มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


การปฏิบัติเริ่มต้นที่ไหน ? (๒)




ตอนที่ผ่านมา

ถ้าเราถือว่า ปัญญาเป็นจุดเริ่มต้นการปฏิบัติ การแสวงหาปัญญาก็ทำได้ง่าย เพราะวิธีการสร้างปัญญามีเพียง ๓ ทาง คือ

๑. การฟัง ทำให้ได้สุตามยปัญญา ปัญญาเกิดจากการฟัง เพียงแต่ฟังเทศน์ ฟังปาฐกถา ฟังข่าว ฟังบทความทางวิทยุ ทางโทรทัศน์และทางอื่นๆ ก็ชื่อว่าเริ่มต้นปฏิบัติธรรมทางศาสนาแล้ว (ในสมัยปัจจุบัน ต้องรวมทั้งการอ่านด้วย ความจริงการอ่าน ก็คือการฟังเสียงพูด ที่ใช้ตัวอักษรแทนเสียงเขียนจารึกไว้นั้นเอง) แม้แต่กวาดสายตาอ่านหนังสือ ก็เป็นการปฏิบัติธรรมแล้ว การฟังและการอ่านไม่ต้องมีพิธีรีตอง ไม่ต้องเลือกกาลเวลาและสถานที่ ฟังอะไรที่ไหน อ่านอะไรที่ไหน ถ้าเป็นเหตุให้ได้ความรู้ ก็จัดเป็นการปฏิบัติธรรมแล้ว

๒. การคิด ทำให้เกิดจินตามยปัญญา ปัญญาเกิดจากการคิด เมื่อได้ยิน ได้ยิน หรือได้
อ่านอะไรแล้ว นำมาครุ่นคิดพินิจพิจารณา จนเกิดความรู้ละเอียด กว้างขวางในเรื่องนั้น จนกลายเป็นทิฏฐิความคิดเห็นอันถูกต้อง ก็จัดว่าปฏิบัติธรรมแล้ว การคิดยิ่งทำได้ง่ายกว่าการฟังและการอ่าน เพราะการฟังต้องอาศัยผู้พูด การอ่านต้องอาศัยสิ่งพิมพ์สิ่งเขียน แต่การคิดมีต้องอาศัยอะไรเลย เพราะทุกคน มีจิตใจสำหรับคิดอยู่แล้ว เราอาจจะคิดได้ทุกเมื่อและทุกเวลา โดยไม่ต้องรบกวน หรือขัดกับใครๆ

๓. การอบรมจิตใจ ทำให้เกิดภาวนามยปัญญา การอบรมจิตใจ ในที่นี้หมายถึงการทำจิตใจให้เป็นสมาธิจนเกิดปัญญาชั้นสูง ที่เรียกว่าญาณ การทำสมาธิ อาจจะทำได้ยาก แต่ถ้าเป็นคนชอบฟังชอบคิดอยู่แล้ว การอบรมจิตใจก็ทำได้ไม่ยากนัก เพราะปัญญาทั้ง ๓ ขั้นเป็นปัจจัยสนับสนุนกันและกัน

อนึ่ง พึงเข้าใจว่าปัญญา ในขั้นปัญญา คือ สมาธินี้เป็นปัญญาชั้นต่ำ เกิดจากการคิดพิจารณาไตร่ตรองเปรียบเทียบ ในเมื่อได้ยินได้ฟัง หรือได้รู้ได้เห็นอะไรต่างๆ จนเกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึง “หลักการ” ที่อยู่เบื้องหลังของสิ่งนั้น ความเข้าใจ หรือความรู้ ความเห็น (ทิฎฐิ) อันนั้นแหละ จะกลายเป็นทัศนคติเครื่องดำเนินชีวิตของเขาต่อไปอย่างแน่นอน ถ้าเป็นสมัยใหม่ ก็เรียกว่าเป็นปรัชญาชีวิต

ตัวอย่าง เช่น พระพุทธเจ้า เมื่อเห็นทุกข์แล้ว พระองค์ก็เกิด “ปรัชญาชีวิตว่า” ชีวิตคือความทุกข์ แล้วปรัชญาชีวิตนั้น ก็นำพระองค์ไปสู่การบรรพชาและการตรัสรู้ในที่สุด คนที่ทำอะไรโดยไม่มีปรัชญาชีวิต มักจะปล่อยชีวิตให้เป็นไปตามเหตุการณ์ตามสิ่งแวดล้อม ตามลมปากของคนอื่น และร้ายที่สุดก็คือ ตามแรงความรู้สึกฝ่ายต่ำของตนเอง

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [12 พ.ค. 2552 , 08:40:23 น.] ( IP = 58.9.138.241 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

ผู้อ่านบางท่านที่ยังติดอยู่ในสูตรดั้งเดิม ที่เคยเรียนมาว่า ศีลกำจัดกิเลสอย่างหยาบ สมาธิกำจัดกิเลสอย่างกลาง ปัญญากำจัดกิเลสอย่างละเอียด (เช่น อวิชชา) ทำให้บุคคลเป็นพระอรหันตขีณาสพขึ้นมาได้ อาจจะเกิดความสงสัยขึ้นมาว่า ถ้าเริ่มต้นการปฏิบัติด้วยปัญญาก่อน โดยที่ยังไม่มีศีลสำหรับกำจัดกิเลสหยาบและสมาธิสำหรับกำจัดกิเลสอย่างกลาง คงยังมีกิเลสหยาบ และกิเลสปานกลางเต็มอยู่ในสันดาน จะกำจัดกิเลสอย่างละเอียดได้อย่างไร?

ปัญหานี้ขอตอบว่า เมื่อเกิดปัญญาระดับทิฏฐิแล้ว ผู้มีอุปนิสัยบารมีแก่กล้าก็เกิดปัญญา ระดับ “ญาณ” ขึ้นมาด้วยในอันดับต่อไปทันที ทำให้เกิดการตรัสรู้โดยฉับพลัน เราจะเห็นได้จากบรรดาพระอรหันตสาวก ที่พอฟังพระธรรมเทศนาจบก็ได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันต์ทันที บางท่านพอเห็นอะไรบางอย่าง เช่น เห็นสายน้ำไหลซึมลงไปในดิน (นางปฏาจาราภิกษุณี) หรือเห็นผ้าขาวกลายเป็นผ้าดำเพราะถูกมือลูบ (พระจูฬปันถก) ก็เกิดญาณทำลายกิเลสละเอียดทันที

สำหรับผู้ไม่มีอุปนิสัยบารมีแก่กล้า ปัญญาระดับ “สัมมาทิฏฐิ” จะกลายเป็นแสงสว่างนำทางชีวิตที่ถูกต้องก่อน ต่อจากนั้นจะปฏิบัติในหลักศีลและสมาธิไปตามลำดับได้อย่างสะดวก เมื่อปฏิบัติสมาธิได้สมบูรณ์แล้ว ก็จะเกิดปัญญาระดับญาณขึ้น ทำลายกิเลสอย่างละเอียด เมื่อทำลายกิเลสละเอียดได้แล้ว วิมุติความหลุดพ้นก็เกิดขึ้น

เพราะฉะนั้น ในมหาจัตตารีสกสูตรดังกล่าวแล้ว พระพุทธองค์จึงตรัสไว้ว่า“...เมื่อมีสัมมาสมาธิ สัมมาญาณะจึงพอเหมาะได้ เมื่อมีสัมมาญาณะ สัมมาวิมุติจึงพอเหมาะได้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้แล พระเสขะผู้ประกอบด้วยองค์ ๘ จึงเป็นพระอรหันต์ประกอบด้วยองค์ ๑๐”

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [12 พ.ค. 2552 , 08:44:56 น.] ( IP = 58.9.138.241 : : )


  สลักธรรม 2

จากพระสูตรนี้ เราจะเห็นได้ว่า มรรคมีองค์ ๑๐ คือรวมทั้งสัมมาญาณะ และสัมมาวิมุติด้วย แต่ในแบบทั่วๆ ไป ท่านจัดมรรคไว้เพียง ๘ องค์ ไม่จัดญาณและวิมุติไว้ด้วย ก็เพราะญาณและวิมุติมีลักษณะเป็นผล เกิดขึ้นเองในเมื่อดำเนินตามปัญญา ศีล สมาธิ ครบบริบูรณ์แล้ว ส่วนองค์ ๘ เบื้องต้นนั้นเป็นมรรค เป็นทางเดิน เป็นเหตุที่จะต้องลงมือปฏิบัติอย่างแท้จริง

จากเหตุผลดังที่กล่าวมานี้ ทางปฏิบัติของชาวพุทธจึงน่าจะเริ่มต้นด้วยปัญญาก่อน เราควรจะเรียงลำดับสูตรของการปฏิบัติของการปฏิบัติเสียใหม่ว่า ปัญญา ศีล สมาธิ แล้วก็ดำเนินตามนั้น แทนที่จะเริ่มต้นด้วยศีล สมาธิ ปัญญาดังที่ถือกันอยู่

โดย..ท่านอาจารย์วศิน อินทสระ

โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย พี่เณร...นำมาฝาก [12 พ.ค. 2552 , 08:49:19 น.] ( IP = 58.9.138.241 : : )


  สลักธรรม 3


มาติดตามอ่านต่อค่ะ
ในที่สุดก็พบว่า ปัญญาเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิบัติ ซึ่งสามารถหาได้ง่ายๆ จากการฟัง คิดพิจารณา และภาวนาอบรมบ่มจิตใจให้เกิดญาณชั้นสูงขึ้น

กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา [12 พ.ค. 2552 , 09:23:36 น.] ( IP = 124.121.174.115 : : )


  สลักธรรม 4

ขอบพระคุณและอนุโมทนาครับ

มาติดตามอ่านครับ ^_^

โดย น้ำใส [12 พ.ค. 2552 , 09:51:20 น.] ( IP = 203.107.203.146 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org