มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ประทีปแห่งทวีปอาเซีย (๑๐)






ประทีปแห่งทวีปอาเซีย (๑๐)
ปริเฉทที่ ๕ ทุกรกิริยากถา

(พระมหาบุรุษทรงกระทำทุกรกิริยา)


ตอนที่ผ่านมา

เมื่อพากันมาถึงริมแม่น้ำ สตรีคนหนึ่งซึ่งมีดวงตาดุจนกพิราบ ใบหน้าอาบไปด้วยน้ำตาและมือประณมมากราบถวายบังคมพระองค์พลางทูลว่า “พระคุณ พระคุณนี้หรือซึ่งได้กรุณาแก่ข้าพเจ้าเมื่อวานนี้ในพุ่มต้นมะเดื่อซึ่งข้าพเจ้าอาศัยอยู่แต่โดดเดี่ยว เพื่อเลี้ยงลูกของข้าพเจ้า แต่ลูกนี้ ขณะที่กำลังเล่นอยู่ในระหว่างต้นไม้ดอกก็พบกับงูตัวหนึ่งซึ่งมารัดรอบแขน เจ้าเด็กก็หัวเราะและเอามือไปจ่อลิ้นที่แลบออกมาจากปากที่อ้าของเพื่อนที่ใจจืด (คืองูตัวนั้น) แต่อนิจจา! ในประเดี๋ยวนั้นเอง เจ้าเด็กก็ซีดและแน่นิ่งไป

ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าทำไมเขาจึงหยุดเล่นและริมฝีปากหลุดจากนมของข้าพเจ้า จึงมีคนหนึ่งบอกว่า “มันถูกยาพิษ” อีกคนหนึ่งว่า “มันจะตายแล้ว” แต่ข้าพเจ้าผู้ซึ่งไม่อยากให้ลูกที่รักตายจึงถามหายาที่ศักดิ์สิทธิ์ทำให้ลูกของข้าพเจ้าสามารถลืมตาดูแสงสว่างอีกต่อไป รอยแผลที่งูขบนั่นเล็กนิดเดียว และสัตว์นั้น ข้าพเจ้านึกว่าคงไม่อาจเกลียดและทำร้ายลูกอันน่ารักของข้าพเจ้าซึ่งเล่นกับมัน และบางคนก็ว่า “มีฤาษีรูปหนึ่งที่บนเขา มองดูซิ กำลังจะผ่านมาเที่ยวที่ครองผ้าเหลืองนั้นแหละ จงถามแก่ฤาษีองค์นั้น เมื่อว่ามียาอะไรที่สามารถบำบัดความเจ็บปวดที่เป็นแก่ลูกของแกได้”

ดังนั้นข้าพเจ้าจึงตัวสั่นมาหาพระคุณซึ่งพระนลาฏเหมือนดังพระเจ้าพระองค์หนึ่งและในระหว่างข้าพเจ้าร้องไห้ ข้าพเจ้ายกผ้าซึ่งปิดหน้าของลูกข้าพเจ้าออก แล้ววิงวอนต่อพระคุณให้บอกวิธีซึ่งอาจกระทำให้หายได้สนิทสนมทีเดียว ฝ่ายพระคุณองค์ผู้เป็นเจ้า พระคุณก็ไม่ปัดคำวิงวอนของข้าพเจ้าทั้งได้มองดูลูกของข้าพเจ้าด้วยพระเนตรอันสงสารและแตะด้วยพระหัตถ์อันแสดงว่ามีหวัง

ครั้นเมื่อเอาผ้าปิดหน้าลูกของข้าพเจ้าใหม่แล้ว พระคุณก็แจ้งแก่ข้าพเจ้าว่า “นั่นแหละน้องหญิง มีของสิ่งหนึ่งที่อาจกระทำให้เจ้าหายได้ คือให้เจ้าหายก่อนและลูกของเจ้าด้วย สิ่งที่กล่าวนั้นถ้าเจ้าหาได้เจ้าก็จะรักษาได้ เพราะว่าผู้ใดมาหาหมอ ย่อมนำสิ่งซึ่งมีเกณฑ์กำหนดอยู่แล้วมาให้หมอ เพราะฉะนั้นขอให้เจ้าจงไปหาพันธุ์มัสตาดดำมาหนึ่งโตละ(โตละ ๑ น้ำหนักเท่ากับ ๑ รูปีหรือราว ๘ กรัม<๑๘/๑๕ของบาทหนึ่ง >) แต่จงระวังไปหาให้ได้มาเฉพาะบ้านใดซึ่งพ่อแม่ลูกหลานหรือบ่าวไพร่ไม่ตายเลย ถ้าเจ้าได้เมล็ดมัสตาดดำอย่างที่ว่านี้มาแล้วก็จะสมหวัง ท่านได้แจ้งอย่างนี้แหละเจ้าประคุณ”

พระมหาบุรุษก็ตรัสตอบไปด้วยพระอาการอันยิ้มโดยทรงเมตตาอย่างเหลือล้นว่า “ถูกแล้ว เราได้บอกแก่เจ้าดังนั้นแต่เจ้าหาเมล็ดนั้นได้แล้วหรือ?”

"พระคุณเจ้าข้า ข้าพเจ้ากอดรัดอุ้มลูกของข้าพเจ้าซึ่งตัวเย็นลงแล้วนั้นไว้กับทรวงของข้าพเจ้าไปเที่ยวหา ข้าพเจ้าไปถามหาทุก ๆ หลังคาเรือน ในป่าบ้าง ตามชาวเมืองบ้าง โดยกล่าวว่า “ท่านเจ้า ได้จงกรุณาให้เมล็ดมัสตาดดำแก่ข้าพเจ้าหนึ่งโตละเถิด” ดังนั้นบรรดาผู้ซึ่งมีก็นำมาให้แก่ข้าพเจ้า เพราะคนจนย่อมมีใจเมตตาแก่คนจนด้วยกัน

โดย ศาลาธรรม [30 เม.ย. 2552 , 15:11:48 น.] ( IP = 125.27.173.90 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

แต่เมื่อข้าพเจ้าถามว่า “ก็แต่ในเรือนของท่านนี้ได้เคยมีใครตายบ้างหรือเปล่า จะเป็นสามี ภรรยา ลูกหลานหรือบ่าวไพร่อะไรก็ตาม” เขาจึงตอบแก่ข้าพเจ้าว่า “โอ! พี่สาว แกมาถามอะไรแก่เราเช่นนี้ คนตายนั้นดกดื่นไป แต่ไม่ตายนั้นหายาก”

ดังนั้นเมื่อได้ขอบใจเขาอย่างเศร้าโศกแล้ว ข้าพเจ้าก็คืนเมล็ดมัสตาดให้เขาแล้วก็ไปหาที่อื่นต่อไป แต่ผู้ที่ไปหาเขาใหม่นั้นต่างก็บอกข้าพเจ้าว่า “นี่แน่ะเมล็ดมัสตาด แต่เรามีทาสของเราตายที่นี่” “นี่แน่ะเมล็ดมัสตาด แต่ผัวที่รักของฉันตาย” “นี่แน่ะเมล็ดมัสตาด แต่ผู้ที่เพาะต้นมัสตาดนี้ได้ตายไปเสียแล้วในระหว่างกาลฤดูฝนเก็บเกี่ยวข้าว”

“โธ่ พระคุณเจ้าข้า ข้าพเจ้าไม่สามารถหาเมล็ดมัสตาดจากบ้านซึ่งไม่มีผู้ใดตายเลยนั้นได้เสียแล้ว เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงวางลูกของข้าพเจ้าซึ่งไม่อยากกินนมและไม่อยากยิ้มแล้วนั้นไว้ที่ต้นองุ่นป่าข้างริมแม่น้ำแล้วข้าพเจ้าก็มาดูพระพักตร์ของพระคุณ จูบพระบาทของพระคุณแล้ววิงวอนพระคุณ ได้โปรดชี้แจงด้วยว่าข้าพเจ้าอาจหาเมล็ดมัสตาดดำนั้นได้ที่ไหนโดยไม่ได้พบไม่ได้ยินข่าวตายดังที่ข้าพเจ้าวิตกและดังที่เขาว่ากันนั้น”

“นี่แน่ะเจ้า” พระศาสดาจารย์ตรัส “ในระหว่างที่เจ้าเที่ยวหาสิ่งซึ่งไม่มีผู้ใดเลยจะหาได้นั้น เจ้าก็ได้พบโอสถอันขมขื่นซึ่งเราอยากให้แก่เจ้านั้นเหมือนกัน ผู้ซึ่งเจ้ารักนั้นหลับแล้ว วันนี้เจ้าก็ย่อมได้รู้แล้วว่า โลกอันกว้างใหญ่ทั้งมวลย่อมร้องไห้เพราะความเศร้าโศกเช่นเดียวกันกับเจ้า ความทรมานซึ่งดวงใจทุก ๆ คนได้รับนั้นของคน ๆ เดียวย่อมน้อยกว่าของคนอื่น ๆ

จงดูเถิด! เราจะทำโลหิตของเราออกมาจากกายเป็นหยด ๆ หากว่าการกระทำของเราอาจสามารถยับยั้งการร้องไห้ของเจ้าได้ และหากว่าการกระทำของเรานั้นสามารถเผยความลับแห่งเคราะห์กรรมซึ่งพาให้มนุษย์เจ้าของสัตว์เหล่านั้นข้ามทุ่งเขียวชอุ่มนี้ไปสู่ที่บูชายัญกับฝูงสัตว์ที่พูดไม่ได้เหล่านี้ซึ่งเขานำไปบูชายัญนั้น เรากำลังค้นหาความลับอันนี้แหละ ส่วนเจ้านั้นจงฝังลูกของเจ้าเสียเถิด”

โดย ศาลาธรรม [30 เม.ย. 2552 , 15:14:28 น.] ( IP = 125.27.177.176 : : )


  สลักธรรม 2

เมื่อคนเลี้ยงแกะกับพระสิทธัตถะบรรลุถึงในพระนครพร้อมกัน ณ กาลเมื่อดวงอาทิตย์เปล่งแสงสีทองสุดท้ายไปสู่ลำน้ำโสนะ และฉายเงาเหนือถนนและที่ทวารซึ่งมีทหารของพระราชารักษาการณ์อยู่ แต่เมื่อทหารเหล่านั้นเห็นพระศาสดาจารย์ของเราอุ้มลูกแกะ ทหารเหล่านั้นก็ถอยห่าง

ปวงชนซึ่งชุมนุมกันอยู่ที่ตลาดก็เรียงรายรอรถของตนเพื่อมองดูพระพักตร์อันทรงสง่า ณ ร้านขายของ ผู้ซื้อและผู้ขายก็หยุดต่อล้อต่อเถียงในการซื้อขายกัน ช่างเหล็กซึ่งยกค้อนขึ้นเพื่อตีเหล็กก็หยุดตี ช่างทอผ้าปล่อยฟืมของตน พวกเสมียนปล่อยม้วนกระดาษของตน ผู้แลกเงินลืมนับจำนวนเบี้ย โคขาวซึ่งถวายให้พระศิวะก็ถลามากินข้าวซึ่งไม่มีใครเฝ้า น้ำนมหกไหลออกจากหม้อทองแดง เพราะเจ้าของมัวเพลินไปชมดูพระดำเนินของพระศาสดาของเราซึ่งแม้จะมีพระอาการสง่าน่าเคารพก็ยังละมุนละม่อมน่ารัก

ฝ่ายหมู่สตรีซึ่งชุมนุมกันอยู่หน้าประตูก็ถามซึ่งกันและกันว่า “บุรุษซึ่งอุ้มสัตว์ที่จะบูชายัญมาโดยอาการอันเต็มไปด้วยความปรานียิ่งและทำให้เกิดความสงบสุขตามวิถีทางทั่วไปนั่นเป็นใครหนอ? เป็นบุรุษชั้นไหน? ทำไมดวงตาจึงงามชม้อยยิ่งนักดังนั้น? บางทีจะเป็นรูปเนรมิต(สากระ ร่างซึ่งไม่มีตัวตน รูปเนรมิต) หรือเทวราช(ผู้เป็นใหญ่เหนือเทพดาทั้งหลาย)กระมัง?

บางคนก็ว่า “นั่นคือนักบุญซึ่งอาศัยอยู่กับหมู่ฤาษีที่เบื้องเขา” ฝ่ายพระมหาบุรุษซึ่งกำลังใฝ่ฝันอยู่ในความพิจารณาทรงนึกว่า “อนิจจา! แกะ(หมายความว่าพวกราษฎรเหล่านั้น)ของเราเหล่านี้ไม่มีคนเลี้ยง เขาเดินอยู่ในที่มืดโดยปราศจากผู้นำทางแล้วก็ร่ำร้องในขณะหลับตา ค่อย ๆ เข้าไปใกล้พร้าแห่งความตายดุจดังสัตว์พูดไม่ได้ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมโลกของเขาเหล่านี้”

ครั้นแล้วจึงมีผู้ไปทูลพระราชาว่า “มีฤาษีผู้ทรงบุญรูปหนึ่งพาฝูงสัตว์ซึ่งพระองค์จะทรงกระทำบูชายัญนั้นมา”

ขณะนั้นพระราชาประทับอยู่ ณ ที่สำหรับกระทำพิธี พวกพราหมณ์แต่งกายสีขาวกำลังสวดมนต์ พลางโหมเพลิงเหนือแท่นซึ่งอยู่กลางท้องพระโรง เปลวไฟแห่งกองฟืนอันหอมกำลังสะบัดและแลบเลียเครื่องบูชาที่เป็นไขมัน เครื่องหอมและเชื้อโสม (คือต้นเอื้องเถา เอายางหรือน้ำจากลำต้นมาปนกับข้าวชนิดหนึ่งและเนยใส ทำเป็นเหล้าสำหรับถวายพระเจ้า) ซึ่งเป็นที่พอพระทัยของพระอินทร์โดยรอบแห่งกองอัคคี

ลำธารสีแดงเข้มอันหนาส่งกลิ่นและไหลช้า ๆ หายไปในทรายแต่แล้วก็มีไหลมาใหม่อีกไม่หยุดหย่อนนั้น คือโลหิตของสัตว์อันน่าอนาถที่ใช้บูชายัญ ในจำพวกสัตว์เคราะห์ร้ายเหล่านั้น แม่แพะตัวหนึ่งถูกมัดเขาด้วยหญ้ามุญช์(ต้นหญ้าชนิดหนึ่งมีดกดื่นในประเทศอินเดียใช้ทำเป็นเชือก) ให้ศีรษะตวัดมาข้างหลัง วางนอนอยู่

โดย ศาลาธรรม [30 เม.ย. 2552 , 15:16:33 น.] ( IP = 125.27.177.176 : : )


  สลักธรรม 3


นักบวชรูปหนึ่งถือมีดจ่อลงที่คอพลางกล่าวพึมพำว่า “โอ! ทวยเทพเจ้าผู้ศักดาทั้งหลาย ณ บัดนี้ตูข้าจะเริ่มทำการบูชายัญ(ยชญ เป็นคำสํสกฤต ตรงกับบาลี ยญญ) อันมากหลายซึ่งพระเจ้าพิมพิสารถวายแก่พระองค์ ขอพระองค์ทรงพระสำราญพระทัยที่ได้เห็นโลหิตไหลหลั่ง และจงทรงปลื้มด้วยรสแห่งเนื้อหอมมันซึ่งย่างอยู่กลางเปลวอัคคีอันคุร้อนนี้เถิด ขอจงบันดาลให้บาปทั้งมวลของพระราชาตกไปอยู่ที่แม่แพะตัวนี้ แล้วให้อัคคีกำจัดบาปนั้นพร้อมกับที่เผาผลาญแม่แพะนี้จงสิ้นเชิง ข้าพเจ้าจะลงมือประหารแล้ว”

แต่พระมหาบุรุษค่อย ๆ ตรัสว่า “มหาบพิตรรอย่าปล่อยให้ฆ่าสัตว์นี้เลย” ตรัสพลางเสด็จไปแก้สัตว์ตัวเคราะห์ร้ายนั้นออกโดยไม่มีใครห้ามปรามเพราะพระอาการกิริยาที่ทรงกระทำนั้นมีสง่าเป็นเชิงบังคับ

ครั้นเมื่อพระองค์ตรัสขออนุญาตได้แล้วจึงทรงวิสัชนาถึงชีวิตใคร ๆ ก็อาจทำลายได้ แต่ว่าไม่มีใครเลยอาจนำมาให้ได้เรื่องชีวิตซึ่งทุกรูปทุกนามย่อมรัก และต้องต่อสู้เพื่อป้องกันชีวิตของตน ชีวิตซึ่งเป็นของประเสริฐ มีค่าและเป็นประโยชน์สำหรับบุคคลทุกรูปทุกนามแม้จะเป็นผู้มักน้อยปานใดก็ดีนั้นแหละ ชีวิตเป็นลาภอันประเสริฐสำหรับสัตว์โลกทั้งปวงที่มีเมตตา เพราะความเมตตาเสริมให้โลกเป็นที่ร่มเย็นต่อผู้ที่อ่อนแอ และเป็นเกียรติศักดิ์สำหรับผู้ที่มีกำลัง

พระองค์ตรัสแทนฝูงสัตว์ซึ่งมีปากอันพูดไม่ได้ด้วยพระวาจาอันน่าเคารพ เพื่อช่วยโปรดสัตว์เหล่านั้นให้พ้นอันตราย พระองค์ทรงแสดงให้เห็นปรากฏว่า มนุษย์ซึ่งวิงวอนให้พระเจ้าโปรดเมตตาตนเองนั้น ไม่มีความเมตตาสำหรับสัตว์ทั้งหลายซึ่งอยู่ใต้อำนาจความเป็นเจ้าเป็นใหญ่ของมนุษย์

พระองค์ยังตรัสอีกว่า สิ่งใดที่มีชีวิตย่อมเกี่ยวข้องเป็นญาติกันทั้งสิ้น และว่าบรรดาสัตว์ซึ่งเราฆ่านั้น ได้อ่อนน้อมให้ประโยชน์แก่เรา คือน้ำนมและขนของมัน และมอบหมายความไว้วางใจให้อยู่ในมือของผู้ซึ่งพิฆาตฆ่ามัน

อนึ่งพระองค์ได้ตรัสถึงสิ่งซึ่งพระคัมภีร์ได้สั่งสอนไว้โดยเที่ยงธรรมว่า “เมื่อมนุษย์ตายไปแล้ว บ้างก็ไปได้กำเนิดเป็นนกเป็นสัตว์จตุบาท และนก หรือจตุบาทกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ ประกายไฟที่ลอยไปในอากาศจะกลายมาเป็นเพลิงอันสว่างไสว ก็แลการบูชายัญนั้นอาจทำให้การเวียนเกิดเวียนตายของวิญญาณต้องหยุดชะงัก

พระองค์ตรัสเพิ่มเติม “ไม่มีใครเลยที่อาจจะทำให้ดวงจิตของตนบริสุทธิ์ได้โดยอาศัยโลหิต หากเทพเจ้าทั้งหลายประเสริฐจริง โลหิตก็ไม่อาจทำให้เทพเจ้าเหล่านั้นสนุกสบายได้ หากเทพเจ้าไม่ดี โลหิตนี้ก็คงไม่ทำให้ดีขึ้นได้ การเอาบาปจนแม้แต่หนักสักเท่ากับผมเส้นหนึ่งของผู้ทำชั่วและทำผิดซึ่งต้องรับผิดชอบได้แต่ด้วยตนเองไปใส่เหนือศีรษะของสัตว์ผู้หาความผิดมิได้นั้นย่อมหาประโยชน์อะไรมิได้เลย

เพราะต่างคนต่างต้องรับบาปบุญของตนด้วยตนเอง ตามส่วนมากหรือส่วนน้อยไม่เปลี่ยนแปลงของโลกซึ่งเป็นผู้แจกจ่ายความดีให้แก่ผู้ที่ทำดี ความชั่วให้แก่ผู้ที่ทำชั่วตามขนาดเท่าที่คนหนึ่งพึงรับจากกิริยา วาจา และความคิดของตนซึ่งเป็นการถ้วนถี่ ถูกต้อง ไม่แปรปรวนและแน่นอน และซึ่งเป็นอันว่าอะไรทั้งปวงซึ่งเป็นไปในเบื้องหน้า ล้วนแต่เป็นผลซึ่งเนื่องมาจากสิ่งที่ล่วงมาแล้วแต่หนหลังทั้งสิ้น”

โดย ศาลาธรรม [30 เม.ย. 2552 , 15:18:59 น.] ( IP = 125.27.177.176 : : )


  สลักธรรม 4

พระองค์ตรัสดังนี้ ด้วยพระวาจาอันแสดงเมตตาจิตอย่างยิ่ง และด้วยพระอาการอันมีสง่าราศีเกิดจากความสังเวชและความยุติธรรมจนเหล่านักบวชนั้นทำลายเครื่องตกแต่งของตนเสียด้วยมือที่กำลังแปดเปื้อนไปด้วยเลือดแดงและจนพระราชาเสด็จเข้ามาใกล้แล้วและประณมหัตถ์วันทนาการ

ถึงกระนั้นพระศาสดาจารย์ของเราก็ตรัสต่อไปเป็นคำสั่งสอนว่า โลกเรานี้ก็ถึงซึ่งสันติสุขเพียงใด หากธรรมชาติที่มีชีวิตทั้งปวงอยู่ร่วมกันด้วยความโอบอ้อมอารี และหล่อเลี้ยงตนเองแต่ด้วยสิ่งซึ่งบริสุทธิ์โดยไม่ให้มีการถึงเลือดออก ด้วยพันธุ์พืชสีเหลืองเป็นทอง ผลไม้สีงาม ๆ หญ้าที่มีรสโอชาซึ่งงอกขึ้นสำหรับสัตวโลกทั้งปวง น้ำอันสดใสก็พอที่จะหล่อเลี้ยงและแก้ความกระหายของโลกได้

ด้วยอำนาจแห่งพระโอวาทอันประเสริฐ กระทำให้บังเกิดมีความเลื่อมใสขึ้นในเหล่านักบวชจนถึงกับพากันทำลายโต๊ะบุชาซึ่งมีไฟกำลังคุ และโยนเหล็กสำหรับทำการบุชายัญไปเสียให้ห่าง ครั้นรุ่งขึ้นก็มีเจ้าพนักงานผู้ป่าวร้องประกาศพระราชดำรัสฉบับหนึ่งนำออกโฆษณาทั่วพระราชธานี และจารึกประโยคข้อความไว้บนศิลาว่า

“ด้วยพระราชามีพระราชประสงค์ดังนี้ตั้งแต่เดิมมาจนกระทั่งบัดนี้ ต่างคนต่างพากันพิฆาตฆ่าสัตว์เพื่อทำการบูชายัญ หรือสำหรับเลี้ยงชีพของตนเอง ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ขออย่าผู้ใดทำโลหิตให้ออกจากกายของสิ่งซึ่งมีชีวิต และอย่าให้ใช้เนื้อเป็นอาหาร เพราะบัดนี้เราเห็นแจ้งแล้วว่าชีวิตย่อมเป็นอย่างเดียวกันทั้งสิ้น และความเมตตา(ในเบื้องหน้า) จะมีแก่ผู้ซึ่งเมตตา”

นี่แหละคือพระราชประสงค์ที่ทรงบัญญัติขึ้น ซึ่งตั้งแต่บัดนั้นสัตว์ที่มีชีวิตทั้งปวง คือมนุษย์ สัตว์เดรัจฉานซึ่งรับใช้มนุษย์และนกทั้งปวง ณ สองฟากแม่น้ำพระคงคาซึ่งพระมหาบุรุษเราเสด็จทรงสั่งสอนด้วยจิตเมตตาอันบริสุทธิ์ และพระโอวาทอันอ่อนหวานของพระองค์ก็ได้ประสพความสันติสุขทั่วกัน

ทั้งนี้ก็เพราะว่าพระทัยของพระศาสดาทรงมีเมตตายิ่งแก่สิ่งทั้งปวงซึ่งมีกระแสชีวิตอันไม่ถาวร และตกอยู่ในอำนาจแห่งความร่าเริง และความลำบากอย่างหนึ่งอย่างเดียวกันกับเราทั้งหลาย

โดย ศาลาธรรม [30 เม.ย. 2552 , 15:19:35 น.] ( IP = 125.27.177.176 : : )


  สลักธรรม 5

อนึ่งในพระคัมภีร์ยังมีจารึกไว้อีกว่า “เมื่อกาลก่อนโน้น คราเมื่อพระพุทธเจ้าทรงกำเนิดเป็นพราหมณ์สำนักอยู่ ณ ยอดผานามว่ามุนดา ใกล้กับชนบทดาลิดด์ ความแห้งแล้งอุบัติขึ้นทั่วทั้งเมือง บรรดาต้นข้าวก็ตายเป็นต้นฟ่างก่อนที่มีความสูงพอที่ไก่นาจะอาศัยเป็นที่ร่มเย็นได้ ณ ที่ลาดกลางป่า ดวงอาทิตย์ดูดเอาน้ำจากหนองไปสิ้นเชิง บรรดาหญ้าและพื้นที่เขียวชอุ่มแต่เดิมมาก็เหี่ยวแห้ง และสารพัดสัตว์ป่าทั้งหลายก็ซัดเซพเนจรเพื่อหาอาหารเลี้ยงตนไปทุกทิศานุทิศ”

ในกาลครั้งนั้น พระศาสดาจารย์ของเราทอดพระเนตรเห็นเสือตัวเมียตัวหนึ่งนอนเหยียดหิวโหยทรมานอยู่เหนือก้อนศิลากลางแจ้ง ข้างเคียงหน้าผาอันร้อนจัด อำนาจแห่งความหิวกระทำให้ดวงตาของเสือตัวนั้นเป็นแววเขียว ลิ้นอันแห้งก็ยื่นออกมาข้างนอกปากอันหอบเหนื่อยราวหนึ่งคืบและคางแฟบ หนังเหี่ยวแห้งติดกับซี่โครง เฉกเช่นหลังคาจากที่ถูกน้ำฝนผุพังยุบไปจนถึงขื่อ กับมีลูก ๒ ตัว ซึ่งโดยความหิวอันกระวนกระวายก็รบเร้าและดูดนมอันเหี่ยวแห้งปราศจากน้ำนม

ฝ่ายแม่เสือซึ่งผอมนั้นก็ลูบเลียลูกของมันซึ่งร้อนและยื่นสีข้างให้ และโดยความรักซึ่งแรงกล้ากว่าความแร้นแค้นกลับข่มกลืนเสียงคำรามคลั่งดุจฟ้าผ่าด้วยความเจ็บปวดไว้เสียได้ กลายเป็นเสียงครางกระหึ่มลั่นเหมือนดังฟ้าร้อง พลางเอาปากซึ่งกำลังอดอยากจดลงกับพื้นทราย

เมื่อทอดพระเนตรเห็นทุกขเวทนาอันสุดแสนดังนั้นก็ทรงรู้สึกสงสารและเมตตาอย่างพระพุทธเจ้าแท้ พระองค์จึงทรงนึกว่า “มีวิธีอย่างเดียวที่จะช่วยแม่สัตว์ร้ายอาศัยป่าตัวนี้ได้ เมื่อถึงเวลาสายัณห์แล้ว สัตว์แม่ลูกเหล่านี้จะต้องตายเพราะไม่มีอะไรจะกินอย่างแน่นอน คงจะไม่มีดวงใจของผู้ซึ่งมีชีวิตคนใดมีความเมตตาแก่สัตว์ซึ่งมอมไปด้วยเลือดของสัตว์ที่ถูกมันกัดฆ่า และซึ่งผอมลงก็เพราะมันไม่ได้ดูดดื่มรสของโลหิตนั้นเอง เอาเถิด! ถ้าเรายอมเป็นอาหารของมันก็ไม่ใช่ตัวคนอื่นที่ต้องทรมานนอกจากตัวเราเองในการที่ตามใจตน ในวิถีที่แก่กล้าไปด้วยความเมตตาแล้วดังนี้”

เมื่อทรงรำพึงพังนั้นแล้ว พระมหาบุรุษ(ซึ่งเมื่อเวลานั้นเป็นฤาษี) จึงค่อย ๆ สละรองพระบาท ไม้เท้า สายธุรำ(ตรงกับภาษาสันสกฤต ยชฺโญปวิตร คือเส้นด้ายทำด้วยฝ้ายอย่างดี ๓ เกลียวพันกันเป็นเส้นเชือก สำหรับบุคคลชั้นสูงใส่การทำสายธุรำ ทำให้เด็กใส่เมื่อมีอายุได้ ๘ ขวบ ต้องทำกันมีพิธีใหญ่โต แล้วเด็กนั้นจึงได้ชื่อว่าเป็นพราหมณ์(Dvija) คือทำให้เด็กเป็นผู้บริสุทธิ์ขึ้น) ผ้าโพกศีรษะกับเสื้อ และเสด็จออกจากพุ่มไม้ ตรงไปที่พื้นทรายพลางตรัสว่า “แน่นางพยัคฆี นี่แน่! อาหารสำหรับเจ้า”

ในบัดเดี๋ยวนั้น เจ้าสัตว์ร่อแร่จวนสิ้นใจก็ออกเสียงคำรามแหลม เผ่นไปห่างจากลูกของมัน ถาโถมไปตะครุบผู้สมัครรับอันตรายโดยเจตนาแล้วก็ฉีกกินเนื้อของพระองค์ด้วยเล็บเหลืองของมันซึ่งแม้นเหมือนกฤชอันงอที่อาบไปด้วยเลือด! เสียงลมหายใจอันเร่าร้อนของนางสัตว์ร้ายตัวนั้นได้ดังประสานกับเสียงหายใจวาระที่สุดของพระองค์ผู้ทรงมีความเมตตาอันแก่กล้าพ้นประมาณ

นี่แหละคือพระมหากรุณาธิคุณอันหนึ่งของพระองค์ ซึ่งพระองค์มีมาแล้วตั้งแต่นานแสนนานก่อนวันนี้ อันเป็นกาลซึ่งโดยพระเมตตาอันเต็มไปด้วยความสงสาร พระองค์จึงได้ทรงสั่งสอนให้เลิกการบูชายัญอันโหดที่เคยทำถวายแด่ทวยเทพผู้เป็นเจ้าได้

โดย ศาลาธรรม [30 เม.ย. 2552 , 15:21:55 น.] ( IP = 125.27.177.176 : : )


  สลักธรรม 6

ฝ่ายพระเจ้าพิมพิสาร เมื่อทรงทราบพระบรมราชตระกูลและการเสาะแสวงหาความตรัสรู้ของพระมหาบุรุษของเรา พระองค์ก็ทรงอาราธนาให้ประทับอยู่ในราชธานีนั้น โดยพร่ำทูลแก่พระองค์ว่าดังนี้ “ท่านซึ่งเป็นเจ้า ท่านมาทรมานด้วยความอดอยากเช่นนี้มิได้ดอก พระหัตถ์ของท่านมีไว้สำหรับถือพระขรรค์หาใช่สำหรับถือบาตรแสวงทานไม่ จงอยู่กับข้าพเจ้าผู้ไร้บุตรเพื่อสืบราชสมบัตินี้เถิด แล้วจงเผยแผ่ความเป็นปราชญ์อยู่ในอาณาจักรของข้าพเจ้า จนถึงวัยมรณะของข้าพเจ้า ท่านจะได้อยู่ในวังของข้าพเจ้าและข้าพเจ้าจะหาสตรีที่สวยมาให้เป็นพระชายา”

แต่พระสิทธัตถะก็คงตรัสยืนคำเป็นอย่างเดียวอยู่เสมอว่าดังนี้ “มหาบพิตรผู้ทรงเกียรติคุณยิ่ง บรรดาสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นอาตมาเคยมีมาแล้ว แต่อาตมาได้สละเสียเพื่อแสวงหาความจริงซึ่งอาตมากำลังหาและจะหาต่อไปเสมอโดยไม่หยุดหย่อน จนแม้แต่พระราชวังสากระ (วังเนรมิตที่สวยและสุขยิ่ง) เปิดประตูรับรองอาตมาและปวงเทวีทั้งหลายวิงวอนให้อาตมาเข้าไปก็ดี

อาตมาต้องการสถาปนาวิทยาณาจักรแห่งธรรม อาตมาต้องการไปที่คยา (ตำบลที่ได้ตรัสรู้พระโพธิญาณ) และไพรพฤกษ์ร่มรื่นซึ่งหวังว่า ความสว่างความสว่างคงจะให้ปรากฏแก่อาตมาเพราะความสว่างเช่นนี้ย่อมไม่ปรากฏ ณ ที่นี่ ซึ่งมีเหล่าฤาษีผู้รู้ศาสตร์ (ไตรเพทเพทางคศานตร์) และมีผู้บำเพ็ญตบะด้วยความทรมานทั้งปวงจนกระทั่งกายทุพลภาพลง อันกายนี้เป็นของจำเป็นที่วิญญาณพึงประสงค์ และถึงอย่างไรก็ตามมีความสว่างอันหนึ่งซึ่งอาจบรรลุถึงได้ แล้วก็จะเห็นความจริงและโดยแน่นอนทีเดียว

“โอ! มหาบพิตรผู้มีไมตรีจิต ถ้าอาตมาได้พบความสว่างและความจริงนั้นแล้ว อาตมาก็จะกลับมาสนองคุณในการที่มหาบพิตรมีเจตนาดีแก่อาตมาดังนี้”

ครั้นแล้วพระเจ้าพิมพิสารก็ดำเนินช้า ๆ ไปสามก้าวรอบพระองค์แล้วน้อมกายเคารพที่พระบาท พลางอวยพรให้พระองค์ได้บรรลุถึงซึ่งผลสำเร็จ เมื่อเสร็จแล้ว พระองค์ก็ถวายพระพรลาเสด็จออกไปสู่อุรวิลฺวา (อุรุเวล) แต่พระวิญญาณของพระองค์ยังหาได้สำเร็จถึงซึ่งความตรัสรู้ไม่ ทั้งพระพักตร์ก็ซูบซีดและทรงมีพระวรกายอ่อนแอลงเพราะเหตุแห่งความบำเพ็ญเพียรเป็นเวลาถึง ๖ ปี

ถึงกระนั้นพระองค์ก็เสด็จแวะตามสำนักของอาฬารดาบสและอุทรดาบส (อุททกดาบส) กับที่ดาบสทั้ง ๕ ซึ่งชี้แจงเรื่องราว

โปรดติดตามตอนต่อไป



โดย ศาลาธรรม [30 เม.ย. 2552 , 15:22:37 น.] ( IP = 125.27.177.176 : : )


  สลักธรรม 7

ขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา [1 พ.ค. 2552 , 09:18:08 น.] ( IP = 124.121.174.149 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org