มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ความคิด









ความคิด


วันนี้ได้พาท่านสวดมนต์บทอาทิตตปริยายสูตรและนอกจากจะสวดเป็นภาษาบาลีแล้วก็ยังได้อ่านคำแปลกันด้วยเพื่อที่จะมีความเข้าใจได้มากขึ้น แต่เราก็ยังเป็นเรา ในขณะนี้..เราก็คือเรา.. ที่บอกเช่นนี้ก็เพราะว่า เราเป็นเพียงผู้ที่เข้าใจแต่ยังไม่เข้าถึงซึ่งต่างจากพระอริยสาวกที่ได้ฟังคำสอนที่ปรากฏในบทสวดมนต์ดังกล่าว

เพราะเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสคำสอนโดยว่า ภิกษุทั้งหลายต่างมีใจยินดีเพลิดเพลิน ฯ พอพระองค์ตรัสจบลงภิกษุที่ได้รับฟังอยู่จำนวนหนึ่งพันรูปก็หลุดพ้นจากกิเลสที่ดองอยู่ในขันธสันดาน เพราะไม่ยึดมั่นถือมั่นอีกแล้ว ..เมื่อคำแปลมาถึงตรงนี้ก็รู้สึกชื่นใจกับพระธรรมคำสั่งสอนที่สามารถพาให้สัตว์ทั้งหลายหลุดพ้นไปจากกิเลสทั้งหลายอันเป็นเครื่องเหศร้าหมองและถึงซึ่งวิมุตติสุขได้

เราจึงยังคือเราในวันนี้ ..แม้ว่าเราได้สวดมนต์และได้อ่านคำแปลกันแล้วเราก็มีความเข้าใจ แต่พระอริยสาวกเหล่านั้นท่านก็มีความเข้าใจในขณะที่พระพุทธองค์ทรงแสดงภาษิตแล้วก็เป็นผู้เข้าถึงธรรมที่พระพุทธองค์ทรงปรารภให้เวไนยสัตว์ทั้งหลายได้เข้าถึงนั่นก็คือ การสิ้นสุดจากตัณหาอุปาทาน

เแต่เราจะไม่เป็นเราเช่นนี้ตลอดไปเพราะเราจะขยับจิตใจของเรา ขยับความรู้ความสามารถของเราให้มีมากขึ้น เพื่อจะได้ถึงซึ่งวิมุตติรส ..รสอันเป็นอมตะคือพระนิพพานนั่นเอง

ท่านที่ได้ศึกษาเล่าเรียนเพียรปฏิบัติมาจนถึงวันนี้ ท่านก็จะได้มีทางและโอกาสที่ดีมากขึ้น การที่เรารู้ได้แต่ยังถึงไม่ได้ก็เพราะว่าเรายังอุปาทานอยู่ คืออุปาทานในความเป็นอารมณ์ทั้งหลายว่าเป็นเรา เป็นของของเรา อันนี้ดีอันนี้ไม่ดี ซึ่งเราไม่ได้มีชีวิตที่เห็นความจริง และการเห็นความจริงนั้นเห็นที่ปัจจุบัน ..ปัจจุบันจึงสำคัญที่สุด

เราแต่ละคนก็ได้เรียนพระอภิธรรมและชิมลางการปฏิบัติมาบ้างแล้ว เพียงแต่ต้องรอเวลาที่จะก้าวไปสู่ความสำเร็จเท่านั้นเอง

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [26 เม.ย. 2552 , 22:56:02 น.] ( IP = 58.9.101.228 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

"เป็นไปได้ว่า..ในบรรดาสิ่งมีชีวิตทั้งหลายทั้งมวล
มีเพียงมนุษย์เท่านั้น.. ที่ไม่ได้มีชีวิตอยู่กับปัจจุบันอย่างแท้จริง"
ไอแซค อาซิมอฟ


เมื่อวานนี้เมื่อกลับไปถึงบ้านแล้วก็รู้สึกไม่ค่อยสบาย จึงได้นึกถึงกุศลที่ได้ไปทำมาเมื่อวานตอนเย็นที่วัดศรีประวัติให้มาเยียวยารักษาหรือมาเบียดเบียนอกุศลที่กำลังจะส่งผลให้ออกไปอย่าเพิ่งให้เป็นอัมพฤกษ์อัมพาตอะไร เพราะรู้ว่าวันนี้ต้องมาสวดมนต์ต้องมาพูดธรรมะ แต่ถ้าจะเป็นก็ขอให้ไปเป็นวันหลังก็แล้วกัน ..เมื่อนึกถึงกุศลแล้วก็รู้สึกดีขึ้น

ในขณะที่รู้สึกดีขึ้นนั้นก็มีความคิดว่า การสวดมนต์มากๆ และมีการอ่านคำแปลด้วยก็จะทำให้ได้ความรู้มากขึ้น แล้วก็ไปเปิดหนังสือเล่มหนึ่งอ่านก็พบกับคำคมของไอแซค อาซิมอฟ ว่า "เป็นไปได้ว่า..ในบรรดาสิ่งมีชีวิตทั้งหลายทั้งมวล มีเพียงมนุษย์เท่านั้น ที่ไม่ได้มีชีวิตอยู่กับปัจจุบันอย่างแท้จริง"

อ่านแล้วก็คิดว่า การที่เขาเจาะจงเฉพาะมนุษย์ก็คงเพราะว่า มนุษย์เป็นผู้ช่างคิด มีวิวัฒนาการทางสมองมาก มีสัญญามาก มีความรู้และมีโอกาสเรียนรู้ดูจำได้มาก มนุษย์จึงเป็นผู้ที่ฝึกได้ ตั้งแต่เด็กมาเราก็ถูกฝึกให้คิด เช่น "หนึ่งบวกหนึ่งเป็นเท่าไหร่ คิดซิ? เป็นสอง .. สองบวกสองเป็นเท่าไหร่ คิดซิ? เป็นสี่.. สี่บวกสี่เป็นเท่าไหร่ ? เป็นแปด.. แปดคูณแปดเป็นเท่าไหร่ ? เป็นหกสิบสี่.. หกสิบสี่บวกสี่เป็นเท่าไหร่? เป็นหกสิบแปด .. หกสิบแปดลบเก้าเป็นเท่าไหร่? เป็นห้าสิบเก้า ..ก็จะเห็นว่าคำถามเหล่านี้คือการฝึกให้เราคิด

เตั้งแต่เด็กมาเราถูกฝึกให้คิดและถูกฝึกให้จำ ฉะนั้น ความเคยชินกับการคิดจึงมีมานาน จะบอกว่ามีมาจากอดีตชาติก็ได้ แต่เราไม่ได้ฝึกความรู้สึก เราฝึกความคิดไปในเรื่องต่างๆ ระบบต่างๆ ในชีวิตของเราจึงถูกเรียงไว้ด้วยกระบวนการแห่งการนึกคิด ซึ่งความนึกคิดเหล่านั้นก็เป็นไปตามอำเภอใจอันเกิดจากกิเลสเครื่องเศร้าหมองที่มีมาในสันดานที่มาย้อมอารมณ์ของเราให้ไม่บริสุทธิ์ มีมลทิน

เราจึงเสวยอารมณ์แห่งความคิดว่า อย่างนี้นะ..พอใจ อย่างนี้นะ..ไม่พอใจ อย่างนี้เรียกว่าชอบใจ อย่างนี้เรียกว่าเสียใจ อย่างนี้ไม่ถูกใจ อย่างนี้ถูกใจ ...สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ทำให้เราไม่สามารถคลายออกจากอุปาทานได้ง่ายๆ เพราะขบวนการคิดของเราได้ถูกปลูกฝังมาเรื่อยๆ

แต่เมื่อเราได้ศึกษาธรรมเพื่อจะได้ปฏิบัติธรรม ..การศึกษาทำให้เรารู้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป ไม่ว่าจะเป็นทางด้านรูปธรรมหรือนามธรรม ธรรมะทั้งหลายตกอยู่ในสภาพไม่เที่ยงเป็นทุกข์ และไม่สามารถบังคับบัญชาได้ ..นี่คือความจริง

โดย น้องกิ๊ฟ [26 เม.ย. 2552 , 22:56:54 น.] ( IP = 58.9.101.228 : : )


  สลักธรรม 2

แต่การที่เราไม่เห็นความจริงก็เพราะว่ามีพระไตรลักษณ์ปิดบังอยู่ และนอกจากพระไตรลักษณ์แล้วกระบวนการความคิดของเรานี้ไม่ได้เคยอยู่กับความเป็นจริง ไม่ได้เคยอยู่กับปัจจุบันเพราะไปเสวยอารมณ์ที่เลยปัจจุบันไปแล้ว อารมณ์ที่เกิดขึ้นนี้เกิดขึ้นจากกระบวนการของสังขารคือการปรุงแต่งเสียแล้ว เราเสวยอารมณ์ของสังขารไปหมดเป็นพอใจไม่พอใจ เราไม่ได้อยู่กับสิ่งที่เป็นผัสสะผัสโสดังที่เราอ่านมา

ตาเป็นของร้อน รูปเป็นของร้อน การกระทบเป็นของร้อน ความสุข ความทุกข์ และทั้งความไม่สุขไม่ทกุข์ก็เป็นของร้อน ร้อนเพราะอะไร? ร้อนเพราะราคะ ร้อนเพราะโทสะ ร้อนเพราะโมหะ ก็คือสิ่งที่ไม่หนีไปจากกิเลสนั่นแหละที่มาเป็นตัวเชื่อมต่อจากผัสสะผัสโส ซึ่งที่จริงนั้นเป็นการกระทบเฉยๆ แต่กิเลสมาเชื่อต่อการกระทบให้เป็นระบบของความยินดีไม่ยินดี เราจึงอุปาทานอารมณ์เอาไว้

เมื่อได้ศึกษาแล้วมาปฏิบัติ..เราก็จะรู้ว่าเราคลายปมอุปาทานนี้ออกยากเพราะมีความชำนาญในพอใจไม่พอใจ การที่เราจะดูหรือเท่าทันจิตด้วยการรู้เฉยๆ นี้เป็นของยาก แต่ก็ไม่ยากจนเกินความสามารถ เราจึงต้องมีความเพียรที่จะกระทำ เมื่อได้รู้เรื่องการปฏิบัติแล้วเราก็ต้องมีการก้าวต่อไป เมื่อมีการก้าวต่อไปแล้วก็จะไปสู่ความสำเร็จได้

เแต่สัตว์ทั้งหลายเช่น ยุง เมื่อยุงหิว..ความหิวนั้นเป็นปัจจุบันของยุง ตอนที่ยุงพยายามกัดก็เป็นปัจจุบันของยุง ตอนที่อิ่มแล้วก็เป็นปัจจุบันของยุงเพราะยุงจะถอนปากออกมา หรืออย่างวัวที่รู้สึกหิวแล้วก็จะไปกินหญ้า เมื่อดูแล้วก็จะเห็นว่าไม่มีสัตว์ตัวใดเลยที่คิดๆๆๆๆ นึกๆๆๆๆ แล้วก็กินง่าย อยู่ง่าย นอนง่ายเพราะพวกเขาไม่คิด(ซึ่งมีโมหะ) แต่มนุษย์นั้นช่างคิด

ทุกวันนี้ระบบไอทีหรือเทคโนโลยี่ต่างๆ เกิดขึ้นเพราะความคิด อย่างเดี๋ยวนี้ก็มีโทรศัพท์ที่ใส่ซิมการ์ดได้หลายๆ อันในเครื่องเดียวกันแล้ว ไม่ต้องถือโทรศัพท์หลายเครื่อง หรืออย่างเครื่องคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ๆ ก็เกิดขึ้นจากความคิดที่ประดิษฐ์สร้างสรรค์ เมื่อมีความและการรังสรรค์ "ปัจจุบัน"ก็ไม่มี

ซึ่งเป็นข้อห้ามในชีวิตของนักปฏิบัติที่ไม่ต้องมีการสร้างสรรค์แต่ต้องมีการสลัดความรู้สึกหรือความต้องการออก เพื่อให้จิตมีการงานน้อยโดยมีการงานกรรมฐานเท่านั้นเอง จึงอยู่ลำพังอยู่อย่างสันโดษเพื่อจะโอนโคตรปุถุชน จึง เป็นไปได้ว่า..ในบรรดาสิ่งมีชีวิตทั้งหลายทั้งมวล มีเพียงมนุษย์เท่านั้น.. ที่ไม่ได้มีชีวิตอยู่กับปัจจุบันอย่างแท้จริง

โดย น้องกิ๊ฟ [26 เม.ย. 2552 , 22:57:35 น.] ( IP = 58.9.101.228 : : )


  สลักธรรม 3

เมื่อเราไม่ได้อยู่กับปัจจุบัน แต่อยู่กับอดีตและอนาคต เราจึงจำเจอยู่กับกิเลสวัฏฏ์ กรรมวัฏฏ์ และวิบากวัฏฏ์ แล้วก็เวียนว่ายตายเกิดไป ในพระพุทธภาษิตบทหนึ่งจึงกล่าวว่า น้ำตาของสัตว์โลกจึงไม่เคยหยุดไหล เพราะวัฏฏะสงสารนี้หมุนอยู่ร่ำไป

"ดูกร ภิกษุทั้งหลายเมื่อรากหยั่งมั่นคง แม้นต้นไม้จะถูกตัดแล้ว มันก็สามารถเกิดขึ้นได้อีก ฉันเดียวกันเมื่อบุคคลยังไม่ถอนตัณหานุสัยขึ้นจากดวงจิต ความทุกข์ก็เกิดขึ้นอีกแน่ๆ

ภิกษุทั้งหลายน้ำตาของสัตว์ที่ต้องร้องไห้เพราะความทุกข์โทมนัสที่ทับถมในขณะท่องเที่ยวอยู่ในวัฏฏะสงสารนั้นมีจำนวนมากเหลือคณา สุดที่จะกล่าวได้ว่าประมาณเท่านั้นเท่านี้

เกระดูกที่เขาทอดทิ้งลงทับถมปฐพีเล่า ถ้านำมากองรวมกันไม่ให้กระจัดกระจาย คงจะสูงเท่าภูเขา บนพื้นแผ่นดินนี้จะไม่มีช่องว่างเลยแม้แต่นิดเดียวที่สัตว์ไม่เคยตาย

ปฐพีนี้เกลื่อนกล่นไปด้วยสัตว์ที่ตายแล้วตายเล่า เป็นที่น่าสังเวชสลดจิตยิ่งนักทุกย่างก้าวของมนุษย์และสัตว์เหยียบย่ำบนกองกระดูก นอนอยู่บนกองกระดูก นั่งอยู่บนกองกระดูก สนุกสนานเพลิดเพลินอยู่บนกองกระดูกทั้งสิ้น”

ที่นำมาอ่านให้ฟังนี้ก็เพื่อให้เกิดความตระหนักและจะได้มีความพยายามหลีก ละ ลด แล้วก็เลิก เพียงแต่ขอให้มีความพยายามก็แล้วกัน

โดย น้องกิ๊ฟ [26 เม.ย. 2552 , 22:58:15 น.] ( IP = 58.9.101.228 : : )


  สลักธรรม 4

ถาม เห็นสัตว์ที่ตกทุกข์ได้ยากแล้วเราไม่ได้แผ่เมตตาให้ แต่จะแผ่ส่วนบุญให้เลยจะได้ไหม?

ตอบ เมื่อพิจารณาตามลำดับแล้ว ..เมื่อเห็นสัตว์ที่ตกทุกข์ได้ยากแล้วจิตที่ดีก็จะช่วยเขาเลยเท่าที่ช่วยได้ การกระทำที่เกิดขึ้นนี้เป็นความสำเร็จที่เราได้เห็นเลย ส่วนการแผ่ส่วนบุญนั้นถ้าเป็นมนุษย์ด้วยกันจะต้องบอกให้เขารับรู้ถึงบุญที่เราทำ ถ้าหากเขารับได้เขาก็ได้บุญ ถ้ารับไม่ได้ก็ไม่ได้บุญ ฉะนั้นเวลาที่นำกุศลไปกล่าวกับผู้อื่นนี้จึงต้องบอกให้เขากล่าวอนุโมทนาด้วยบุญจึงจะสำเร็จในการอนุโมทนาบุญ

ถาม ถ้าหากสัตว์หรือบุคคลนั้นอยู่ห่างไกลจะทำอย่างไร?

ตอบ ถ้าหากอยู่ไกลกันเราก็แผ่เมตตาไปให้ อย่าไปคิดว่าเขาจะได้หรือไม่ได้ เพราะการแผ่เมตตาเป็นการทำที่เรา หลวงพ่อลีท่านมีคำพูดว่า "บาปเกิดขึ้นที่จิต บุญก็เกิดขึ้นที่จิต สุขก็เกิดขึ้นที่จิต ทุกข์ก็เกิดขึ้นที่จิต เมื่อทุกอย่างเกิดขึ้นที่จิต เราทั้งหลายควรกระทำที่จิตแล้วสร้งจิตให้ดี อาตมภาพคงไม่อยู่ดูแลจิตของท่านไปได้นาน เพราะจิตอขงอาตมภาพกำลังจะต้องถูกดูแลเพราะอาตมภาพใกล้มรณภาพแล้ว"

จะเห็นว่าทุกอย่างเป็นที่จิต และจิตเขากับจิตเราก็เป็นคนละจิตกัน การเมตตากรุณานี้ดีมากแล้วเพราะเป็นกุศลที่ทำได้ง่าย แม้จะแผ่เมตตาให้แล้วบุคคลผู้นั้นจะไม่ได้รับก็ยังเป็นกุศล หรือบางคนที่เราคิดว่าเขารับไม่ได้นั้นเขาอาจรับได้ก็ได้ ฉะนั้น เราก็เต็มใจให้เถอะแม้จะรู้ว่าเขานั่งอยู่ที่บ้านแล้วเราจะแผ่ให้เขาเท่าไหร่เขาก็ไม่ได้ แต่เอาความสงสารเอาความมีกัลยาณมิตรมาคิดแล้วหวังดี ความหวังดีนี้ไม่มีขอบเขต ยิ่งหวังดีออกไปมากเท่าไหร่ก้ยิ่งหวังดีกับตัวเองมากเท่านั้น

เขาจะอยู่ใกล้อยู่ไกลก็อย่าไปคิดถึงตรงนั้น อย่างน้อยถ้ารู้ว่าเขาป่วยนั้นเราก็ต้องรู้เลยว่าโรคบางโรค ..รักษาก็หาย ไม่รักษาก็หาย รักษาก็ไม่หาย ไม่รักษาก็ไม่หาย ..สี่อย่างนี้ซึ่งเป็นเรื่องที่เราไม่อาจเก่งเกินกรรม อำนาจกรรมจึงใหญ่และยุติธรรมที่สุด แต่ถ้าเราทำดีก็ทำต่อไปเถอะเพราะกรรมดีย่อมก่อผลที่ดี และเมื่อทำกรรมดีก็จะมีความสุข

โดย น้องกิ๊ฟ [26 เม.ย. 2552 , 22:58:34 น.] ( IP = 58.9.101.228 : : )


  สลักธรรม 5

ถาม ควรแผ่เมตตาหรือแผ่บุญ?

ตอบ ต้องเข้าใจก่อนว่า บุญคือการกระทำความดี การแผ่เมตตาก็เป็นบุญที่จัดอยู่ในบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ การแผ่เมตตาหรือแผ่บุญก็เหมือนกัน แต่การแผ่เมตตาโดยนึกถึงบุญที่ตนเองทำมาแล้วแล้วเอาบุญนั้นมาเป็นกระแสเมตตาจิตแผ่ไปยังสรรพสัตว์ทั้งหลาย นั่นก็คือการทำตามขั้นตอนที่ดีได้

แต่ถ้าหากเราไม่รู้วิธีการก็จะสับสน เมตตาจิตคือความปรารถนาดีที่เราแผ่ออกไปเช่นใช้คำว่า "สัพเพ สัตตา อะเวรา อัพพะยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ" ซึ่งเป็นบุญชนิดหนึ่ง

ส่วนการแผ่บุญด้วยอาศัยเมตตาก็เช่น "ด้วยกุศลกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมที่ข้าพเจ้าไปวัดศรีประวัติมาเมื่อวานเย็น โดยตั้งใจไปอนุเคราะห์พระภิกษุที่อาพาธและก็ได้สงเคราะห์ท่านสำเร็จด็วยการมอบเงินถวายไว้ให้ท่าน ๒๔,๐๐๐ บาท เพื่อให้ท่านไปรักษาพยาบาล ขออำนาจกุศลในการรักษาพระอาพาธนี้จงได้เป็นพลวปัจจัยส่งผลไปยังคุณ..... ที่กำลังทุกขเวทนาอยู่ในขณะนี้ ขอกุศลนี้จงมีอำนาจเกื้อกูลไปยังคุณ.... ด้วย ให้ความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นแล้วอย่าได้เป็นไปมากกว่านี้ด้วยเทอญ"

นี่คือการแผ่บุญไปให้เขา จึงอยู่ที่ว่าเราเข้าใจวิธีการหรือไม่ถ้าหากเข้าใจแล้วก็จะสามารถทำได้เลย เพราะแทนที่จะ "สัพเพ สัตตาฯ" ซึ่งมีกำลังอ่อนกว่า กับการนึกถึงบุญที่มีกำลังมากกว่าแล้วแผ่ออกไป


โดย น้องกิ๊ฟ [26 เม.ย. 2552 , 22:58:52 น.] ( IP = 58.9.101.228 : : )


  สลักธรรม 6

ขอขอบพระคุณ และอนุโมทนาสาธุกับกุศลที่น้องกิ้ฟเพียรสร้างและเพียรรักษามาอย่างสม่ำเสมอนะครับ

และได้อ่านทวนพร้อมพิจารณากระบวนความคิดตนแล้ว ก็ยังต้องปรับทางให้ตรงต่อทางที่ควรดำเนินอีกมากๆเลยครับ แต่ก็จะไม่ท้อถอยครับผม

โดย พี่เณร [27 เม.ย. 2552 , 18:46:59 น.] ( IP = 58.9.145.47 : : )


  สลักธรรม 7

ขอบพระคุณน้องกิ้ฟมากค่ะ ที่ทำให้ได้มาติดตามส่วนที่ขาดหายไป
อ่านแล้วก็ทำให้เป็นที่น่าปิติใจ และขออนุโมทนากับทางที่ท่านอาจารย์ได้ดำเนินและชี้แนะทางให้แก่ศิษย์ได้มีแนวทางชีวิตที่ดีในทุกๆครั้ง

โดย น้องอุ๊ [27 เม.ย. 2552 , 22:01:32 น.] ( IP = 125.24.12.13 : : )


  สลักธรรม 8

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ค่ะ

ความคิดที่ไม่ตรงต่อความเป็นจริง ทำให้มีการยึดมั่นในอารมณ์นั้นไว้ และยังเป็นอุปสรรคในการปฏิบัติวิปัสสนาด้วย

อนุโมทนาในกุศลกรรมที่น้องกิ๊ฟได้กระทำด้วยค่ะ

โดย เซิ่น [27 เม.ย. 2552 , 22:52:56 น.] ( IP = 58.8.45.162 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org