| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
อโหสิกรรม (๓)
ตอนที่ผ่านมา
อาตมา ได้กล่าวอยู่เสมอว่าในทางอกุศลวิบาก เราได้รับวิบากที่ไม่ดีอย่าเสียใจว่า เออ เราโชคไม่ดีเลย เคราะห์ไม่ดี เราต้องคิดอยู่เสมอว่าเราใช้หนี้กรรมเพราะเราทำมาไม่ดี เมื่อเราทำอกุศลกรรมไม่ดี เราก็ต้องใช้หนี้กรรมไป แล้วหนี้นั้นหมดแล้ว หมดเมื่อเรารับผลของกรรมแล้วหนี้นั้นก็จะไม่มีต่อไป ในทางตรงกันข้าม ถ้ากุศลใดส่งผลให้เราก็ต้องเข้าใจว่า เราได้ทำความดีมา เหมือนคนที่กำลังเสวยสุข มีความเจริญด้วย ลาภ ยศ สรรเสริญ สุขนี้ ก็รื่นเริงดีใจ คิดว่าแหมเรานี่ โชคดีเหลือเกิน แต่ในแง่ของกรรม กุศลกรรมวิบากของเราหมดไปแล้ว หมดไปเรื่องหนึ่งแล้ว
ถ้าคนๆ นั้นประมาท ไม่ทำความดีเพิ่มเติมอีก พอความดีหมด ความชั่วก็เข้ามา เพราะเมื่อกุศลกรรมให้ผลหมดแล้ว อกุศลกรรมก็เข้ามาซึ่งก็ทำให้ชีวิตของคนๆ นั้นตกต่ำต่อไป
อย่างที่เราเห็นบางคนเจริญมาก แล้วตั้งตนอยู่ในความประมาท แล้วผลสุดท้ายบั้นปลายชีวิตก็ตกต่ำ ตกระกำลำบาก เพราะเหตุว่าในระหว่างที่เจริญตัวเองประมาท ไม่สั่งสมกุศลเพิ่มเติมขึ้น มาคิดว่าเราพอแล้ว แต่ไม่รู้ว่านั่นกำลังกินสมบัติเก่า และก็ใช้สมบัติเก่าให้หมดไปๆ โดยไม่เพิ่มสมบัติใหม่เข้ามา เหมือนนางวิสาขาเคยพูดว่าพ่อสามีของตัวเอง เป็นคนกินของเก่า พ่อโกรธมากว่าสะใภ้คนนี้ปากจัด หาว่ากินของเก่า เธอก็ต้องอธิบายว่ากินของเก่า หมายถึงกินแต่บุญเก่า เพราะเป็นเศรษฐีแล้วขี้เหนียว เป็นเศรษฐีขี้เหนียว ไม่ยอมทำบุญ พวกนี้กินของเก่า แล้วเมื่อของเก่าหมดแล้ว มันก็หมดไป เดิมไม่เข้าใจ ว่า ลูกสะใภ้นี้ปากจัด แต่ตอนหลังก็เข้าใจคำว่า ของเก่านี้คือ กินแต่บุญเก่าอย่างเดียว บุญใหม่ไม่ทำเพิ่ม แล้วมันจะได้อะไร เกิดภพหน้าต่อไปกุศลก็น้อยลงๆ เป็นเศรษฐีชาตินี้ อาจจะเป็นขอทานชาติหน้าก็ได้
ในสมัยพุทธกาลนั้นมีตัวอย่างที่พระพุทธองค์ท่านชี้ให้เห็น บางทีเสด็จผ่านไป เห็นขอทานเป็นขี้เรื้อนนอนอยู่ข้างทาง นั่งขอทานอยู่ ก็ทรงแย้มพระโอษฐ์ พอแย้มพระโอษฐ์พระอานนท์ท่านก็ทูลถาม ท่านก็ตรัสว่า คนๆ นี้ในชาติก่อนเป็นเศรษฐีนะ และก็ชื่อนั้นชื่อนี้ บอกชื่อไว้เสร็จเรียบร้อย เป็นคนตระหนี่เหนียวแน่นเห็นแก่ตัว ไม่ทำบุญทำทาน ไม่ทำประโยชน์ เกิดมาในชาตินี้เลยเป็นขอทานอยู่ข้างถนน ท่านก็ชี้กรรมให้ชาตินี้เป็นขอทาน บ้านจะนอนก็ไม่มี เสื้อผ้าจะนุ่งห่มก็ไม่มี มิหนำซ้ำเป็นขี้เรื้อนเสียอีก นี้เพราะเหตุว่าประมาท
ปัญหาก็อยู่ที่ว่ากรรมที่เราทำกันอยู่นี้ คือในชีวิตของเราที่เกิดมานั้น เราหนีกรรมไม่พ้น ทั้งกรรมเก่าและกรรมใหม่ กรรมใหม่ก็คือ เราต้องทำกรรมใหม่ตลอดเวลาทั้งทางกาย ทางวาจาและทางจิตใจ โดยเฉพาะกรรมใหม่ที่เราทำนั้น ถ้าเป็นอกุศลเราจะแก้ไขกันอย่างไร ที่จะให้อกุศลกรรมที่เราทำไปนั้นน่ะเป็นอโหสิกรรม หรือที่เราทำกุศลไปมากมายก่ายกอง แต่กุศลนั้นไม่ให้ผลแก่เราเลย ทำอย่างไรกุศลนั้นจึงจะส่งผลให้แก่เรา เพราะว่าการทำกรรมได้กล่าวไว้ในตอนต้นแล้วว่าสำเร็จที่เจตนา เจตนาของผู้ที่ประกอบกรรม ผู้ที่ประกอบกรรมนั้นจะมีเจตนาสมบูรณ์แค่ไหน เพราะการทำกรรมทั้งที่เป็นกุศลอกุศล บางครั้งเราก็ทำกันไปแบบเห็นเขาทำก็ทำบ้างโดย พี่เณร...นำมาฝาก [29 เม.ย. 2552 , 07:51:11 น.] ( IP = 58.9.145.133 : : )
สลักธรรม 1อาตมายกตัวอย่างเช่นการทำบุญ บางคนไม่ได้ตั้งใจทำหรอก แต่เห็นเขาทำก็ทำไป อย่างเรารู้จักคุ้นเคยท่านผู้ที่เคารพนับถือ มาบอกบุญเราว่า นี้ฉันจะไปทอดกฐิน ทอดผ้าป่า จะไปสร้างโบสถ์ สร้างศาลาที่โน่นที่นี่นะ เราก็ใส่ไปด้วยเสียไม่ได้ เกรงใจช่วยสักพันหนึ่ง หมื่นหนึ่ง แสนหนึ่ง ล้านหนึ่ง โดยที่ไม่ได้ตั้งใจ หรือวันนี้เป็นวันครบรอบวันสำคัญนะ เรามาทำบุญร่วมกัน เราก็ทำตามประเพณี นิมนต์พระมาเจริญพระพุทธมนต์ ปีใหม่ใส่บาตร นิมนต์พระมารับบาตร เรามีหน้าที่จะต้องจัด เราก็จัดให้พระมารับบาตร ใส่บาตรโดยไม่ตั้งใจ ทำด้วยความไม่ตั้งใจ กุศลที่ทำอย่างนี้อ่อนกำลัง อินทรีย์ไม่แข็งแรง คือคนจะทำความดีต้องประกอบด้วยอินทรีย์ทั้ง ๕ ต้องมีกำลัง คือ
๑. ศรัทธาความเชื่อ
๒. วิริยะ ความเพียรพยายาม
๓. สติ ความระลึกได้
๔. สมาธิ ความมีใจตั้งมั่น
๕. ปัญญา ความรู้ทั่ว
ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ที่เรียกว่าอินทรีย์ หรือพละ กำลังเช่นกำลังศรัทธา คนจะศรัทธาในการทำบุญ เช่น ในเรื่องของพระพุทธศาสนานี้ไม่ใช่ว่าเป็นพุทธศาสนิกชนแล้ว จะศรัทธาทำบุญในพระพุทธศาสนาอย่างถูกต้องเสมอไป ไม่แน่ คนที่ไม่รู้เรื่องพระพุทธศาสนา ศรัทธาจะมั่นคงไม่ได้ ยิ่งรู้ผิวเผิน เช่น โยมเคารพพระสงฆ์เป็นการส่วนตัวว่าพระรูปนี้ท่านมีคุณวิเศษต่างๆ หลวงพ่อองค์นี้ท่านเก่งทางนั้นทางนี้ ท่านเป็นเกจิอาจารย์ ท่านจะทำบุญอะไร เราก็ไปทำบุญกับท่าน ทำตามท่าน ท่านบอกบุญ เราก็ทำบุญไปโดยไม่เข้าใจ เจตนาที่ทำก็ไม่สมบูรณ์
บางคนก็ทำเอาหน้า เอาตา บางคนก็ทำอยากจะได้เหรียญตรา พอทำแล้วเท่านั้นเท่านี้จะได้สายสะพาย ก็ไปบริจาคกัน หรือทำเพื่อสังคม ท่านผู้ใหญ่ผู้นั้นผู้นี้ชวนทำ เราก็ไปทำร่วมกับท่านเผื่อเรามีอะไรจะได้ไหว้วานท่านได้ ขอท่านได้ อย่างนี้ คือเราทำกันตามประเพณีเวลานี้ หรือถ้าเขามาเรี่ยไรแล้ว ถ้าเราไม่ทำแล้ว ประเดี๋ยวเราจะลำบาก จะถูกกลั่นแกล้งในหน้าที่การงานบ้าง ในธุรกิจบ้าง เราก็ทำไป กุศลที่ทำอย่างนี้ ถึงจะทำมากแค่ไหนก็ตาม กำลังมันอ่อน กำลังไม่แข็งแรง ท่านบอกว่าการกุศลที่มีกำลังแรงมาก ก็คือช่วงชวนจิตดวงที่ ๒ ถึงดวงที่ ๖ มีกำลังแรง เพราะว่าได้รับ อาเสวนปัจจัยมาก ก็คือเรามีโอกาสได้ตั้งหลักตั้งใจโดย พี่เณร...นำมาฝาก [29 เม.ย. 2552 , 07:55:47 น.] ( IP = 58.9.145.133 : : )
สลักธรรม 2การทำบุญต้องประกอบด้วยเจตนา ๓ กาล ก่อนทำเรามีเจตนาแรงกล้า แล้วเราเข้าใจพระพุทธศาสนาว่าการทำบุญจะเกิดประโยชน์แก่พระพุทธศาสนาอย่างไร ไม่ใช่เราทำเพื่อปรารภบุคคลปรารภโลก แต่เราปรารภธรรมะ เป็นธรรมาธิปไตยในตัวเรา เรามีธรรมาธิปไตยในใจเราแล้ว เราก็ทำกุศล ระหว่างที่เราทำเจตนาต้องสมบูรณ์ ทำแล้วเราก็ชื่นใจ นึกถึงครั้งใด จิตใจเราก็เป็นสุขว่าเราได้สร้างสรรค์ ได้ทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ อย่างนี้กุศลก็มีมาก ได้มาก อยู่ที่เจตนาตัวเดียว
ฉะนั้นการสร้างกุศลนี้ก็ต้องทำให้เป็น ก็คือต้องให้เข้าใจด้วยและก็ในทางตรงกันข้าม อกุศลก็เหมือนกัน บางคนทำอกุศลตามๆ เขาชวนทำก็ทำ เพราะมีโมหะ ไม่มีปัญญา มีแต่ความหลง เขาชวนไปไหนก็ไปกัน เพื่อนชวนไปปล้นก็ปล้น เพื่อนชวนไปจี้ก็ไปจี้กันกับเขา โดยไม่ได้ตั้งใจทำอกุศลกรรมเหล่านี้มันก็มีกำลังอ่อน พวกที่มีกำลังอ่อนอย่างนี้แก้ไขได้ แก้ไขได้ที่จะให้เป็นอโหสิกรรมก็ได้ แต่ก็ต้องแก้ไขด้วยการสร้างกุศล
เช่นถ้าเราจะแก้ไขอกุศลกรรม เราจะต้องแก้ไขด้วยการสร้างกุศลกรรม เช่น เมื่อเราทำบาป จะบาปอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม ทำลงไปแล้วละมันเป็นบาป เราจะทำตนให้พ้นบาปได้อย่างไร ก็ต้องหันเข้ามาศึกษาสนใจธรรมะ ศึกษาธรรมะอย่างที่เราศึกษากันนี้ เรียนให้รู้เรื่องพระพุทธศาสนาที่แท้จริง ไม่ใช่นับถือพระพุทธศาสนาด้วยความงมงาย มีแต่ศรัทธาอย่างเดียว แต่ไม่มีปัญญา
ทำบุญก็ทำด้วยศรัทธาอย่างเดียว โดยไม่มีปัญญา แต่เราต้องใช้ปัญญาของเรา เมื่อมีศรัทธาแล้ว ก็ต้องศรัทธาให้ถูกต้อง แล้วก็ใช้ปัญญาของเรา ทำกุศลด้วยศรัทธานั้นๆ ทำอยู่เสมอ จะบริจาคทาน จะรักษาศีล จะเจริญภาวนาอะไรก็ตาม ทำให้สมบูรณ์ ทำโดยสม่ำเสมอ อกุศลที่ทำลงไปก็ไม่มีโอกาสส่งผล เพราะว่ากุศลที่เราทำไว้ก็ช่วยได้ เมื่อไม่มีโอกาสส่งผล มันก็เป็นอโหสิกรรมไป เพราะกาลเวลาที่เลยไป ที่เขาจะต้องให้ผลในระยะนี้แล้วก็หมดระยะ ของการให้ผลแล้ว มันก็อ่อนกำลังลง เป็นอโหสิไปนี้หมายถึงกรรมเล็กกรรมน้อย ไม่มีโอกาสส่งผลต่อไปแล้ว มันก็เป็นอโหสิกรรม
ฉะนั้นการสร้างกุศล ที่เราจะแก้ไขเรื่องอกุศลกรรมต่างๆ ที่เราเคยทำไว้ ก็ต้องแก้กันที่การสร้างกุศลโดยสม่ำเสมอ เพราะกุศลที่ทำโดยสม่ำเสมอเป็นอาจิณณกรรมนั้น จะทำให้เราไม่ต้องรับวิบากกรรมที่ไม่ดีอีกต่อไป และก็ต้องเข้าใจด้วยว่ากรรมของเราที่เราทำไว้นี้ ใครมาตัดไม่ได้หรอก นอกจากเราต้องตัดด้วยตัวเราเอง
ถ้าอาจารย์ไหนว่า ฉันจะตัดกรรมให้นะ นั่นเราถูกหลอกแล้ว ก็โปรดเข้าใจว่า นั่นเราถูกหลอกแล้ว ก็โปรดเข้าใจว่าถูกอาจารย์ต้มเสียแล้ว เพราะกรรมมันตัดกันไม่ได้ คนอื่นมาตัดให้เราไม่ได้ เพราะกรรมของอาจารย์เอง อาจารย์เองก็ยังตัดไม่ได้ จะไปตัดให้คนอื่นได้อย่างไร ตัดไม่ได้หรอก แต่ว่ามันเป็นวิธีการเท่านั้นแหละ เป็นวิธีการของพระ ท่านต้องการให้ญาติโยมสบายใจ แล้วก็บางทีท่านไม่ได้ตัดเองหรอก ให้โยมตัด เพราะส่วนมากก็ให้โยมทำบุญจู่ๆ ท่านจะมาตัดให้เราโดยเราไม่ทำนี่ กรรมมันไม่หมดหรอกโดย พี่เณร...นำมาฝาก [29 เม.ย. 2552 , 08:01:22 น.] ( IP = 58.9.145.133 : : )
สลักธรรม 3แต่ถ้าเราตัดกรรมด้วยตัวเราเอง ด้วยการทำกุศลอย่างใดอย่างหนึ่ง นั้นน่ะเราตัดได้ตัดด้วยการทำกุศล แต่จะขาดหรือไม่ขาด อยู่ที่อินทรีย์อีกว่าตัดกรรมขาดไหม อินทรีย์ทั้ง ๕ นี่สำคัญมาก ผู้ที่มีอินทรีย์แก่กล้าก็สามารถที่จะตัดได้สำเร็จ ถ้าอินทรีย์อ่อนก็ตัดไม่สำเร็จ
อกุศลอปราปริยเวทนียกรรม จะเป็นอโหสิกรรมได้นั้น เราต้องพร้อมด้วยคุณสมบัติ ๕ อย่าง คือต้องสร้างคุณสมบัติ ๕ อย่างนี้ให้เกิดขึ้นในตัวเรา แล้วก็ต้องสร้างกันตั้งแต่ชาตินี้นะ คุณสมบัติ ๕ อย่างนี้มีอะไรบ้าง
๑. ปุพเพกตปุญญาตา ความเป็นผู้ที่ได้ทำบุญกุศลไว้ในกาลก่อน
๒. ปฏิรูปเทสวาสะ การอยู่ในถิ่นฐานหรือประเทศที่สมควร
๓. สัปปุริสูปัสสยะ ต้องสมาคมกับสัตบุรุษ คบคนดี
๔. สัทธัมมัสสวนะต้องหมั่นฟังธรรม ศึกษาธรรมอยู่เสมอ
๕. อัตตสัมมาปณิธิ การตั้งตนไว้ชอบ
คำว่า ปุพเพกตปุญญตา ที่เราจะต้องปลูกฝังให้เกิดขึ้นในตัวเรานี้ก็คือ ความเป็นผู้ที่ได้กระทำบุญกุศลมาไว้ในกาลก่อน ก็หมายความว่า ชาตินี้ต้องทำบุญ สั่งสมบุญ ที่จะต้องปลูกฝังให้เกิดก็คือ เราต้องสั่งสมบุญ ถึงแม้เราจะต้องสั่งสมทรัพย์สมบัติไว้ใช้ ทรัพย์สมบัติสั่งสมกันทำไม ถ้าเราไม่ใช้ทรัพย์สมบัติที่สั่งสมมาสร้างบุญกุศล ทรัพย์สมบัตินั้นช่วยเราไม่ได้ ก็เหมือนก้อนอิฐก้อนดินหรือเศษกระดาษชิ้นหนึ่ง เพราะตายแล้วเราเอาไปไม่ได้ เป็นของประจำโลก เรามีหน้าที่แสวงหาทรัพย์ สะสมสมบัติไว้ ก็ต้องเอาทรัพย์สมบัตินั้นมาสะสมเป็นบุญ ทำทรัพย์สมบัติให้เป็นบุญ อย่างนี้เรียกว่า ปุพเพกตปุญญตา ความเป็นผู้ที่ได้กระทำบุญไว้ในปางก่อนโดย พี่เณร...นำมาฝาก [29 เม.ย. 2552 , 08:05:41 น.] ( IP = 58.9.145.133 : : )
สลักธรรม 4คำว่า ปฏิรูปเทสวาสะ การอยู่ในถิ่นฐานหรือประเทศที่สมควร ก็คือเราอยู่ในถิ่นฐานหรือประเทศที่มีคนเป็นนักปราชญ์ราชบัณฑิต มีศีลมีธรรมประเทศไหนที่ไม่มีบัณฑิต ไม่มีศีลธรรม อย่าอยู่ ถิ่นฐานที่เราไปอยู่ ถ้าไม่มีศีลธรรม อย่าไปอยู่ ต้องมาอยู่ในถิ่นฐานของคนดีมีศีลธรรม หรือมีพระพุทธศาสนา อย่างนี้เรียกว่า ปฎิรูปเทสวาสะ การอยู่ในประเทศที่สมควร
คำว่า สัปปุริสูปัสสยะ นั้นก็คือต้องสมาคมกับสัตบุรุษ สัตบุรุษก็คือคนดี คนดีที่เป็นบัณฑิต คนดีคือคนมีศีลมีธรรม คบค้าสมาคมกับคนมีศีลมีธรรม อย่าไปคบค้าสมาคมกับคนอันธพาล คนเลว คบแต่คนดี เพราะการคบคนดีทำให้ชีวิตคนเจริญ เหมือนคนคบเพื่อน คนหลายคนเจริญเพราะคบเพื่อนดี เพื่อนก็ชวนไปในทางที่ดี อุปการะอุปถัมภ์ชักนำไปในทางที่ดี ถ้าคบเพื่อนไม่ดีก็ชักชวนไปในทางต่ำ เบียดเบียนตนให้เดือดร้อน การคบเพื่อนจึงเป็นเรื่องสำคัญ ท่านจึงเรียกว่า สัปปุริสูปัสสยะ ต้องคบคนดีแล้วคนดีจะช่วยให้ดี ช่วยให้เจริญ
คำว่า สัทธัมมัสสวนะ ก็คือจะต้องหมั่นฟังธรรม ศึกษาธรรมะอยู่เสมอ เพื่อเราจะได้เข้าใจหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า แล้วก็นำคำสอนนั้นมาใช้ปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ต่อชีวิตของเรา
คำว่า อัตตสัมมาปณิธิ ก็คือตั้งตนไว้ชอบ หมายถึงว่าเราตั้งตนของเราไว้ในทางที่ชอบ ไม่ตั้งตนไว้ในทางที่ผิด ก็คือทำตนให้เหมาะสมกับฐานะกับความเป็นอยู่ของเรา กับความเป็นคนของเรา อย่างนี้เรียกว่าอัตตสัมมาปณิธิโดย พี่เณร...นำมาฝาก [29 เม.ย. 2552 , 08:09:11 น.] ( IP = 58.9.145.133 : : )
สลักธรรม 5คุณธรรมทั้ง ๕ ประการนี้ เป็นคุณสมบัติ ปลูกฝังไว้ในชาตินี้ แล้วก็ให้ติดตามไปถึงชาติหน้า เกิดชาติไหนก็ปลูกฝังคุณธรรม ๕ ข้อนี้ ไว้ในตัวเราอยู่เสมอๆ อกุศลที่เคยทำไว้ก็ไม่มีโอกาสส่งผล เป็นการป้องกันอกุศลกรรมไม่ให้มีโอกาสส่งผล
ชีวิตที่เราเวียนว่ายตายเกิดใน แต่ละภพแต่ละชาตินั้น ก็จะมีความสุขมากกว่าความทุกข์ มีความราบรื่นมากกว่ามีอุปสรรค มีปัญหาน้อย ไม่มีปัญหาในชีวิตมาก ชีวิตอย่างนี้ก็เป็นสุข เราจะเป็นทุกข์ ก็อยู่ที่เกิด แก่ เจ็บ ตาย แต่ทุกข์เบ็ดเตล็ดต่างๆ นั้น มันก็ลดน้อยลงจาก
การที่เรามีคุณธรรม ๕ ประการนี้ หรือมีคุณสมบัติทั้ง ๕ ประการนี้ อยู่ในตัวเรา คือเราปลูกฝังขึ้นไว้ นี้เป็นหลักที่พุทธศาสนิกชนจะต้องปฏิบัติ เพราะพระพุทธเจ้าท่านตรัสสอนไว้อย่างนี้
เรื่องอโหสิกรรมยังมีความพิสดารที่เราจะต้องศึกษากันอีกมากพอสมควร ไว้โอกาสหน้าเราจะได้บรรยายต่ออีกครั้งหนึ่ง
ความอารีมีใจให้อามิส
อีกกอบกิจกล่าวธรรมคำสั่งสอน
เพื่อสงเคราะห์หรือบูชาโดยอาทร
ถูกตามตอนต้องกาลเทศะดี
ย่อมอุ้มชูผู้เข็ญให้เย็นจิต
ผู้เห็นผิดกลับใจได้สุขี
อำนาจทานย่อมสมานสามัคคี
ผูกไมตรีตรึงมั่นต่อกันเอย.
โปรดติดตามตอนต่อไป
![]()
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [29 เม.ย. 2552 , 08:13:42 น.] ( IP = 58.9.145.133 : : )
สลักธรรม 6
มาศึกษาทำความเข้าใจเรื่องของกรรมต่อค่ะ
กรรมมันตัดกันไม่ได้ ทั้งที่เป็นกุศลและอกุศล ต่างฝ่ายต่างส่งผลของตนเอง เมื่อสิ่งใดส่งผลไปแล้ว ก็เท่ากับเราใช้หนี้กรรมไปแล้ว ต้นทุนก็ต้องลดน้อยลง จึงเป็นสิ่งที่เราต้องพึงสังวรให้มาก อย่าหลงระเริงกับกุศลวิบากที่ได้รับ เพราะนั่นย่อมหมายถึงต้นทุนของกุศลกรรมของเรานั้นมันลดลงแล้ว ต้องเร่งสร้างกุศลกรรมเพื่อเพิ่มต้นทุน
กราบขอบพระคุณพี่เณรมากค่ะที่นำธรรมบรรยายที่มีทรงคุณค่ามาให้ได้ศึกษาทำความเข้าใจเป็นประจำ
....อนุโมทนาในกุศลอาจิณณกรรมค่ะ....โดย พี่ดา [29 เม.ย. 2552 , 09:17:14 น.] ( IP = 124.121.176.38 : : )
สลักธรรม 7![]()
กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ ..สาธุโดย น้องกิ๊ฟ [30 เม.ย. 2552 , 11:02:56 น.] ( IP = 125.27.179.89 : : )
สลักธรรม 8มาศึกษาเรื่องของกรรมต่อค่ะ... กราบขอบพระคุณพี่เณรค่ะ
โดย เซิ่น [30 เม.ย. 2552 , 13:04:07 น.] ( IP = 58.8.24.89 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |