| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
สะสาง สะสม
สลักธรรม 1
สิ่งทั้งปวงในโลกนี้ที่เกิดขึ้นกับชีวิตล้วนถูกกำหนดด้วยกรรมทั้งสิ้น และกรรมนี้ก็คือกรรมส่วนตัวที่แต่ละคนต่างได้ทำกันมาด้วยตนเองทั้งสิ้นตั้งแต่ในอดีตอันไกลโพ้นที่นับย้อนชาติไปไม่ถ้วน เมื่อนับย้อนชาติไปไม่ถ้วนแล้วเราไม่สามารถจะรู้ได้เลยว่า เราทำกรรมอะไรมาบ้าง
แต่ทั้งหมดทั้งมวลกรรมก็มีอยู่สองชนิดใหญ่ๆ คือ กรรมดีกับกรรมชั่ว ที่เรารู้จักกันในคำว่า กุศลกรรมกับอกุศลกรรม เราต่างได้ทำมาเอง และเมื่อเรามีกรรมเป็นเหตุก็ย่อมมีวิบากเป็นผลอย่างแน่นอน
ทุกวันนี้ชาติที่เราเสวยอยู่ก็เป็นผลของกรรม อารมณ์ที่โคจรเข้ามาก็เป็นผลของกรรม สิ่งต่างๆ ที่เราได้มี ได้เป็น และรับอยู่ทุกวันนี้ก็เป็นผลของกรรม ..กรรมเท่านั้นที่จะจัดสรรทุกอย่างให้แก่ชีวิตของผู้ทำกรรม.. ไม่ว่าดีหรือชั่ว ย่อมต้องได้รับผลทั้งสิ้น
ด้วยพระมหากรุณาธิคุณนั้นพระองค์จึงทรงค้นคว้าพระสัทธรรมความรู้ ความแจ้ง และความจริงที่ปรากฏขึ้นในพระราชหฤทัยนั้นทรงมีหลักการณ์อันสำคัญที่จะสามารถถ่ายถอนกรรมได้ นั่นก็คือการกระทำชีวิตให้ดำเนินไปด้วยสติและสัมปชัญญะอันบริบูรณ์ เพื่ออาศัยการกระทำนี้ปฏิบัติขัดเกลากิเลส ตัณหา อาสวะ อนุสัย และความเศร้าหมองกันเป็นมลทินของจิตให้หมดไป ด้วยเหตุนี้ชีวิตของเราทุกคนจึงต้องเผชิญกับกรรมด้วยสติสัมปชัญญะ จะต้องรู้กระทบและรู้เลือกที่จะกระทำกรรมต่อไป
อีกไม่ช้าไม่นานชีวิตเราก็ต้องจากโลกนี้ไปสู่โลกหน้า จากภพหนึ่งไปสู่อีกภพหนึ่งเป็นของแน่นอน เราจะหวงอะไรหรือจะห่วงอะไรไว้ได้ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างเอาไปไม่ได้เลย แต่สิ่งที่เราควรจะหวงและห่วงก็คือศรัทธา เพราะความศรัทธาในคำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นยังโลกให้ยิ่งใหญ่ได้
ทุกวันนี้เราอยู่บนโลกอันคับแคบด้วยอารมณ์ คือมีเพียงอารมณ์โกรธ(โทสะ) กับอารมณ์ชอบ(โลภะ) ซึ่งมีโมหะเป็นประธาน ความคับแคบของโลกที่เราต้องเดินอยู่ทั้งชาติ ทำให้เราทำกรรมซ้ำซาก ได้ทำกรรมดีบ้างแต่ก็เป็นบางอย่างในจำนวนหลายๆ อย่าง ทำกรรมชั่วบ้างเป็นบางอย่างในจำนวนกรรมชั่วที่มีมากมาย แต่บัดนี้เราคงรู้ตัวว่า กรรมชั่วที่เราทำนั้นเบาบางจากจริตลงไปมากแล้ว ก็เหลือแต่กิเลสที่หมักดองอยู่ในจิตใจของเรา
โดย น้องกิ๊ฟ [4 พ.ค. 2552 , 12:55:24 น.] ( IP = 58.9.99.168 : : )
สลักธรรม 2
เมื่อเรามาใคร่ควรญดูแล้วก็จะรู้ว่า ชีวิตน้อยนัก เมื่อเวลาก็น้อยลง.. เราควรจะห่วงและหวงเวลาที่เรามีลมหายใจอยู่นี้ให้เป็นคุณประโยชน์ได้มากที่สุด เรียกว่า อยู่ให้มีค่า แก่ให้มีคุณ จากไปอย่างมีทุน
อยู่ให้มีค่า คือทำชีวิตให้มีความงดงามตามครรลองคลองธรรม หาความรู้ความเข้าใจ
เมื่อเราย่างเข้าสู่วัยที่สูงขึ้นก็ต้องเป็นคนที่แก่อย่างมีคุณ คือมีคุณสมบัติที่ดี ที่เป็นเยี่ยงและเป็นอย่างให้กับผู้ที่มองเราอยู่ได้ด้วย คุยกับเราได้ คบกับเราได้ และนำคุณค่านี้ไปเป็นแบบฉบับของเยาวชน เป็นที่พึ่งอาศัยของลูกหลานด้วยแมตตาธรรมและกรุณาธรรม
และเมื่อยามจะจากไปก็ต้องจากไปอย่างมีทุน ก็คือเสบียงชีวิต และทุนที่ดีก็คือทุนแห่งอริยทรัพย์
ดังนั้นเราทุกคนจึงจะต้องเอาชนะวิบากให้ได้ ด้วยการไม่เข้าไปอยู่ในวิบากอย่างลุ่มหลงและเร่าร้อน เมื่อวิบากดีมากระทบเราจะไม่ลุ่มหลง เมื่อวิบากไม่ดีมากระทบเราก็ต้องไม่เร่าร้อนไปในอารมณ์นั้น เพราะรู้ว่า นั่นมาจากรรมที่เราทำมาเอง ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เราจึงจะต้องปฏิบัติตามสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่พระองค์ทรงชนะมารทั้งหลายมา
โดย น้องกิ๊ฟ [4 พ.ค. 2552 , 12:55:40 น.] ( IP = 58.9.99.168 : : )
สลักธรรม 3
วันนี้ไปพาท่านสวดบทชนะมารเพื่อเป็นการปลุกเร้าตนเองและทุกคนว่าเราต้องชนะมารให้ได้ ..เราชนะขันธมารไม่ได้ แต่เราชนะกิเลสมารได้ ..
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหากเราไม่สบาย..เป็นเรื่องขันธมารที่มาปรากฏเกิดขึ้นจากกรรม เต่เราชนะกิเลสได้ก็คือ ความไม่พอใจกับความเจ็บป่วยนั้น ด้วยความศรัทธาอย่างมั่งคงว่า กรรมและวิบากเท่านั้นที่ปรากฏอยู่เนืองๆ และตลอดเวลา และรู้ว่ากรรมเท่านั้นที่เราทำมาเอง ไม่มีใครยื่นกรรมให้ใครได้ การยอมรับในเรื่องของกรรมและวิบากอย่างศิโรราบ ทำให้เราเบาใจและหนักด้วยปัญญา
เบาใจก็เพราะไม่เร่าร้อนไปมาก ในยามที่ได้รับเรื่องดีๆ ก็ไม่ล่มมหลงไปมาก เรียกว่า เราสามารถเอาธรรมะมาละความลุ่มหลงและความเร่าร้อนได้ ..เราทำได้เพียงแค่ตรงนี้ก็เท่ากับเรากำลังเดินตามสมเด็จพ่อคือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ที่ทรงเป็นผู้ชนะมาร ซึ่งเป็นการชนะที่ยิ่งใหญ่เพราะเป็นการชนะตนเอง
การชนะตนเองเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ก็เพราะว่า เรารักชีวิตของเรา เราไม่ต้องการให้ชีวิตได้รับความเดือดร้อนแม้ในเรื่องเล็กน้อย เช่นพออากาศร้อนเราก็หาเครื่องบำบัด แต่สุขภาพที่อ่อนแอลงเพราะเนื่องมาจากกรรม..ถ้าหากเราชนะได้ด้วยการรู้ทันและมั่นคงอยู่ในสิ่งที่เราจะดำเนินต่อไปด้วยดี จึงเป็นการชนะที่ยิ่งใหญ่ ชนะอื่นหมื่นแสนก็ไม่แม้นเทียมเท่าชนะตนเอง
จิตใจที่เบิกบานในธรรมเท่านั้นที่ทำให้โลกทัศน์ของชีวิตน่าอยู่ ต่างไปจากชีวิตที่มีโลกแคบๆ แม้จะมีอายุยืนยาว เช่น คนที่มีอายุ ๗๕ ปีแล้วก็เดินอยู่บนถนนพอใจกับไม่พอใจเท่านั้น จึงเป็นชีวิตที่แคบมาก
แต่ถ้าหากเราเดินตามทางที่พระพุทธองค์ทรงปูไว้ให้ เส้นทางของเราก็จะไม่แคบเพราะมีความรู้ที่ทำให้กว้างขวางไปในอารมณ์คือมองได้ทะลุความพอใจ และความไม่พอใจ เหมือนได้เปิดประตูที่กักขังความบับคั้นเอาไว้ให้ไปสู่โลกอีกโลกหนึ่ง คือโลกของโลกุตรธรรม
โดย น้องกิ๊ฟ [4 พ.ค. 2552 , 12:55:58 น.] ( IP = 58.9.99.168 : : )
สลักธรรม 4
"เราทุกคนต่างมีชีวิตที่ต้อง..สะสาง
และมีบารมีที่ต้อง..สะสม"
วันนี้มานั่งตรงนี้ด้วยสุขภาพที่ไม่แข็งแรงเท่าไหร่ พอมานั่งตรงหน้าพระแล้วก็เกิดความคิดขึ้นมาว่า "เราทุกคนต่างมีชีวิตที่ต้องสะสาง และมีบารมีที่ต้องสะสม" และเมื่อได้ยินเพลงสมเด็จพระพุทะเจ้าท่อนที่ว่า "ขอตั้งมโนมอบ.." หัวใจมีความความศรัทธาอย่างเต็มที่ คือศรัทธาในคำสอนของพระพุทธเจ้า ศรัทธาในคำอบรมของครูบาอาจารย์ให้ไว้ ว่าชีวิตนั้นไม่ใช่ของเรา
เราเกิดมาเพราะกรรม เรามีกรรมเป็นทายาท เรามีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ และเรามีกรรมเป็นแดนเกิด ..ทุกอย่างจึงถูกลิขิตด้วยกรรม เมื่เรารู้อย่างนี้แล้ว เราทุกคนจึงต้องมีชีวิตเพื่อสะสางกรรมเหล่านั้นออกไป คือไม่ให้เกิดกรรมชั่วอีก และเลือกทำกรรมดีชนิดที่จะพาเราลอยพ้นจากเส้นทางเก่าๆ คือกรรมดีที่ประกอบไปด้วยปัญญา
นอกจากนี้แต่ละคนก็ต้องมีบารมีที่ต้องสะสม บารมีนั้นมีถึงสิบทัศ นั้บตั้งแต่ศีลบารมี ทานบารมี..จนกระทั่งปัญญาบารมี แต่ละคนจึงมีเส้นทางที่จะต้องไขว่คว้า เราต้องใช้ชีวิตที่เหลืออยู่สะสมบารมีธรรมนี้ไป
เรามีความศรัทธารู้ว่า การทำดีย่อมต้องได้ดี และการที่เรามีบารมีให้มากขึ้นก็คืออำนาจที่เหนือกิเลสมากขึ้น คำว่า "เหนือกิเลส" เป็นคำที่ช่วยชีวิตเราได้มาก เพราะกิเลสเป็นเครื่องหมักดองทำให้ชีวิตต้องจมปลักอยู่ในวัฏฏะสงสาร แต่เมื่อใดเราเหนือกิเลสได้ ก็เท่ากับเรามีโอกาสหมดไปจากการถูกจองจำ
สังสารวัฏเปรียบเสมือนที่จองจำที่ไม่มีกำหนดว่าจะปลดปล่อยชีวิตของผู้นั้นไปสู่อิสรภาพได้เมื่อไหร่ เราทุกคนต่างถูกจองจำกันมานานและก็ต้องถูกจองจำต่อไปอีกนาน เราจึงต้องหาทางเร่งรีบสะสางชีวิตตนเองและสร้างสมบารมีให้มาก ..ทุกอย่างสำคัญที่ใจของเราทั้งสิ้น
โดย น้องกิ๊ฟ [4 พ.ค. 2552 , 12:56:17 น.] ( IP = 58.9.99.168 : : )
สลักธรรม 5
สัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์วิสาขบูชาซึ่งมูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิกับมูลนิธิพุทธางกูรร่วมกับมูลนิธิเบญจนิกาย วัดศรีประวัติ ได้จัดนิทรรศการร่วมกันที่ท้องสนามหลวง จึงขอเชิญชวนทุกท่านร่วมกันเข็นล้อธรรมจักรอีกครั้งหนึ่ง พระธัมมจักรกัปปวัตตนสูตรเป็นสูตรแรกที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่พระปัญจวัคคีย์ จนกระทั่งพระอัญญาโกณฑัญญะสำเร็จความเป็นพระอริยบุคคล พุทธศาสนาของเราจึงมีสัญลักษณ์ธรรมจักรเป็นที่ตั้ง
ทำไมจึงไม่ใช้สัญลักษณ์เป็นรูปพระพุทธเจ้า? ก็เพราะพระธัมมจักรฯ ที่พระพุทธองค์ทรงแสดงนั้นเป็นเครื่องนำสัตว์โลกให้หลุดพ้นได้ นี่จึงเป็นสิ่งที่เกรียงไกรและยิ่งใหญ่ที่สุด เราทุกคนจึงมีส่วนร่วมที่จะเข็นธรรมจักรนั้นให้หมุนต่อไปได้ การที่มาศึกษาเล่าเรียนก็เป็นการช่วยเข็นธรรมจักรด้านหนึ่ง การร่วมงานเทิดพระเกียรติพระพุทธศาสนาก็เท่ากับเป็นการเข็นธรรมจักรด้วย ฉะนั้นในบ่ายวันนี้เราก็จะยกอภิธรรมไปสนามหลวงเพื่อไปเทิดพระคุณพระพุทธเจ้าด้วยกันโดยมีอาจารย์เพ็ญภัทรเป็นผู้นำไป
สำหรับตนเองนั้นเช้านี้ต้องไปร่วมงานที่วัดศรีประวัติก่อน เพราะเป็นวัดที่มีพระคุณล้นพ้นต่อมูลนิธิ เพราะอดีตเจ้าอาวาสคือหลวงพ่อแสวงได้มาช่วยทำนุบำรุงมูลนิธิแห่งนี้ต่อจากท่านอาจารย์บุญมี วันนี้เป็นวันเปิดภาคเรียนประปริยัติธรรมของวัดศรีประวัติ จึงต้องแทนตัวแทนมูลนิธิไปร่วมงานก่อนจากนั้นจึงค่อยไปพบกับท่านที่สนามหลวง แต่ก่อนที่จะแยกย้ายกันไปก็มีเรื่องมาเล่าให้ฟังเรื่องหนึ่งว่า ..
เถ้าเย็น
แต่ก่อนมีคนชื่อ เจ้าทง มีฐานะมั่งคั่ง ด้วยพ่อแม่ทิ้งมรดกไว้ให้มากมาย เจ้าทงเป็นคนมัธยัสถ์ประหยัด สืบสานเจตนารมย์บรรพบุรุษ นางเฉียนภรรยาเอาแต่แต่งตัวเที่ยวเตร่ใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย บุตรชายทั้งสองก็ชอบทางอบายมุข เล่นการพนัน เจ้าทงเป็นคนซื่อ แต่ไม่สามารถอบรมบุตรและภรรยา เมื่ออายุ ๔๙ ปี ทรัพย์สมบัติทุกอย่างถูกบุตรและภรรยาผลาญจนหมดสิ้น
เจ้าทงมีความเห็นว่า โลกนี้เป็นทะเลทุกข์จริงแท้ บัดนี้เราจะต้องหนีจากทะเลทุกข์นี้ให้ได้ จากนั้นจึงตัดสินใจออกจากบ้านไปบำเพ็ญเพียร โดยไปพักอาศัยอยู่ในศาลเจ้าลื่อโจ้ว ทุกครั้งที่คิดถึงอดีตก็เกิดโมหะจริต นานวันเข้าจึงคิดได้ว่า การบำเพ็ญธรรมต้องละเว้นโทสะ หากมีโทสะจะบรรลุธรรมได้อย่างไร หากไม่สามารถบรรลุธรรมก็ต้องตกสู่ห้วงทะเลทุกข์ไร้ที่สิ้นสุด จากนั้นจึงตั้งใจว่าจะไม่ให้เกิดโมหะจริตอีก และเปลี่ยนชื่อเป็น เถ้าเย็น ซึ่งมีความหมายว่า ขี้เถ้าเย็นแล้วจะไม่เกิดไฟโมหะอีก เป็นการเตือนสติตนเอง
และคิดว่าการบำเพ็ญธรรมต้องสร้างบุญกุศล แต่ตนไม่มีเงินจะสร้างกุศลได้อย่างไร พลันนึกขึ้นได้ว่า ที่ชานเมืองมีลำธารสายหนึ่ง แม้จะไม่ลึกนักแต่คนต่างถิ่นไม่รู้จักสร้างความลำบากในการเดินข้าม เถ้าเย็นจึงอยู่ที่นั่น คอยบริการแบกคนข้ามคลองฟรี จุดประสงค์เพื่อเป็นการสร้างบุญกุศล ถ้ามีคนจ่ายเงินเขาจะไม่รับ ยามว่างก็ขอทานอยู่ในละแวกนั้น ซึ่งคนส่วนมากก็ยินดีให้ ดังนั้นเรื่องอาหารการกินจึงไม่มีปัญหา เขาได้ปลูกกระท่อมหลังเล็ก ๆ ขึ้นที่ริมลำธาร กลางคืนให้เป็นที่นั่งสมาธิ ขัดเกลาจิต 5 ปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว ทุกคนเรียกเขาว่า เถ้าเย็น ชื่อแซ่จริงของเขากลับไม่มีใครรู้จัก
วันหนึ่ง พลันปรากฏมีชายชราขาเป๋คนหนึ่งจะให้เถ้าเย็นแบกข้ามลำธาร ระหว่างกำลังข้ามลำธาร
ชายชราถามว่า ชื่ออะไร?
ตอบว่า เถ้าเย็น
ชายชราถามว่า มีความหมายอันใด?
เถ้าเย็นตอบว่า เป็นการเตือนสติตัวเองไม่ให้เกิดโทสะและเป็นการฝึกจิต เพื่อหวังให้ท่านลื่อโจ้วมาโปรดผมให้พ้นจากทะเลทุกข์?
โดย น้องกิ๊ฟ [4 พ.ค. 2552 , 12:56:47 น.] ( IP = 58.9.99.168 : : )
สลักธรรม 6
ชายชราถามอีกว่า แล้วที่เจ้าแบกคนข้ามลำธารมีความหมายอันใด?
เถ้าเย็นตอบว่า เพื่อบริการให้ความสะดวก ตัวเองจะได้สิ้นกรรม หลุดพ้นจากทะเลทุกข์
ชายชรากล่าวว่า ในเมื่อเจ้าบริการให้ความสะดวก หลังจากข้ามลำธารแล้ว เรามีธุระบนเขาลูกโน้น ขาเราเดินไม่สะดวก รบกวนช่วยบริการแบกเราขึ้นไปบนเขาได้ไหม?
เถ้าเย็นตอบว่า ได้สิ เราบริการให้ความสะดวกอยู่แล้ว แบกขึ้นเขาไม่มีปัญหา หลังจากข้ามลำธาร เถ้าเย็นก็แบกชายชราขึ้นไปบนเขา ขณะขึ้นไปได้ครึ่งเขา เถ้าเย็นเหนื่อยจนเหงื่อไหลไคลย้อย
ชายชราถามว่า เจ้าชื่ออะไร?
ตอบว่า เถ้าเย็น
ชายชราถามไม่หยุดว่า เจ้าชื่ออะไร?
ตอบว่า เถ้าเย็น ยิ่งถามยิ่งถี่ เถ้าเย็นถูกถามจนเริ่มเกิดโทสะจึงตอบด้วยเสียงอันดังว่า เถ้าเย็น เถ้าเย็น เหนื่อยจะตายอยู่แล้วยังจะถามหาอะไร?
พอพูดขาดคำรู้สึกบนหลังเบาหวิว เมื่อหันไปดูบนหลังว่างเปล่า แต่บนท้องฟ้ามีคนพูดว่า เถ้าเย็นเจ้ายังมีโมหะ เราคือลื่อโจ้ว
เถ้าเย็นเห็นดังนั้นรีบคุกเข่าคารวะสำนึกผิด ลื่อโจ้วกล่าวว่า ไฟโมหะของเจ้ายังไม่ดับ จงอดทนบำเพ็ญต่ออีก ๑๐ ปี เถ้าเย็นแหงนหน้าดูอีกที ลื่อโจ้วหายไปแล้ว จึงได้แต่ลงจากเขาด้วยความเสียใจและดีใจระคนกัน ที่เสียใจคือเวลาถูกทดสอบไม่ควรเกิดโทสะจนทำให้พลาดโอกาสอันดี ที่ดีใจก็คือตนอดทนบำเพ็ญเพียงแค่นี้ ก็สามารถทำให้ท่านลื่อโจ้วประทับใจมาชี้แนะและอนุญาต ให้รออีก ๑๐ ปีค่อยมาโปรด
โดย น้องกิ๊ฟ [4 พ.ค. 2552 , 12:57:05 น.] ( IP = 58.9.99.168 : : )
สลักธรรม 7
เถ้าเย็นกลับมาที่เดิม ยังคงแบกคนข้ามลำธารตามปกติกระทั่ง ๓ ปีต่อมา วันหนึ่งมียาจกเข็ญใจคนหนึ่งมานอนทอดถอนใจริมลำธาร เถ้าเย็นจึงเข้าไปถาม น้องชายกลุ้มใจอะไรหรือ?
ยาจกคนนั้นตอบว่า ผมกลุ้มใจ จะตาย ก็ไม่ตาย จะเป็นก็ไม่เป็น คิดไม่ออกจริงๆ คุณดูทีน่องผมสิเป็นฝีมาหลายปีแล้ว เวลาเดินเจ็บปวดเหลือทน จะไม่เดินหรือที่บ้านก็มีแม่ที่แก่ชรารอผมเลี้ยงดูทุกวัน ถ้าไม่เดินท่านแม่ก็ต้องอดตาย เคยหาหมอรักษาแต่ไม่หายสักที
ตอนหลังมีผู้รู้บอกว่า ฝีแบบนี้กินยาไม่มีหาย แต่ถ้าใช้ปากคนดูดหนองและใช้ลิ้นเลียปากแผลก็จะหายเอง มิเช่นนั้นตายลูกเดียว ผมตายไม่เสียดายเหลือท่านแม่อยู่คนเดียวใครจะเลี้ยงดูเล่า? พูดพลางร้องห่มร้องไห้
เถ้าเย็นได้ฟังรู้สึกเห็นใจเขามากและนับถือในความเป็นลูกกตัญญูของเขา เลยคิดว่าหากสามารถรักษาฝีของเขาจนหาย นอกจากจะช่วยเขาแล้ว ยังได้ช่วยแม่เขาอีกด้วย เราอยู่ที่นี่แบกคนข้ามลำธารเป็นการช่วยคนอยู่แล้ว บัดนี้โอกาสแห่งการช่วยคนอันยิ่งใหญ่มาถึงแล้ว จึงตอบว่า น้องชายอย่ากลุ้มใจเลย เรายินดีจะช่วยดูดหนองให้ท่าน
ยาจกคนนั้นพูดว่า แผลของผมทั้งเหม็นทั้งสกปรก อีกอย่างผมกับท่านไม่เคยรู้จักกัน ผมไม่สบายใจเลย
เถ้าเย็นกล่าวว่า เรื่องนี้ไม่เป็นไร เราอยู่ที่นี่แบกคนข้ามน้ำก็เป็นการอดทนช่วยคน บัดนี้ช่วยท่านดูดหนอง เราสามารถทำได้โดยไม่ต้องใช้เงิน เพียงใช้ปากกับลิ้นเท่านั้น
พูดจบก็ก้มลงดูดหนองในฝีให้เขา พอจมูกเข้าใกล้ได้กลิ่นเหม็นอย่างแรง แต่เมื่อคิดอีกทีการช่วยคนเช่นนี้หากกลัวเหม็น กลัวสกปรก ยังจะนับว่าช่วยคนหรือ ดังนั้นจึงใช้ปากอมปากแผล พออมแผลจิตใจพลันรู้สึกสดชื่นเย็นสบายอย่างประหลาด ยิ่งอม กายใจก็ยิ่งสดชื่น
ทันใดก็ได้ยินเสียงเรียกจากบนฟ้าว่า เถ้าเย็น มานี่ เถ้าเย็นแหงนหน้ามองบนฟ้า ลื่อโจ้วนั่นเอง จึงคารวะขอบคุณลื่อโจ้วนำเขาไปที่เขาหนันซัน ตั้งแต่นั้นเขาก็บำเพ็ญเพียรเรื่อยมาจนบรรลุมรรคผลในที่สุด
โดย น้องกิ๊ฟ [4 พ.ค. 2552 , 12:57:23 น.] ( IP = 58.9.99.168 : : )
สลักธรรม 8
สิ่งสำคัญที่ทำให้เถ้าเย็นทำได้ก็เพราะใจ ทุกอย่างจึงสำคัญที่ใจ เมื่อตั้งใจทำสิ่งใดแล้วก็ย่อมต้องทำให้ได้ แม้นเรื่องราวต่างๆ จะทำให้เราเร่าร้อน ทำให้ต้องเผชิญกับความทุกข์ขนาดใด แต่ใจที่อิสระจากวิบากได้ย่อมทำให้เราอยู่เย็นเป็นสุข
ก็ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลกจงโปรดอภิบาลทุกท่าน ให้มีความร่มเย็นกายร่มเย็นใจ และมีใจที่หนักแน่นนึกจะสร้างสรรค์คุณงามความดีใดๆ ก็ขอให้มีจิตเหมือน "เถ้าเย็น"
ขอคำภาวนาที่มอบให้ในวันนี้ เป็นเสมือนเครื่องเตือนใจว่า ทุกอย่างนั้น..ใจเราร่มเย็นเป็นพอ ขอให้ประสบมรรคผลนิพพานได้โดยไวทั่วหน้ากันทุกท่าน ..อนุโมทนา
![]()
โดย น้องกิ๊ฟ [4 พ.ค. 2552 , 12:57:41 น.] ( IP = 58.9.99.168 : : )
สลักธรรม 9ขออนุโมทนาสาธุกับน้องกิ้ฟด้วยจริงๆครับ ที่นำมาลงได้อย่างเร็วและครบถ้วนกระบวนคำเลยครับ ยิ่งเรื่องเถ้าเย็นด้วยแล้ว เรื่องนี้คงจะช่วยหลายๆคนดับร้อนในใจลงได้บ้างนะครับ
และสามารถมองดูวิบากได้แบบทันใจด้วยอาการสงบ เพื่อผ่อนคลายไอร้อนในจิตที่เคยถูกเผาไหม้ด้วยความไม่รู้ พี่เณรเองก็จะต้องอาศัยชีวิต เพื่อสะสางกิเลส และสะสมบารมีธรรมให้แก้กล้ามากขึ้น ดั่ง เถ้าเย็น แล้วครับโดย พี่เณร [4 พ.ค. 2552 , 19:01:00 น.] ( IP = 58.9.227.218 : : )
สลักธรรม 10
เห็นสมควรอย่างยิ่งเลยค่ะที่จะอาศัยวิบากขันธ์ที่มีอยู่นี้เพื่อการ...สะสางกิเลส...และ...สะสมบารมี...
ส่วนเรื่องเถ้าเย็น ก็เป็นเรื่องที่กระตุ้นเตือนใจให้เกิดขันติ และวิริยะได้ดีทีเดียว อีกทั้ง...ทุกอย่างจะสำเร็จได้ก็อยู่ที่ใจเท่านั้น
กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์มากค่ะ ที่ให้ความรักและความหวังดีต่อศิษย์มาโดยตลอด
และก็ต้องขอขอบพระคุณและอนุโมทนากับน้องกิ๊ฟเป็นอย่างมากค่ะ ที่เพียรถ่ายทอดข้อคิดของท่านอาจารย์มาเป็นตัวหนังสือให้เพื่อนๆได้อ่านเป็นประจำโดย พี่ดา [5 พ.ค. 2552 , 09:19:23 น.] ( IP = 124.121.176.54 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |