มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


จริยธรรมและปรัชญากับความมั่นคงของชาติ




ตอนที่ผ่านมา

ในหัวข้อเรื่อง “จริยธรรมและปรัชญากับความมั่นคงของชาติ” นี้ มีสิ่งที่จะต้องพิจาณาเกี่ยวโยงกัน ๔ อย่างด้วยกัน คือ

๑. ชาติ
๒. ความมั่นคงของชาติ
๓. ปรัชญา
๔. จริยธรรม

จะบรรยายองค์ประกอบทั้ง ๔ ประการแต่โดยย่อตามลำดับดังต่อไปนี้

๑. ชาติคืออะไร คำว่า “ชาติ” น่าจะหมายถึงองค์ประกอบสำคัญ ๒ ประการ คือ

๑.๑ ประชาชนในชาติ หมายถึงกลุ่มชน ที่รวมกันอยู่เป็น “สังคม” อันหนึ่งโดยอาศัยลักษณะร่วมต่างๆ เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวไว้ เช่น มีเชื้อชาติ ภาษา ศาสนา วัฒนธรรม ระบอบการปกครอง ศูนย์กลางการปกครอง สถานที่อยู่ทางภูมิศาสตร์เป็นอันเดียวกัน (หมายเหตุ ชาติหนึ่งๆ ไม่จำเป็นจะต้องมีลักษณะร่วมเหล่านี้ครบทุกอย่าง แต่ลักษณะร่วมที่ขาดไม่ได้ก็คือ มีระบอบการปกครอง และศูนย์กลางการปกครองเป็นอันเดียวกัน ชาติที่มีลักษณะร่วมมาก ย่อมมีเอกภาพมาก และเอกภาพเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับความมั่นคงของชาติ ชาติไทยเป็นชาติที่มีลักษณะร่วม และมีเอกภาพมากชาติหนึ่ง)

๑.๒ ประเทศ หมายถึงอาณาเขตทางภูมิศาสตร์ อันเป็นที่อยู่อาศัยของประชาชนในชาติ มีขอบเขตอันแน่นอน ที่ได้รับการรับรองจากชาติอื่นๆ (หมายเหตุ ชนบางชาติอาจจะมี “ชาติ” แต่ไม่มี “ประเทศ” ของตนเอง เช่น ยิปซี อินเดียนแดง ปาเลสติเนียน มอญ เป็นต้น

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [13 พ.ค. 2552 , 06:40:21 น.] ( IP = 58.9.136.192 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

๒.ความมั่นคงของชาติคืออะไร? ชาติที่มีประชาชนในชาติ มีเอกภาพในชาติ และมีประเทศที่อยู่ของตนเองปรากฏในแผนที่โลก ก็นับว่ามี “ความมั่นคง” เป็นพื้นฐานอยู่บ้างแล้ว สำหรับความคงอยู่ในปัจจุบันแต่เพียงเท่านี้ยังไม่จัดว่า “มั่นคง” แท้ต่อไปในอนาคตอาจจะไม่มั่นคง และอาจจะถึงกับสูญชาติสิ้นชื่อไปจากโลกได้ ตลอดประวัติศาสตร์อันมีอายุประมาณ ๕,๐๐๐ ปี ของมนุษยชาตินี้ ก็ปรากฏว่ามีชาตินับจำนวนสิบที่เกิดขึ้นมาแล้วก็ตายไปเหมือนชีวิตของคนคนหนึ่ง บางชาติแม้ยังไม่ตายก็จัดได้ว่ากำลังป่วยหนัก

ฉะนั้นชาติที่มีความเจริญมั่นคงทั้งในปัจจุบันและอนาคต จะต้องมีคุณสมบัติประการแรก คือ “เอกราชอธิปไตย” เป็นของตนเอง ถ้าตกอยู่ใต้อำนาจของชาติอื่น ก็นับวันแต่จะถูกชาติอื่นทำลายเอกภาพ ถูกกลืนชาติหายไปทีละน้อยๆ ดังที่ชาติเล็กชาติน้อยผู้เคราะห์ร้ายทั้งหลายในโลกกำลังได้รับอยู่ในปัจจุบัน และเอกราชอธิปไตยจะดำรงอยู่ได้ต้องอาศัยกำลังต่างๆ ดังต่อไปนี้เป็นเครื่องเสริมและป้องกันไว้

๒.๑ กำลังทางเศรษฐกิจ ต้องเป็นชาติที่มีการเกษตร การอุตสาหกรรม และการเจริญก้าวหน้า ประชาชนมีรายได้สูง มีมาตรฐานการครองชีพสูง พึ่งตนเองได้ในทางเศรษฐกิจ

๒.๒ กำลังกาย ประชาชนในชาติจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับสุขภาพอนามัย มีกำลังกายแข็งแรงสมบูรณ์ มีบริการทางแพทย์ดีและเพียงพอ

๒.๓ กำลังความรู้ ประชาชนในชาติต้องมีระดับการศึกษาสูง มีความรู้และความสามารถในด้านต่างๆ สูง มีบริการทางการศึกษาดีและเพียงพอ

๒.๔ กำลังทัพ ต้องมีกำลังทหารเข้มแข็งพอที่จะต่อสู้ป้องกันเอกราชอธิปไตยของตนเองได้ ไม่ฝากเอกราชอธิปไตยไว้กับกองทัพต่างชาติ

๒.๕ กำลังชาตินิยม ประชาชนในชาติต้องมีความรัก ความหยิ่ง ความภาคภูมิใจในเชื้อชาติ ภาษา ศาสนา วัฒนธรรมของตน พยายามรักษาไว้อย่างสุดความสามารถ (หมายเหตุ ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ คนมักจะมองกำลังชาตินิยมด้วยความหวาดระแวง เพราะเกรงว่าชาตินิยมจะนำไปสู่การเบียดเบียนเข่นฆ่าชาติอื่น เช่น เยอรมนีภายใต้นาซีเป็นต้น แต่อย่างไรก็ตาม ผลโดยตรงของชาตินิยมก็คือความมั่นคงของชาตินั้นๆ ชาติบางชาติที่สถานการณ์บังคับให้ต้องสูญเสียประเทศชาติพร้อมทั้งเอกราชและอธิปไตย แต่เขามีพลังชาตินิยมสูง ในที่สุดก็สามารถได้ประเทศชาติพร้อมทั้งเอกราชและอธิปไตยกลับคืนมา เช่น อิสราเอล เป็นต้น ชาติที่มีพลังชาตินิยมสูง ยากที่จะถูกชาติอื่นกลืนได้)

๒.๖ กำลังความคิด ประชาชนในชาติจะต้องมีความคิดริเริ่ม (initiative) และความคิดสร้างสรรค์ (creative) ไม่เฉื่อยชา มีความคิดก้าวหน้า ชอบสอบสวน วิจัยค้นคว้าหาความจริงอยู่เสมอ ไม่คอยแต่จะเอาอย่างเขา หรือหวังพึ่งผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ

๒.๗ กำลังจริยธรรม ประชาชนในชาติต้องมีคุณธรรม (virtue) ฝ่ายสร้างสรรค์ เช่นความขยันขันแข็ง ความกระเหม็ดกระแหม่ ความกล้าหาญในทางที่ชอบ ความสามัคคี ความซื่อสัตย์ ความอดทน ความกตัญญู ซึ่งเป็นเหตุเบื้องต้นที่จะก่อให้เกิดกำลังอื่นๆ ดังกล่าวมาแล้ว อีกนัยหนึ่งกำลังจริยธรรม หมายถึงมาตรฐานทางความประพฤติอันสูง ประชาชนต้องเกลียดความชั่วรักความดี เว้นจากความชั่วกระทำความดี อย่างเคร่งครัดพอสมควร

จากกำลัง ๗ ประการดังกล่าวนี้ กำลังข้อ ๒.๔ พอจะอนุโลมเข้าใน “ปรัชญา” ได้ ส่วนข้อ ๒.๗ เป็นเรื่องของจริยธรรมโดยตรง ดังนั้น จริยธรรมและปรัชญาจึงเป็นกำลัง ๒ ใน ๗ หรือประมาณ ๒๘ ในร้อยของกำลังทั้งหมด นับว่ากำลัง ๒ ประการนี้มีส่วนรับผิดชอบต่อความมั่นคงของชาติ จะขอเริ่มต้นด้วยปรัชญาก่อน

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [13 พ.ค. 2552 , 06:45:44 น.] ( IP = 58.9.136.192 : : )


  สลักธรรม 2

๓. ปรัชญาคืออะไร? คำว่าปรัชญา (philosophy) ตามคำจำกัดความหมายถึง “ความรักในความรู้” กิจกรรมทางปรัชญา (philosophizing) คือ การคิดค้นหาความรู้ นักปรัชญา (philosopher) คือบุคคลผู้รักและคิดค้นหาความรู้ ตัวความรู้ที่นักปรัชญาคิดค้นขึ้นมาได้ ก็เรียกว่าปรัชญาด้วย เช่นปรัชญาของ Plato ก็หมายถึงความรู้ที่ Plato คิดค้นขึ้นมาได้

ปรัชญาเองก็เจริญวิวัฒนามาตามยุคตามสมัย พอจะแบ่งเป็นสมัยใหญ่ๆ ได้ ๓ สมัย ดังนี้ :

๓.๑ สมัยแรก ในยุครุ่งอรุณทางปัญญาของมนุษย์ คนมีความรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมน้อยมากปรัชญาในยุคนี้จึงเป็นเพียงความพยายามของมนุษย์ที่จะอธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติตามหลัก เหตุผลเท่านั้น นักปรัชญากรีกรุ่นแรก เช่น Tales, Anaximander, Anaximines เป็นต้น จัดอยู่ในประเภทนี้

๓.๒ สมัยกลาง เป็นยุคที่มนุษย์มีความรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมพอสมควรแล้ว จึงหันเข้าคิดค้นในเรื่องลึกลับและลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยมากเป็นเรื่องอยู่นอกเหนือวิสัยของประสาททั้ง ๕ พยายามจะเข้าให้ถึงความจริงขั้นสุดท้าย (Ultimate Reality) ของสิ่งต่างๆ นักปรัชญาประเภทนี้มีตลอดมาตั้งแต่สมัยกลางของกรีก (Socrates, Plato, Aristotle ฯลฯ) ถึงเริ่มสมัยใหม่ในยุโรป (Kant,Hegel, Descarte ฯลฯ)

มีนักคิดบางพวก ที่เบื่อหน่ายต่อเรื่องอันลึกลับและลึกซึ้ง ที่นักปรัชญาชอบถกเถียงกัน จึงหันไปสนใจค้นคว้าเฉพาะเรื่องที่พอจะพิสูจน์ได้ด้วยประสาททั้ง ๕ และเป็นประโยชน์โดยตรงแก่ชีวิตของมนุษย์ นักคิดพวกนี้ได้กลายเป็นนักวิทยาศาสตร์และนักมนุษยนิยมไป เนื่องจากผลงานของพวกนี้ พิสูจน์ได้และมีประโยชน์โดยตรง จึงได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง นักปรัชญาแท้ๆ เริ่มถอยไปอยู่เบื้องหลัง

๓.๓ สมัยใหม่ เป็นสมัยแห่งวิทยาศาสตร์ นักปรัชญาที่มีอยู่บ้างก็เป็นนักปรัชญาผสมวิทยาศาสตร์ (Whitehead, Russell ฯลฯ) งานคิดของนักปรัชญาเหล่านี้ก็วนเวียนอยู่กับศาสตร์สมัยใหม่ต่างๆ นั่นเอง ฉะนั้น จึงเกิดมีปรัชญาแห่งการศึกษา ปรัชญาทางการเมือง ปรัชญาทางเศรษฐศาสตร์ ปรัชญาทางศาสนา เป็นต้น

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [13 พ.ค. 2552 , 06:48:48 น.] ( IP = 58.9.136.192 : : )


  สลักธรรม 3

๔. ปรัชญามีส่วนในการเสริมสร้างความมั่นคงของชาติได้อย่างไร? จากคำนิยามของปรัชญาดังกล่าวมาโดยสังเขป เราจะเห็นได้ว่านักปรัชญาก็คือนักคิดหรือนักทำงานทางจิต (มโนกรรม) การคิดย่อมก่อให้เกิดความรู้ (จินตามยปัญญา) ความรู้ย่อมเป็นพลังงานอันสำคัญอย่างหนึ่ง สำหรับความเจริญมั่นคงของชาติ (กำลังข้อ ๒.๓) จิตใจที่คิดอยู่เสมอเป็นจิตใจที่ขยัน (active) จิตใจที่ขยันเป็นจิตใจที่สร้างสรรค์ (creative) จิตใจที่สร้างสรรค์ก่อให้เกิดความเจริญในชาติ

ฉะนั้นชาติที่เจริญรุ่งเรือง ทั้งในอดีตและปัจจุบัน จึงมีนักคิดมาก (กรีกและอินเดีย มีนักคิดเชิงปรัชญาไม่ต่ำกว่าชาติละ ๑๐๐ จีนมีประมาณ ๒๐ โรมันประมาณ ๒๐ เยอรมนีมีประมาณ ๙๐ อังกฤษมีประมาณ ๓๐ อเมริกามีประมาณ ๒๐ โปรดดูรายชื่อนักปรัชญาใน Dictionary of Philosophy รวบรวมโดย D.D.Runes จัดพิมพ์โดย Philosophical, Library, New York ๑๘๖๐) ชาติเล็กชาติน้อยในเอเชีย เช่น ไทย ไม่ปรากฏว่ามีนักคิดระดับโลกเลย (หรืออาจจะมีแต่มิได้ทิ้งบันทึกความคิดไว้ให้เราศึกษา) ตามหลักฐานเราอาศัยความคิดทางปรัชญาของอินเดีย และจีนมาโดยตลอด เช่นเดียวกับที่เรากำลังอาศัยความคิดของตะวันตกในปัจจุบัน

อันความคิดนั้น แม้จะไม่ขึ้นถึงขั้น “ปรัชญา” เพียงแต่ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในแผนกงานต่างๆ ของชาติ ก็เป็นสิ่งจำเป็นและเพียงพอแล้วสำหรับประเทศไทย รู้สึกว่าเรายังขาดนักคิดริเริ่มสร้างสรรค์ บางทีเราอาจจะต้องหาวิธีส่งเสริม ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และอาจจะต้องถือเป็นนโยบายระดับชาติ วิธีที่จะเสนอแนะต่อไปนี้ ไม่ใช่วิธีใหม่ทั้งหมด เพราะมีคนพูดและเขียนกันอยู่เสมอ แต่ยังไม่มีการกระทำอย่างจริงจัง

๔.๑ การศึกษาอบรมตั้งแต่เยาว์วัย เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการสร้างนิสัยต่างๆ ของคน
(รวมทั้งนิสัยชอบคิด) ฉะนั้น รัฐควรจัดระบบการศึกษาทุกระดับให้เยาวชนรู้จักคิดริเริ่มสร้างสรรค์
เราอาจจะต้องเพิ่ม “จินตศึกษา” เข้าไปในหลักสูตรจากพุทธิศึกษา พลศึกษา จริยศึกษา และหัตถศึกษาซึ่งมีอยู่แล้ว เราอาจจะต้องตั้งคณะกรรมการระดับชาติ ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ขึ้นพิจารณาวางหลักสูตรวิธีการฝึกความคิด และวิธีการวัดผลไว้อย่างมีระบบ และเหมาะสมกับวัยและสถานการณ์ มีการนำออกบังคับใช้อย่างจริงจัง การคิดเป็นนิสัยทางจิตชนิดหนึ่ง นิสัยทุกชนิดเป็นสิ่งสร้างขึ้นได้

๔.๒ รัฐควรจะจัดตั้งสถาบันส่งเสริมความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ขึ้น มีหน้าที่หาทางส่งเสริมประกวดพิจารณาตัดสินและให้รางวัล (แบบโนเบลหรือแมกไซไซ) แก่ความคิดดีเด่นในสาขาต่างๆ ประจำปี (ตามความเป็นจริงนั้น ผู้ที่ได้รับรางวัลประเภทโนเบลเป็นต้นนั้นก็คือ คนมีความคิดและดำเนินตามความคิดอย่างจริงจังจนเกิดผลนั่นเอง)

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [13 พ.ค. 2552 , 06:52:33 น.] ( IP = 58.9.136.192 : : )


  สลักธรรม 4

๔.๓ รัฐควรหาทางเปิดโอกาส และให้เสรีภาพในทางความคิดแก่ประชาชนอย่างกว้างขวาง ให้หลักประกันความปลอดภัยแก่นักคิด มีใจกว้างพอที่จะยอมรับความคิดแปลก ๆใหม่ๆ แม้ว่าความคิดนั้นอาจจะมาจากฝ่ายตรงกันข้าม หรือขัดกับแนวความคิดเดิมก็ตาม เพราะกรอบความคิดเดิมไม่จำเป็นจะต้องมีลักษณะสร้างสรรค์เสมอไป (หมายเหตุ ตามประวัติศาสตร์ มนุษยชาติเจริญมาโดยลำดับ เพราะอาศัยความคิดแบบ Breakthrough หรือ “แหวกทะลุ” แนวความคิด (idea system) เก่าๆ ของบุคคลผู้มีวิญญาณการบุกเบิกเพียงไม่กี่คน ระบบความคิดใดเกิดขึ้นแล้ว มักจะคงอยู่นับศตวรรษโดยไม่มีใครกล้าเปลี่ยนแปลง กลายเป็นแบบความคิดที่มั่นคงอย่างที่ Julian Huxley เรียกว่า Stable type นานๆ จึงจะเกิดมีความคิดแบบ “แหวกทะลุ” ขึ้นครั้งหนึ่ง เมื่อใดมีการแหวกทะลุ เมื่อนั้นอารยธรรมและวัฒนธรรมของมนุษย์ ก็ก้าวไปอีกก้าวหนึ่ง ตัวอย่างในเรื่องนี้มีมากมาย ถ้าเราไม่มีนักคิดแบบ “แหวกทะลุ” อย่างพระพุทธเจ้า โคลัมบัส ชาร์ลส์ ดาร์วิน ไอน์สไตน์ ฯลฯ โลกคงไม่ก้าวมาไกลถึงขนาดนี้)

๔.๔ หัวหน้าหน่วยงานต่างๆ ทั้งส่วนรัฐและเอกชนควรจะมีใจกว้างเปิดโอกาสและสร้างบรรยากาศที่จะให้ทุกคนในหน่วยงาน ได้แสดงความคิดริเริ่มสร้างสรรค์อย่างเต็มที่ พยายามลดทิฏฐิมานะและกำจัดการถือพรรคถือพวกให้หมดสิ้นไป (หมายเหตุ ในบางประเทศเขามีการจ้างนักคิดริเริ่มสร้างสรรค์ (idea man) ไว้ประจำสำนักงาน การที่เราจ้างผู้เชี่ยวชาญหรือที่ปรึกษาต่างประเทศไว้ประจำหน่วยงานต่างๆ ด้วยเงินจำนวนมากนั้น ความจริงก็คือการซื้อความคิดของนักคิดนั่นเอง)

๔.๕ รัฐควรจะดำเนินมาตรการที่จะทำให้ประชาชนใจกว้างขึ้น เพราะคนส่วนใหญ่มักจะติดอยู่ภายในกรอบกำแพง ความคิดเดิม ไม่ยอมรับความคิดแบบ “แหวกทะลุ” ง่ายๆ ยิ่งกว่านั้นยังพยายามขัดขวางเบียดเบียนเสียอีก ดังจะเห็นตัวอย่างมากมายในประวัติศาสตร์ของยุโรป

ผู้เขียนเชื่อว่า ถ้าเราดำเนินมาตรการต่างๆ ดังกล่าวมานี้ (และมาตรการอื่นๆ ซึ่งอาจจะมีอยู่) อย่างจริงจัง เราจะมีนักคิดริเริ่มสร้างสรรค์มากพอกับความต้องการของประเทศชาติในไม่ช้า เพราะคนไทยไม่ใช่ชาติที่ “ไร้ความคิด” คนไทยได้แสดงความคิดชั้นเยี่ยม เพื่อความมั่นคงของตนและประเทศชาติออกมาเป็นครั้งคราวในประวัติศาสตร์ ทำให้ชาติไทยรอดพ้นจากปากเหยี่ยวปากกามาได้ตลอด แต่คนไทยจะคิดหนักก็ต่อเมื่ออยู่ในภาวะคับขัน แสดงให้เห็นว่าเราชอบการกระตุ้นเตือน ฉะนั้น ถ้าเราสามารถจัดสร้างภาวะกระตุ้นเตือนขึ้นได้ เราจะมีนักคิดชั้นยอดได้อย่างไม่มีปัญหา ในปัจจุบันภาวะกระตุ้นความคิดยังไม่ดีพอ คนที่มีความคิดแปลกๆ มักจะถูกรังเกียจ(และถูกหวาดกลัว) ถูกกีดกันกลั่นแกล้ง จนในที่สุดก็หมดกำลังใจเลิกคิดไปเอง

โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย พี่เณร...นำมาฝาก [13 พ.ค. 2552 , 06:56:14 น.] ( IP = 58.9.136.192 : : )


  สลักธรรม 5

กราบขอบพระคุณมากค่ะ

โดย พี่ดา [13 พ.ค. 2552 , 14:34:40 น.] ( IP = 124.121.179.118 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org