| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
อโหสิกรรม (๔)
ตอนที่ผ่านมา
ท่านสาธุชนทั้งหลาย เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว เราได้ศึกษาในเรื่องกรรม ถึงอโหสิกรรมและได้อธิบายถึงเรื่องอโหสิกรรมให้ท่านทั้งหลายได้เข้าใจไปตอนหนึ่งแล้วว่า กรรมที่จะเป็นอโหสิ คือไม่มีโอกาสที่จะส่งผลต่อไปนั้นเป็นอย่างไร และได้อธิบายถึงการที่จะยังอโหสิกรรมให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะก็คือกรรมที่ติดตามเราไปทุกภพทุกชาติจนกว่าจะถึงซึ่งนิพพาน ที่เรียกว่าอปราปริยเวทนียกรรม ซึ่งถือว่าเป็นกรรมที่สืบเนื่องนาน ถ้าได้โอกาสเวลาใดกรรมอันนี้ก็จะส่งผลทันที เราจะแก้ไขตัวเรามิให้อกุศลอปราปริยเวทนียกรรมนี้ส่งผลได้อย่างไร
เมื่อครั้งที่แล้วได้อธิบายถึงเรื่องคุณธรรม ๕ อย่าง ที่เราจะต้องปลูกฝังให้เกิดขึ้นในตัวเรา
ประการแรก ปุพเพกตปุญญตา การที่เราได้เคยทำบุญไว้หรือทำความดีไว้ในกาลก่อน
ประการที่ ๒ ปฏิรูปเทสวาสะ ต้องอยู่ในประเทศหรือถิ่นฐานที่สมควร
ประการที่ ๓ สัปปุริสูปัสสยะ เราจะต้องคบหาสมาคมกับบุคคลที่เป็นสัตบุรุษ คบคนดี
ประการที่ ๔ สัทธัมมัสสวนะ หมั่นฟังธรรมศึกษาธรรมะ
ประการที่ ๕ อัตตสัมมาปณิธิ การตั้งตนไว้ชอบ
ในคุณธรรม ๕ อย่างนี้เราต้องอบรมให้เกิดขึ้นทุกภพทุกชาติ หมายความว่าชีวิตของเราจะอุบัติเกิดขึ้น จะเกิดใหม่อีกกี่ร้อยชาติพันชาติก็ตาม แม้ในชาติปัจจุบันที่เราเกิดมาแล้ว เราก็ต้องปลูกฝังคุณธรรมอันนี้ให้เกิดขึ้นในตัวเรา คือ เราต้องทำบุญ อย่าหยุดในเรื่องการทำบุญ เพราะการทำบุญเราทำได้ทุกวัน และก็ไม่จำเป็นว่าเราจะต้องใช้เงินทองแต่อย่างใด เพราะว่าทางที่จะให้เกิดบุญนั้นเกิดขึ้นตั้งหลายทาง ที่เราทำความดีโดยไม่ต้องใช้เงินทองก็มี
ประการที่ ๒ เราได้อยู่ในปฏิรูปเทศแล้ว ก็คือประเทศเราอยู่นี้มีพระพุทธศาสนา มีศีลมีธรรม เรามีผู้นำเป็นสัมมาทิฏฐิ คือมีความเห็นชอบ ไม่เป็นมิจฉาทิฏฐิ มีผู้นำที่เชื่อบุญเชื่อบาป มีผู้นำที่ยึดมั่นในหลักของพระพุทธศาสนา ก็นับว่าเราอยู่ในประเทศที่สมควรโดย พี่เณร...นำมาฝาก [30 เม.ย. 2552 , 08:35:28 น.] ( IP = 58.9.144.162 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1ประการที่ ๓ ก็พยายามเลือกคบคนดีเป็นมิตร ก็คือพยายามแสวงหาสัตบุรุษ พยายามหลีกเลี่ยงด้วยการไม่คบคนพาล คบแต่สัตบุรุษ
ประการที่ ๔ หมั่นศึกษา หมั่นฟังธรรมะ
ประการที่ ๕ ตั้งตนไว้ในทางที่ถูกที่ควร ที่เรียกว่า อัตตสัมมาปณิธิ
ในคุณธรรม ๕ อย่างนี้ เราพูดดูก็ไม่ยาก แต่ว่าในทางปฏิบัตินี้ ต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่างจึงทำได้สำเร็จ ปัจจัยที่จะทำให้เราได้สำเร็จนี้ท่านเรียกว่า พละ หรือ อินทรีย์ พละ คือ กำลัง โดยเฉพาะเราต้องเพิ่มกำลังใจให้เกิดขึ้นในตัวเรา และก็กำลังใจที่สำคัญที่สุดที่เราจะต้องเพิ่มพูนอยู่เสมอก็คือ
๑. ต้องมี สัทธาพละ คือต้องมีกำลัง คือ ศรัทธา หมายความว่า เราจะต้องปลูกความเชื่อความเลื่อมใสในพระรัตนตรัย เช่น ในพระพุทธเจ้า ในพระธรรม ในพระสงฆ์ให้มั่นคง ศรัทธาคือความเลื่อมใสในพระรัตนตรัย ที่มั่นคงนี้ จะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยปัญญาความรู้ เช่น อย่างเรามีความเชื่อในความตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราเชื่อกรรม เชื่อโลกนี้โลกหน้า เชื่อการเวียนว่ายตายเกิด เชื่อผลของกรรมดีกรรมชั่วที่ทำลงไปนั้นต้องมี ปลูกศรัทธาอันนี้ให้มั่นคง
ประการที่ ๒ ต้องมี วิริยะ คือ ความเพียร ความบากบั่น เพราะว่าการทำความดี ถ้าไม่มีความเพียรแล้ว ทำไม่สำเร็จ และความเพียรที่ทำความดีให้สำเร็จนั้นก็ดี เราจะต้องเข้าใจด้วยว่า เราทำความดีเพื่อความดี ไม่ใช่ทำความดีเพื่อลาภสักการะสรรเสริญ หรือความสุข คือไม่ใช่พอทำความดีแล้วเราจะได้ลาภสักการะมา มีคนให้รางวัลหรือมีคนยกย่องสรรเสริญ เราทำความดีต้องมุ่งความดี เพื่อผลของความดี และการใช้ความเพียรอันนี้บากบั่น เพราะว่าการทำความดีเพื่อความดี ไม่เพื่ออย่างอื่นนั้นทำให้เราเกิดกำลังใจ เพราะถ้าเราทำความดีเพื่อลาภ เพื่อยศ เพื่อสรรเสริญ หรือเพื่อความสุขแล้ว ถ้าเราไม่ได้สิ่งที่เราต้องการทั้ง ๔ อย่างนี้มา มันทำให้เรานี้ขาดความเพียร ขาดความกระตือรือร้น ทำไปก็ไม่เห็นจะได้อะไร เรามักจะมีความรู้สึกกันอย่างนั้น เช่นทำไปก็เท่านั้นแหละ ความดีที่ทำไป ก็ไม่เห็นมีใครเขายกย่อง สรรเสริญ ทำความดีแล้วก็ไม่มีใครเห็น ทำความดีแล้วก็ไม่เห็นจะได้ยศฐาน์บรรดาศักดิ์อะไรขึ้นมา ทำความดีแล้วยังถูกคนนินทาว่าร้าย ทำไปทำไม ผลสุดท้ายเราก็เลิก เลิกทำความดี ก็คือ ละทิ้งความเพียรพยายามในการที่จะทำความดีอันนั้นต่อไป อันนี้เป็นผลเสียโดย พี่เณร...นำมาฝาก [30 เม.ย. 2552 , 08:39:44 น.] ( IP = 58.9.144.162 : : )
สลักธรรม 2ฉะนั้น การทำความดีต้องเพื่อความดี ความเพียรจึงจะเกิด ต้องปลูกฝังความบากบั่น เพราะความบากบั่นที่มั่นคงนั้น มันทำให้เกิดความอดทน เพราะคนทำความดีจะต้องอดทนด้วย ถ้าไม่อดทนก็ทำความดีไม่สำเร็จ ผลสุดท้ายก็ต้องละทิ้งไปกลางคัน ผลสุดท้ายก็ไม่ได้ทำความดีตามที่ตั้งใจไว้ แต่ว่าความดีกับความริษยามักมาด้วยกันเสมอ ต้องระวัง ต้องรู้เท่าทันด้วย
คนทำดีหรือว่าคนที่มีอะไรดีๆ นี่ เป็นอารมณ์ของริษยา ตามสภาวะทางอภิธรรมนั้นริษยาเจตสิก คือความอิจฉาที่เกิดขึ้นในใจคน มันเกิดมาจากเพราะไปเห็นความดีของคนอื่น เห็นความเจริญของคนอื่น เห็นความสุขของคนอื่น แล้วก็ทนอยู่ไม่ได้ เห็นว่าคนนี้ดีกว่าเรา เจริญกว่าเรา มีความสุขมากกว่า แล้วก็เกิดความริษยาเขา ฉะนั้นตัวความดีมันเป็นอารมณ์ของริษยา
ฉะนั้นถ้าเราทำความดีให้สูงมากขึ้นเท่าไหร่ ก็จะต้องเข้าใจด้วยว่า จะต้องถูกริษยามากขึ้น ฉะนั้นความดีบางอย่างจึงต้องพยายามทำแบบชนิดที่ว่าอย่าให้ใครเขารู้ ทำความดีโดยไม่ให้เขารู้ หรือพยายามพรางความดีของตัวเองไว้ แต่ก็ต้องทำไปแบบที่คนโบราณบอกว่าให้ปิดทองที่หลังพระเพราะคนไม่ค่อยเห็น ก็คือทำความดี อย่าอวดอ้างความดี ถ้าอวดอ้างความดีแล้ว คนเขาริษยา ที่หลวงวิจิตรวาทการว่า ทำดีแต่อย่าเด่น จะเป็นภัย ที่ว่าทำความดีแต่อย่าเด่นนั้น เพราะเหตุว่าถ้าเด่นแล้วมันเป็นภัย ตรงนี้ ตรงที่ว่าเป็นอารมณ์ของความริษยาของคน ฉะนั้นความเพียรที่มั่นคงจะช่วยได้มาก ถึงแม้เราจะเจอปัญหาอย่างนี้เราก็อดทนได้ เพราะว่าความเพียรที่มั่นคง ความบากบั่นที่แก่กล้านี้ ก็กลายเป็น ขันติ คือ ความอดทนขึ้นมาโดย พี่เณร...นำมาฝาก [30 เม.ย. 2552 , 08:47:10 น.] ( IP = 58.9.144.162 : : )
สลักธรรม 3นอกจากความเพียร ความอดทนแล้ว เราก็ต้องเพิ่มพูนสติ เป็นประการที่ ๓ คือ ต้องมีความระลึกได้อยู่เสมอ แล้วสตินั้นจะต้องเป็นไปในสติปัฏฐาน นอกจากสติปัฏฐานแล้ว เราจะต้องระลึก คือมองปัญหาต่างๆ อย่างคนที่มีสติไม่ใช่มองอย่างคนที่มีโมหะ ปัญหาใดๆ เกิดขึ้นนั้นให้มีสติไว้จะสกัดกั้นความยินดียินร้ายไม่ให้เข้าครอบงำใจเรา เช่น โดยปกติแล้วเราเป็นปุถุชนถ้าเราพบหรือได้รับอารมณ์ที่ดีก็จะเกิดความรู้สึกพอใจ มีความรัก ความพอใจในสิ่งนั้น
เช่นอย่างเราได้เห็นในสิ่งที่เราพอใจ ได้ยินเสียง ได้กลิ่น ได้ลิ้มรส ได้สัมผัสถูกต้อง ได้นึกคิดในสิ่งที่เราพอใจ ก็เกิดความรัก เกิดความยินดีขึ้นมา ถ้าเราไปพบกับสิ่งที่เราไม่พอใจ ก็เกิดความยินร้าย เกิดความไม่พอใจขึ้นมา นี่เป็นตัวอนิฏฐารมณ์
ฉะนั้นความยินดียินร้ายเป็นเหตุให้เกิดความรักความชัง ทั้งนี้ก็เพราะเหตุว่าเราไม่มีสติ แต่การรับรู้อารมณ์ถ้ามีสติกำหนดรู้อารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อยู่เสมอๆ ความยินดียินร้ายทั้งสองอย่างนี้ ก็เข้าครอบงำจิตของเราไม่ได้ อันนี้เป็นหลักของสติ
ประการที่ ๔ ต้องมี สมาธิ สมาธินี้คือความตั้งใจที่มั่นคง คือความมั่นคงในการทำกิจการทั้งปวง การทำความดีก็ต้องมีสมาธิ คือมีความมั่นใจในตัวเองว่าเราจะทำความดีอันนี้ต่อไปโดยไม่หวั่นไหว
ประการที่ ๕ ต้องมีปัญญา ปัญญาคือความรอบรู้ ความรู้เท่าทันความเข้าใจในสิ่งที่เรากระทำ ไม่ใช่ทำด้วยความไม่รู้ แต่เราทำด้วยความรู้คือทำด้วยปัญญา
ถ้าเรามีคุณธรรม ๕ ประการนี้ซึ่งเป็นตัว พลธรรม ก็ทำให้เกิดกำลังใจในการที่จะทำความดีต่อไปได้สำเร็จ โดยเฉพาะก็คือปลูกฝังคุณธรรมทั้ง ๕ ประการนี้ได้สำเร็จ อันนี้เป็นแนวทางปฏิบัติที่ท่านได้วางไว้ว่าผู้ที่จะปลูกฝังคุณธรรมทั้ง ๕ อย่างนี้ ให้เกิดขึ้นแก่ตนได้สำเร็จนั้น จะต้องอบรม พลธรรมหรืออินทรีย์ ให้แก่กล้าขึ้น เพราะถ้าไม่แก่กล้าแล้วก็ทำได้ไม่สำเร็จเพราะว่าเป็นสิ่งที่ทำได้ยากโดย พี่เณร...นำมาฝาก [30 เม.ย. 2552 , 08:52:24 น.] ( IP = 58.9.144.162 : : )
สลักธรรม 4สรุปแล้ว เรื่องของกรรม เรื่องของอโหสิกรรม ซึ่งเป็นกรรมที่ ๔ ที่เรากำลังศึกษาอยู่นี้ เป็นกรรมที่เกิดขึ้นโดยที่ไม่มีกาล ไม่มีกำหนดเวลา แต่ว่าองค์ธรรมของอโหสิกรรม ก็คือเจตนาที่เกิดขึ้นในชวนจิตทั้งที่เป็นกุศลชวนะ ทั้งที่เป็นอกุศลชวนทั้ง ๗ ขณะ แต่ว่าเป็นเจตนาที่เกิดขึ้นภายหลังเมื่อเหตุการณ์ผ่านไป ท่านจึงเรียกว่าเป็นอโหสิกรรม เจตนาดวงที่ ๑ ให้จำไว้
เจตนาดวงที่ ๑ เป็นทิฏฐธรรมเวทนียกรรม เจตนาที่เกิดขึ้นในชวนดวงที่ ๗ เป็น อุปปัชชเวทนียกรรม
เจตนาดวงที่เกิดขึ้นในชวนจิตดวงที่ ๒ ถึงดวงที่ ๖ ระหว่าง ๑ ถึง ๗ นี่เป็น อปราปริยเวทนียกรรม
ส่วนเจตนาที่เกิดขึ้นในชวนจิตทั้ง ๗ ดวงที่ล่วงเลยกำหนดเวลาการให้ผลของตนๆ ไปแล้วนี่เอง อย่างนี้เป็น อโหสิกรรม
ฉะนั้น การที่เราตั้งใจทำ ที่เรียกว่าตั้งใจทำกรรม คือมีเจตนาเกิดขึ้นในใจไม่ว่าจะทำความดีหรือความชั่วอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมา ผลของความดีความชั่ว จะปรากฏช้าหรือเร็ว ก็สำเร็จที่ตัวชวนะ ว่าความตั้งใจนั้นน่ะแรงไหม ถ้าตั้งใจแรง ก็เห็นกุศลเร็วโดย พี่เณร...นำมาฝาก [30 เม.ย. 2552 , 08:56:58 น.] ( IP = 58.9.144.162 : : )
สลักธรรม 5เช่นที่ได้ยกตัวอย่างคนใส่บาตร ตั้งใจใส่บาตรแล้วก็เผอิญเราได้ปฏิคาหกที่เป็นพระอริยเจ้า ท่านพึ่งออกจากนิโรธสมาบัติมาใหม่ๆ แล้วเราก็ใส่บาตรอย่างนี้ ก็จะได้รับผล ภายใน ๓ วัน ๗ วัน แต่นั่นก็ต้องเป็นเจตนาที่บริสุทธิ์ คือเจตนาที่บริสุทธิ์นี้หมายถึงว่าในระหว่างที่ทำบุญเราต้องไม่หวังผล ถ้าเราหวังผลเสียก่อนแล้วทำ ก็แสดงว่าเจตนาไม่บริสุทธิ์ อย่างที่บางท่านตั้งใจว่า วันนี้เราทำบุญ พรุ่งนี้จะได้ถูกลอตเตอรี่ ลอตเตอรี่จะออกพรุ่งนี้แล้ว นี่เจตนาเสียแล้ว เสียตั้งแต่ก่อนทำแล้ว เพราะว่าทำบุญเพื่อหวังผลตอบแทน เกิดความโลภขึ้นมาว่า อยากถูกลอตเตอรี่ เราจึงทำบุญเพื่อเราจะได้ร่ำรวยอะไรอย่างนี้ ความโลภมันเกิดก่อนแล้วเจตนานั้นไม่บริสุทธิ์ ฉะนั้นเจตนาที่บริสุทธิ์ก็คือต้องไม่คิดหวังอะไรทั้งหมดให้คิดอย่างเดียวว่า เราตั้งใจทำบุญเพื่อบุญ
ส่วนลาภยศเงินทองเป็นผลพลอยได้ ที่เรียกกันว่าเป็น นิสสันทผล ผลพลอยได้ ที่ตามมาเท่านั้นแหละ และผลพลอยได้อย่างนี้มันก็เป็นของที่ชั่วคราว ถึงได้มามันก็ใช้ชั่วคราวเท่านั้น อย่างทรัพย์สินเงินทอง เราก็ใช้ชั่วชีวิตของเรา ตายแล้วเราก็หมดสิทธิ์ที่จะใช้ เขาจึงเรียกว่าเป็นของชั่วคราว ถ้ามีเงินทองแล้วไม่ใช่ ก็ยิ่งไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย เป็นปู่โสมเฝ้าทรัพย์ไป ถ้าใช้ให้เป็นประโยชน์ เป็นบุญเป็นกุศล นั่นก็เกิดประโยชน์แก่ตัวเรา ท่านจึงกล่าวว่าสิ่งของทั้งปวงเหล่านี้ มันเป็นนิสสันทผล เป็นผลที่ติดตามมาเท่านั้น ไม่ใช่ผลบุญที่แท้ ผลบุญที่แท้นั้นก็คือ เราเกิดความสุขใจ ที่เป็นตัวอานิสงส์ ผลมีความสุขใจ ว่าเราได้ทำบุญสำเร็จแล้ว แล้วเราก็ได้บุญ อย่างนี้จึงจะเป็นทิฏฐธรรมเวทนียกรรม คือกรรมที่ให้ผลในปัจจุบันโดย พี่เณร...นำมาฝาก [30 เม.ย. 2552 , 09:00:44 น.] ( IP = 58.9.144.162 : : )
สลักธรรม 6ทีนี้ก็มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องการสร้างกุศล ประเภทที่เป็น มหัคคตกุศล มหัคคตกุศล แปลว่ากุศลที่ยิ่งใหญ่ มีอานิสงส์มาก อย่างที่เราเจริญภาวนากุศล เช่น ผู้ที่ทำสมาธิจนได้รูปฌาน อรูปฌาน หรือได้อภิญญา ถ้าถามว่ารูปฌาน อรูปฌาน จะสงเคราะห์ว่าเป็นกรรมชนิดไหน จะเป็นทิฏฐธรรมเวทนียกรรมหรือเป็นอุปปัชชเวทนียกรรม
เพราะว่าตามหลักแล้ว ผู้ที่ได้ฌาน ไม่ว่าจะเป็นรูปฌานหรืออรูปฌานก็ตาม ถ้าตายจากภพปัจจุบัน ก็จะต้องปฏิสนธิในพรหมโลกทันที คือได้รับผลจากอานิสงส์นี้ทันทีในภพที่ ๒ พอตายจากมนุษย์ก็ไปเกิดในพรหมโลกทันที อานิสงส์ที่ได้ฌาน ฉะนั้นการที่เราได้รับผลจากภพที่ ๒ ต่อจากภพนี้ไป กรรมที่ให้ผลในภพที่ ๒ นี้เรียกว่า อุปปัชชเวทนียกรรม เพราะฉะนั้นรูปฌาน อรูปฌานนี่ก็สงเคราะห์อยู่ในประเภทอุปปัชชเวทนียกรรม เพราะว่าส่งผลในภพที่ ๒
ส่วนพระอรหันต์ที่ท่านได้อภิญญา อภิญญานี้ก็คือ เช่นท่านมีตาทิพย์ หูทิพย์ เหาะเหินเดินอากาศได้ ดำดินได้อะไรอย่างนี้ เนรมิตร่างกายได้ ซึ่งท่านเหล่านี้ต้องได้ฌาน ต้องผ่านรูปฌาน อรูปฌานมาก่อน แล้วก็ฝึกรูปฌาน อรูปฌานจนเกิด วสี (ความชำนาญ) และก็เกิดอภิญญาขึ้นมา อภิญญาที่แสดงให้เห็นปรากฏในปัจจุบันเป็นกรรมชนิดไหน ท่านก็สงเคราะห์ว่าเป็นทิฏฐธรรมเวทนียกรรม เพราะว่าเป็นกรรมที่ให้ผลในปัจจุบัน เพราะเมื่อได้อภิญญาแล้วก็สามารถที่จะแสดงอิทธิฤทธิ์ต่างๆ ได้ ฉะนั้น การสงเคราะห์ว่าเป็นทิฏฐธรรมเวทนียกรรม คือการที่ให้ผลในภพนี้ในปัจจุบันโดย พี่เณร...นำมาฝาก [30 เม.ย. 2552 , 09:03:46 น.] ( IP = 58.9.144.162 : : )
สลักธรรม 7กรรมทั้ง ๔ อย่างนี้ก็เป็นกาลเวลาแห่งการให้ผลของกรรมซึ่งจะแตกต่างก็ไป กรรมบางอย่างให้ผลในชาติที่ ๓ เป็นต้นไป กรรมบางอย่างก็ไม่มีโอกาสให้ผล
- กรรมให้ผลในชาตินี้เรียกว่า ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม
- กรรมให้ผลในชาติที่ ๒ เรียกว่า อุปปัชชเวทนียกรรม
- กรรมให้ผลตั้งแต่ชาติที่ ๓ เป็นต้นไป เรียกว่า อปราปริยเวทนียกรรม
- ถ้ากรรมอันใดไม่มีโอกาสให้ผล ก็เป็นอโหสิกรรม
แต่ส่วนมาก อโหสิกรรมมันจะไปสิ้นสุดลงที่ ภพชาติ ถ้าภพชาติยังไม่ถึงที่สุดแล้ว กรรมอันนี้ยังไม่ถึงที่สุด ภพชาตินี้ก็หมายถึงว่า ขันธนิพพานธาตุ
คำว่า ขันธนิพพานธาตุ นั้นก็คือ ถึงพระนิพพานดับทั้งกิเลสและเบญจขันธ์ ก็คือพระอรหันต์ที่ท่านสิ้นอาสวกิเลสแล้ว ท่านก็ตาย เมื่อตายแล้วรูปนามดับ เมื่อรูปนามดับ รูปนามนี้ไม่เกิดในภพอื่นต่อไป กรรมดีกรรมชั่วที่ทำไว้ในภพปัจจุบันนี้ ก็ไม่มีโอกาสส่งผลต่อไป ฉะนั้นกรรมดีกรรมชั่วทั้งปวงนั้นจึงเป็นอโหสิกรรม เพราะอะไร...?
เพราะว่าไม่มีรูปนามที่เป็นวิบาก รูปนามเป็นกรรมวิบาก อย่างเรามีรูปมีนาม คือชีวิตเราก็ประกอบด้วยร่างกายและจิตใจ ที่เราเป็นมนุษย์ก็มีร่างกายกับจิตใจ ทีนี้ร่างกายกับจิตใจเป็นผลของกรรมในอดีต เมื่อเป็นผลของกรรม ก็มีหน้าที่อย่างเดียวคือ รับกรรมชดใช้กรรม รับกรรมหรือชดใช้กรรม รับทั้งกรรมดีที่เป็นกุศลกรรม รับทั้งกรรมไม่ดีที่เป็นอกุศลกรรม แล้วเราก็ใช้ทั้งกรรมดี ใช้ทั้งกรรมไม่ดี ๒ อย่างจนกว่ากรรมนั้นจะหมดไปโดย พี่เณร...นำมาฝาก [30 เม.ย. 2552 , 09:07:57 น.] ( IP = 58.9.144.162 : : )
สลักธรรม 8คนที่ใช้กรรมดี ก็คือคนที่ได้รับวิบากที่ดี ได้รับผลที่ดีตลอดเวลา การได้รับผลที่ดีหรือวิบากที่ดีนั้นก็เท่ากับเราได้ใช้กรรมดีให้หมดไป กรรมดีที่เคยทำไว้มันก็หมดไป เหมือนเรามีสมบัติแล้วเราใช้สมบัติ สมบัตินั้นก็หมดไป
ถ้าเราใช้กรรมชั่วที่เป็นอกุศลวิบากผลของกรรมชั่วที่หมดไป แต่ว่ามันจะหมดไปถึงที่สุดก็ต่อเมื่อเรานิพพาน เพราะว่ารูปนามนี้ไม่เกิดอีก ก็แสดงว่ากรรมนั้นเป็นอโหสิ
อย่างพระพุทธเจ้าก็ดี พระอรหันตสาวกในอดีตก็ดี ที่ท่านได้สร้างกุศล สร้างความดีอย่างมากมายตลอดชีวิตของท่าน ระหว่างที่ท่านมีชีวิตอยู่ ท่านก็ทำความดีตลอดชีวิต ตลอดเวลานั้น ความดีที่ท่านทำในภพปัจจุบันนี้ ก็ไม่มีโอกาสส่งผลในภพหน้าต่อไป เพราะท่านไม่เกิดอีกแล้ว เมื่อไม่เกิดอีกผลกรรมดีกรรมชั่วก็ไม่มีโอกาสส่งผล กรรมดีกรรมชั่วนั้นก็เป็นอโหสิกรรม อย่างนี้เรียกว่า อโหสิกรรม ถึงขั้นสุดท้าย ถ้ายังไม่นิพพานแล้วเศษกรรม ก็ยังตามสนองอยู่เสมอ
อย่างเมื่อตอนที่พระพุทธเจ้าใกล้เสด็จดับขันธปรินิพพาน ระหว่างที่เดินทางจากเมืองปาวาไปยังเมืองกุสินารา จวนจะถึงเมืองกุสินาราแล้วก็เกิดกระหาย อยากเสวยน้ำ ก็บอกพระอานนท์ว่าให้พักข้างทาง ซึ่งก็จวนจะถึงอยู่แล้วละ ที่ประทับพักกับเมืองกุสินารา ถ้าเดินก็เห็นจะประมาณสัก ๑๐๐ เมตร เท่านั้น ที่นิพพานนั้นห่างกันประมาณ ๒๐๐ เมตร เวลานี้เขายังรักษาสถานที่นี้ไว้ ก็ได้ตรัสแก่พระอานนท์ว่าเรากระหายน้ำเหลือเกิน
อานนท์เธออุ้มบาตรไปตักน้ำ ระหว่างนั้นอยากเสวยน้ำมาก พระอานนท์ก็ทูลว่าขบวนเกวียนเพิ่งผ่านไปเมื่อสักครู่นี้เอง น้ำขุ่นหมดพะยะค่ะ หนองที่กักน้ำขุ่นหมดแล้ว เพราะว่าขบวนเกวียนโคกระบือเพิ่งผ่านไปสักครู่นี้เอง พระอานนท์ก็ไม่ไปตัก เพราะน้ำยังขุ่นอยู่ไปก็เกรงว่าถึงอย่างไรน้ำนั้นก็เสวยไม่ได้ ไม่สะอาด ท่านตรัสขอน้ำเป็นครั้งที่ ๒ บอกอานนท์ไปเถิด เรากระหายน้ำเหลือเกิน พระอานนท์ทนไม่ได้จึงอุ้มบาตรไป ไปตักน้ำ แต่ปรากฏว่าทั้งๆ ที่ขบวนเกวียนเพิ่งผ่านไปเมื่อสักครู่นี้ น้ำควรจะขุ่นกลับใสสะอาด พระอานนท์ก็ไปตักน้ำมาถวายจึงได้เสวยน้ำ ที่ไม่ได้เสวยน้ำทันที เมื่อคิดอยากจะเสวยนั้น ก็เพราะกรรมในอดีตที่เป็นเศษกรรมติดตามมานี่ขนาดพระพุทธเจ้านะ ก็ยังหนีเศษกรรมไม่พ้น ท่านก็ยังต้องรับผลของกรรมในอดีตที่เป็นอปราปริยเวทนียกรรมโดย พี่เณร...นำมาฝาก [30 เม.ย. 2552 , 09:12:02 น.] ( IP = 58.9.144.162 : : )
สลักธรรม 9ฉะนั้น กรรมที่เราทำลงไปเล็กๆ น้อยๆ อย่าคิดว่ามันไม่มีผล จังหวะมันจะให้ผลนั้นมันต้องมีจังหวะใดจังหวะหนึ่ง แต่เราไม่ได้สังเกต
ถ้าเราสังเกตเราจะเห็นว่าอ้อเพราะว่าเราเคยทำอย่างนั้นมา เคยทำกรรมอันนั้นมาแล้วเราก็รับผลของกรรมอันนั้นต่อมาซึ่งอันนี้เป็นอปราปริยเวทนียกรรม ฉะนั้น กรรมที่ตามส่งผลยาวนาน ก็คือกรรมประเภทนี้
ถ้าเราจะให้กรรมประเภทนี้มันเป็นอโหสิกรรมหรืออ่อนกำลังลง ก็ต้องยึดมั่นในคุณธรรม ๕ ประการ ก็คือต้องสั่งสมบุญ ประกอบกรรมดีอยู่เสมอๆ นี้ก็เป็นเรื่องปากกาละ คือ การให้ผลของกรรม กาลเวลาที่กรรมจะให้ผลแก่เรา ซึ่งย่อมจะแตกต่างกันไป
มีสิ่งใดอย่าคิดปล่อยจิตหลง
ต้องรู้ปลงเป็นทานคือการให้
แก่บุคคลควรเอื้อเฟื้อน้ำใจ
ตามแต่ในฐานะรู้ประมาณ
ยึดเมตตาอารีเป็นที่ตั้ง
ด้วยพลังศรัทธามาสมาน
ตัดโลภะตระหนี่นี้ด้วยทาน
อีกเป็นการผูกไว้ซึ่งไมตรี
ณรงค์ นิลกุล
จบบริบรูณ์
บรรยายธรรมโดย..ท่านกิตติวุฒโฑ ภิกขุ
![]()
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [30 เม.ย. 2552 , 09:17:24 น.] ( IP = 58.9.144.162 : : )
สลักธรรม 10
ติดตามอ่านและทำความเข้าใจ ในเรื่องของกรรมมาตลอดค่ะ ได้รับประโยชน์มากมาย
ก่อให้เกิดความเข้าใจและเห็นความละเอียดอ่อนของกรรม ทำให้เกิดความกลัวต่อบาปอกุศลอย่างยิ่ง ตระหนักถึงอำนาจของกรรมว่าจะตามล่าจนหมดแรง อยู่ที่ใครจะหมดแรงก่อนกัน หากกรรมหมดแรงก่อน หรือให้ผลไปแล้ว ก็เป็นอโหสิกรรมไป แต่หากเราหมดแรงก่อนซึ่งหมายถึงไม่มีภพชาติเกิดต่อไปแล้ว เมื่อนั้นแหละ กรรมก็จะไม่มีเป้าหมายให้ส่งผล จึงเป็นอโหสิกรรมไป
จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะต้องตั้งตนไว้ชอบ เพียรในกุศลให้มากๆ ไม่หลงระเริงในความสุขสบายที่ได้รับอยู่ ณ ปัจจุบัน เพราะนั่นย่อมหมายถึงว่าต้นทุนของกุศลของเราพร่องไปแล้ว จึงต้องสร้างกุศลให้มากที่สุด
กราบขอบพระคุณพี่เณรมากค่ะที่นำธรรมบรรยายที่มีทรงคุณค่ามาให้ได้ศึกษาทำความเข้าใจเป็นประจำ
....อนุโมทนาในกุศลอาจิณณกรรมค่ะ....โดย พี่ดา [30 เม.ย. 2552 , 09:29:22 น.] ( IP = 124.121.176.244 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |