มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


“อุปปัชชเวทนียกรรม” “อปราปริยเวทนียกรรม” (๓)




ตอนที่ผ่านมา

ท่านสาธุชนทั้งหลาย การศึกษาพระอภิธรรมในวันนี้ เราจะได้ศึกษาอุปปัชชเวทนียกรรมต่อจากเมื่อครั้งที่แล้วซึ่งยังอธิบายไม่หมด

คำว่า อุปปัชชเวทนียกรรม หมายถึงกรรมที่ส่งผลให้ได้รับในภพที่ ๒ หรือในภพต่อจากปัจจุบันที่เราได้สิ้นชีวิตลงก็จะได้รับผลแห่งกรรมที่เรียกว่า อุปปัชชเวทนียกรรม คือภพที่เราเกิดปัจจุบันนี้ ถือเป็นภพที่ ๑ แล้วก็เมื่อตายจากภพนี้ไป แล้วเราจะต้องไปเกิด คือรับกรรมที่เราทำในภพปัจจุบันนี้ทันที กรรมชนิดนี้เรียกว่า อุปปัชชเวทนียกรรม

อุปปัชชเวทนียกรรมนั้นก็จะเป็นกรรมที่หนักมาก ดังที่ได้อธิบายมาแล้ว คือหมายถึงอนันตริยกรรม เป็นกรรมที่หนักโดยเฉพาะ กรรมที่ทำหน้าที่จะให้สำเร็จประโยชน์ในภพที่ ๒ ก็มีทั้งกุศล มีทั้งอกุศล

อกุศลนั้นก็คือผู้ที่ประกอบอนันตริยกรรมทั้ง ๕ ประการ ที่เรียกว่า ปัญจานันตริยกรรม เช่น บุคคลที่ฆ่าพ่อฆ่าแม่ของตน บุคคลที่ฆ่าพระอรหันต์ บุคคลที่ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนห้อพระโลหิต บุคคลที่ทำสังฆเภท คือยุยงสงฆ์ให้แตกจากกัน ทั้ง ๕ ประการนี้ ถือเป็นอนันตริยกรรม เป็นกรรมที่หนักมาก เพราะฉะนั้นกรรมย่อมจะส่งผลในภพที่ ๒ ก็หมายถึงว่าเมื่อสิ้นชีวิตจากภพนี้ไป กรรมนี้ก็ส่งผลทันที ที่กรรมนี้ส่งผลนั้นท่านบอกส่งผลในอกุศลชวนจิตได้ เคยกล่าวถึงคำว่าชวนจิตมาแล้ว ชวนจิตนั้นหมายถึงจิตที่เสวยอารมณ์ ที่เสพอารมณ์ คือจิตที่เรารับรู้อารมณ์ คือจิตที่เรารับรู้อารมณ์กันที่ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แต่ละอารมณ์นั้นก็มีวิถีแต่ละวิถีๆ ถ้าเกิดขึ้นทางตาเรียกว่า จักขุทวารวิถี

เกิดขึ้นทางหูเรียกว่า โสตทวารวิถี
เกิดขึ้นทางจมูก เรียกว่า ฆานทวารวิถี
เกิดขึ้นทางลิ้น เรียกว่า ชิวหาทวารวิถี
เกิดขึ้นทางกาย เรียกว่า กายทวารวิถี
ถ้าเกิดขึ้นทางใจ เรียกว่า มโนทวารวิถี

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [24 เม.ย. 2552 , 08:51:07 น.] ( IP = 58.9.150.48 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

ซึ่งเป็นวิถีจิตที่เกิดขึ้นในแต่ละทวาร ซึ่งเราก็มีทางที่จะรับได้เพียง ๖ ทาง ก็คือ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และก็ทางใจ กรรมที่เราทำลงไปนี่ ไม่ว่าจะเป็นกุศลหรืออกุศลก็ตาม ก็สำเร็จลงที่ทางใจ เพราะว่าตัวเจตนานั้นเป็นตัวกรรม

บาลีว่า เจตนาหํ ภิกฺขเว กมฺมํ วทามิ ซึ่งแปลว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่าเจตนานั้นเป็นกรรม กรรมที่เราได้ประกอบกันลงไป ทุกๆ ขณะนั้นสำเร็จขึ้นที่เจตนาเจตสิก เจตนาเจตสิกดวงนี้เกิดขึ้นกับจิตที่เป็นอกุศล ก็ทำให้เรานี้ทำอกุศลกรรมลงไปอย่างบุคคลที่ทำอนันตริยกรรม ท่านกล่าวว่าเจตนานั้นจะสำเร็จลงที่ชวนจิตดวงที่ ๗ ซึ่งถือว่ามีกำลังแรงมากในดวงที่ ๗ ฉะนั้นเจตนาที่เกิดขึ้นในชวนจิตดวงที่ ๗ นี่จึงส่งผลให้ได้รับกรรมในภพที่ ๒ ต่อไป นอกจากในภพที่ ๒ แล้ว

บางมติท่านกล่าวว่าจะต้องรับผลต่อไปอีกไม่มีที่สิ้นสุด แต่อรรถกถาท่านกล่าวว่ากรรมนั้นมีหน้าที่เฉพาะตนๆ เมื่อให้ผลแล้ว กรรมนั้นเป็นอโหสิ เช่น อย่างทิฏฐธรรมเวทนียกรรมที่ให้ผลในปัจจุบัน กรรมอันใดที่เราทำลงไปแล้ว แล้วเกิดผลส่งผลให้กรรมนั้นก็หมดไปแล้ว จะไม่เกิดอีกต่อไปเป็นอโหสิกรรม ไม่ว่าจะเป็นทิฏฐธรรมเวทนียกรรม อุปปัชชเวทนียกรรมหรืออปราปริยเวทนียกรรมก็ตาม เมื่อส่งผลแล้วก็หมดจะไม่มีโอกาสส่งผลต่อไป

หมายความว่าเหมือนอย่างเราเป็นหนี้บุคคลใดบุคคลหนึ่ง ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ อยู่ต่อมาเราก็ใช้หนี้เขาหมด เมื่อใช้หมดแล้วก็แล้วกัน หนี้นั้นก็เป็นอันว่าหมดสิ้นสุดลง กรรมนี้ท่านกล่าวว่าเปรียบเหมือนหนี้ ถ้าเรายังใช้ไม่หมด หมายถึงยังใช้หนี้กรรมไม่หมด เราก็ต้องรับกรรมนี้ต่อไป ต่อเมื่อกรรมนี้หมดเมื่อใด หนี้กรรมนี้หมดเมื่อใด เราก็ไม่ต้องรับกรรมนี้ต่อไป กรรมนั้นก็เป็นอโหสิกรรม สิ้นสุดลง

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [24 เม.ย. 2552 , 08:55:06 น.] ( IP = 58.9.150.48 : : )


  สลักธรรม 2

กรรมบางอย่างก็ส่งผลหนัก เช่น อย่างที่ท่านกล่าวว่า เราฆ่าสัตว์ตายตัวหนึ่ง เราจะต้องได้รับผลจากการฆ่าสัตว์ตายตัวหนึ่ง เท่ากับจำนวนขนของสัตว์ที่เราไปฆ่า คือนับจำนวนภพจำนวนชาตินี้ ท่านบอกว่าเท่ากับจำนวนขนของสัตว์ที่เราไปฆ่า เช่น อย่างเราฆ่าวัว ฆ่าควาย

วัวตัวหนึ่ง ควายตัวหนึ่งนี้มีขนจำนวนเท่าไร เราจะต้องได้รับผลแห่งกรรมเท่าจำนวนขนของวัวของควายที่เราไปฆ่า หรือฆ่าหมูตายตัวหนึ่ง ก็จะต้องได้รับผลกรรมเท่ากับขนของหมู หรือฆ่าเป็ดฆ่าไก่ตายตัวหนึ่ง ก็ต้องได้รับผลกรรมเท่ากับขนเป็ดขนไก่ นั่นหมายถึงจำนวนภพชาติที่เราจะต้องได้รับกรรม

ในอังคุตตรนิกายอรรถกถา ท่านจึงกล่าวว่า ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม อุปปัชชเวทนียกรรม และก็อปราปริยเวทนียกรรม ย่อมมีหน้าที่ส่งผลโดยเฉพาะๆ ตามฐานะของตนๆ และเมื่อส่งผลแล้ว กรรมนั้นก็เป็นอโหสิ

ก็มีปัญหาที่เรายังเข้าใจกันผิดพลาดก็คือเรื่องของอปราปริยเวทนียกรรม ซึ่งแปลว่ากรรมที่จะต้องติดตามส่งผลไปไม่มีที่สิ้นสุด จนกว่าเราจะถึงซึ่งพระนิพพาน บางคนเข้าใจว่าเมื่อเราทำบาปหรือก่ออกุศลกรรมไปครั้งหนึ่งเราจะต้องใช้กรรมนี้ไปจนกว่าเราจะถึงซึ่งพระนิพพาน ความจริงไม่ใช่อย่างนั้น เป็นแต่เพียงว่ากรรมนี้มันจะติดตามเราไปจนกว่าจะถึงนิพพาน ถ้าถึงนิพพานแล้ว กรรมนี้ไม่มีกำลังเพียงพอ มันก็เป็นอโหสิกรรมไป แต่ถ้าได้จังหวะเมื่อใด เขาก็ส่งผลเมื่อนั้น เมื่อส่งผลแล้ว กรรมนี้ก็สิ้นสุดลง ไม่มีผลอีกต่อไป ไม่ใช่หมายถึงว่า ส่งผลไม่มีสิ้นสุด เป็นแต่เพียงว่าระยะเวลาที่จะอยู่ในขอบข่ายที่เราจะต้องได้รับผลนี่มันยืดยาวไกลถึงนิพพาน

เพราะนิพพานนั้นเป็นการสร้างกุศลกรรมที่สำคัญมาก เพราะว่ากุศลกรรมนี้ทำให้ภพชาติสิ้นสุดลง ฉะนั้นกรรมที่จะส่งผลต่อไปอีกนั้น ก็เป็นอันว่าสิ้นสุดลง ไม่มีทางที่ส่งผลต่อไป

แต่ว่าอุปปัชชเวทนียกรรม เป็นกรรมที่จะต้องให้ผลในภพที่ ๒ คือจากภพนี้พอตายจากภพนี้ไป ต้องรับกรรมอันนี้ทันที

อปราปริยเวทนียกรรมนั้น เป็นกรรมที่จะส่งผลตั้งแต่ชาติที่ ๓ เป็นต้นไป จึงจะมีโอกาสส่งผล แต่ว่าถ้าจะเป็นชาติใดชาติหนึ่งเท่านั้นเอง

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [24 เม.ย. 2552 , 08:59:54 น.] ( IP = 58.9.150.48 : : )


  สลักธรรม 3

อย่างในปัจจุบันนี้ เราได้รับกรรมในภพปัจจุบันที่เราเป็นมนุษย์ คือกรรมนี้จะเกิดในภพไหนก็ตาม มันก็มีโอกาสส่งผลได้ทุกภพทุกชาติไป กรรมอันใดที่เกิดขึ้นที่เป็นอกุศลวิบาก ที่เกิดขึ้นแก่เรา พอส่งผลแล้วกรรมนั้นก็สิ้นสุดลง มันหมดไปเองเป็นอโหสิกรรมไป

กุศลก็เหมือนกัน เมื่อส่งผลแล้วก็เป็นอโหสิกรรม เว้นไว้แต่ว่าเราสร้างกรรมใหม่ขึ้น ก็หมายถึงเราทำกรรมใหม่ขึ้นมาทั้งที่เป็นอกุศล ทั้งที่เป็นกุศลขึ้นมา กรรมใหม่ที่เราทำลงไปนี้ ก็มีโอกาสที่จะติดตามส่งผลให้ในภพต่อๆ ไปจากภพที่ ๓ ตั้งแต่ภพที่ ๓ เป็นต้นไป ภพที่ ๓ นี้โดยนับเอาภพปัจจุบันของแต่ละภพ คือภพที่ ๓ มันเกิดได้ทุกภพ อย่างเราเกิดเป็นมนุษย์นี่ถือเป็นภพที่ ๑

ภพที่ ๑ นี้ไม่ใช่หมายความว่าเราพึ่งจะเกิดมา ชีวิตพึ่งจะก่อกำเนิดมาในภพนี้ ไม่ใช่อย่างนั้น เราเกิดมานานแล้ว แต่ท่านอธิบายให้เราเข้าใจว่าจากมนุษย์ไปนี่ ภพที่ ๓ จากมนุษย์นี้ไป และถ้าเราเกิดมาเป็นมนุษย์อีก เราทำอปราปริยเวทนียกรรม กรรมอันนี้มันไม่หนักที่จะให้ผลในภาพที่ ๒ มันก็ไปให้ผลในภพที่ ๓ ต่อไปของภพ ที่เราเกิดเป็นมนุษย์โดยกำหนดนับว่าเกิดเป็นมนุษย์นี้เป็นภพที่ ๑ แต่ไม่ใช่หมายความว่าเราพึ่งเกิดชาตินี้ชาติเดียวนะ ไม่ใช่หมายถึงอย่างนั้น เราเกิดกันมาหลายร้อย หลายพันหลายหมื่นชาติแล้ว หลายกัปหลายกัลป์แล้ว ซึ่งเราไม่สามารถที่จะกำหนดเบื้องต้นของรูปนามหรือของชีวิตเราได้ ว่าเราเกิดมาตั้งแต่เมื่อใด เป็นแต่เพียงว่าให้ทราบว่ากรรมที่เราทำลงไปเมื่อไม่มีโอกาสส่งผลในภพที่ ๒ ไม่เป็นอุปปัชชเวทนียกรรม กรรมนั้นก็จะเป็นอปราปริยเวทนียกรรม คือจะให้ผลในภพที่ ๓ ต่อไป

ฉะนั้น อุปปัชชเวทนียกรรมจึงเป็นกรรมที่ให้ผลในภพที่ ๒ ทั้งที่เป็นกุศลและทั้งที่เป็นอกุศล ที่เป็นกุศลก็ได้แก่ผู้ที่ภาวนากุศล เช่นอย่างผู้ที่บำเพ็ญทาน ศีล ภาวนา ที่มีกำลังสูง ภาวนานั้น ก็หมายถึงตั้งแต่ปฐมฌาน เป็นต้นไป ผู้ที่ได้ปฐมฌาน นั้นเมื่อจุติคือตายจากภพปัจจุบันนี้ ก็จะต้องปฏิสนธิในพรหมโลก คือในปฐมฌานภูมิทันที ถ้าได้ทุติยฌานก็ปฏิสนธิในทุติยฌานภูมิ ถ้าปัจจุบันเราได้ตติยฌาน ตายจากภพปัจจุบัน ก็จะไปเกิดในตติยฌานภูมิ ถ้าเราได้ จตุตถฌานในปัจจุบัน ตายลงก็จะไปเกิดในจตุตถฌานภูมิ หรือถ้าเราได้ ปัญจมฌาน ในปัจจุบัน พอเราตายจากภพปัจจุบันก็จะเกิดในปัญจมฌานภูมิ ถ้าได้อรูปฌาน ก็จะเกิดในอรูปฌานภูมิ อันนี้เป็นกรรมที่ส่งผลในภพที่ ๒ ที่เป็นฝ่ายกุศล นี่เป็นอุปปัชชเวทนียกรรม

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [24 เม.ย. 2552 , 09:04:11 น.] ( IP = 58.9.150.48 : : )


  สลักธรรม 4

กรรมที่ ๓ ที่เรียกว่า อปราปริยเวทนียกรรม คำว่า อปร แปลว่า ภพภูมิ หมายถึง ภพอื่น เวทนีย หมายถึง ผลที่เราจะได้รับ ก็คือผลของกรรมที่เราจะได้รับในภพอื่นก็หมายถึงในภพที่ ๓ เป็นต้นไป เรียกว่า อปราปริยเวทนียกรรม การทำกุศลก็ดี อกุศลก็ดี ถ้าไม่ส่งผลในภพที่ ๒ ที่เป็นอุปปัชชเวทนียกรรม ก็จะส่งผลเป็นอปราปริยเวทนียกรรม คือจะต้องได้รับผลในภพต่อๆ ไปอาจจะเป็นชาติที่ ๔ ที่ ๕ ที่ ๑๐ อีก ๑๐ ชาติ เราถึงจะได้รับก็มี ซึ่งอันนี้ก็เป็นเรื่องที่หลายท่านยังไม่เข้าใจ

บางท่านก็ปรารภด้วยความน้อยใจว่า เราสร้างกุศลมากมาย ทำไมกุศลจึงไม่ให้ผลในชาตินี้เลย ทำไมกุศลที่เราทำนั้นจึงไม่ช่วยเลย บางท่านทำความดีไว้ก็เลยน้อยใจว่า เราทำดี เห็นจะไม่ได้ดี เพราะว่าทำดีแล้ว ยังไม่เห็นผลของกรรมดีที่เราทำเลย ก็เพราะเหตุว่ากรรมดีที่เราทำในปัจจุบันนี้ไม่ได้เป็นอนันตริยกรรม เมื่อไม่ได้เป็นอนันตริยกรรมแล้ว จะให้ผลภายใน ๓ วัน ๗ วัน ภายใน ๓ เดือนไม่ได้ ต้องคอยไปอีก ยังไม่รู้ว่ากี่ภพกี่ชาติ กุศลนั้นเราจึงจะได้รับความดีที่ทำนั้น ไม่ใช่หมายความว่าเมื่อทำสำเร็จลงแล้ว เราจะได้รับผลของกรรมดี ต้องคอย ต้องรอคอยไปนาน บางท่านก็หลายภพหลายชาติ แต่ผลของกรรมนั้นต้องมีแน่นอน ทั้งที่เป็นผลแห่งกรรมดี ผลแห่งกรรมชั่ว เราต้องได้รับ แต่จะได้รับในภพไหน ก็แล้วแต่กำลังของกรรมที่เราได้กระทำกันลงไป ดังที่ได้อธิบายมาในทิฏฐธรรมเวทนียกรรมแล้ว

สมมุติว่า เราสร้างกุศลที่เราจะให้ถึงพร้อมตามหลักที่ท่านได้วางไว้โดยสมบูรณ์นี้ก็หายาก ที่ว่าหายากนี้ อย่างอาตมาจะยกตัวอย่างให้เห็นง่ายๆ อย่างเช่น ทาน การบริจาคทาน ซึ่งเป็นสิ่งที่เราทำกันอยู่เป็นประจำอยู่เสมอ เรื่องทานบารมี ท่านบอกทานที่เราทำจะได้ผลมากหรือไม่ อยู่ที่ปัจจัยเป็นส่วนประกอบ เพราะการทำทาน ถ้าเราทำไม่เป็นแล้วกุศลมันอ่อนกำลังลง บางคนเข้าใจว่าทำทานไม่เห็นยาก อย่างเราหุงข้าวใส่บาตร เราไปใส่บาตรพระก็ถือว่าเราได้บริจาคทานแล้ว หรือเรามีวัตถุทานอยู่ในมือ เราจะหยิบยื่นให้ใครก็ถือว่าเป็นการบริจาคทานแล้ว

ความจริงไม่ใช่ทำกันอย่างนั้นแบบง่ายๆ การทำทาน ต้องทำเป็นด้วย ถ้าทำไม่เป็นอานิสงส์ของทานก็อ่อนลง อย่างปัจจัยที่จะให้เกิดผลทานปรากฏ

ประการแรก ท่านบอก “วัตถุสัมปทา” หมายถึงว่าต้องถึงพร้อมด้วยวัตถุ วัตถุในที่นี้ หมายถึง ปฏิคาหก หรือ ผู้รับทาน ต้องเป็นพระอริยบุคคลขึ้นพระอนาคามีหรือพระอรหันต์ออกจากนิโรธสมาบัติใหม่ๆ

อะไรเล่าที่จำเป็นที่ท่านต้องการมาก ที่พระอริยบุคคลออกจากนิโรธสมาบัติใหม่ๆ ต้องการมาก นี่คืออะไร ก็คืออาหาร เพราะว่าร่างกายของท่านไม่ได้ฉันอาหารมาเป็นเวลา ๗ วัน ขณะเข้านิโรธสมาบัติ หรือผลสมาบัติ หรือฌานสมาบัติ จะไม่เกิน ๗ วัน ถ้าเกิน ๗ วันแล้ว รูปคือร่างกายจะทนไม่ได้ แล้วผลสุดท้ายจะต้องตาย รูปนี้แตกสลาย เพราะฉะนั้นท่านจะอธิษฐานไม่เกิน ๗ วัน พอออกจากนิโรธสมาบัติ หลังจากที่ท่านเข้านิโรธ ๗ วันแล้ว สิ่งที่จำเป็นต้อการมากคืออาหาร

ผู้ที่เอาอาหารไปใส่บาตร เป็นคนแรกแก่พระอริยบุคคลที่ออกจากนิโรธสมาบัติใหม่ๆ จึงได้รับผลภายใน ๓ วัน ๗ วัน เพราะอะไร เพราะวัตถุที่เราไปให้เป็นทานที่มีความจำเป็น เป็นสิ่งที่ปฏิคาหกต้องการ แล้ววัตถุทานนั้นเป็นวัตถุทานที่เราเตรียมไว้อย่างดี ที่ประณีต ที่บริสุทธิ์

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [24 เม.ย. 2552 , 09:10:57 น.] ( IP = 58.9.150.48 : : )


  สลักธรรม 5

ประการที่ ๒ ปัจจยสัมปทา คือ ปัจจัยที่เราถวาย เราได้มาโดยความบริสุทธิ์ วัตถุบริสุทธิ์แล้ว การแสวงหาปัจจัยนั้นก็ได้มาด้วยความบริสุทธิ์

ประการที่ ๓ เจตนาสัมปทา เจตนาคือความตั้งใจ ส่วนมากแล้วเราทำทานกัน เราจะเสียกันที่เจตนา อาตมาสังเกตโยมทำทาน บางท่านเสียเจตนา บางทีเสียก่อนทำ บางท่านเสียกำลังทำ บางท่านเสียเมื่อตอนทำแล้ว คือเจตนานี้ก็ได้แก่ความตั้งใจ อย่างเราจะตั้งใจบริจาคทาน ต้องทำใจของเราให้มั่นคงว่าเราจะบริจาคทาน ไม่เคยเสียดายของ ไม่เคยคิดเปลี่ยนใจว่าเราจะไม่ให้อย่างที่เราตั้งใจ หรือไม่เคยชักช้า แล้วรักษาเจตนานี้ด้วยความบริสุทธิ์ตลอดเวลาว่าเราตั้งใจจะทำ ก่อนให้ก็ตั้งใจไว้ก่อนแล้ว อย่างนี้เป็นบุพพเจตนา พอได้โอกาสที่เราจะให้ทาน

เช่นเมื่อเราพบปฏิคาหก เราก็ให้ทานทันที ด้วยเจตนาที่บริสุทธิ์ให้แล้วเราก็ชื่นใจ นึกถึงทานที่เราบริจาค จิตใจสดชื่นตลอดเวลาว่าเราได้บริจาคทานแล้วไม่เคยเสียดาย ไม่เคยคิดว่า เราให้ไปเสียดายเหลือเกิน รู้อย่างนี้ เอาไว้ใช้เสียงเองก็ดี ไม่เคยคิดอย่างนี้ เจตนาที่บริสุทธิ์ใน ๓ กาลอย่างนี้เรียกว่าเป็นการให้ทานที่ถึงพร้อมด้วยเจตนา เรียกว่า เจตนาสัมปทา คือ มีเจตนาที่บริสุทธิ์

ประการที่ ๔ คุณาติเรกสัมปทา หมายถึง ผู้ที่รับทานของเรา คือ พระอนาคามี หรือพระอรหันต์เท่านั้น ที่จะให้ผลเป็นทิฏฐธรรมเวทนียกรรมมี ๒ ประเภทเท่านั้นแล้วก็ ๒ ประเภทนี้ก็ต้องพึ่งออกจากนิโรธสมาบัติ

ฉะนั้นการที่เราจะบริจาคทาน ท่านจึงสอนว่าต้องถึงพร้อมด้วยปัจจัยทั้ง ๔ ประการนี่ให้สมบูรณ์ ถ้าไม่สมบูรณ์ เราอย่าหวังผลในภพปัจจุบันแต่ผลบางอย่างมันก็มี มีส่งผล แต่ว่าส่งผลในลักษณะที่ว่าเมื่อเราบริจาคทานไปแล้ว เราก็ได้รับผลแห่งทานที่เราบริจาค มันก็เป็นผลเล็กๆ น้อยๆ เช่นอย่าง “อานิสังสผล” อย่างนี้ อานิสงสผลนั้นก็คือเรารู้สึกชื่นใจบางครั้งมี “นิสันทผลมา”ก็คือความรู้สึกว่าเรานี้ไม่ขาดแคลน เมื่อเราให้สิ่งของไปสิ่งของนั้นก็กลับมาเป็นของเราอีก เช่นอย่างเราบริจาคเสื้อผ้า เราก็จะได้เสื้อผ้า ไม่นานก็มีคนเอาเสื้อผ้ามาให้เรา หรือเราบริจาคอาหาร เราก็ไม่อดไปไหนก็ไม่อด ผลจากการที่เราให้ทาน เมื่อเราให้ไปแล้วก็มีมาตลอดเวลา

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [24 เม.ย. 2552 , 09:17:10 น.] ( IP = 58.9.150.48 : : )


  สลักธรรม 6

อาตมาจะยกตัวอย่างให้เห็น อย่างหลวงพ่อวัดปากน้ำ สมัยก่อนที่ท่านมาอยู่ที่วัดโพธิ์ ท่านเล่าว่าท่านบิณฑบาตไม่พอฉัน วันหนึ่ง เห็นสุนัขแม่ลูกอ่อนอดมาก ข้าวในบาตรท่านก็ได้น้อย ท่ายยอมอดแบ่งข้าวให้สุนัขแม่ลูกอ่อนกินจะได้น้ำนมไปเลี้ยงลูก แล้วท่านก็อธิษฐานว่า ถ้าท่านมีกำลัง ท่านจะเลี้ยงพระไม่ให้พระเณรบิณฑบาตลำบาก ให้เรียนหนังสือย่างเดียว แล้วท่านจะตั้งโรงครัวเลี้ยงพระ

อยู่ต่อมาพอท่านถูกนิมนต์ไปเป็นเจ้าอาวาส สมเด็จฯ ท่านส่งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ท่านก็ดำริเริ่มเลี้ยงพระที่วัดปากน้ำ ซึ่งเป็นวัดที่ทรุดโทรมมานานแล้ว ขาดการทะนุบำรุงมานาน แล้วท่านก็ตั้งโรงครัวเลี้ยงพระ จากไม่กี่รูป จาก ๒๐ – ๓๐ รูปเรื่อยมา ทั้งพระ ทั้งชี ทั้งเด็กวัด จนพระเณรมากขึ้นเป็นร้อยท่านก็เลี้ยงได้ จนมากที่สุดเมื่อกึ่งพุทธกาลถึง ๖๐๐ กว่ารูป ท่านก็เลี้ยงได้ ๖๐๐ กว่ารูป ตั้งโรงครัวเลี้ยงแล้วท่านมีความมั่นใจอยู่อย่างหนึ่งว่า เมื่อให้แล้ว มันไม่หมด

เวลาท่านอบรมพระ ท่านจะสอนเสมอตลอดเวลาว่า อย่าหวงคืออย่าเป็นคนตระหนี่ อย่าเห็นแก่ตัว ให้ให้ คือให้บริจาคทานอยู่ตลอดเวลาเมื่อให้แล้วก็จะไม่หมด แล้วก็เป็นจริงอย่างที่เราเห็น คือเวลานี้ท่านมรณภาพมาตั้งกี่ปีแล้ว ๒๕๐๓/๒๐ กว่าปีแล้ว หลายคนพากันวิจารณ์ว่า ถ้าหลวงพ่อวัดปากน้ำสิ้น พระเณรวัดปากน้ำก็คงจะอด คงจะไม่มีใครเลี้ยงได้ แต่ปรากฏว่าศพหลวงพ่อที่ไม่ได้เผา เก็บเอาไว้เลี้ยงพระได้ ท่านนอนอยู่เฉยๆ โยมก็ไปเลี้ยงพระ กลับมากกว่าเมื่อตอนที่มีชีวิตอยู่ เจ้าภาพบางวันซ้อนกันตั้งหลายเจ้าภาพ มีเงินเหลือจากค่าภัตตาหารมาสร้างวัดพัฒนาวัดจนเสนาสนะเป็นตึกหมด แต่ก่อนนี้ทรุดโทรม แล้วในสมัยชีวิตหลวงพ่อท่านยังทำไม่ทัน พอมาถึงเจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันนี้ ท่านก็ทำ เปลี่ยนเป็นอาคารตามที่หลวงพ่อท่านวางแผนไว้ทั้งหมด บางคนถามว่า หลวงพ่อวัดปากน้ำมีดีอะไร

อาตมาบอกว่าเป็นอยู่อย่างหนึ่งที่เป็นความดีที่เห็นได้ชัด ส่วนคุณธรรมเรามองไม่เห็นหรอก แต่ว่าที่เราเห็นได้ชัด มีปฏิปทาอยู่อย่างหนึ่งคือ “ท่านให้” และจากผลที่ท่านให้ทาน ก็ทำให้ลูกศิษย์ลูกหาแม้ปัจจุบันนี้ก็ได้รับความสุข พระเณรก็ได้รับความสุขมาถึงทุกวันนี้ เจ้าภาพมากกว่าในสมัยก่อน แต่ละปีเงินค่าภัตตาหารเหลือหลายล้านบาท เพราะคนไปจองเป็นเจ้าภาพกันมาก ถ้าเรามองดูพระพุทธศาสนาเรา อย่างพระเณรปัจจุบันที่เราอยู่กันสบายมีที่อยู่ มีที่ฉัน เพราะอะไร ทำไมคนทุกคนจึงถือว่า พระพุทธศาสนานี้เป็นเนื้อนาบุญ คือทำบุญให้กับศาสนาให้กับพระพุทธเจ้า ที่เราทำบุญให้พระพุทธเจ้าก็เพราะว่าพระพุทธศาสนาเป็นบุญเขต เราจะทำบุญให้เกิดเป็นบุญแก่ตัวเรา ไม่รู้จะทำอะไรที่จะได้ผลบุญได้ดีเท่ากับทำให้ศาสนา

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [24 เม.ย. 2552 , 09:23:19 น.] ( IP = 58.9.150.48 : : )


  สลักธรรม 7

ศาสนาของพระพุทธเจ้านี้จึงมีผู้บริจาคทานมากมาย ถ้ารวมเป็นทรัพย์สินแล้วมากมาย ทานที่หลั่งไหลมาสู่พระพุทธศาสนาอันมากมายอย่างนี้ พระพุทธเจ้าท่านเสียสละมาก่อนในอดีต ท่านให้มาก่อน ให้มาตั้งแต่เป็นพระโพธิสัตว์ ไม่มีชาติไหนเลยที่พระพุทธเจ้าท่านไม่ให้ทาน ให้ทุกภพทุกชาติไป จนชาติสุดท้ายที่บำเพ็ญทานบารมีที่ถือว่าอุกฤษฏ์มาก ก็คือชาติที่เกิดเป็นพระเวสสันดร ถือว่าชาตินี้เป็นชาติที่พระพุทธองค์ได้ทรงบำเพ็ญ ทานอย่างมหาศาล ชนิดที่เรียกว่า มหาทาน

แล้วจากการให้ทานมาตลอดเวลาอย่างนี้พระพุทธศาสนาจึงรุ่งเรือง มีผู้ให้ตลอดเวลามาตราบเท่าถึงปัจจุบัน กี่พันปีแล้ว พระพุทธองค์นิพพานไปแล้วถึง ๒๕๒๗ ปีเราก็ยังให้กับศาสนาตลอดเวลา เรายังถือว่าไม่มีปฏิคาหกใดที่ดีไปกว่าพระพุทธศาสนา ถ้าเราจะเพาะพืชแห่งบุญกุศลให้เกิดขึ้นแก่ตัวเรา ก็ไม่มีเนื้อนาบุญไหนดีเท่ากับพระพุทธศาสนา เราก็ยังบำรุงศาสนาตลอดเวลา นี่ก็ผลจากการเสียสละ ผลจากการให้ การให้ทาน ถึงแม้จะไม่เป็นทิฏฐธรรมเวทนียกรรมดังที่ยกตัวอย่าง

ขอทานใส่บาตรให้กับพระอรหันต์ที่ออกจากนิโรธสมาบัติหรือคนยากจนใส่บาตรแก่พระอรหันต์ก็ตาม เป็นแต่เพียงเราใส่บาตรพระธรรมดาอย่างนี้ ถ้าเจตนาดีตั้งใจใส่ดีแล้ว เราก็ไม่เคยยากจนอดอยาก ผลแห่งการใส่บาตรก็ไม่ยากจนอดอยากไม่ขัดสน นี้เป็นหลักอันหนึ่งซึ่งเราเห็นได้ชัดเจนว่ากรรมที่ทำนั้น ถึงจะไม่เป็นทิฏฐธรรมเวทนียกรรม ให้ผลกรรมอย่างหนัก แต่ว่าจากการที่เราได้บริจาคเล็กๆ น้อย นี้ ผลมันก็มี ผลที่เกิดขึ้นได้อาจจะประจวบกับว่าในอดีตเราก็เคยให้แล้วปัจจุบันถึงเราให้ ผลกรรมก็สนองเรา คือมาเสริมกับผลกรรมในอดีตที่เราเคยบำเพ็ญมา มันก็ทำให้ผลกรรมในปัจจุบันนี้ได้ผลสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ซึ่งเนื่องมาจากผลแห่งอดีตที่เราเคยทำมาแล้ว

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [24 เม.ย. 2552 , 09:27:06 น.] ( IP = 58.9.150.48 : : )


  สลักธรรม 8

ฉะนั้น การบริจาคทานจึงต้องทำกันให้เป็น โดยเฉพาะก็คือทั้งวัตถุทาน ทั้งเจตนา เวลานี้เราอย่าปรารภปฏิคาหก เราต้องนึกถึงว่าทานที่เราบริจาคนี้ เรานึกถึงพระอริยบุคคลในอดีต เป็นการบูชาพระรัตนตรัยบูชาคุณของพระพุทธเจ้า บูชาคุณของพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า บูชาคุณของพระอริยสงฆ์ ซึ่งเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า เรานึกอย่างนี้แล้วเราก็บริจาคทานไป ผลทานนั้นก็ย่อมมี

ถ้าเราไปกังขา ไปเกิดความรู้สึกสงสัยว่า พระที่มารับบาตรเราไปเป็นพระแท้หรือพระปลอมก็ไม่รู้ พอนึกอย่างนี้แล้วเสร็จ เจตนาเสียไปแล้ว เจตนาที่ ๓ เสียไปแล้ว พระแท้หรือพระปลอมก็ไม่รู้ แต่ก็ใส่บาตรไปแล้ว ไม่ต้องไปนึกถึง เราต้องนึกถึงว่าเราใส่บาตรให้พระสงฆ์ อย่าไปนึกถึงว่าพระองค์นี้ท่านเคร่งไหม ท่านมีคุณธรรมถึงขั้นไหน เป็นพระอริยหรือเปล่า เป็นสุปฏิปันโนไหม ไม่ต้องไปนึกถึง นึกถึงแต่ว่าเรานี้ไปถวายปัจจัยแก่พระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า ผู้สืบต่อพระพุทธศาสนามาให้เราตราบเท่าถึงปัจจุบัน เรานึกถึงอย่างนี้ก็แล้วกัน ไม่ต้องไปนึกว่าท่านบริสุทธิ์ไหม ไม่ต้องไปนึกว่าพระแท้หรือพระปลอม ให้นึกแต่ว่าเราได้ใส่บาตรให้แก่พระก็แล้วกัน
ยิ่งศีลด้วยก็อย่าไปนึกถึงแม้ว่าพระท่านจะทุศีล ก็ยังดีกว่าฆราวาสที่ทุศีล เราคิดอย่างนี้ก็แล้วกัน เพราะแม้แต่ขอทาน ที่ขอทานข้างถนนเราก็ยังให้ด้วยความไม่รังเกียจ บางทีคนธรรมดาขอ เราก็ยังให้แล้วทำไมพระเราจะไม่ให้ ถึงอย่างไรก็ยังดีกว่าฆราวาสที่ทุศีล ที่ดีกว่าก็คือ สมณเพศ แล้วท่านยังทำกิจวัตร ยังดำรงรักษาศาสนาไว้ ยังปฏิบัติกิจซึ่งฆราวาสที่ดีก็ยังทำได้ไม่เหมือน เพราะว่าหลายท่านอาจจะคิดไปในแง่ที่ว่าเราดีกว่าพระ ดีกว่าไม่ได้หรอก โดยเพศก็ดีกว่าไม่ได้แล้ว แต่บางคนมักจะเกิด “อัสมิมานะ” อย่างนี้ขึ้นมา มันก็ทำให้ทานที่เราทำลดน้อยไปอานิสงส์ที่จะได้โดยสมบูรณ์ก็ไม่สมบูรณ์ ฉะนั้นเจตนานี้เป็นเรื่องสำคัญ

กรรมที่ ๓ คือ อปราปริยเวทนียกรรม ก็ได้อธิบายแล้วว่ากรรมอันนี้เมื่อส่งผลในภพใดภพหนึ่งแล้ว ระหว่างที่เรายังไม่ถึงนิพพาน ถ้ากรรมอันนั้นหมดแล้ว หมายถึงหนี้ที่ใช้น่ะหมดแล้ว กรรมนั้นก็สิ้นสุดลง จะไม่ให้ผลอีกต่อไป เช่นอย่างที่ยกตัวอย่างว่า ถ้าเราฆ่าสัตว์ตายตัวหนึ่ง เราจะได้รับผลเท่าจำนวนขนของสัตว์ นั่นหมายความว่ากรรมมันยังไม่หมดเลย อย่างคนฆ่าคนตาย ศาลพิพากษาว่าให้ประหารชีวิต ประหารชีวิตให้ตายตกไปตามกัน เอาละก็เห็นชัดเจนว่า เมื่อฆ่าคนอื่นเขา ตัวเองก็ถูกฆ่าเราเห็น ฆ่าคนอื่นแล้วตัวเองก็ถูกฆ่าบ้าง คือถูกประหารชีวิตให้ตายตกตามกัน เมื่อตายแล้ว คนๆ นี้ก็ไม่ใช่ว่ามันหมดนะ กรรมที่ฆ่าเขา มันยังไม่หมด ตายแล้วยังไปตกนรกอีก พอตายจากมนุษย์แล้ว ถูกฆ่าตาย ถูกประหารชีวิตแล้ว ยังไปตกนรกอีก นรกตกเพราะอะไร ก็ตกเพราะปาณาติบาต คือ ฆ่าผู้อื่น ฆ่าสัตว์อื่น แล้วตัวเองก็ไปรับกรรมในนรกต่อไป พอหมดกรรมในนรกแล้ว

ช่วงหนึ่งในนรกกรรมอันนั้นหมดไหม ที่ท่านบอกช่วงหนึ่งในนรก ภพหนึ่งในนรกนั้น ถ้ากรรมนั้นยังไม่หมด เพราะว่าจำนวนขนโค อย่างที่ท่านบอกว่าจำนวนขนโคสักหมื่นขน เราจะต้องได้รับผลถึงหมื่นครั้งหรือหมื่นชาติมันก็มีปัญหา อีกว่าจะต้องตกนรกแล้ว ตกนรกอีกหรืออย่างไร หรือว่าพอตกนรกเสร็จแล้ว พ้นจากนรกมาเกิดเป็นมนุษย์ ก็จะต้องมาให้เขาฆ่าในชาติที่เป็นมนุษย์อีก พอถูกฆ่าในชาติที่เป็นมนุษย์นี้แล้ว ตายจากมนุษย์นี้ไปต้องไปตกนรกอีกอย่างนั้นหรือ จนกว่าจะครบภพชาติเท่าจำนวนขนของสัตว์อย่างที่คนโบราณท่านมักจะพูดว่า ให้อาหารสัตว์ครั้งหนึ่ง เราจะได้รับผลถึง ๕๐๐ ชาติ คำว่า ๕๐๐ ชาติ ๆ ก็ไม่ได้บอกว่าเป็น “อุปัตติชาติ”หรือ “เป็นขณิกชาติ”

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [24 เม.ย. 2552 , 09:33:42 น.] ( IP = 58.9.150.48 : : )


  สลักธรรม 9

เพราะคำว่า ชาติ นี่แปลว่า เกิดขึ้น ขณะหนึ่งก็เรียกว่าชาติหนึ่ง แต่เขาจะบอกว่าเป็นอุปัตติชาติมันก็กำไรมากไป อย่างเราให้ข้าวก้อนหนึ่งแก่สัตว์ หรือให้ข้าวกำมือหนึ่งแก่นกอย่างนี้ ได้รับผลตั้ง ๕๐๐ ชาติก็น่าลงทุน คือได้มากเหลือเกิน

แต่ความจริงคำว่าชาตินี้หมายถึงขณิกชาติ ขณิกชาติหมายถึง ขณะจิต เมื่อนึกถึงครั้งหนึ่งเป็นชาติหนึ่ง ท่านทั้งหลายลองสังเกตดูก็ได้ว่าอย่างเราทำทานไปครั้งหนึ่ง บริจาคหรือทำประโยชน์อะไรก็ตาม ที่เป็นคุณประโยชน์ เป็นบุญเป็นกุศลนี้ไปครั้งหนึ่ง เราเคยนึกถึงกุศลที่เราทำนี่กี่ครั้งหลังจากทำแล้ว เมื่อนึกถึงครั้งหลัง เรามีความรู้สึกอย่างไร ใจเราเป็นสุขไหม เมื่อนึกถึงการกระทำในครั้งกระนั้นเราจะมีความสุขทุกครั้งเมื่อนึกถึง ฉะนั้นทุกครั้งที่เรานึกถึงกุศลที่เราทำ นั่นแหละคือชาติหนึ่ง

อาตมาเชื่อว่ากุศลบางอย่างที่เราคงนึกถึง ๕๐๐ ครั้ง บางอย่างคิดไม่ถึงหรอก บางทีคิดถึงอย่างมากครั้งสองครั้งแล้วก็ลืม แต่กุศลบางอย่าง เราคิดให้ถึง ๕๐๐ ครั้ง คิดถึงกุศลนั้นๆ ถึง ๕๐๐ ครั้งว่าเราเคยทำอะไรบ้าง การนึกถึงครั้งหนึ่งนั่นแหละคือชาติหนึ่ง น่าจะเป็นอย่างนี้ ไม่ใช่หมายถึงอุปัตติชาติ คือจะต้องมาเกิดถึง ๕๐๐ ชาติ ๕๐๐ ครั้ง ซึ่งเป็นการได้รับผลไม่มีที่สิ้นสุด ไม่ใช่อย่างนั้น ฉะนั้นคำว่าชาตินี้คงหมายถึงขณิกชาติ

ฉะนั้นกรรมทั้ง ๓ ที่เป็นทิฏฐธรรมเวทนียกรรม อุปปัชชเวทนียกรรม และ อปราปริยเวทนียกรรม ทั้ง ๓ กรรมนี้ก็เป็นกรรมที่ให้ผลเป็นเฉพาะของตนๆ เมื่อได้รับผลแล้วก็ถือว่ากรรมนั้นสิ้นสุดลง คำว่าสิ้นสุดลงนี้ ก็หมายถึงว่าเป็นอโหสิกรรม

ส่วนอกุศลนั้นก็จะไม่ให้ผลอีกต่อไป กุศลก็ไม่ให้ผลอีกต่อไป เมื่อได้รับแล้ว นอกจากเราจะทำกรรมใหม่ต่อไปนี้เป็นมติของอรรถกถาจารย์ในอังคุตตรนิกายอรรถกถา ท่านได้อธิบายไว้อย่างนี้ อธิบายเพื่อความกระจ่างชัดว่ากรรมนี้จะทำหน้าที่เฉพาะตน แล้วก็เมื่อให้ผลเฉพาะตนหมดแล้ว กรรมนี้ก็ถือเป็นอโหสิ เหมือนอย่างเราใช้หนี้เขาหมดแล้วก็พ้นหนี้ ไม่มีหนี้สินกันต่อไป เป็นหนี้ใครเราก็ใช้หมดแล้ว เมื่อใช้หมดแล้วก็หมดหนี้กันไป แต่ถ้าใช้หนี้ไม่หมดเราก็ต้องใช้กันต่อไป

เหลืออีกกรรมหนึ่งที่เราจะต้องเรียน คือ อโหสิกรรม ไว้อาทิตย์หน้าเราจะได้อธิบายถึงเรื่องอโหสิกรรม วันนี้ก็พอสมควรแก่เวลา อาตมาขอยุติไว้แต่เพียงเท่านี้


บำเพ็ญทานการให้หลายสาขา
ให้บูชาคุณความดีมีกุศล
อนุเคราะห์ผู้ลำบากคนยากจน
สงเคราะห์คนเสมอกันสมานมิตร

ทานนั้นเป็นเช่นสายใยสวรรค์
ย่อมผูกพันไมตรีที่ดวงจิต
อันผู้ให้ได้ไมตรีนี้เนืองนิตย์
มีชีวิตสุขศานต์เบิกบานใจ
พรวิสาข์ ธนเสน

โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย พี่เณร...นำมาฝาก [24 เม.ย. 2552 , 09:40:20 น.] ( IP = 58.9.150.48 : : )


  สลักธรรม 10


เรื่องของกรรมที่ผ่านมาทั้งที่ให้ผลในภพนี้ และที่ให้ผลในภพที่สอง จะเห็นว่าไม่ว่าจะเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่วก็ตาม ณ ปัจจุบันภพนี้ พิจารณาแล้วตนเองยังไม่มีกรรมอะไรที่โดดเด่นพอที่จะให้ผลได้อย่างจริงจังเป็นทิฏฐธัมมเวทนียกรรม หรือที่แรงๆ พอที่จะเป็นอุปปัชชเวทนียกรรมเลย

จะมีก็แต่ที่เป็นเพียงอานิสงส์ผล ที่ให้ผลในปัจจุบัน สุขใจ ปลื้มใจ ชื่นใจเท่านั้น

เมื่อเป็นดังนี้แล้ว ต่อไปในการกระทำกุศลแต่ละครั้ง ต้องเพียรระวังเจตนาในทั้ง ๓ กาลให้มาก เพราะตระหนักดีว่า อย่างไรเสียก็จะต้องเป็นกุศลที่ส่งผลในภพที่๓ ต่อไปอย่างแน่นอน

กราบขอบพระคุณพี่เณรมากค่ะที่นำธรรมะบรรยายที่ทรงคุณค่ามาให้ได้อ่านเป็นประจำ.....อนุโมทนาในกุศลอาจิณณกรรมค่ะ

โดย พี่ดา [24 เม.ย. 2552 , 09:53:29 น.] ( IP = 124.121.176.227 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org