มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


การปฏิบัติธรรมเริ่มต้นที่ไหน?




การปฏิบัติธรรมเริ่มต้นที่ไหน?




ชาวพุทธส่วนใหญ่ที่ปฏิบัติหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาอยู่เวลานี้ เริ่มต้นด้วยศรัทธา คือความเชื่อในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ก่อน เชื่อว่าพระรัตนตรัยเป็นความดีสูงสุด เคารพบูชากราบไหว้เป็นประจำทุกวันบ้าง เป็นครั้งคราวบ้าง แต่ก็มีชาวพุทธไม่น้อย ที่นับถือพระรัตนตรัยแบบ “เทวนิยม” (Theism) คือถือว่าพระรัตนตรัยเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุด ที่อาจดลบันดาลให้เกิดอะไรๆ แก่ตนได้พวกที่เชื่อแบบนี้ มักจะกราบไหว้วิงวอนบวงสรวงพระรัตนตรัย

อีกพวกหนึ่งนับถือพระรัตนตรัยแบบมายาศาสตร์ (Magic) หรือไสยศาสตร์ คือเชื่อว่า พระรัตนตรัยเป็นอำนาจศักดิ์สิทธิ์ สามารถคุ้มครองปกป้องหรือดลบันดาลให้เกิดลาภผล และเสน่ห์มหานิยมแก่ตนได้ คนที่เชื่อแบบนี้ มักจะปฏิบัติต่อพระรัตนตรัยเช่นเดียวกับเครื่องรางของขลัง มีการเสกเป่ารักษาบำรุง เว้นข้อห้าม (Tabu) ตามวิธีการทางไสยศาสตร์

มีชาวพุทธส่วนน้อย ที่เข้าใจอย่างถูกต้องว่า พระรัตนตรัยคือ ปัญญาวิสุทธิและมหากรุณา และพยายามถึงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง โดยการสร้างคุณสมบัติทั้ง ๓ ให้เกิดมีขึ้นในตน

ข้อปฏิบัติขั้นต่อไปของชาวพุทธส่วนมาก ก็คือทาน การให้ เช่น การใส่บาตร การทำสังฆทาน การทำบุญในโอกาสต่างๆ การเลี้ยงพระ การสละทรัพย์ช่วยสร้างโบสถ์ สร้างศาลาเป็นต้น การให้ทานนี้ ชาวพุทธปฏิบัติกันอยู่เป็นอย่างดี จนเข้าใจว่าการปฏิบัติทางพระพุทธศาสนาไม่มีอะไร นอกจากการทำบุญให้ทาน การให้ทานส่วนใหญ่เป็นไปพร้อมกับพิธีกรรมต่างๆ เช่น การทำบุญวันเกิด การประพรมน้ำพุทธมนต์ การแต่งงาน การขึ้นบ้านใหม่ การทำศพ การทอดกฐิน ผ้าป่า เป็นต้น

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [11 พ.ค. 2552 , 08:47:47 น.] ( IP = 58.9.135.58 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

ขั้นสูงขึ้นมาหน่อยก็คือ การรักษาศีล ศีล ๕ ถือกันว่าเป็นนิจศีล ที่ชาวพุทธทุกคนควรจะรักษาเป็นนิจ แต่ก็มีชาวพุทธเป็นจำนวนน้อย ที่ตั้งใจรักษาศีล ๕ อย่างจริงจังครบทุกข้อ ศีลอุโบสถ หรือ ศีล ๘ เป็นเรื่องของคนแก่รักษาในวันพระ บางแห่งก็รักษาเฉพาะภายในพรรษา ออกพรรษาก็เลิก การสมาทานศีล ๕ จากพระ สักแต่ว่าทำพอเป็นพิธี ว่าแต่ปาก มีน้อยคนที่ตั้งใจรักษาจริงๆ

ในขั้นภาวนา มีคนปฏิบัติน้อยมาก ที่ปฏิบัติกันอยู่บ้างนั้นก็ปฏิบัติเพื่อผลทางโลกีย์ เพื่อดูโชคชะตาราศี เพื่อดูเหตุการณ์ข้างหน้า เพื่อดูเลขล็อตเตอรี่ เพื่อดูนรกสวรรค์ เป็นต้น ซึ่งเป็นมิจฉาสมาธิ มีน้อยคนที่ปฏิบัติเพื่อความบริสุทธิ์หลุดพ้น อันเป็นจุดมุ่งสูงสุดของพระพุทธศาสนา

การปฏิบัติในขั้นศรัทธา พิธีกรรม ให้ทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา เพื่อโลกียผลดังกล่าวมานี้ เป็นขั้นโลกียผลที่ได้ก็คือบุญ บุญอาจจะส่งผลให้ได้ความสุขบ้างในชาตินี้ และอาจให้ไปเกิดในสุคติภพในชาติหน้า แต่ก็ยังอยู่ในวงกลมแห่งวัฏฏะ ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดไม่รู้จักสิ้นสุด แม้ผลที่ได้ในปัจจุบัน ก็ยังเป็นกุปปธรรม อาจจะได้บ้างไม่ได้บ้าง ไม่มีความแน่นอน เมื่อเป็นเช่นนี้ ชาวพุทธควรจะเริ่มต้นการปฏิบัติด้วยอะไรก่อน? นี้เป็นปัญหา ควรได้รับการพิจารณากันอย่างจริงจังเสียที

เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปในวงการชาวพุทธว่า การปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์นั้น อยู่ที่อริยมรรคมีองค์ ๘ คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การเจรจาชอบ การทำงานชอบ การเลี้ยงชีพชอบ การพยายามชอบ การตั้งสติชอบ การฝึกจิตชอบ มรรคมีองค์ ๘ นี้ เมื่อสรุปลงเพื่อจำง่าย และปฏิบัติง่าย ท่านมักจะสรุปลงเหลือเพียง ๓ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา การสรุปลงเหลือ ๓ โดยขึ้นต้นด้วยศีลนี้ เข้าใจว่าดำเนินแบบคัมภีร์วิสุทธิมรรค ของพระพุทธโฆษาจารย์ เมื่อมีการสรุปหลักปฏิบัติของชาวพุทธลงเหลือ ๓ เริ่มต้นด้วยศีล ชาวพุทธก็เข้าใจว่า ชาวพุทธต้องเริ่มต้นการปฏิบัติด้วยศีลก่อน แล้วจึงไปยังสมาธิ และก้าวไปยังปัญญาโดยลำดับ แต่ตามความเป็นจริงนั้นก็ติดกันอยู่แค่ศีลเท่านั้น มีส่วนน้อยที่ก้าวไปถึงขั้นสมาธิ ส่วนขั้นปัญญานั้น ไม่ค่อยสนใจ และไม่รู้วิธีปฏิบัติเสียด้วยซ้ำ โดยมากเข้าใจว่า ปัญญาเกิดขึ้นเอง ในเมื่อเจริญสมาธิได้เต็มที่แล้ว

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [11 พ.ค. 2552 , 09:03:45 น.] ( IP = 58.9.135.58 : : )


  สลักธรรม 2

การเข้าใจว่าศีล เป็นหลักปฏิบัติขั้นแรกของชาวพุทธ และพยายามปฏิบัติตนตามหลักศีล สมาธิ ปัญญานี้ ทำให้คนเห็นว่า พระพุทธศาสนาเป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้ยาก ไม่เหมาะกับสมัยปัจจุบัน อะไรๆ ก็ห้ามไปหมด (เพราะศีลเป็นเรื่องการห้าม) ถ้าปฏิบัติตามนั้น ก็ไม่ต้องทำมาหากินกันละเลยเกิดความท้อแท้ ที่จะปฏิบัติตามศาสนา แยกตนจากศาสนา เห็นว่าศาสนาไม่เกี่ยวกับตน ศาสนาเป็นเรื่องของคนเฒ่าคนแก่ (ซึ่งไปรับศีลกินเพลที่วัดกันอยู่เป็นส่วนมาก) เป็นเรื่องของคนครึล้าสมัย อีกประการหนึ่ง การเริ่มต้นด้วยศีล (และพระภิกษุก็เทศน์ย้ำความสำคัญของศีล) ทำให้คนมองพระพุทธศาสนา ว่าเป็นศาสนาแห่งศรัทธา ความเชื่อถือ และเชื่อฟังต่อข้อห้ามต่างๆ เท่านั้น แทนที่จะเป็นศาสนาแห่งปัญญาตามความเป็นจริง

เมื่อเป็นเช่นนั้น เราจะเริ่มต้นการปฏิบัติด้วยอะไรก่อน?

ถ้าเรานำเอาองค์ทั้ง ๘ ของอริยมรรคมาพิจารณาดูอีกครั้งหนึ่ง เราก็จะเห็นว่า อริยมรรคขึ้นต้นด้วยความเห็นชอบ และความดำริชอบก่อน องค์มรรคทั้ง ๒ นี้ ตำราทุกเล่มกล่าวตรงกันว่าเป็น “ปัญญา” ต่อจากนั้นก็เป็นการเจรจาชอบ การงานชอบ เลี้ยงชีพชอบ องค์มรรคทั้ง ๓ นี้ ท่านจัดเป็นศีลอีก ๓ องค์ หนึ่ง คือ ความพยายามชอบ ความระลึกชอบ การฝึกจิตชอบ ท่านจัดเป็นสมาธิ

ถ้าเราจัดตามลำดับขององค์มรรคแบบนี้ เราก็อาจจะสรุปทางปฏิบัติ เหลือเพียง ๓ ตามลำดับ คือ ปัญญา ศีล สมาธิ ก็เมื่อท่านจัดปัญญาไว้เป็นอันดับแรกเช่นนี้ ก็แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ชาวพุทธต้องเริ่มต้นการปฏิบัติด้วยปัญญาก่อน เฉพาะอย่างยิ่ง ต้องมีสัมมาทิฏฐิก่อนอื่นหมด

ถ้าเราถือว่า พระพุทธศาสนาเริ่มต้นด้วยปัญญาก่อน พระพุทธศาสนาก็จะฟังดูมีเสน่ห์ดึงดูดจิตใจคนมากขึ้น เพราะเรื่องของปัญญา เป็นเรื่องการคิด เรื่องทางจิตใจ ไม่มีการบังคับห้ามปรามเหมือนศีล ทุกคนมีเสรีภาพทางจิตใจอย่างเต็มที่

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [11 พ.ค. 2552 , 09:06:58 น.] ( IP = 58.9.135.58 : : )


  สลักธรรม 3

ถ้าเราศึกษาดูหลักฐานในพระไตรปิฎก เราก็จะพบว่า พระพุทธเจ้าทรงย้ำความสำคัญของปัญญาก่อน ในมหาจัตารีสกสูตร อุปริปัณณาสก์ มัชฌิมนิกาย พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง ๘ นั้น สัมมาทิฏฐิย่อมเป็นประธาน ก็สัมมาทิฏฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร? คือเมื่อมีสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ จึงจะพอเหมาะได้ เมื่อมีสัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจาจึงจะพอเหมาะได้ ฯลฯ”

นี้แสดงให้เห็นว่า เมื่อมีปัญญาแล้ว ศีลย่อมเกิดมีเอง (หรืออาจจะปฏิบัติได้โดยง่าย) เมื่อมีศีลแล้วย่อมเป็นปัจจัยส่งเสริมให้เกิดสมาธิ จริงอยู่ คนอาจจะปฏิบัติศีลและสมาธิโดยไม่ต้องมีสัมมาทิฏฐิก่อนได้ แต่ศีลสมาธิที่ขาดปัญญาเป็นมูลฐาน ย่อมไม่มีผล สักแต่ว่ากระทำไปพอเป็นพิธี อย่างที่กระทำกันอยู่

ถ้าเราศึกษาดูชีวประวัติของพระพุทธเจ้า และพระอรหันต์ สาวกทั้งหลาย เราก็จะเห็นได้ทันทีว่า ชีวิตทางศาสนาของท่าน เริ่มต้นด้วยปัญญาก่อน หรือเริ่มต้นด้วยสัมมาทิฏฐิก่อน ตัวอย่างเช่น เจ้าชายสิทธัตถะก่อนจะเสด็จออกบรรพชา พระองค์ได้ทรงเห็นทุกข์อันมาในรูปของคนแก่ คนเจ็บ คนตายก่อน เมื่อเห็นทุกข์เกิดสัมมาทิฏฐิ แล้วพระองค์จึงสละโลกียสุข เสด็จออกบรรพชา และสัมมาทิฏฐินั้น นำพระองค์ไปสู่การตรัสรู้ เป็นพระพุทธเจ้าในที่สุด พระยศเถระ พระมหากัสสปเถระ พระอัครสาวกทั้ง ๒ ก็เริ่มต้นด้วยสัมมาทิฏฐิ คือ ปัญญาเช่นเดียวกัน ผู้ที่เริ่มต้นชีวิตทางศาสนาด้วยปัญญา ยากที่จะหวนกลับคืนสู่โลก มักจะดำเนินไปสู่ความพ้นทุกข์อย่างรวดเร็ว ผู้ที่ยังไม่เกิดสัมมาทิฏฐิ แม้จะออกบวชก็มักจะพ้นทุกข์ช้า บางรายก็ถึงกับหวนกลับคืนไปสู่กองทุกข์อีก

โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย พี่เณร...นำมาฝาก [11 พ.ค. 2552 , 09:10:08 น.] ( IP = 58.9.135.58 : : )


  สลักธรรม 4

กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา [11 พ.ค. 2552 , 09:34:00 น.] ( IP = 124.121.177.16 : : )


  สลักธรรม 5

อนุโมทนาครับพี่เณร หวังว่าคงยังจำผมได้ ^_^

โดย น้ำใส (น้ำใส) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [11 พ.ค. 2552 , 16:11:35 น.] ( IP = 58.10.128.131 : : )


  สลักธรรม 6

สวัสดีครับคุณน้ำใส พี่เณรจำคุณน้ำใสได้เสมอ ยังระลึกถึงเสมอๆเลยครับ และยังไปเอางานเก่าๆที่คุณน้ำใสมาลงไว้กลับมาลงใหม่อีกด้วยนะครับ

ขอบพระคุณอย่างยิ่งที่แวะเข้ามาอีกแล้ว ขอให้มาบ่อยๆนะครับผม พี่เณรดีใจมากเลยครับ

โดย พี่เณร [12 พ.ค. 2552 , 08:30:06 น.] ( IP = 58.9.138.241 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org