มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


กราบเรียนถาม อ.บุษกร เพิ่มเติมอีกนิดครับผม




สวัสดีครับ

กราบเรียนถามอีกนิดนะครับ เกี่ยวกับเรื่องของจิต กับ เจตสิก ไม่แน่ใจว่าผมเข้าใจถูกไม๊นะครับ
ณ ขณะใดขณะหนึ่ง จิตจะมีเพียงดวงเดียว แต่เกิด-แล้ว- ดับ ตลอด มีเจตสิกเป็นองค์ประกอบ
พอดีได้อ่านเรื่องเจตสิกจากหนังสือของ อ.บุญมี ฯมาบ้าง เลยเกิดสงสัยนิดนะครับว่าคำว่า "สติ " เป็น เจตสิก หรือเปล่าครับ หรือเป็นอย่างอื่น เพราะทำงานคล้ายๆตัว เจตสิก ที่ดูแลเรื่องสมาธิ ครับ
แล้วตัวเจตสิกที่มีเยอะแยะหลายชื่อนั้น สมมติเมื่อเราศึกษารู้ว่าแต่ละตัวเป็นอย่างไรแล้ว ความรู้ในเรื่องเจตสิกนี้ ผู้ศึกษาจะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในเรื่องใดต่อครับ หรือว่าเอาไว้เพื่อสามารถจำแนกเวลาคิดรู้พิจารณา เวลารับอารมณ์

ขอบคุณครับผม

พอดีติดต่อไปเมื่อวัน อาทิตย์ไม่มีคนรับสายครับ เลยต้องรบกวนเรียนถามอาจารย์ทางนี้อีกทีครับ

โดย praripanyo [4 พ.ค. 2552 , 09:34:02 น.] ( IP = 61.90.149.29 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1


สวัสดีค่ะ
ขณะนี้อาจารย์บุษกรติดภาระกิจนะคะ ขอตอบไปพลางๆก่อนนะคะ เมื่ออาจารย์ว่างก็คงจะเข้ามาเสริมให้นะคะ

จิตนั้นเป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์ ขอย้ำว่ารู้อารมณ์ได้อย่างเดียวนะคะ แต่ที่รู้สึกไปต่างๆ นานา รัก ชอบ เกลียด ชัง หลง ก็คือสภาพของเจตสิกนั่นเอง

เจตสิกเป็นธรรมชาติที่ประกอบกับจิต เกิดพร้อมกับจิต ดับพร้อมกับจิต รู้อารมณ์เดียวกับจิต เจตสิกมีมากมายถึง ๕๒ ประเภทโดยเจตสิกแต่ละประเภทมีหน้าที่ต่างๆ กัน โดยแบ่งเป็น ๓ กลุ่มใหญ่ๆ คือ

- อัญญสมานาเจตสิก เป็นเจตสิกที่ประกอบได้กับจิตทุกประเภท โดยแบ่งเป็น ๒ กลุ่มย่อยคือ

...สัพพจิตตสาธารณเจตสิก ตามชื่อก็บ่งบอกอยู่แล้วว่า เป็นเจตสิกที่สาธารณกับจิตทั้งหมด มีเพียง ๗ ชนิดเท่านั้น คือ
- ผัสสเจตสิก มีหน้าที รับกระทบอารมณ์ต่าง ๆ ทางทวารทั้ง ๖
- เวทนาเจตสิก มีหน้าที เสวยอารมณ์ต่าง ๆ ที่มากระทบ
- สัญญาเจตสิก มีหน้าที จดจำอารมณ์ เก็บอารมณ์ต่าง ๆ ที่กระทบเอาไว้
- เจตนาเจตสิก มีหน้าที ความตั้งใจที่จะรับอารมณ์ต่างๆ
- เอกัคคตาเจตสิก มีหน้าทีทำให้จิตมีความตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์อันเดียว เป็นขณะ ๆ ไป
- ชีวิตินทรีย์เจตสิก มีหน้าทียึดโยงเจตสิกทั้งหลายที่มาร่วมประชุมกันให้ทำงานโดยไม่กระจัดกระจายแตกแยกออกจากกัน
- มนสิการเจตสิก มีหน้าทีทำให้จิตมุ่งตรงต่ออารมณ์นั้นๆ

...ปกิณณกเจตสิก ก็เป็นเจตสิกที่ประกอบได้ตามสมควร มี ๖ ชนิด

- อกุศลเจตสิก เป็นเจตสิกที่ประกอบกับอกุศลจิตเท่านั้น มี ๑๔ ชนิด โดยแบ่งเป็น ๕ กลุ่มย่อยคือ
...โมจตุกเจตสิก มี ๔ ชนิด จะประกอบได้ทั่วไปกับอกุศลจิตทุกประเภทที่เกิดขึ้น
...โลติกเจตสิก มี ๓ ชนิด จะประกอบกับโลภมูลจิตเท่านั้น
...โทจตุกเจติก มี ๔ ชนิด จะประกอบกับโทสมูลจิตเท่านั้น
...ถีทุกเจตสิก จะประกอบกับอกุศลจิตที่ไม่มีกำลัง
...วิจิกิจฉาเจตสิก จะประกอบกับโมหมูลจิตที่มีวิจิกิจฉาเป็นประธานเท่านั้น

- โสภณเจตสิกเป็นเจตสิก ที่ประกอบกับโสภณจิตเท่านั้น มี ๒๕ ชนิด โดยแบ่งเป็น ๕ กลุ่มย่อยคือ
...โสภณสาธารณเจตสิก จะเป็นเจตสิกที่สาธารณกับโสภณจิตทุกดวง มี ๑๙ ชนิด มีสัทธา สติ หิริ โอตตัปปะ อโลภะ อโทสะ เป็นต้น
...วิรตีเจตสิก มี ๓
...อัปปมัญญาเจตสิก มี ๒
...ปัญญาเจตสิก มี ๑

ดังนั้นที่ถามว่า... "สติ " เป็น เจตสิก หรือเปล่าครับ

ขอตอบว่าเป็นเจตสิกค่ะ อยู่ในกล่มของโสภณสาธารณเจตสิก มีหน้าที่ระลึกรู้ในอารมณ์ที่เกี่ยวกับกุศลกรรม ส่วนเจตสิกที่ทำให้เกิดสมาธินั้น คือ เอกัคคตาเจตสิกค่ะ

และทีถามว่า...ความรู้ในเรื่องเจตสิกนี้ ผู้ศึกษาจะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในเรื่องใดต่อครับ

ธรรมะขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะก่อให้เกิดประโยชน์ก็ต่อเมื่อรู้จักนำไปใช้นะคะ
เรื่องของจิตและเจตสิกก็เช่นกัน เมื่อศึกษาและเข้าใจดีแล้ว จะพบว่ามีความสำคัญและมีประโยชน์ต่อชีวิตมาก เพราะเจตสิกแต่ละตัวมีอำนาจของมันเอง และอย่างที่กล่าวแล้วว่าจิตนันเป็นเพียงรู้อารมณ์เฉยๆ แต่เมื่อเรารับรู้อารมณ์แล้ว เราไม่ใช่เพียงสักแต่ว่ารู้เฉยๆ เรายังเกิดความพอใจหรือไม่พอใจในอารมณ์นั้น ก็ด้วยอำนาจของเจตสิกนั่นเอง

และเมื่อเจตสิกใดขึ้นมาทำงานบ่อยๆ ก็จะยิ่งพอกพูนอำนาจนั้นไว้มาก จนเกิดเป็นความสันทัด ก่อให้เกิดจิตตามสภาพของเจตสิกที่เกื้อหนุนได้ง่ายและบ่อยๆ ดังจะเห็นได้ว่า ทำไมบางคนโกรธง่าย บางคนได้รับอารมณ์อย่างเดียวกันกลับไม่โกรธ

ดังนั้นเมื่อเข้าใจเรื่องการทำงานของเจตสิกแล้ว ก็จะทำให้เรารู้เท่าทันว่าจิตที่เกิดขึ้นของเราขณะนั้นเป็นอย่างไร เป็นจิตโลภ หรือจิตโกรธเป็นต้น ซึ่งล้วนเป็นการทำงานของนามธรรมทั้งสิ้น เหล่านี้เองก็จะช่วยให้คลายออกจากความยึดมั่นต่างๆ ได้ แล้วก็จะเลิกสะสมกองกิเลส (โลภะ โทสะ โมหะ) ก็จะทำให้เกิดความสงบขึ้นในชีวิตได้ในระดับหนึ่งค่ะ

โดย ภญ.ธัญนันทน์ เลิศหิรัญวงศ์ [4 พ.ค. 2552 , 11:21:35 น.] ( IP = 124.121.177.67 : : )


  สลักธรรม 2

ขอบพระคุณมากครับผม ที่ให้ความกรุณาช่วยตอบคำถามให้ก่อนครับ
ช่วยให้เข้าใจและมั่นใจในจุดที่มองมากขึ้นเลยครับ
คงต้องไปศึกษาในเรื่องเจตสิกให้มากขึ้นอีกครับ

มีอีกคำถามเกี่ยวกับเรื่องจิต ต่ออีกนิด ครับ
การที่จิตได้จุติเมื่อร่างกายได้ตายแล้ว จิตปฏิสนธิเกิดขึ้นทันที ตามที่ท่านอาจารย์ได้บอกไว้คราวก่อน
จิตดังกล่าวก็ยังได้สั่งสมกรรมไว้อยู่นั่นเอง ไม่แน่ใจว่าจิตนั้นเก็บรวมทั้งภพ ทั้งชาติ ไว้ด้วยถูกไม๊ครับ
และ เจ้าตัวภพ ชาติ นี้ ไม่ทราบเป็น ตัวเดียวกันกับใน หลักปฏิจสมุปบาทด้วยหรือป่าวครับ

แต่ปฏิสนธิจิตใหม่นี้ มีอันทำให้เราจำไม่ได้ นึกไม่ออก มีแต่บางท่านเท่านั้น ที่ว่าระลึกได้ หรือไม่ก็ต้องพระอรหันต์เจ้าเท่านั้น
เรื่องนี้ถ้าจะอธิบายเป็นแนวเป็นเหตุเป็นผลไม่อิงไสยศาสตร์ให้เป็นเรื่องเหลือเชื่อนั้น ถ้าจะแสดงตามหลักธรรมของพระพุทธองค์ เป็นเพราะเหตุใดครับ
ผมเห็นว่าการระลึกได้ หรือ ไม่ได้นั้นต้องมีเหตุผล เหมือนต้องการให้รู้ เพื่อเหตุบางอย่าง คงไม่บอกแบบบางท่านว่า "เออ สงสัยจะหลุดรอดจากการทำให้ลืมไป" กระมังครับ

ขอบคุณอีกครั้งนะครับ

โดย praripanyo [4 พ.ค. 2552 , 20:47:49 น.] ( IP = 61.90.149.29 : : )


  สลักธรรม 3


ก่อนอื่นต้องขอแก้หน่อยนะคะ ที่เขียนว่า การที่จิตได้จุติเมื่อร่างกายได้ตายแล้ว ขอให้เข้าใจนะคะว่าขณะจุตินั้น ทั้งร่างกายและจิตใจดับพร้อมกันค่ะ

ในชีวิตของสัตวโลกทั้งหลายนั้นที่เกิดมามี ๒ อย่างเท่านั้น คือ วิบากและกรรม "ที่กระทบคือวิบาก ที่กำลังกระทำคือกรรม"
วิบาก เป็นผลของกรรมที่กระทำมาในอดีตซึ่งมีทั้งที่เป็นผลจากกรรมดีและที่เป็นผลจากกรรมชั่ว
กรรม ก็คือเจตนา เจตนาก็คือการกระทำ ซึ่งมีทั้งดีและชั่ว หรือที่เรียกว่า กุศลกรรมและอกุศลกรรมนั่นเอง ซึ่งมีทั้งกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม และทั้งกายกรรมและวจีกรรมจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องเนื่องด้วยจิต จิตเป็นกองบัญชาการให้เกิดการกระทำกรรมต่างๆ และจิตก็เก็บสะสมกรรมนั้นๆไว้ด้วยเช่นกัน เมื่อเหตุปัจจัยพร้อมมูล อำนาจนั้นก็สามารถปรากฏผลออกมาได้

และต้องทำความเข้าใจอีกด้วยว่า ขณะที่กระทำกรรมนั้น ผลของกรรมย่อมเกิดขึ้นแล้วเพียงแต่เหตุปัจจัยยังไม่พร้อมที่จะส่งผลออกมา และขณะที่กระทำกรรมนั้นก็เท่ากับเราได้สร้างภพขึ้นแล้ว
เช่น เราฆ่าสัตว์ อำนาจนั้นมีแล้ว ส่งผลไปเกิดในอบายภูมิได้ (คือภพที่เราสร้างไว้) แต่หากไม่แรงพอก็ส่งผลภายหลังการเกิดถึง ๙ ประการ แต่ถ้าเราทำกุศลกรรม ก็ทำนองเดียวกัน เท่ากับเราสร้างภพไว้แล้วคือสุคติภูมิ

ซึ่งก็เป็นไปตามปฏิจจสมุปปบาทค่ะ ปัจจุบันเหตุ คือ ตัณหา อุปาทาน กรรมภพ ตัณหาเป็นตัวสำคัญทำให้ยังคงต้องเวียนเกิดอยู่ และกรรมภพนั่นแแหละที่เป็นตัวบ่งชี้สถานที่เกิด ดังนั้นจึงมีภพชาติเป็นอนาคตผลค่ะ

หวังว่าคงจะช่วยให้เข้าใจขึ้นนะคะ

โดย ภญ.ธัญนันทน์ เลิศหิรัญวงศ์ [5 พ.ค. 2552 , 10:04:43 น.] ( IP = 124.121.176.54 : : )


  สลักธรรม 4

ขอบคุณครับ แล้วเรื่องการสามารถจำชาติ ที่ผ่านมาได้ไม่ได้หนะครับ เป็นเพราะเหตุใดครับ

โดย praripunyo [9 พ.ค. 2552 , 12:59:56 น.] ( IP = 58.9.148.53 : : )


  สลักธรรม 5

แล้วที่ซึ่งเก็บแห่งบาปบุญชาติภพ นี่ใช่ที่เดียวกับที่สัญญา ไปดึงมาสร้างอุปาทานต่อ ถูกไม๊ครับ
ถ้าเป็นแบบนั้น การระลึกชาติได้ก็คงเหมือนการเพิ่มความเข้มของสัญญาให้สามารถอ่านได้ลึกขึ้นหรือป่าวครับ

โดย praripunyo [9 พ.ค. 2552 , 13:04:03 น.] ( IP = 58.9.148.53 : : )


  สลักธรรม 6


เรื่องของการระลึกชาติได้นั้นต้องประกอบด้วยเหตุปัจจัยหลายๆ อย่างนะคะ ...ลองคิดดูสิค่ะ เพียงแค่ในวันนี้เมื่อเมื่อสัปดาห์ก่อน เดือนก่อน เราก็นึกคิดไม่ค่อยจะแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นกับเราบ้าง แต่บางคนมีความจำที่ดีมาก สามารถจำได้ว่ากระทำอะไรมาบ้าง ก็เพราะอดีตเหตุเคยฝึกจิตมาด้วยดี อาจจะด้วยการทำสมาธิมาอย่างช่ำชองก็เป็นไปได้ ผู้ที่จะสามารถระลึกชาติได้อย่างแท้จริงนั้นต้องเป็นผู้ที่ได้อภิญญาเท่านั้นนะคะ (ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ)

ทีนี้คนเราเวลาเกิดนั้นต้องอยู่ในท้องแม่นานถึงประมาณ ๒๙๐ วัน ถูกครอบคลุมด้วยโมหะอวิชชา เหมือนอยู่ในถ้ำมืด และเมื่อคลอดออกมากว่าจะอ่านออกเขียนได้ พูดได้ ก็ใช้เวลาอีกหลายปี ดังนั้นจะเห็นว่านอกจากภพชาติกั้นแล้ว ยังต้องอยู่ในถ้ำมืดอีกตั้ง ๙ เดือน จึงเป็นการยากมากที่จะระลึกถึงอดีตชาติได้
ส่วนผู้ที่จะลึกชาติได้นั้น ก็น่าจะยังอยู่ในวัยเด็กเพียงไม่กี่ขวบปีเท่านั้น พอโตขึ้นก็จะระลึกไม่ได้แล้ว
ส่วนการที่ระลึกชาติได้ก็อาจจะเป็นไปได้ว่า ...ภพชาติต้องเป็นมนุษย์ติดต่อกัน ...เคยฝึกจิตทางด้านนี้มามากพอควร...หรือมีเทวดาคอยบอกกล่าวก็เป็นไปได้ ...


ส่วนเรื่องของสัญญาเจตสิกนั้น มีหน้าทีเก็บจดจำอารมณ์ทุกอย่างไว้ ไม่ว่าอารมณ์นั้นจะผ่านมาทางไหน อารมณ์นั้นจะเป็นอย่างไร
แต่การจะเกิดเป็นบุญหรือบาป อยู่ที่การทำงานของเจตสิกอื่น ที่เป็นสังขารขันธ์ ปรุงแต่งให้เกิดอกุศล หรือปรุงแต่งให้เกิดเป็นกุศลขึ้นมา ซึ่งจิตทีเกิดขึ้นก็หนีไม่พ้นต้องมีสัญญาเจตสิกเกิดร่วมด้วย (เพราะสัญญาเจตสิกจะประกอบกับจิตทุกประเภทที่เกิดขึ้นค่ะ)
ส่วนเรื่องของบุญบาปนั้น เมื่อกระทำไปแล้ว ผลของบาปบุญย่อมมีแน่นอน ก็อยู่ในจิตที่เกิดขึ้นนั้นแหละค่ะ เพียงแต่ยังไม่ถึงเวลาหรือเหตุปัจจัยยังไม่พร้อมที่จะแสดงผลออกมาเท่านั้น
คิดถึงอำนาจสิค่ะ เหมือนเม็ดเกลือ เค็มใช่ไหมค่ะ(เปรียบเหมือนบาปที่เราทำ) เมื่อละลายน้ำ เกลือหายไปหมด แล้ว แต่ความเค็มก็ยังอยู่ แม้เราจะเทน้ำนั้นลงในแก้วใบใหม่ ซึ่งเปรียบเหมือนจิตดวงใหม่เกิดขึ้น เราเติมบุญคือสีส้มลงไป น้ำนั้นก็เปลี่ยนเป็นสีส้ม แต่อำนาจของเกลือคือความเค็มก็ยังอยู่นะคะมิได้หายไปไหน จึงกล่าวว่าจิตนั้นมีอำนาจสั่งสมบาปบุญเอาไว้ค่ะ

ดังนั้น การจะเข้าใจเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับชีวิตนั้น มีทางเดียวคือการศึกษาเล่าเรียนพระอภิธรรมค่ะ แต่ต้องใช้เวลาและความอดทนหน่อยนะคะ แล้วพระอภิธรรมก็จะช่วยคลี่คลาย และตอบปัญหาต่างๆ ลงได้ค่ะ

อนุโมทนาในจิตที่ขวนขวายใฝ่รู้ต่างๆค่ะ

โดย ภญ.ธัญนันทน์ เลิศหิรัญวงศ์ [11 พ.ค. 2552 , 10:39:34 น.] ( IP = 124.121.177.16 : : )


  สลักธรรม 7

ขอบคุณมากครับ ที่กรุณาชี้แนะอีกครั้ง ยกตัวอย่างเห็นภาพได้ชัดเลยครับ
ถ้าจะศึกษาพระอภิธรรมแบบเป็นเรื่องเป็นราวจิงๆ ไม่ทราบจะพอรบกวนช่วย แนะนำหนังสือ หรือว่าสถานที่ที่เปิดสอน ซักนิดจะเป็นพระคุณมากครับผม

โดย praripanyo [12 พ.ค. 2552 , 20:07:02 น.] ( IP = 61.90.149.29 : : )


  สลักธรรม 8

สวัสดีครับ ได้ตามอ่านมาตลอดครับ และคิดว่าคุณเป็นผู้หนึ่งที่ต้องการแสงสว่างของชีวิตจริงๆ แต่เพราะเราเองเป็นปุถุชนจึงต้องศึกษาตามจากการตรัสรู้ของพระพุทธองค์จึงจะสามารถเข้าใจชีวิตในแง่มุมต่างๆได้ครับ

หนังสือที่อภิธรรมก็มีมากมายครับ ทั้งด้านวิชาการ เช่นใครให้คุณเกิดและอีกมากมายครับทั้งถ่ายเทปจากการบรรยายก็มีมาก ทั้งของท่านพระอาจารย์บุญมี เมธางกูร และคำบรรยายของอาจารย์บุษกร เมธางกูร และอีกหลายสิบเล่ม ต่างล้วนเป็นข้อมูลในการค้นคว้าหาความจริงให้แก่ชีวิตทั้งนั้นครับ

ส่วนสถานที่ศึกษา ทางมูลนิธิก็เปิดสอนพระอภิธรรมทุกๆวันเสาร์และวันอาทิตย์ครับ อย่างไรขอเชิญมาที่นี้นะครับ ลองมาดูก่อนได้ครับ และลองมาเลือกหนังสือที่คุณคิดว่าตรงกับความต้องการได้เลยครับ ยิ่งมาครั้งแรกอยากแนะนำให้มาในเช้าวันอาทิตย์นะครับ 9.00 น. จะมีการสวดมนต์ไหว้พระและแนะนำการดำรงชีวิต เปิดให้มีการซักถามได้เลยครับผม โทรมาถามทางได้ที่ 02 4419958 หรือ 02 4410639 ครับผม ยินดีต้อนรับครับ

รูปที่นำมาลงนี้ เป็นบรรยากาศที่อภิธรรมมูลนิธิครับ.

โดย พี่เณร [13 พ.ค. 2552 , 07:57:49 น.] ( IP = 58.9.136.192 : : )


  สลักธรรม 9

ขอบคุณครับผมที่ชวนครับ พอดีมูลนิธิจะอยู่ค่อนข้างไกลจากบ้านมากเหมือนกันหนะครับ เลยอยากจะลองศึกษาดูเองก่อนหนะครับ แล้วอาจจะรบกวนถามบางเรื่องจากท่านๆผู้รู้ ผ่านทางใน web นี้ก่อนนะครับ (หลายเรื่องที่ท่าน อาจารย์ บุษกร และคุณ ธัญนันทน์ กรุณาตอบแนะนำไปผมก็คลายสงสัยไปบ้างแล้วครับ)
เคยโทรไปเมื่อ week ก่อนวันวิสาขบูชา เหมือนไม่มีผู้รับสาย เลยไม่แน่ใจเรื่องเวลาที่สะดวกในการติดต่อเป็นอย่างไรครับ
จากภาพมีนิมนต์ พระสงฆ์มาร่วมด้วยทุกครั้งหรือครับ

โดย praripanyo [13 พ.ค. 2552 , 20:28:35 น.] ( IP = 61.90.149.29 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org