มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ถอดรหัสชีวิต




การสร้างมงคลให้แก่ชีวิต
ถ้าไม่มีศรัทธาก็จะเป็นเรื่องยากจริงๆครับ

ความรักดีก็เช่นกันครับ
ถ้าเป็นคนว่ายากก็เป็นคนดีได้ยากยิ่ง

ถ้าลงชีวิตปล่อยให้เป็นคนเช่นนั้นแล้ว
อย่าได้หวังเลยท่านที่เคารพ
ว่าท่านจะเป็นผู้ประสบความสำเร็จ


บทความที่ท่านจะได้อ่านต่อไปนี้เป็นผลงานของ คุณทวีพร พันธ์พาณิช ผู้ที่พร้อมจะทำตามแบบอย่างที่ดีจริง และเป็นความดีชนิดที่เป็นบารมีธรรมคืออำนาจจิตที่เหนือกิเลสนั่นเอง

คุณทวีพร ได้มาหาความรู้ในพระอภิธรรมปิฎก ที่มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ ด้วยความมุ่งมั่นที่จะหาความสุขอันสถาพรให้แก่ชีวิต จึงพยายามทำหน้าที่ทั้ง ๒ ที่องค์พระศาสดาจารย์ท่านประทานไว้ให้แก่พุทธศาสนิกชนอย่างเต็มที่จนบัดนี้ ก็สามารถถอดรหัสชีวิต ได้ตามปัญญาที่สร้างสม อบรมไว้ และยังได้ถ่ายทอดมาเป็นธรรมทานแก่เพื่อนร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย ให้ได้รับประโยชน์ด้วย

จึ่งขออนุโมทนาในความเพียรที่ดีทั้งปวงของคุณทวีพร ขอให้ได้พบแสงสว่างอันเป็นหนทางที่สมเด็จพระสุคตเจ้าท่านเดินมาแล้วพร้อมทั้งพระอริยสาวกทั้งหลายได้โดยเร็วเทอญ

ขอเชิญท่านติดตามอ่นบทความด้านล่างนี้
เพื่อประโยชน์แก่ท่านต่อไป


โดย วิชิต ธรรมรังษี [28 เม.ย. 2552 , 18:23:22 น.] ( IP = 58.9.210.204 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

ยินดีด้วยนะ......กับความสำเร็จ

เป็นคำที่ทั้งได้ยินบ่อยและเห็นบ่อยๆ เมื่อใครสักคนแสดงความยินดีกับผู้ที่ประสบความสำเร็จกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง

สำหรับตัวเองนั้นจำได้ว่าได้ยินและได้เห็นประโยคนี้ที่มีผู้กล่าวและเขียนให้ ครั้งล่าสุดคือเมื่อประมาณ 10 ปีมาแล้ว คือตอนที่เรียนสำเร็จ ในวันที่รับปริญญา จำได้ว่าวันนั้นเป็นวันอีกวันหนึ่งที่มีความสุข สดชื่น ดีใจกับความสำเร็จที่ได้มา เป็นความสำเร็จที่ต้องแลกมากับหยาดเหงื่อ หยดน้ำตา กำลังกาย กำลังใจ ความรู้ ความสามารถเท่าที่มี และเวลาอีก 2 ปี 8 เดือน เพื่อให้ได้มาซึ่งปริญญาและวุฒิที่จะนำไปใช้เป็นใบเบิกทางเพื่อทำมาหากินเลี้ยงชีวิต

เป็นเวลาที่เต็มไปด้วยเรื่องราววุ่นวายมากมาย ความเหนื่อยล้า อดหลับอดนอน ต้องทำงานอยู่คนเดียวจนเที่ยงคืน ตีหนึ่ง นอกจากเหนื่อยกายแล้ว ความทุกข์ใจก็มีไม่น้อย ทั้งเรื่องของผลงานที่ไม่ค่อยเป็นที่น่าพอใจในช่วงแรกๆแล้ว ยังจะเรื่องผู้คนที่ต้องทำงานเกี่ยวข้องด้วยอีกมากมาย

วันที่รู้ว่าสอบผ่าน วันนั้นมีเพียงความรู้สึกว่าโล่งใจ ก็เป็นอยู่ได้สักวัน สองวันเท่านั้น มันก็มีเรื่องอื่นๆเข้ามาในชีวิต ให้ต้องแก้ไขอีกแล้ว แล้วก็มารู้สึกดีใจ สุขใจอีกครั้งก็วันในรับปริญญา

โดย ทวีพร [28 เม.ย. 2552 , 18:27:53 น.] ( IP = 58.9.210.204 : : )


  สลักธรรม 2

เมื่อมองย้อนกลับไป ยังจำได้ว่าตอนที่เรียนนั้น เรียนอย่างมีเป้าหมาย...ว่าต้องเรียนให้สำเร็จและมีต่อท้ายในเป้าหมายด้วยว่าต้องสำเร็จอย่างดีๆด้วย ความคิดแบบนี้ทำให้ทุกข์ใจ เพราะคอยกังวลว่าผลการเรียนจะออกมาดีไหม จึงเรียนอย่างเอาเป็นเอาตาย เรียนด้วยความเครียดและกังวล

สิ่งหนึ่งน่าจะเป็นเพราะ เคยมีประวัติดีในเรื่องการเรียนมาก่อน เลยมีความรู้สึกว่า ยอมไม่ได้ที่จะเสียประวัติที่ดีๆนี้ จึงต้องทุ่มเทกับการเรียนมากขึ้น ทำให้ความเครียดเพิ่มขึ้นอีกเป็นทวีคูณ

แม้กระทั่งเมื่อเริ่มชีวิตการงาน ก็รู้สึกว่า ตัวเองเป็นคนที่มีเป้าหมายในการทำงาน อย่างเช่นในแต่ละวัน ก็จะคิดเอาไว้แล้วว่า จะต้องทำอะไรบ้าง หนึ่ง...สอง...สาม........แล้วก็ต้องทำให้สำเร็จตามนั้น ถ้าไม่ได้ตามที่คิดไว้ก็จะหงุดหงิด เพราะไม่ได้ดังใจ มีเหมือนกันที่บางวันรู้สึกเหนื่อย หรือเบื่อที่จะทำ แต่ก็บอกกับตัวเองว่า ไม่ได้…….ต้องทำให้เสร็จตามที่ตั้งใจไว้ ไม่อย่างนั้นจะรู้สึกไม่สบายใจ

. จากที่ผ่านมา ชีวิตอาศัยความสำเร็จเป็นเส้นชัย เป็นเป้าหมายมาตลอด เพราะคิดว่า ต้องอย่างนั้น ต้องอย่างนี้ แล้วถึงจะดี ถึงจะมีความสุข ไม่เคยเลย ที่จะมานึกหรือรู้สึกว่า เรามีความสุขกับชีวิตที่เป็นอยู่หรือเปล่า

เคยคิดมาตลอดว่า... ความสำเร็จนี่แหละ คือสิ่งบ่งชี้ความสุข เพราะคนเราทุกคนเกิดมาก็มีหน้าที่การงาน แหละการทำหน้าที่ให้ลุล่วงด้วยดีเท่านั้น จะนำมาซึ่งความสุขในชีวิต

บางครั้งการเล็งผลเลิศมากไป มันก็ทำให้ความกล้าที่จะทำอะไรๆ มันน้อยลงเพราะกลัวว่าผล จะออกมาไม่ดี ก็เลยไม่ทำดีกว่า แต่ถ้าตัดสินใจว่าจะทำ ต้องดีที่สุดในความรู้สึกของเรา แล้วยังเป็นกังวลต่อไปอีกว่า คนนั้น คนนี้ จะมองผลงานของเราอย่างไร

ต้องการให้ทุกคนมาชื่นชมผลงานเราด้วย ยิ่งทุกข์ใจหนักขึ้นไปอีก เหมือนมีหน้าที่ก็ต้องให้เสร็จสิ้น ทำ…ทำ…ไป จนกว่างานนั้นๆจะเสร็จ แล้วควรจะเสร็จแบบประสบความสำเร็จอย่างงดงามที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ด้วย ถึงจะดี

บ่อยครั้งความกลัวว่าผลที่ออกมาจะไม่ดี ยิ่งทำให้เป็นทุกข์มากขึ้นอีกหลายเท่า

การทุ่มเททำงาน(โดยเฉพาะทางโลก) ก็เพราะมุ่งหมายในความสำเร็จเป็นเป้าหมาย ด้วยความเชื่อว่า ความสำเร็จของงานนำมาซึ่ง เกียรติยศ ชื่อเสียง เงินทอง และ คิดว่าสิ่งต่างๆเหล่านี้แหละคือที่มาของความสุข

เพราะฉะนั้นในขณะทำงาน คงไม่มีใครจะมาคอยคำนึงว่ามีความสุขกับ การทำงานนั้นๆ หรือเปล่า ทำงานนั้นด้วยใจรักหรือเปล่า เพราะใจไปจดจ่อ อยู่กับอนาคตที่คาดว่าจะมีความสำเร็จรออยู่เสียแล้ว ความสุขจึงดูว่าจะหาได้ยากนักหนาในชีวิตการงานประจำวันจริงๆ

โดย ทวีพร [28 เม.ย. 2552 , 18:35:59 น.] ( IP = 58.9.210.204 : : )


  สลักธรรม 3

เมื่อมีโอกาสได้มาศึกษาธรรม ได้มารู้จักกับครู ผู้ทุ่มเทกับการสอนธรรมะ ไม่ว่าจะมี นักเรียนกี่คนก็สอน เพราะมีเจตนาที่จะสอน จึงสอนด้วยความตั้งใจ และด้วยปณิธานอันมั่นคง ว่าการถ่ายทอดพระธรรมคำสั่งสอนที่ถูกต้อง ตรงตามพระพุทธพจน์ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเป็นกุศลยิ่งใหญ่ เพราะเป็นการช่วยถ่ายถอน ความเห็นผิดให้แก่ผู้อื่น สอนไปแล้ว ผู้รับจะรู้ตามหรือเข้าใจมากน้อยแค่ไหนเป็นเรื่องของวาสนา บารมีของผู้รับเอง

ในมุมมองของผู้เรียน จะรับรู้ได้ด้วยความรู้สึกเสมอว่าครูมุ่งมั่นกับการสอนเพียงใด ต้องเรียกว่าถอดใจสอนเลยทีเดียว เรื่องบางเรื่องดูว่าจะเข้าใจยาก แต่ครูจะพยายามยกตัวอย่างมาประกอบการอธิบาย ทำให้ผู้เรียนเห็นภาพชัดเจน เกิดความเข้าใจดีขึ้น

เราจะได้รับการปลูกฝังเสมอถึง การรู้จักเลือกกระทำกรรม คือการสร้างเหตุเฉพาะเหตุที่ดี ที่ถูก ที่ตรง เพราะถ้าสร้างเหตุถูกตรงแล้ว ผลดีย่อมจะเกิดขึ้นเองแน่นอน โดยไม่ต้องคำนึงถึงผลภายหน้าเลยแม้แต่น้อย

การเรียนทำให้เกิดความศรัทธาที่จะเลือกสร้างเหตุ ให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ แล้วอาศัยความเพียรสร้างเหตุนั้นไปโดยไม่ท้อถอย ผลย่อมปรากฏแน่นอน

ไม่ใช่ว่าทำไปอย่างไม่มีเป้าหมาย เป้าหมายยังคงมีอยู่ แต่เมื่อรู้วิธีไปถึงเป้าหมายแล้ว ก็ลงมือทำอย่างจริงจัง โดยไม่ต้องคิดเลยว่าวันใดจะประสบความสำเร็จคือถึงเป้าหมายนั้น

.การกระทำกุศลด้วยศรัทธาอันประกอบไปด้วยปัญญาคือความรู้ถึงหลักของเหตุผลอย่างแท้จริง ด้วยความเพียร ทำด้วยความสุขใจเพราะตระหนักถึงคุณค่าของการกระทำนั้นอย่างแท้จริง และมีศรัทธาอย่างแรงกล้า.... ว่าแท้จริงแล้วความสำเร็จ ในกิจการงานใดๆ ซึ่งทางโลก จะวัดกันด้วยเกียรติยศ ชื่อเสียง ลาภผลเงินทอง สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นวิบาก...คือเป็นผลของการกระทำในอดีต

ถ้าเคยสร้างเหตุของสิ่งเหล่านี้มา ย่อมต้องได้รับผลนั้นแน่นอน ดังนั้นในขณะที่ได้รับความสำเร็จอยู่นั้น ถ้ามีความยินดี หรือรู้สึกสุขใจ ควรอย่างยิ่งที่จะต้องขอบคุณเหตุอดีตที่สร้างสมมาแล้วเป็นอย่างดี มากกว่า ที่จะมัวชื่นชมอยู่กับผลคือความสำเร็จที่กำลังได้รับอยู่นั้น เพราะไม่ได้ทำให้เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย

โดย ทวีพร [28 เม.ย. 2552 , 18:42:10 น.] ( IP = 58.9.210.204 : : )


  สลักธรรม 4

การได้มีโอกาสเรียนรู้เรื่องความจริงเช่นนี้ ทำให้เกิดความเข้าใจ มองอะไรอย่างเห็นถูกต้องตามความเป็นจริงมากขึ้น จึงทำให้ในขณะที่ได้กระทำกุศล มีความตั้งใจทำด้วยความประณีตของจิตใจมากขึ้น มีความรู้สึกอิ่มเอมใจ สุขใจในการทำกุศลทั้งหลาย มากยิ่งขึ้น โดยไม่ต้องคิดถึงผลเลยว่าจะออกมาเป็นอย่างไร สุขที่เกิด ณ ขณะนั้นนับเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ ที่เกิดขึ้นโดยที่ไม่ต้องรอเวลาเลย

เหมือนอย่างขณะที่กำลังเป็นสุข กับการเป็นผู้ให้ ขณะนั้นเท่ากับความสำเร็จเกิดขึ้นแล้ว คือความสำเร็จในการที่สามารถเอาชนะกิเลสคือ ความมัจฉริยะได้

หรือมุทิตาจิตที่เกิดขึ้น เมื่อเห็นผู้อื่นได้ดีหรือประสบความสำเร็จ ขณะนั้นก็นับว่าสามารถเอาชนะความอิจฉาริษยา ซึ่งเป็นกิเลสได้สำเร็จแล้วเช่นกัน

โดย ทวีพร [28 เม.ย. 2552 , 18:46:10 น.] ( IP = 58.9.210.204 : : )


  สลักธรรม 5

ที่รู้อย่างนี้ได้ก็เพราะการเรียนพระอภิธรรม


.เพราะขณะใดที่กุศลจิตเกิดขึ้น ขณะนั้นย่อมไม่มีอกุศลเจตสิกคือเหล่ากิเลสทั้งหลายเกิดร่วมด้วยอย่างแน่นอน และย่อมต้องให้ผลเป็นกุศลวิบากแน่นอนในอนาคต

แล้วยังรู้อีกว่ากุศลมี ทั้งที่ประกอบไปด้วยปัญญา และที่ไม่ประกอบไปด้วยปัญญา จึงสามารถเลือกกระทำกุศลได้มากกว่าผู้ที่ไม่ได้เรียน

ความสามารถเอาชนะกิเลส ได้จึงนับเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่เหนือความสำเร็จใดๆ เพราะชัยชนะเช่นนี้เท่านั้น ที่สามารถสะสม
เป็นบารมี และเป็นอำนาจพาพ้นภัยในวัฏฏะสงสารได้ในที่สุด และเกิดขึ้นในขณะนั้นๆ ขณะที่กุศลจิตเกิดขึ้น

ทั้งหมดนี้คือชีวิตที่ได้เดินแล้วทั้งสองด้าน จึงแน่ใจว่า พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าเท่านั้นที่จะสามารถแก้ไขความเห็นผิด และเมื่อลงมือกระทำตามคำสั่งสอนของพระองค์ท่าน แน่นอน เราจะสามารถถอดรหัสชีวิตที่ถูกปิดไว้อย่างมิดชิดได้อย่างแน่นอน


จันทร์ว่างามยามเพ็ญเห็นกระจ่าง
ยังดำด่างกลางเด่นเป็นลอยฝ่า
แต่พระธรรมคำสอนพระศาสดา
ยังงามเลิศเจิดจ้ายิ่งกว่าจันทร์



โดย ทวีพร [28 เม.ย. 2552 , 19:05:42 น.] ( IP = 58.9.210.204 : : )


  สลักธรรม 6

อนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา [29 เม.ย. 2552 , 09:00:47 น.] ( IP = 124.121.176.38 : : )


  สลักธรรม 7

ได้อ่าน ได้รับทราบเรื่องราว ความเป็นไปทั้งหมดด้วยความรู้สึก "ชื่นชม" ในผลงานของ ทั้ง....

"ผู้ให้" .... คือครู หรือท่านอาจารย์ทั้งหลายแห่งอภิธรรมมูลนิธิที่ทุ่มเท ถ่ายทอดให้แก่ศิษย์ จนได้เห็นผลงานอันเป็นทั้งรูปธรรม คือ ความสามารถในการลำดับเรื่องราวของศิษย์ และ นามธรรม คือ การพัฒนาของจิตจนสามารถ "ถอดรหัส" ได้ และ....

"ผู้รับ" คือคุณทวีพร รวมทั้งลูกศิษย์อีกหลายๆท่านที่อาจจะยังไม่ได้มีโอกาสนำเสนอ "วิทยานิพนธ์ชีวิต" เช่นคุณทวีพร

แต่เชื่อแน่ว่า... บนความศรัทธาอันมั่นคง ของทั้งลูกศิษย์ และคณาจารย์ อีกทั้งเป้าหมายที่ชัดเจนของ "ผู้นำนาวาชีวิต" ลำนี้ จะสามารถนำพาให้นาวาชีวิตขับเคลื่อน จนสามารถข้ามผ่านวัฏฏะอันยาวไกลนี้ได้โดยไม่ยากนัก...

ขออนุโมทนา และ ขอแสดงความยินดีด้วยค่ะ

โดย พี่นุช [19 ส.ค. 2552 , 15:59:21 น.] ( IP = 61.90.72.46 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org