างและลามไปได้ทั่วทุกแห่ง"
"ก็โรคทั้งปวงจะจับใครๆ โดยไม่สามารถจะแลเห็นมันได้อย่างนั้นหรือ?" พระราชโอรสทรงถามและนายฉันนะทูลตอบว่า "มันมาเหมือนอสรพิษร้ายซึ่งขบกัดโดยไม่ให้เห็นตัวมัน เหมือนพยัคฆ์ร้ายซึ่งแอบแฝงอยู่ในพุ่มต้นหนามพรหม (Karounda ตรงกับภาษาละติน Garissa Carandas = ต้นหนามพรหม) ใกล้ๆ ทางแห่งป่าใหญ่สำหรับจ้องคอยเวลาอันเหมาะแก่การที่จะกระโดดตะครุบ หรือเหมือนอสุนีบาตซึ่งพิฆาตแต่บางคน และไม่พิฆาตบางคน สุดแต่โชคชะตาอยู่เรื่อยไป"
โดย ศาลาธรรม [21 เม.ย. 2552 , 10:36:53 น.] ( IP = 125.27.173.158 : : )
สลักธรรม 6"ก็ถ้าเช่นนั้นมนุษย์ทุกคนก็ดำรงชีพอยู่ด้วยความหวาดเสียวอย่างนั้นหรือ?"
"มนุษย์ดำรงชีพอยู่อย่างนั้นแหละ พระเจ้าข้า"
"เออ! ก็ไม่มีใครเลยที่จะรองรับได้ว่า คืนนั้นฉันนอนสบายและเป็นสุขเมื่อตื่นขึ้น แล้วก็จะสบายแลเป็นสุขเหมือนกัน ดังนี้ใช่ไหม?"
"ไม่มีใครรับรองได้เลยพระเจ้าข้า"
"และที่สุดของความทรมานทั้งหลายเหล่านี้ซึ่งเมื่อจะมาพ้องพานก็โดยมิทันให้เห็นให้รู้ตัว และมีผลเช่นว่า ให้กายคดงอ วิญญาณทุพพลภาพ แล้วก็แก่ชราลง ดังนั้นหรือ?"
"อย่างนั้นแหละ พระเจ้าข้า ถ้าหากใครมีชีวิตยืนนาน"
"ก็หากว่าเราไม่สามารถทนทานอำนาจแห่งพิษของมันได้ และหากเราไม่อยากทนมัน และอยากให้มันหมดไป หรือหากเราต้องทนแล้ว หรือหากเราเป็นเช่นนี้จนอ่อนแอและรู้แต่ครวญครางอย่างเดียว แต่เรายังมีชีวิตอยู่อีก แล้วก็ชราลง ชราลงทุกๆ ทีดังนี้จะมีที่สิ้นสุดอย่างไร?"
"ก็ตายเท่านั้นแหละ พระเจ้าข้า"
"คนเราตายด้วยหรือ?"
"ถูกแล้วพระเจ้าข้า ในที่สุดก็ถึงซึ่งความตายโดยไม่เลือกว่า ณ ที่ใด ในเวลาไหน คนบางคนที่แก่ลง บางคนต้องทรมานและล้มเจ็บลง แต่ทุกๆ คนจะต้องตาย จงทอดพระเนตรเถิด นั่นแหละความตายที่ผ่านไป"
โดย ศาลาธรรม [21 เม.ย. 2552 , 10:37:13 น.] ( IP = 125.27.173.158 : : )
สลักธรรม 7ดังนั้นพระสิทธัตถะเงยพระพักตร์ขึ้น แล้วก็ทอดพระเนตรเห็นกระบวนแห่กระบวนหนึ่งซึ่งมีคนร้องไห้เดินเป็นแถวอย่างช้าๆ ทางข้างลำแม่น้ำ ข้างหน้ากระบวนมีคนแกว่งหม้อดินซึ่งเต็มไปด้วยถ่านไฟ ข้างหลังมีพวกญาติเดินตาม ศีรษะโกนเกลี้ยง แต่งกายเต็มไปด้วยเครื่องไว้ทุกข์ เสื้อผ้าไม่สมประกอบและร้องด้วยเสียงอันดังว่า "โอ! รามา รามา โปรดฟัง! พี่น้องทั้งหลายของฉัน จงช่วยกันอ้อนวอนรามา" ถัดจากนั้นก็มีที่ใส่ศพทำด้วยไม้รวก ๔ อัน และสานด้วยไม้ไผ่ แล้ววางศพอันปราศจากความรู้สึกในจักษุประสาท สีข้างทั้งสองโบ๋ แยกเขี้ยวยิงฟัน ไว้บนนั้นแลโรยเต็มไปด้วยผงแดงๆ และเหลือง พอถึง ๔ แยก พวกคนหามก็หันเอาหัวศพไปไว้ข้างหน้า
แล้วร้องว่า "รามา! รามา!" ครั้นแล้วก็นำศพไปที่ริมตลิ่งซึ่งมีกองฟืนตั้งอยู่และจัดนำศพไปวางบนที่รับศพแล้วนั้นก็เอาฟืนทับลงอีก ผู้ใดที่นอนเหนือที่นอนเช่นนี้ย่อมนอนหลับสนิทอย่างลึกซึ้ง ความหนาวไม่ทำให้เขาตื่นได้เลย แม้ถูกเขาตั้งเปลือยๆ อยู่กลางลมจัดดังนี้ก็ดี ครั้นแล้วต่างก็พากันจุดไฟที่มุมทั้ง ๔ ด้าน ไฟซึ่งค่อยๆ ติด ก็ลามแลบเอากองฟืนลุกเป็นเปลวขึ้นทันใดจนถึงซากศพ ไหม้ตัวศพนั้นด้วยไฟซึ่งลุกกระพือเป็นเปลวและแตกดังเปรี๊ยะเปรี๊ยะเป็นเสียงเย้ยหยัน ครั้นแล้วหนังซึ่งแห้งก็แยกแยะออก ข้อกระดูกทั้งปวงก็ขาดสะบั้น ในที่สุดควันอันหนาก็จางลง และขี้เถ้าซึ่งมีสีแดงและเทาก็ทรุดลง ปล่อยให้กระดูกอันขาวเป็นเศษซากของมนุษย์ปรากฏอยู่เกลื่อนกลาด
เมื่อปรากฏดังนี้แล้ว พระราชโอรสจึงตรัสว่า "นี่หรือคือวาระที่สุดซึ่งรอคอยทุกผู้ทุกคนซึ่งมีชีวิตอยู่"
"เป็นวาระที่สุด ซึ่งสงวนไว้ให้แก่ทุกๆ คนแหละพระเจ้าข้า" นายฉันนะทูลสนอง "ผู้ซึ่งอยู่บนกองฟืนเมื่อกี้นั้นและซึ่งมีเศษซากน้อยจนแต่กาหิวก็ยังร้องบินไปไม่ใยดีจะอยากได้เป็นอาหาร แต่เดิมคนนั้นก็กิน ดื่ม หัวเราะ รัก มีชีวิตรักและชีวิตเหมือนกัน แต่ภายหลังกลับเป็นอย่างไร? จะมีใครรู้ได้? พายุแห่งป่าทึบ ก้าวเท้าพลาดบนทางเดิน ความสกปรกในบ่อ งูเงี้ยวขบกัด เหล็กมีพิษตำ ความหนาว ก้างปลา หรือกระเบื้องตก"
เหล่านี้อาจทำให้ชีวิตให้ทำลายลงได้ แล้วมนุษย์ก็ถึงซึ่งความตาย ทีนี้ก็เป็นอันสิ้นความรู้ในรส ในความสนุกรื่นเริง และในความเจ็บปวด ใครจะจุมพิตริมฝีปากของเขา ถึงเปลวไฟจะลามไหม้เขาก็ตาม เขาหาได้เกิดความรู้สึกอย่างใดไม่ เขาไม่รู้สึกในการที่เนื้อของเขาถูกเผาและในกลิ่นของกำยานและไม้หอมซึ่งเผาระเหย ปากของเขาสิ้นแล้วซึ่งรส หูก็สิ้นแล้วซึ่งการได้ยิน ตาก็ไม่เห็นอะไร คนที่รักของผู้ตายก็ได้แต่ร่ำร้องไห้ครวญครางข้างเดียว เพราะต้องทำลายซากศพนั้นเพื่อไม่ให้กายเป็นอาหารอันน่าอนาถของหนอน
กายซึ่งดำรงอยู่ได้ก็โดยชีวิต ชีวิตซึ่งเป็นตะเกียงภายในนี่แหละ คือโชคอันเป็นธรรมดาสำหรับเลือดเนื้อของมนุษย์ แม้ว่าใครจะมีอานุภาพหรือยากจนข้นแค้นก็ตาม ดีหรือชั่วก็ตามก็ต้องตายกันทั้งสิ้น และตามที่ปรากฏตามคำที่สอนกันมา ก็ว่าเมื่อตายแล้วก็ไปเกิดใหม่อีก ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าไปเกิดที่ไหนและเกิดอย่างไร เมื่อเกิดแล้วก็ต้องเผดิมเริ่มด้วยความหวาดเสียวและในวาระที่สุดก็เข้าสู่กองไฟเผากายเช่นเดียวกัน นี่แหละคือวัฏสงสารของมนุษย์
โดย ศาลาธรรม [21 เม.ย. 2552 , 10:37:31 น.] ( IP = 125.27.173.158 : : )
สลักธรรม 8เมื่อได้สดับดังนั้น พระสิทธัตถะจึงเงยพระพักตร์มีพระเนตรอันคลอหล่อไปด้วยอัสสุชลอันศักดิ์สิทธิ์ ทอดดูฟ้าแล้วก็มองดูดิน เต็มตื้นไปด้วยธรรมเมตตา พระองค์ทอดพระเนตรดูฟ้าบ้าง ดูดินบ้าง ประดุจว่า พระทัยของพระองค์กำลังเพ่งเล็งค้นคว้าหาความเห็นอะไรอย่างหนึ่งอันลึกซึ้ง และซึ่งเกี่ยวเนื่องติดต่อระหว่างฟ้าและดิน คือความเห็นซึ่งล้ำความเห็นและมองไม่ได้ด้วยตา แต่เมื่อค้นคว้าหาแล้วก็อาจพบเห็นและรู้จักได้
ครั้นแล้วโดยพระอาการอันสง่าซึ่งปั่นป่วนโดยอำนาจแห่งความดิ้นรนอย่างเดือดดาล ด้วยความเมตตาอย่างเหลือล้นพ้นประมาณ และความเชื่อแน่ในความหวังอันหาที่สุดและสิ้นสูญมิได้ พระองค์จึงเปล่งพระอุทานว่า
"โอ! โลกซึ่งทรมาน! โอ! พี่น้องที่รู้จักและไม่รู้จักทั้งหลาย ซึ่งล้วนแต่ติดอยู่ในข่ายแห่งความทุกข์ยากและความตาย ตายแล้วก็เกิดใหม่อีกเพราะถูกหน่วงเหนี่ยวโดยวิญญาณ! เราเห็น เรารู้สึกแล้วในเหตุแห่งความวุ่นวายทรมานของโลก ความเย่อหย่งในความสำราญ ความเย้ายั่วในความสุข ความหวาดเสียวในความป่วยเจ็บของโลก ความสนุกรื่นเริงนั้นสิ้นสุดลง เมื่อประจวบเข้ากับความแร้นแค้น ความหนุ่มย่อมสิ้นลง เมื่อประจวบเข้ากับความชราภาพ ความรักทำให้เกิดทุกข์ เมื่อสิ่งที่ตนรักได้หายไป เป็นแล้วก็มีความตายมาตอบแทน
และเมื่อตายแล้วก็ไปเกิดเป็นอะไรที่รู้ไม่ได้เข้าอีกซึ่งกระทำให้มนุษย์ได้รับความเป็นไปใหม่อีกตามวัฏสงสาร สำหรับให้หมุนในวงแห่งความเบิกบานที่ไม่เที่ยง และในความทรมานอันแท้จริง เราเองก็เหมือนกันย่อมถูกหลอกด้วยเหยื่อเช่นเดียวกันนี้ และชีวิตก็ดูเหมือนว่าเป็นของรักของเรา และแม้นเหมือนกับกระแสน้ำกลางแดด ซึ่งไหลโดยสันติสุขปราศจากขุ่นมัวชั่วนิรันดร
แต่แท้จริง แม่น้ำอันปราศจากเดียงสา ถึงจะได้ไหลหลั่งผ่านสนามอันเต็มไปด้วยบุปผชาติก็ดี ในที่สุดน้ำซึ่งใสดุจแก้วเจียระไนก็ไหลอย่างรวดเร็วลงไปสู่ทะเลซึ่งเค็ม ไม่บริสุทธิ์เท่านั้น นี่แหละสิ่งซึ่งทำให้เรามืดมัวได้ประจักษ์แจ้งแก่เรา แล้วเราก็เป็นอย่างมนุษย์ทั้งหลายซึ่งอ้อนวอนพระเจ้าโดยพระเจ้าไม่เห็นฟัง
แต่อย่างไรก็ดี ต้องมีทางหนึ่งทางใดที่จะช่วยเหลือเขา และช่วยเรา และใครๆ ทั้งมวลที่ต้องการความช่วยเหลือ สำหรับท่านเองก็ว่าไม่ได้และไฉนหนอท่านจึงอ่อนแอนัก อ่อนจนไม่สามารถช่วยเหลือปวงชนที่ร่ำร้องวิงวอนถึง เราไม่ประสงค์จะปล่อยให้ผู้ที่เราสามารถเกื้อกูลต้องตกอยู่ในความร่ำไห้ ทำไมพรหมเทพจึงได้สร้างโลกขึ้นแล้วสละละทิ้งไว้ในห้วงแห่งภัยร้าย ถ้าท่านมีฤทธานุภาพเปี่ยมแท้ แต่ปล่อยให้โลกคงอยู่ในสภาพด้วยลักษณะฉะนี้แล้ว ท่านก็ไม่นับว่าดีตามทำนองธรรม ท่านก็คงมิใช่พระผู้เป็นเจ้าอย่างแน่นอน "แน่ะ! นายฉันนะ กลับวังเถอะ พอแล้ว ฉันได้ประสบพบเห็นเหตุต่างๆ พอแล้ว"
ครั้นสมเด็จพระราชบิดาได้ตระหนักในกรณีที่เกิดขึ้นโดยประการดังกล่าวมาแล้วนั้น พระองค์จึงให้เพิ่มหมวดรักษาการประจำตามทวารต่างๆ ขึ้นสามเท่าจำนวนเดิม ทั้งมีพระราชกฤษฎีกาห้ามมิให้ผู้หนึ่งผู้ใดเข้าออกได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นในเวลากลางวันหรือกลางคืน ทั้งนี้จนกว่าจะล่วงพ้นกำหนดจำนวนวันที่ได้ทรงทราบไว้ในพระสุบิน
โปรดติดตามตอนต่อไป
![]()
โดย ศาลาธรรม [21 เม.ย. 2552 , 10:37:49 น.] ( IP = 125.27.173.158 : : )
สลักธรรม 9
ตามมาลุ้นต่อค่ะ ว่าพระองค์จะเสด็จออกจากวังเมื่อไหร่
ขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะโดย พี่ดา [22 เม.ย. 2552 , 09:35:20 น.] ( IP = 124.121.175.151 : : )
สลักธรรม 10ขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ..ที่นำมาฝากไว้ค่ะ
โดย เซิ่น [23 เม.ย. 2552 , 23:20:34 น.] ( IP = 58.8.54.198 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |