| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
อโหสิกรรม
ตอนที่ผ่านมา
ท่านสาธุชนทั้งหลาย วันนี้ เราจะได้ศึกษาในเรื่องของกรรมต่อจากเมื่อครั้งที่แล้ว ซึ่งได้อธิบายถึงเรื่องทิฏฐธรรมเวทนียกรรม อุปปัชชเวทนียกรรมและ อปราปิรยเวทนียกรรม มาให้ท่านทั้งหลายเข้าใจพอสมควรแล้ว
วันนี้เราจะได้เริ่มศึกษาในกรรมที่ ๔ คือ อโหสิกรรม คำว่า อโหสิกรรมนี้เราคุ้นกับศัพท์ในทางภาษาไทยคือคำว่า อโหสิ พอพูดถึงคำว่าอโหสิ เราก็มีความเข้าใจกันทันทีว่า หมายถึงการที่เรายอมยกโทษให้ หรือการที่เราไม่เอาโทษต่อผู้อื่น ก็เรียกว่าอโหสิ ซึ่งมีความหมายไม่เหมือนกับคำว่าอโหสิกรรม
คำว่าอโหสิกรรมนี้ โดยรูปศัพท์บาลีนั้นท่านให้คำวิเคราะห์ว่า อโหสิ กมฺมํ นาโหติ กมฺมวิปาโก, อโหสิ กมฺมํ นตฺถิ กมฺมวิปาโก, อโหสิ กมฺมํ น ภวิสฺสติ กมฺมวิปาโก แปลว่า สำหรับกรรมนั้นสำเร็จแล้วแต่ผลของกรรมนั้น หาใช่เกิดแล้วไม่ กรรมนั้นสำเร็จแล้ว แต่ผลของกรรมนั้นไม่ใช่กำลังเกิด กรรมนั้นสำเร็จแล้วแต่ผลของกรรมยังไม่เกิด
อโหสิ จ ตํ กมฺมญฺจาติ = อโหสิกมฺมํ กรรมที่ชื่อว่า อโหสิก็ใช่เป็นกรรมก็ใช่ ฉะนั้นกรรมนั้นจึงชื่อว่า อโหสิกรรม ซึ่งก็เข้าใจยาก โดยความหมายก็คือว่า กรรมอันใดที่สำเร็จไปแล้วก็ใช่ เป็นกรรมก็ใช่ ฉะนั้น กรรมนั้นจึงชื่อว่า อโหสิกรรม นี้หมายความว่าอย่างไร ?
คือกรรมที่ให้ผลสำเร็จเรียบร้อยไปแล้ว แล้วไม่ให้ผลต่อไปอีกนั่น เรียกว่า อโหสิกรรม เข้าใจง่ายๆ คือกรรมอันใดก็ตาม เมื่อให้ผลแล้วก็จะไม่ให้ผลต่อไปอีก กรรมนั้นจึงเรียกว่าอโหสิกรรม โดยความหมายถึงคำว่า อโหสิโดย พี่เณร...นำมาฝาก [26 เม.ย. 2552 , 19:28:33 น.] ( IP = 58.9.136.11 : : )
สลักธรรม 1ธรรมดากรรมที่เราได้ศึกษากันมานี่ ก็จะมี องค์ธรรมของกรรมโดยเฉพาะ เช่น
ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม ก็ได้แก่เจตนาที่เกิดขึ้นในชวนจิตดวงที่ ๑ เรียกว่า ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม
องค์ธรรมของอุปปัชชเวทนียกรรมก็คือ เจตนาที่เกิดขึ้นในชวนะดวงที่ ๗ เรียกว่า อุปปัชชเวทนียกรรม
เจตนาที่เกิดขึ้นกับชวนจิตดวงที่ ๒ ถึงดวงที่ ๖ เรียกว่า อปราปริยเวทนียกรรม
องค์ธรรมของกรรมทั้ง ๓ ที่เราเรียนผ่านมา แต่พอถึงอโหสิกรรมนี้ก็ถามว่าอโหสิกรรมนี้ได้แก่เจตนาที่เกิดขึ้นในจิตดวงไหน ก็ตอบได้ว่า เจตนาเกิดขึ้นกับจิตทุกดวงในชวนจิตทั้ง ๗ ดวง เจตนาที่เกิดขึ้นในชวนจิตทั้ง ๗ ดวงนี้เป็นองค์ธรรมของอโหสิกรรม แต่ที่เป็นอโหสิกรรมนั้นเพราะเหตุว่ากรรมที่เกิดขึ้นทั้ง ๗ ดวงนี้มันล่วงเลยไปแล้ว เมื่อล่วงเลยไปแล้วก็เป็นอโหสิกรรม ก็แสดงว่ากรรมนั้นไม่มีโอกาสส่งผลอีกต่อไป จึงเรียกว่าอโหสิกรรม เจตนาเป็นตัวกรรม
คนเรามีเจตนาทำกุศลก็ดี หรืออกุศลก็ดี เจตนาที่แรงที่สุดมันเกิดขึ้นในชวนจิต แล้วชวนจิตทั้ง ๗ ดวงนี้ยังแรงไม่เท่ากัน ดวงที่ ๑ มีกำลังน้อย เพราะเพิ่งเริ่มเกิด จึงให้ผลในปัจจุบัน ดวงที่ ๗ จวนจะหมดแล้ว กำลังก็อ่อนลง จึงให้ผลในภพที่ ๒ เมื่อภพที่ ๒ ไม่ให้ผล ก็ไม่มีโอกาสให้ผลอีกต่อไป
ส่วนเจตนาที่เกิดขึ้นในดวงที่ ๒ ถึงดวงที่ ๖ มีกำลังมาก เมื่อมีโอกาสเมื่อไรก็จะให้ผลทันที
คำว่า ชวนจิตนั้น เราคงเข้าใจมาแล้ว เมื่อเราศึกษาถึงวิถีจิตที่ทำหน้าที่เสพอารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่เรียกว่าวิถีจิตนั้นน่ะ เมื่อถึงชวนจิตแล้วจะทำหน้าที่เสพอารมณ์ เมื่อเสพอารมณ์ครบไปถึง ๗ ขณะจิตแล้วจึงตกลงสู่ ตทาลัมพนจิต คือกักเก็บอารมณ์นั้นไว้ แล้วก็สุดวิถี แล้วก็ขึ้นวิถีใหม่ จิตเราจะเกิดขึ้น อย่างนี้เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ในลักษณะที่เป็นวิถีจิตอย่างนี้
ฉะนั้นเจตนาคือความตั้งใจทำกรรมที่แรงมากก็อยู่ในชวนจิต ๗ ดวง และ ๗ ดวงนี้ก็มีไม่เท่ากันโดย พี่เณร...นำมาฝาก [26 เม.ย. 2552 , 19:34:17 น.] ( IP = 58.9.136.11 : : )
สลักธรรม 2อย่างที่ได้กล่าวไว้แล้วเมื่อตอนที่เราศึกษาถึงทิฏฐธรรมเวทนียกรรม ว่า กรรมที่ให้ผลในปัจจุบันนี้ก็จะไม่เกิน ๓ วัน ๗ วัน หรืออย่างช้าก็ไม่เกิน ๓ เดือน กรรมที่เราทำไว้ในปัจจุบันนี้ ก็จะส่งผลทันที ซึ่งเป็นกรรม ถ้าเป็นฝ่ายกุศลก็เป็นกุศลที่มีกำลังมาก อย่างเราสร้างกุศลที่มีอานิสงส์มาก ก็สามารถส่งผลได้ในปัจจุบัน อันนี้เข้าใจยากนะ
ท่านอรรถกถาจารย์ ท่านฏีกาจารย์ท่านจึงได้ยกตัวอย่างเปรียบเทียบ เหมือนกับเราปลูกต้นไม้ ต้นไม้บางอย่างปลูกไม่กี่วันมันก็ออกดอก อย่างเราปลูกผักชี ปลูกต้นหอม ต้นกระเทียม ถั่วฝักยาว ถั่วลิสงอย่างนี้ ไม่นาน มันก็ออกดอกแล้ว แล้วก็ให้ผลได้ภายในปีเดียว หรือภายในไม่กี่วันก็ให้ผลทันที หรืออย่างเราปลูกข้าวอย่างนี้ ภายใน ๑๒๐ วันก็ได้ผลแล้ว พอเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จต้นข้าวมันก็ตายไป เราปลูกต้นหอมไม่กี่วันมันก็ได้ผลแล้ว พอเก็บต้นหอมเสร็จ ต้นหอมมันก็ตายไปอย่างนี้เป็นต้น
ต้นไม้ชนิดหนึ่งซึ่งได้ผลเร็ว อีกชนิดหนึ่งได้ผลช้า อาจจะต้องปลูกถึง ๒ ปี ๓ ปี ๕ ปี และอีกชนิดหนึ่งก็ได้ผลระยะยาว เช่น เราปลูกไม้ยืนต้น มะม่วงก็ดี มะขาม มะพร้าวต่างๆ เหล่านี้ พอถึงฤดูกาล มันก็ออกดอกออกลูกให้เรากินเรื่อยไป หรือปลูกเงาะ ปลูกลำไย ปลูกมังคุดอะไรเหล่านี้ อายุมันก็ยืนไปหลายๆ สิบปี พออากาศเหมาะสม มันก็ออกดอกออกผลให้เรา เราก็เก็บดอกเก็บผลต่อไป
ที่เปรียบเทียบเช่นนี้ก็เพื่อที่จะให้เราได้เห็นกระจ่างว่ากรรมเหมือนกับพืช การทำกรรมเหมือนกับการปลูกพืชพระพุทธเจ้าท่านอธิบายเรื่องกรรม ท่านก็ยกเรื่องพืชขึ้นมา เช่น
ยาทิสํ วปเต พีชํ ตาทิสํ ลภเต ผลํ กลฺยาณการี กลฺยาณํ ปาปการี จ ปาปกํแปลว่า บุคคลหว่านพืชเช่นใดย่อมได้รับผลเช่นนั้น ผู้ทำกรรมดี ย่อมได้รับผลดี ผู้ทำกรรมดี ย่อมได้รับผลชั่ว ยกเอาพืชมาเป็นตัวอย่างหว่านพืชเช่นใดย่อมได้รับผลเช่นนั้นโดย พี่เณร...นำมาฝาก [26 เม.ย. 2552 , 19:38:33 น.] ( IP = 58.9.136.11 : : )
สลักธรรม 3ฉะนั้นการทำกรรมก็เหมือนกับการปลูกพืช พืชบางอย่างเราได้ผลปัจจุบัน แต่เมื่อเราได้รับผลแล้ว พืชนั้นก็หมดโอกาสที่จะให้ผลต่อไป มันก็ไม่ให้ผลต่อไปอีก กรรมที่เป็นทิฏฐธรรมเวทนียกรรมที่เราได้รับผลปัจจุบัน เมื่อเราได้รับผลทิฏฐธรรมเวทนียกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งไปแล้ว กรรมนั้นก็ไม่ให้ผลต่อไป ที่ไม่ให้ผลต่อไปนั้นก็เป็นอโหสิกรรม
ยกตัวอย่าง เช่น เราใส่บาตรแก่พระอรหันต์ขีณาสพ ที่ออกจากนิโรธสมาบัติใหม่ๆ เราใส่บาตรท่านไป อานิสงส์จากการใส่บาตรต่อพระขีณาสพมีอานิสงส์มาก เป็นกรรมที่ให้อานิสงส์มาก เราอาจจะถวายอย่างอื่น นอกจากข้าวที่ใส่บาตร อาจจะถวายจีวร อาจจะถวายเภสัช อาจจะถวายที่อยู่อาศัย แต่เมื่อกรรมใดกรรมหนึ่งให้ผลในปัจจุบันแล้ว กรรมที่เป็นทิฏฐธรรมเวทนียกรรมที่เหลือนั้น ก็ไม่มีโอกาสส่งผลต่อไปในปัจจุบันนี้ ก็เป็นอโหสิกรรม ฉะนั้นกรรมอันใดที่ให้ผลในปัจจุบัน เมื่อได้รับผลแล้วที่ไม่ให้ผลนั้นเป็นอโหสิ คำว่า อโหสินั้นก็คือว่า ไม่มีโอกาสให้ผลอีกต่อไปแล้ว คือ ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม
อปราปริยเวทนียกรรมก็เช่นกัน ซึ่งเป็นกรรมที่เราจะต้องได้รับผลในภพที่ ๒ ส่วนมากก็เกิดจากพวกที่ทำอนันตริยกรรม ทำอนันตริยกรรมนั้น เช่น อย่างถ้าเป็นอกุศลก็คือ ฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ ฆ่าพระอรหันต์ ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนห้อพระโลหิต ทำสังฆเภท พวกนี้เมื่อตายแล้ว ต้องลงอเวจีมหานรกในภพที่ ๒ ทันที
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [26 เม.ย. 2552 , 19:43:08 น.] ( IP = 58.9.136.11 : : )
สลักธรรม 4ทีนี้ถ้าหากว่ากรรมอันใดอันหนึ่งมันให้ผลในภพที่ ๒ แล้วอุปปัชชเวทนียกรรมอื่นๆ ก็ไม่ให้ผลต่อไป
ตัวอย่างเช่นพระเทวทัต พระเทวทัตทำกรรมหลายอย่าง ยุให้พระเจ้าอชาตศัตรูฆ่าพ่อของตัวเอง คือพระเจ้าพิมพิสาร ตนเองกลิ้งก้อนหินเพื่อทับพระพุทธเจ้าจนถูกพระบาทห้อพระโลหิต แล้วคราวหลังมาทำสังฆเภท ยุให้สงฆ์แตกกัน พระเทวทัตถูกแผ่นดินสูบลงอเวจี ที่ลงอเวจีเพราะทำกรรมหนักคือสังฆเภท สังฆเภทกรรมนี้ถือว่าเป็นกรรมหนัก แล้วพระเทวทัตก็เสวยวิบากกรรมอันนี้ เมื่อเสวยวิบากกรรมอันนี้ กรรมอื่นเช่นทำร้ายพระพุทธเจ้าจนห้อพระโลหิตก็เป็นอันหมดไป เพราะมารับกรรม ที่ทำสังฆเภทที่เป็นกรรมที่หนักที่สุดแล้ว พระเทวทัตก็ลงสู่อเวจีมหานรก กรรมอื่นๆ นั้นก็เป็นอโหสิกรรมไป นี่แสดงให้เห็นว่าทิฏฐธรรมเวทนียกรรมคือกรรมที่ให้ผลในปัจจุบัน ถ้ากรรมใดกรรมหนึ่งส่งผลแล้ว กรรมที่เหลือนอกนั้นก็เป็นอโหสิ อโหสิก็คือไม่มีโอกาสให้ผลแล้ว เพราะท่านมาเสวยกรรมที่หนักกว่าแล้ว
เหมือนกับผู้ที่ทำผิดกฎหมายหลายกระทง แต่มีกระทงหนึ่งทางศาลพิพากษาให้ประหารชีวิต ความผิดอื่นๆ ก็เป็นอันว่าตกไป เพราะรับกรรมอันหนักแล้ว คือถูกประหารชีวิต คดีอื่นจะต้องจำคุก ๕ ปี ๑๐ ปี ๒๐ ปีก็หมดไป อันนั้นก็เป็นอโหสิกรรม เพราะไม่มีโอกาสส่งผลต่อไปแล้ว นี้คือความหมายของคำว่าโหสิกรรม กรรมที่ไม่มีโอกาสส่งผล ก็ถือว่าเป็นอโหสิ นี้เป็นทิฏฐธรรมเวทนียกรรม
โปรดติดตามตอนต่อไป
![]()
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [26 เม.ย. 2552 , 19:48:00 น.] ( IP = 58.9.136.11 : : )
สลักธรรม 5ตามมาศึกษาเรื่องของกรรมต่อค่ะ... กราบขอบพระคุณพี่เณรค่ะ
โดย เซิ่น [27 เม.ย. 2552 , 22:03:27 น.] ( IP = 58.8.45.162 : : )
สลักธรรม 6
มาศึกษาทำความเข้าใจเรื่องของกรรมต่อค่ะ
กรรมมีความละเอียดอ่อนมาก ทำงานส่งผลไปเรื่อยๆ เพียงแต่เราเรียกชื่อให้มันแตกต่างกัน
กราบขอบพระคุณพี่เณรมากค่ะที่นำธรรมาที่ทรงคุณค่ามาให้อ่านเป็นประจำ... อนุโมทนาค่ะโดย พี่ดา [28 เม.ย. 2552 , 09:19:56 น.] ( IP = 124.121.176.139 : : )
สลักธรรม 7![]()
กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะโดย น้องกิ๊ฟ [28 เม.ย. 2552 , 13:46:00 น.] ( IP = 125.27.179.211 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |