มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ประทีปแห่งทวีปอาเซีย (๗)






ประทีปแห่งทวีปอาเซีย (๗)
ปริเฉทที่ ๔ ปัพพัชชกถา

(พระมหาบุรุษออกบรรพชา)


ตอนที่ผ่านมา


แต่เมื่อทิวาวารกาลกำหนดล่วงไปแล้วก็บรรลุถึงวาระอันพระพุทธเจ้าของเราจะเสด็จออกบรรพชา ซึ่งเป็นวาระที่จะต้องปรากฏขึ้นอย่างแน่นอน และโดยเหตุนี้ภายในปราสาทอันอร่ามเรืองก็จะอุบัติความโศกศัลย์ ความกำสรดของพระราชาผู้เป็นพระราชบิดา ความเศร้าโศกาลัยโอดครวญหวนไห้ของปวงประชาราษฎรทั้งหลายแห่งพระราชธานี

แต่ถึงกระนั้นก็ดี การเสด็จของพระองค์ก็เป็นประโยชน์ กล่าวคือ เป็นปฐมเหตุให้เกิดพุทธบัญญัติที่จะยังความปราโมทย์ให้แก่ปวงบุคคลที่เลื่อมใสได้เชื่อฟัง และทำให้บรรดาสัตว์โลกทั้งหลายได้พ้นจากกองทุกข์ทั้งปวง ความมืดแห่งราตรีกาลค่อย ๆ แผ่ไพศาลไปในบรรดาทุ่งทั้งหลายแห่งอินเดียราชธานี ณ กาลเมื่อพระจันทร์เพ็ญเต็มดวงแห่งเดือนจิตรมาส (ตรงกับปลายเดือนมีนาคมและต้นเดือนเมษายน)

คราเมื่อต้นมะม่วงเต็มไปด้วยผลอันสุกและพุ่มต้นอโศก (อะ แปลว่า ปราศจาก โศกะแปลว่าทุกข์ -เป็นชื่อต้นไม้อุทิศให้แก่พระศิวะ) ทั้งหลาย ส่งรสสุคนธ์ฟุ้งขจรไปตามพระพายซึ่งพัดมาอ่อน ๆ และวันที่จะกำหนดวันราชสมภพของพระรามก็ใกล้เข้ามาทุกที ตามชนบทและนิคมคามทั้งหลายกำลังปรีดิ์เปรมเกษมสันต์ และความมืดแห่งราตรีนี้เองก็ปกคลุมไปเบื้องบน วิศรัมวัน (ป่าอันสงัดซึ่งพวกฤษีอยู่) ทีละน้อยพร้อมด้วยกลิ่นระเหยแห่งบุปผชาติ และพื้นเวหาเดียรดาษไปด้วยดาราสุดที่จะคณนานับ ฝ่ายลมก็พัดเฉื่อยฉิวพาเอาความเยือกเย็นของหิมะแห่งยอดเขาหิมาลัยมา

เมื่อดวงจันทร์ปรากฏมา ณ เบื้องหลังผาด้านตะวันออกขจรมาตามวิถีทางเวหา ซึ่งเดียรดาษด้วยดวงดาว ทอดแสงมาต้องกระแสแหล่งลำน้ำโรหิณี และเหล่าเขินซอกเขาและทุ่งอันสงัดเงียบ และมาต้องเบื้องบนหลังคาแห่งปราสาทอันสันติสุข ดูขาวเป็นเงิน ซึ่งใคร ๆ ก็หลับกันสิ้นแล้ว เว้นแต่ยามเฝ้าประตูชั้นในซึ่งร้องขานยามว่า "มูทระ" แล้วก็มีเป็นคำตอบว่า "อังคณะ" แล้วก็ตีกลองตามเวรดังขึ้นโดยรอบบริเวณครั้งหนึ่ง ฉะนั้นพื้นพระธรณีก็สงบเงียบวิเวกวังเวง คงมีแต่เสียงร้องของสุนัขจิ้งจอก (Jackal) ที่เร่ร่อน และเสียงจิ้งหรีดในอุทยานที่ร้องไม่หยุดหย่อน

พระจันทร์ส่องแสงไปต้องศิลาสลัก ทำความสว่างให้แก่ฝามุกและท้องพระโรงหินอ่อนลาย และทอดรัศมีสีทองค่อย ๆ เลื่อนไปสู่หมู่นางกำนัลอินเดียดูประดุจดังหมู่นางเทวี(เทพธิดา)ซึ่งอยู่ในห้องรโหฐานแห่งสรวงสวรรค์ นางงามชั้นพระสนมเอกทั้งปวงซึ่งล้วนแต่น่าเอ็นดูและภักดียิ่งแห่งพระราชสำนักได้เลือกสรรให้มาอยู่ร่วมกันที่ปราสาทของพระสิทธัตถราชกุมารทั้งสิ้น

โดย ศาลาธรรม [23 เม.ย. 2552 , 10:58:18 น.] ( IP = 125.27.174.180 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1


เมื่อได้ยลลักษณะในเวลาปกตินิทราของเหล่านางทั้งหลาย ขณะนั้น แต่ละนางก็ล้วนน่าบูชาด้วยความสวาท ซึ่งท่านก็คงจะออกอุทานว่า "นางคนนี้เป็นไข่มุกของนางอื่นทั้งมวล" (ซึ่งหมายความว่า เมื่อได้เห็นแต่คนเดียวก็ว่านางนั้นงามกว่านางอื่นทั้งปวง) แต่เมื่อเหลือบไปเห็นนางที่ปรากฏอยู่ข้างขวาหรือข้างซ้ายของท่านแล้ว ท่านจะกลับใจว่านางนั้น ๆ งามยิ่งกว่าไปอีก และจักษุของท่านก็จะพร่าไปด้วยการที่ได้พบเห็นแต่งามแล้วงามเล่าประดุจดังว่าจักษุท่านต้องตะลึงพรึงเพริดด้วยได้เห็นเพชรนิลจินดาอันเดียรดาษของนายช่างทอง ล้วนแต่ละชิ้นก็มีแต่แสงแวววาวระยับ ซึ่งยังความพึงตาพอใจของท่านให้เปลี่ยนแปลงไม่รู้สิ้นสุด

นางเหล่านั้นนอนอย่างงามพริ้ง ปราศจากความระวังตัว อวัยวะอันงามก็วางอย่างได้ส่วน กายก็ห่มผ้าแต่เผยบางส่วนให้เห็นผิว เกษาอันเหลือบเป็นเงาก็มีปลอกทองคำหรือพวงมาลัยใส่ไว้มิให้สยายกระจายออก หรือมิฉะนั้นก็เกล้าไว้แนบสนิทติดอยู่กับต้นคออันงามยิ่ง ต่างนางต่างใฝ่ฝันในระหว่างนิทราอย่างสุขารมณ์ หลังจากการเหนื่อยละเลิงเล่น ต่างนางต่างนอน ในอาการประหนึ่งว่าเมื่อยล้า เหมือนนกสีงาม ๆ ซึ่งได้แต่ร้องและร่าเริงมาตลอดวัน แล้วก็ซ่อนซุกศีรษะของตนภายใต้ปีก นอนจนกระทั่งแสงอรุณปลุกให้ตื่น แล้งร่ำร้องละเลิงเล่นสนุกสนานไปใหม่อีก

โคมเงินสลักเป็นลวดลายอันห้อยลง มาจากเพดานด้วยโซ่เงิน และเต็มไปด้วยน้ำมันหอม ส่องแสงสลับกันกับรัศมีของพระจันทร์ กระทำให้แลเห็นกายอันวิไลลักษณ์ของนางรุ่นกำดัดทั้งปวงได้ชัดเจน จนกระทั่งอุรประเทศอันนูนเด่น มือซึ่งทาขมิ้นก็แบหรือกำไว้ ดวงพักตร์อันงามขำด้วยคิ้วอันโค้งดุจคันธนู ริมโอษฐ์อันแย้มแต่น้อยเผยฟันงามดุจไข่มุกซึ่งนายช่างร้อยเป็นสร้อยศอ ขอบตาซึ่งปิดหลับอยู่นั้นดูแช่มช้อย ประกอบด้วยขนตาซึ่งเอนอ่อนลงมาทางแก้ม ข้อมือกลม เท้าอันเรียวผูกลูกพรวนและลูกปัดซึ่งทำให้มีเสียงดังเบา ๆ ในเมื่อนางที่นอนนั้น ๆ พลิกตัว และเสียงอันนั้นที่ทำให้นางฝันและชื่นชมว่าได้เต้นรำทำนองใหม่เป็นที่โปรดปราน และพระสิทธัตถะพระราชทานแหวนวงหนึ่งให้แก่นางเป็นรางวัลด้วยความเสน่หา

บางแห่งบางนางก็นอนเอาปรางแนบข้างเคียงอยู่กับพิณและนิ้วอันเรียวก็ยังจรดอยู่กับสาย คล้ายกับว่าเมื่อนางได้ดีดพิณเพลงสุดท้าย เพื่อกล่อมให้บรรทมแล้วหลับไป บางนางก็นอนกอดกระจงแห่งทะเลทรายซึ่งมีศีรษะประดับด้วยโค้งเขาอันน่าดู นอนขดตัวอยู่ในวงแขน ประหนึ่งว่าอยู่ในรังอันอบอุ่นของมันก่อนหน้าที่นางและสัตว์น่ารักจะหลับลงนั้น เจ้าสัตว์น่ารักกำลังกินดอกกุหลาบสีแดงพึ่งหมดไป ยังเหลืออยู่อีกครึ่งดอก ดังนั้นเมื่อนางหลับแล้ว ดอกไม้ที่ยังเหลืออยู่นั้นจึงยังกำลังอยู่ในมือของนาง และที่ริมฝีปากของสัตว์ก็ยังมีกลีบ ๆ หนึ่งติดอยู่ อีกด้านหนึ่งมีสองนางนอนเคียงกัน มีพวงมาลัยโมครา (ดอกไม้เถา มีตามป่าในอินเดีย) สองพวงผูกติดกัน แสดงว่าพึ่งได้ร้อยกรองมาแล้วด้วยกันทั้งสองพวง และผูกติดกันก็เพื่อแสดงว่ารักทั้งหายแล้วก็รักกันทั้งใจด้วย

นางหนึ่งนอนเหนือบุปผา อีกนางหนึ่งนอนอิงพิงเหนือเพื่อนของนาง ยังมีอีกนางหนึ่ง ก่อนที่จะนอนได้ร้อยจินดาเพื่อทำเป็นสร้อยคอ มีพลอย โมรา จินดา มุกและมณีรัตน์สายสร้อยสีเหลือบ แลเป็นเงาเปล่งปลั่งอยู่รอบข้อมือของนาง ส่วนในมืออีกข้างหนึ่งก็ยังกำจินดาเม็ดที่สุดซึ่งนางไม่ทันที่จะร้อยสร้อยคอให้แล้วเสียก่อนในนิทราคือมรกตเม็ดหนึ่ง ซึ่งเจียระไนเป็นเครื่องรางกันภัยและจารึกด้วยทองคำ

โดย ศาลาธรรม [23 เม.ย. 2552 , 10:59:25 น.] ( IP = 125.27.174.180 : : )


  สลักธรรม 2

การที่ต่างพากันหลับไปหมดด้วยอาการต่าง ๆ ดังนี้ก็โดยความเพลิดเพลินฟังเสียงกระแสน้ำไหลของลำธารแห่งอุทยาน เฉกเช่นดอกกุหลาบแรกแย้มกลีบคอยแสงอรุณเพื่อบุชาความงามให้แก่แสงสว่างในเวลาเช้าตรู่ นี่คือสภาพซึ่งปรากฏในห้องระโหฐานของพระสิทธัตถะ แต่ที่ใกล้กับม่านกั้นห้องบรรทมนั้น มีนางงามที่สุดนอนอยู่ คือคุงคะ และโคตมี ผู้ทรงตำแหน่งชั้นเอกอยู่ในพระราชฐาน อันเต็มไปด้วยความเสน่หาและความสงบ

ปุร์ดาห์ (ม่าน) ที่กั้นนั้นมีสีแดงเข้มและสีน้ำเงินปักทองกั้นอยู่ ณ ประตูไม้หอมสลักเป็นลวดลาย มีบาทวิถี ๓ ทางเชื่อมต่อกันไปสู่ห้องอันงามวิจิตร ซึ่งมีพระยี่ภู่ลาดอยู่เหนือพระแท่นหุ้มด้วยพรมไหมเงิน อันกระทำให้รู้สึกนิ่มพระบาท ประดุจเหยียบย่ำบนเบาะที่ยัดด้วยดอกนิ่ม (ดอกสะเดา) ฝาทุกด้านล้วนแต่ประดับไข่มุกซึ่งมาจากละลอกแห่งลังกาทวีป(ชื่อเก่าของเกาะซีลอน) และเบื้องบนแห่งเพดานหินอ่อนสลักเป็นลวดลายเงาระยับจับตาเป็นกระจับ เป็นดอกบัวและเป็นนก โดยรอบยอดมณฑป ณ ฝาและ ณ บนกรอบลายจำหลักซึ่งเมื่อยามดวงจันทร์ส่องแสงและลมพัดมาเฉื่อย ๆ ดอกจำปาและมะลิก็ส่งกลิ่นหอมฟุ้งขจรมา แต่ก็ไม่มีความงามและความชวนเสน่ห์อันไพบูลย์ อยู่ในความทรงสถิตของพระสิทธัตถะเจ้าแห่งศากิยะ และพระนางศรียโสธราผู้งามประโลม ณ ที่นี้

ลำดับนี้ พระราชเทวีหมอบอยู่ข้างพระสิทัตถะปล่อยให้ผ้าสไบ (ซูดา) ตกลงมาอยู่บั้นพระองค์ พระหัตถ์กุมพระนลาฏอยุ่ พลางก้มพระพักตร์ถอนพระทัยกันแสง มีอัสสุชลไหลหลั่งอยู่ริน ๆ พระนางจุมพิตพระหัตถ์พระสิทธัตถะ ๓ ครั้งแล้วสะอื้น ทูลว่า "ทรงตื่นเถิดเพคะ พระทูลกระหม่อม จงรับสั่งให้หม่อมฉันได้เบาใจด้วยเถิด"

พระสิทธัตถะจึงตรัสถามว่า "เธอเป็นอะไรไปหรือยอดรัก"

แต่พระนางก็ยังคงสะอื้นสะอื้นจนอัดอั้น แล้วจึงทูลว่า "โธ่เอ๋ย ทูลกระหม่อม หม่อมฉันได้นอนหลับเป็นสุขอย่างสนิทมาแล้ว เพราะเหตุว่าพระราชโอรสของพระองค์ซึ่งอยู่ในคัพโภทรได้แสดงอาการดิ้น อันเป็นเหตุทำให้ดวงใจหม่อมฉันตื่นเต้นผิดปกติ ทั้งดุริยางค์ก็กระทำความไพเราะให้แก่หม่อมฉันด้วยความสันติสุขและความปฏิพัทธ์ แต่ช่างกระไรหนอ พอหม่อมฉันหลับไปก็ให้บังเกิดสุบินนิมตเป็นลางร้าย ๓ อย่าง ซึ่งกระทำให้ความคิดของหม่อมฉันเกิดความกลัวขึ้นภายในดวงจิต

ในสุบินนิมิตว่า หม่อมฉันเห็นวัวกระทิงขาวเขาใหญ่ซึ่งเป็นเจ้าแห่งท้องทุ่งผ่านมาตามถนน ตรงหน้าผากมีนิลจินดาอันแวววับเหมือนดวงดารา หรือแก้วกัณฐรัตนะซึ่งมีพระยางู (ตามความเชื่อถือของพวกฮินดู ว่าในใต้พิภพนี้มีงูใหญ่มหึมาอยู่ตัวหนึ่งในบริเวณตำบลดัลฮี เวลานี้มีเสาเหล็กยาว ๕๐ ฟิตปักอยู่เสาหนึ่ง เสาเหล็กนี้มีตำนานว่า เมื่อ ๓ หรือ ๔ ร้อยปี ก่อนคริสตศักราช มีพระราชาพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่าธวะ (Dhava) เป็นผู้เอาเหล็กท่อนนี้แทงงูใหญ่นั้น จึงปักอยู่เป็นเสาเหล็กอยู่ตลอดมาจนทุกวันนี้) เฝ้า เพื่อเปล่งรัศมีในบาดาลให้มีแสงสว่างเหมือนดวงอาทิตย์

วัวนั้นค่อย ๆ เดินไปตามถนน มุ่งตรงมาสู่ประตู ไม่มีผู้ใดมาสามารถจับได้ แม้แต่มีเสียงมาจากอินทราวิหารร้องว่า "ถ้าไม่จับ ก็นับว่าความไพบูลย์ของพระราชธานีจะต้องรับความหายนะ" ถึงกระนั้นก็ไม่มีใครจับได้ ครั้นแล้วหม่อมฉันก็ร้องไห้ ร้องพลางโอบคอโคนั้นด้วยแขนทั้งคู่อย่างสุดแรงเกิด แล้วหม่อมฉันสั่งให้เขากั้นประตู แต่พระยาโคนั้นร้อง และสะบัดศีรษะอันเบิ่งอย่างคล่องแคล่วหลุดจากแขนของหม่อมฉันไป และโลดโผนไปที่เครื่องกีดกั้น วิ่งผ่านกองรักษาไปได้นี้เรื่องหนึ่ง

โดย ศาลาธรรม [23 เม.ย. 2552 , 10:59:47 น.] ( IP = 125.27.174.180 : : )


  สลักธรรม 3

อีกเรื่องหนึ่งเป็นความฝันซึ่งปรากฏว่า มีเทวดา ๔ องค์ มีดวงเนตรแวววับงามยิ่งเหมือนหนึ่งเป็นจตุโลกบาล ซึ่งสถิตอยู่บนภูเขาพระสุเมรุ ลอยเปล่งปลั่งอยู่เบื้องฟ้า ณ ท่ามกลางหมู่เทวดาเป็นอันมากซึ่งเป็นบริวารแห่แหน แล้วเหาะลงมาสู่กำแพงพระนครของเรา จนหม่อมฉันได้เห็นธงทิวของพระอินทร์ปลิวไสวเหนือประตูแล้วตกลงมา ในทันใดนั้นก็มีธงหนึ่งปลิวไสวรุ่งโรจน์สลัดชายประดุจไฟมีรัศมีแจ่มจรัสด้วยพลอยทับทิม อันประดับติดอยู่กับลวดเงิน ประจักษ์ให้เห็นเป็นถ้อยคำและประโยคซึ่งจะทำให้ธรรมชาติทั้งหลายมีความสุข

ฝ่ายข้างทิศบูรพาก็มีลมแห่งอรุโณทัยซึ่งคลี่ธงแวววับให้กางออกเต็มที่ เพื่อที่ทุกคนจะได้อ่านทั่วกัน แล้วมีบุปผชาติอันวิเศษซึ่งเก็บมาจากประเทศใดก็ไม่ทราบเกล้าฯ มีสีแปลกประหลาดกว่าที่ของเรามีอยู่ ตกลงมาสู่พื้นลานของเราดุจพิรุณ"

เมื่อพระนางได้ทูลถวายซึ่งสุบินนิมิตของพระนางดังนั้นแล้วพระสิทธัตถะจึงตรัสว่า "แม่ยอดที่รักดุจปทุมมาลย์ สิ่งที่เธอฝันทั้งหลายเหล่านั้นก็ล้วนแต่ดีควรเป็นที่ปลื้มใจทั้งสิ้น"

"แต่นั้นแหละเพคะ ทูลกระหม่อม หม่อมฉันยังหนักใจมาก" พระนางทูลสนองต่อไปว่า "แล้วต่อจากนั้นมาอีก หม่อมฉันก็ได้ยินเสียงอย่างน่าอนาถร้องว่า "เวลาใกล้เข้ามาแล้ว เวลาใกล้เข้ามาแล้ว"

ครั้นแล้วสุบินตอนที่ ๓ ก็มาปรากฏแก่หม่อมฉันอีกต่อไปคือว่า ในเวลาซึ่งหม่อมฉันอยากจะแตะต้องพระวรกายของพระองค์ หม่อมฉันก็เห็นแต่พระเขนยซึ่งยังไม่ได้อิงและฉลองพระองค์อันว่างเปล่าอยู่บนพระที่บรรทมเท่านั้น

ฝ่ายพระองค์ พระองค์ผู้เป็นประทีป เป็นดวงชีพ เป็นพระราชา เป็นโลกของหม่อมฉันนี้หาเห็นไม่ และในยามที่กำลังบรรทมหลับอยู่นั่นเองหม่อมฉันก็ลุกขึ้น แล้วเหลือบแลไปเห็นรัดพระองค์ ไข่มุกของพระองค์ยังอยู่รอบอุทรของหม่อมฉัน แต่รัดพระองค์นั้นกลายเป็นงู และขบกัดหม่อมฉัน กำไลที่สวมข้อเท้าหม่อมฉันก็ตก ธำมรงค์ก็หักสะบั้น พวงมะลิซึ่งพันรอบเกศาของหม่อมฉันก็ขาดป่นเป็นละอองธุลี คลุมบรรทมก็ยุ่งเหยิงกระจุกกระจุย และปุร์ดาห์(ม่าน)สีแดงเข้มก็ขาด

ครั้นแล้วหม่อมฉันก็ได้ยินวัวกระทิงขาวร้องจากที่ไกล และ ณ ที่ไกลนั้นมีธงปักปลิวไสว แล้วเสียงร้องอันน่าอนาถนั้นก็ก้องปรากฏขึ้นอีกว่า "เวลาลุล่วงมาแล้ว" โดยเหตุที่ดวงใจของหม่อมฉันหวาดเสียวต่อเสียงนั้น หม่อมฉันก็ตื่นขึ้น "โอ! ทูลกระหม่อม สุบินเหล่านี้แปลความว่ากระไร หากไม่แปลว่า หม่อมฉันจะต้องถึงซึ่งความมรณะ ก็มิแปลว่าพระองค์จะต้องพรากจากหม่อมฉันซึ่งร้ายเสียยิ่งกว่าความมรณะอย่างหนึ่งอย่างใดเสียอีกอย่างนั้นหรือเพคะ"

โดย ศาลาธรรม [23 เม.ย. 2552 , 11:00:11 น.] ( IP = 125.27.174.180 : : )


  สลักธรรม 4

พระสิทธัตถะทอดพระเนตรไปที่พระนางผู้เป็นเทวีซึ่งกำลังมีอาการตระหนกตกพระทัยด้วยแววพระเนตรอันกอปรไปด้วยเมตตา ประดุจแสงอาทิตย์ที่จวนจะอัสดงคต แล้วตรัสว่า "จงบรรเทาทุกข์เสียเถิดยอดรัก หากว่าความบรรเทาของเธอย่อมเป็นไปได้โดยอำนาจของความรักซึ่งไม่แปรปรวน! เพราะถึงแม้ว่าความฝันจะเป็นเหมือนดังบูรพนิมิตของสิ่งที่จะมีมาก็ตาม และถึงแม้ปวงเทพเจ้าจะต้องไหวหวั่นร้อนอาสน์และโลกจะตื่นเพราะต้องการผู้ช่วยเหลือ หรือจะมีอันเป็นอย่างไรในเราทั้งสองนี้ก็ดี ก็ขอเธอจงมั่นใจเถิดว่าฉันได้รักและยังคงรักยโสธราเสมอ"

เธอย่อมรู้อยู่แล้วว่าตั้งแต่หลายต่อหลายเดือนมาแล้ว ฉันมีความคิดอยากจะช่วยโลกอันแร้นแค้น ซึ่งฉันได้เห็นให้พ้นทุกข์ และเมื่อถึงกาลกำหนดที่ต้องช่วยก็จะช่วยเสียให้เสร็จ แต่ถ้าวิญญาณของฉันเศร้าสลดลงสำหรับประโยชน์แก่วิญญาณผู้อื่นที่ฉันไม่รู้จัก และหากฉันทรมานสำหรับประโยชน์แห่งทุกข์ซึ่งไม่ใช่เป็นทุกข์ของฉันเอง

เธอจงพิจารณาดูเถิดว่า ความคิดอันลอยลิ่วของฉันช่างล่องลอยอยู่เหนือสัตว์โลกทั้งปวงนั้นเพียงใด แล้วก็ทำให้ฉันต้องการมีส่วนทุกข์สุขด้วย เพราะฉันรู้สึกว่าทุกรูปทุกนาม ล้วนแต่เป็นที่รักของฉันทั้งสิ้น ฝ่ายเธอนั้นเล่า ดวงวิญญาณของเธอก็เป็นที่รักยิ่งของฉัน งามยิ่ง ดียิ่งของฉัน อีกทั้งใกล้ชิดยิ่งกับดวงใจของฉันด้วย อา! เธอผู้ซึ่งเป็นมารดาแห่งลูกชายของฉัน เธอซึ่งกายได้ร่วมกับกายฉันเพื่อทำให้เกิดความหวังอันนี้

ดวงจิตของฉันเร่ร่อนเหนือแผ่นดินและทะเลทั้งหลายโดยเต็มเปี่ยมไปด้วยความเมตตาแก่เพื่อนมนุษย์ทั้งหลายอย่างแก่กล้า ดุจนกพิราบซึ่งบินเร็วเต็มเปี่ยมไปด้วยความรักในไข่ของมันและทุก ๆ ครั้ง มันก็กลับมาสู่รังด้วยปีกซึ่งกระพือด้วยความยินดี และขนซึ่งกระจุกกระจุยเพราะความรัก คืนมาสู่เธอซึ่งงามยิ่งในมนุษยชาติ อย่างเดียวกับฉัน บริสุทธิ์ยิ่ง อ่อนหวานยิ่ง และซึ่งเป็นที่รักของฉันยิ่งกว่าสิ่งอื่น ๆ ทั้งปวง

อนึ่งถึงแม้ว่าต่อไปจะมีอะไรมาเป็นขึ้นแก่เรา ขอเธอจงระลึกถึงวัวกระทิงที่ร้อง ธงที่ประดับนิลจินดาซึ่งในฝันของเธอปรากฏว่าปลิวไสวนั้นเถิด แล้วจงมั่นใจเถิดว่า ฉันเคยได้รักเธออยู่เสมอ และฉันยังรักเธออยู่เสมออีก ฉะนั้นสิ่งใดซึ่งฉันแสวงหาสำหรับคนอื่น ฉันก็แสวงหาให้เธอนั่นแหละมากกว่าผู้อื่น แต่ยอดรักจงบรรเทาทุกข์นั้นเสียเถิด โดยนึกว่าในแผ่นดินนี้จะถึงแล้วซึ่งความสันติสุข เพราะความทรมานของเรา แล้วจึงรับเอาสิ่งทั้งปวงซึ่งความรักบริสุทธิ์พยายามแสดงให้ปรากฏว่ายินดี และต้องการอำนวยอวยพรให้จากวงแขนของฉันไปเถิด

"จริงอยู่ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เล็กน้อย เพราะกำลังของความรักก็อ่อนแอมาก จงจุมพิตที่โอษฐ์ แล้วก็เพราะฉันรักเธอยิ่งกว่าสิ่งมีชีวิตทั้งหลายซึ่งฉันก็รักอย่างลึกซึ้งอยู่แล้ว บัดนี้เธอจงอยู่ที่นี่เถิดนะ แม่ยอดรัก! เพราะฉันอยากจะตื่นแล้ว"

โดย ศาลาธรรม [23 เม.ย. 2552 , 11:00:29 น.] ( IP = 125.27.174.180 : : )


  สลักธรรม 5

ดังนั้น พระนางก็บรรทมต่อไป แต่หลับไปด้วยความใคร่ครวญในสุบิน เพราะพอพระนางหลับก็ได้ยินเสียงร้องอีกว่า "กาลเวลาได้มาถึงแล้ว!" ฝ่ายพระสิทธัตถะเมื่อ ผินพระพักตร์จากพระนางก็ทอดพระเนตรเห็นดวงจันทร์กำลังส่องแสงโดยลักษณะอย่างดาวหาง และดวงดาราแสงเงินทั้งหลายรายเรียงอยู่ดังได้ทำนายกันแต่บรมโบราณมาแล้ว

ขณะนั้นพระองค์ก็ได้ยินเสียงรำพันว่า "นี่คือราตรีกาล จะเลือกวิถีทางอานุภาพหรือทางแห่งความเมตตา จะเลือกเสวยราชสมบัติเป็นพระเจ้าจักรพรรดิราชหรือจะจาริกไปโดดเดี่ยว โดยปราศจากมงกุฎและที่พักอาศัยเพื่อช่วยโลกพ้นทุกข์"

ครั้นแล้วก็มีเสียงกระพือตามลมมาสัมผัสพระโสตของพระองค์ เป็นเสียงรำพันของปวงเทพดาทั้งหลาย ซึ่งต้องการวิงวอนต่อพระองค์ให้ช่วยทุกข์สัตว์โลกทั้งหลาย เพราะในยามซึ่งพระองค์ชมเวหาอันแจ่มจรัสอยู่นั้น ไม่ต้องสงสัยเลยว่า พระองค์จะไม่ทรงถูกแวดล้อมและระแวดระวังไปด้วยหมู่เทพเจ้าทั้งหลาย

"ฉันอยากไปแล้ว" พระองค์ตรัส "กาลเวลาได้มาถึงแล้ว!" ริมโอษฐ์อันนิ่มนวลของเธอนั้นน่ะ แม่เทวีผู้หลับใหลที่รักบังคับให้ฉันประพฤติในทางที่ต้องช่วยมนุษยโลกให้พ้นทุกข์ แต่เราจะต้องพรากจากกัน และภายในความเงียบแห่งเวหาอันนี้ ฉันอ่านดูความเป็นไปของฉันด้วยอักษรอันแวววับ ฉันได้บรรลุถึงซึ่งผลที่สุดแห่งวิถีทาง ซึ่งฉันเดินมาหลายวันและหลายคืนนั้นแล้ว เพราะฉันไม่ต้องการมงกุฎมรกตของฉัน และฉันไม่ยอมรับราชอาณาจักรทั้งปวงซึ่งคอยให้ฉันปกครองด้วยคมดาบของฉัน รถของเราจะไม่หมุนไปโดยล้อซึ่งอาบเลือด โดยมีชัยชนะแล้วมีชัยชนะอีก ประหนึ่งว่าพื้นแผ่นดินนี้มีนามของฉันไว้เป็นที่ระลึกด้วยเลือดสีแดง ๆ ติดอยู่

เราพอใจพยายามจะเดินไปตามทางทั้งปวงด้วยเท้าอันบริสุทธิ์ของเรา โดยใช้ฝุ่นธุลีที่เป็นที่นอนและความสันโดษแห่งสถานที่เหล่านั้นเป็นที่อาศัยของเรา แล้วเอาสิ่งที่ไม่มีค่าเสียเลยเป็นเพื่อน ไม่มีเสื้ออื่นนอกจากเศษผ้าที่หยาบ ไม่มีอาหารอะไรอื่นนอกจากอาหารซึ่งคนใจบุญทำทานให้ ไม่มีที่ร่มอะไรนอกจากถ้ำหรือร่มสาขาของไพรพฤกษ์

นี่แหละสิ่งซึ่งพึงประสงค์ของฉัน เพราะสรรพเสียงอันอนาถของชีวิต และของสัตว์โลกซึ่งมีชีวิตทั้งปวง ได้แล่นเข้าสู่โสตประสาทของฉันแล้ว และเพราะว่าดวงวิญญาณของฉันเต็มเปี่ยมไปด้วยความสงสารแก่ความแร้นแค้นของโลก ซึ่งฉันจะช่วยให้พ้นทุกข์ หากฉันอาจจะช่วยได้ โดยยอมสละเสียซึ่งทุกสิ่งทุกอย่าง ๆ เด็ดขาด และกล้าต่อสู้อย่างจริงจัง

โดย ศาลาธรรม [23 เม.ย. 2552 , 11:00:47 น.] ( IP = 125.27.174.180 : : )


  สลักธรรม 6

เพราะเทพเจ้าองค์ใดเล่า จะเล็กก็ดีหรือใหญ่ก็ดีจะมีสิทธิและความเมตตากรุณาบ้าง ใครบ้างมองเห็นเทพเจ้าเหล่านั้น เทพเจ้าเหล่านั้นได้ทำอะไรบ้างเพื่อช่วยปวงสัตว์โลกทั้งหลายที่เคารพบูชาท่าน เทพเจ้าได้ทำประโยชน์อะไรตอบแทนแก่มนุษย์ซึ่งสรรเสริญวิงวอน เซ่นสรวงด้วยธัญญาหารและน้ำมัน โดยขับร้องด้วยบทกลอนอันเป็นพระเวท ทำการบูชายัญด้วยสัตว์ที่ร้องและดิ้นรน ทำศาลอันงามตระการตาถวายเกื้อหนุนนักบวชและอ้อนวอนวิษณุ ศิวะ สุริยะซึ่งไม่เห็นได้ช่วยใครเลย

จนแม้แต่คนที่ควรช่วยที่สุดให้พ้นจากทุกข์ซึ่งพรรณนาในคำสรรเสริญเยินยอและเคารพด้วยความเกรงกลัวทวีขึ้น ๆ ทุกวัน เหมือนควันอันปราศจากค่า เพื่อนมนุษย์ของฉันคนใดบ้างซึ่งอาศัยคำสวดมนต์สรรเสริญแล้วก็พ้นจากความทรมานในความเป็นอยู่

ความลำบากอันขมขื่นในความประสงค์ และในความสูญหายสิ่งของที่ตนรักจากไข้อันเร่าร้อนซึ่งทำให้หวาดหวั่นจากความชราภาพที่ค่อย ๆ ย่องมาพ้องพาน แล้วทำการอันธการให้แก่ความผิดและรูปกาย จากความตายอันขมุกขมัวอันน่าพึงสยอง และจากสิ่งซึ่งจะต้องเป็นไปตามเวลาของวัฏสงสาร แล้วไปเกิดใหม่ในทุกข์

ในความต้องการใหม่อีกซึ่งวนเวียนอยู่ไม่รู้จักสิ้นนั้น พี่สาวหรือน้องสาวของเราคนใดบ้างซึ่งได้รับผลแห่งการถือบวชอดอาหาร หรือการที่ร้องเพลงสรรเสริญบ้าง การที่ถวายนมข้นขาวและใบตุลสี (กะเพรา) นั้น กระทำให้เทพเจ้าองค์ใดบ้างช่วยให้รอดพ้นจากการเจ็บปวดในยามเมื่อคลอดบุตร เปล่าเลย! อาจมีบ้าง เทพเจ้าที่ดี และเทพเจ้าที่ไม่ดี แต่ถึงมีดีไม่ดีก็ล้วนแต่อ่อนแอมากจนไม่สามารถที่จะทำความช่วยเหลืออะไรได้

เทพเจ้าเหล่านี้มีทั้งความเมตตาและความทารุณดุร้าย และตกอยู่ในวัฏสงสารแห่งความเปลี่ยนแปลง แล้วผ่านไปสู่ความเกิดความเป็นอยู่ต่อ ๆ ไป อีกเป็นลำดับ เหมือนมนุษย์ทั้งปวง เพราะตามซึ่งพระคัมภีร์ได้กล่าวสั่งสอนไว้นั้นก็ดูเหมือนการถูกต้องแล้ว คือ พอชีวิตเริ่มอุบัติขึ้น จะมีเดิมกำเนิดและมูลเป็นอย่างไรก็ตาม ก็ดำเนินตามชะตาราสีแห่งความเป็นอยู่ของตน


โปรดติดตามตอนต่อไป

โดย ศาลาธรรม [23 เม.ย. 2552 , 11:01:15 น.] ( IP = 125.27.174.180 : : )


  สลักธรรม 7

pasha watches watches replica the other side of the bag if you fake watches After all there are so many replica watches than conventional watches Its clear to see why.

โดย fift - [5 พ.ค. 2554 , 09:56:45 น.] ( IP = 123.153.79.148 : : )


  สลักธรรม 8

black pillows generous dose of the best of Saint Honore spirit bedding sale pillows for couch bedding sets you about a hundred dollars a good.

โดย sarah - [6 พ.ค. 2554 , 15:05:02 น.] ( IP = 123.153.79.25 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org