มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


จริยธรรมและปรัชญากับความมั่นคงของชาติ (๒)





ตอนที่ผ่านมา

ผู้ไม่มีความคิดของตนเอง (คนสิ้นคิด) และไม่คิดที่จะ “คิด” คิดแต่จะตามเขาหรืออาศัยเขาท่าเดียว ชื่อว่าดูหมิ่นตนเอง ไม่นับถือตนเอง ถ้าตนไม่นับถือตน การที่จะให้คนอื่นมานับถือนั้น หวังได้ยากยิ่ง เกียรติของเขาย่อมต่ำในสายตาของประชาชน ชาติที่สิ้นความคิดและสิ้นคนคิด ก็มีเกียรติต่ำต้อยในสายตาของประชาติฉันนั้น

๕.จริยธรรมคืออะไร? จริยธรรม (บางท่านเรียกว่าจริยศาสตร์) ซึ่งตรงกับภาษาอังกฤษว่า
Ethics เป็นแขนงหนึ่งของปรัชญา บางทีก็เรียกว่าปรัชญา เชิงจริยธรรม (Moral philosophy) โดยมากเรื่องของจริยธรรมมักจะเกี่ยวข้องกับปัญหาที่ว่า ความดี ความชั่ว ความถูก ความผิด บาป บุญ คุณ โทษ ฯลฯ คืออะไร มีอยู่โดยตัวเองหรือขึ้นอยู่กับสมมติบัญญัติของมนุษย์ ถ้ามีอยู่จริง อยู่ที่ไหน อะไรคือมาตรฐานสำหรับตัดสินความดีความชั่วเป็นต้น คำตอบต่อปัญหาเหล่านี้มีมาก พอๆ กับจำนวนกลุ่มนักปรัชญา มีการโต้เถียงขัดแย้งหักล้างกันตามธรรมเนียม ผู้เขียนเห็นว่ารายละเอียดการโต้แย้งเรื่องจริยธรรมไม่อยู่ในขอบข่ายของเรื่องนี้จึงขอผ่านไป จะขอบรรยายเฉพาะหลักจริยธรรมทางพระพุทธศาสนาซึ่งเกี่ยวข้องกับชาติโดยตรงเท่านั้น

จริยธรรมทางพระพุทธศาสนา หมายถึงคุณภาพแห่งพฤติกรรมทางกาย วาจา ใจของคนพฤติกรรมใดเกิดจากแรงกระตุ้นใจฝ่ายชั่ว (กิเลส) มีความตั้งใจชั่ว (อกุศลเจตนา) มีผลร้าย (อนัตถะ)
ทั้งแก่ตนและคนอื่น พฤติกรรมนั้นจัดเป็นความชั่ว ถ้ามีลักษณะตรงกันข้ามก็จัดเป็นความดี

๖. จริยธรรมเป็นปัจจัยต่อความเจริญมั่นคงของชาติอย่างไร? จริยธรรมเป็นปัจจัยส่งเสริมความเจริญมั่นคงของชาติอย่างสำคัญยิ่ง แต่ทำหน้าที่ส่งเสริมอย่างเงียบๆ ที่คนไม่ค่อยรู้และไม่เห็นความสำคัญ

๖.๑ คุณธรรม (Virtue) ฝ่ายสร้างสรรค์เช่น ความขยัน ความกล้าหาญ ความสามัคคี ความเสียสละเพื่อส่วนรวม ความรักในระเบียบวินัย ฯลฯ ช่วยให้กำลัง ๗ ประการของชาติเข้มแข็ง ชาติที่มีกำลัง ๗ ประการดังกล่าวแล้วเข้มแข็งย่อมเจริญมั่นคง

๖.๒ มาตรฐานทางจริยธรรมอันสูง (เว้นชั่วทำดี) ก่อให้เกิดความสงบสุขในสังคมที่คนมองไม่ค่อยเห็น สังคมที่สงบสุขอยู่ได้ดังที่เป็นอยู่เวลานี้ เพราะคนส่วนใหญ่ไม่กล้าทำความชั่ว เหตุที่เขาไม่ทำชั่ว ไม่ใช่เพราะกลัวถูกตำรวจจับ (ในหมู่บ้านที่สงบสุขบางแห่ง ชาวบ้านไม่เคยเห็นตำรวจเลย) แต่เพราะกลัวบาป (โอตตัปปะ) ซึ่งเป็นคุณธรรมข้อหนึ่ง ถ้าคนเพียง ๑ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นในสังคมหนึ่งขาดคุณธรรมข้อนี้ ความสงบสุขจะหายไปทันที ความเดือดร้อนวุ่นวายจะเกิดขึ้น ถ้าเหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นจริง เราจะต้องมีกำลังตำรวจ ๑ คน เป็นอย่างน้อยต่อพลเมือง ๑๐๐ หรือ ๑๐๐ คนต่อพลเมือง ๑๐,๐๐๐ ในเมืองเชียงใหม่มีพลเมือง ๗๐,๐๐๐ เราจะต้องมีกำลังตำรวจ ๗๐๐ คนเป็นอย่างน้อย (ในปัจจุบันในเมืองเชียงใหม่เราใช้ตำรวจ ๑๕๐ คน) ทั่วทั้งจังหวัดเชียงใหม่ เราจะต้องใช้กำลังตำรวจไม่ต่ำกว่า ๘๐,๐๐๐ คน และจะต้องมีสถานีตำรวจประจำทุกหมู่บ้าน ถ้าเราทำตามอัตราส่วนนี้ทั่วประเทศ เราจะต้องใช้กำลังคนและกำลังทรัพย์มากเพียงใดในการรักษา “ความสงบสุข” ในบ้านเมือง ? ถ้าเราคิดดูอย่างนี้ เราก็จะเห็นได้ทันทีว่าพลังอันเงียบเชียบของจริยธรรม ได้ช่วยรักษาความสุขให้แก่บ้านเมืองอย่างไร ได้ช่วยประหยัดงบประมาณแผ่นดินไว้ได้มากเท่าใด

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [14 พ.ค. 2552 , 07:18:41 น.] ( IP = 58.9.135.218 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

๖.๓ ความสงบสุขอันเป็นผลของจริยธรรม ทำให้ประชาชนในชาติเกิดความอบอุ่นใจ รู้สึกปลอดภัยในชีวิต ทรัพย์สิน และคนรัก ทำให้บ้านเมืองน่าอยู่ ทำให้เกิดความรักประเทศชาติ ทำให้เกิดไมตรีจิตมิตรภาพระหว่างประชาชนในชาติ ทำให้เกิดพลังสามัคคี

๖.๔ ความรู้สึกอบอุ่นสบายใจ หมดความวิตกกังวลในสวัสดิภาพของตนและคนรัก ทำให้ประชาชนในชาติสามารถทุ่มเทกำลังกาย กำลังใจ กำลังความรู้ ความสามารถในการสร้างสรรค์สิ่งดีงามให้แก่ประเทศชาติ ทำให้ประเทศชาติเจริญรุ่งเรืองยิ่งๆ ขึ้นไป

๖.๕ ความสงบสุขของบ้านเมือง ทำให้รัฐสามารถนำกำลังทรัพย์ กำลังกายและกำลังปัญญาไปใช้ในการสร้างสรรค์ความเจริญ ให้แก่ประเทศชาติได้อย่างเต็มที่ แทนที่จะต้องแบ่งเฉลี่ยไปใช้ในการรักษาความสงบสุขของบ้านเมืองอย่างที่กระทำอยู่

(หมายเหตุ ตามงบประมาณปี ๒๕๑๑ รัฐต้องใช้เงินไม่ต่ำกว่าพันล้านบาท ในการจัดการกับการขาดจริยธรรมของประชาชน เฉพาะค่าเสื้อผ้าและอาหารนักโทษในเรือนจำก็มากกว่า ๖๐ ล้านบาทเสียแล้ว นับว่าการขาดจริยธรรมก่อความสูญเสียให้แก่รัฐไม่น้อย ถ้าจะนับเอาการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินเข้าไปด้วยก็ประมาณเป็นจำนวนเงินไม่ได้เลย ฉะนั้นความขาดแคลนทางจริยธรรมจึงเป็นเสมือนหน่วยก่อวินาศกรรม ภายในที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และทำงานได้ผลดียิ่งกว่าหน่วยก่อการร้ายใดๆ )

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [14 พ.ค. 2552 , 07:20:37 น.] ( IP = 58.9.135.218 : : )


  สลักธรรม 2

๗.มาตรฐานทางจริยธรรมของไทยในปัจจุบันสูงขึ้นหรือต่ำลง? เกี่ยวกับปัญหานี้ มีผู้ให้คำตอบเป็น ๓ ประเภท ประเภทแรก เห็นว่าไทยยังมีมาตรฐานทางจริยธรรมสูง (เมื่อเทียบกับประเทศอื่นบางประเทศ) ประเภทที่สองเห็นว่าไม่สูงขึ้นไม่ต่ำลง ดำเนินมาเรื่อยๆ อย่างที่เคยเป็นมา พวกที่สามเห็นว่าต่ำลง ผู้เขียนเห็นด้วยกับประเภทหลังนี้ เพราะเหตุผลดังต่อไปนี้ :

๗.๑ แนวโน้มทางจิตใจของคนเวลานี้หนักไปทางวัตถุนิยม จุดมุ่งสูงสุดในชีวิตคือความร่ำรวยด้วยวัตถุทรัพย์ คนพยายามจะร่ำรวยให้มากที่สุดและเร็วที่สุด โดยไม่ค่อยคำนึงถึงวิธีการ
จึงเกิดมีคนที่แสวงหาความร่ำรวยโดยทางทุจริตผิดกฎหมายและจริยธรรมมากขึ้น อาชญากรรมอันดับหนึ่งของไทยเกี่ยวด้วยเรื่องของวัตถุทรัพย์

๗.๒ การให้คุณค่าอันสูงส่งแก่วัตถุทรัพย์ บูชาทรัพย์เหนือสิ่งอื่นใด ทำให้คนเห็นสิ่งที่มีคุณค่าทางจิตใจกลายเป็นสิ่งไร้ราคา จึงมีการทำลายคุณค่าทางจริยธรรมอยู่ทั่วไป คนซื่อสัตย์สุจริตถูกหาว่าโง่ คนมีศีลธรรมถูกหาว่าคร่ำครึ มีการตัดเศียรพระพุทธรูปไปแลกเอาวัตถุทรัพย์ มีการใช้ศาสนสถานเพื่อการค้า มีการขายลูกสาวไปเป็นโสเภณี มีการขายเกียรติยศลดตัวลงเป็นเมียเช่า แม้ชีวิตก็เป็นสิ่งมีค่าน้อย คนสมัยนี้อาจจะฆ่ากันได้ง่ายๆ เพราะเงินเพียงไม่กี่สิบบาท

๗.๓ สังคมยกย่องผู้ร่ำรวยด้วยวัตถุทรัพย์ (ไม่ว่าโดยบริสุทธิ์ใจหรือโดยมารยาท) โดยมิได้คำนึงว่าเขาร่ำรวยขึ้นมาได้โดยชอบธรรมหรือไม่ คนดีมีศีลธรรมกลับถูกหาว่าโง่เซอะ ทำให้คนไม่อยากทำดี คนที่ทำดีอยู่แล้วก็เอือมระอาและหลบมุม

(หมายเหตุ ในอีกแง่หนึ่ง เมื่อการทุจริตเป็นวิธีการอันแพร่หลายที่ทำให้คนร่ำรวยได้ คนผู้ ขาดวิจารณญาณก็มักจะเหมาเอาทันทีว่า ทุกคนที่เกิดร่ำรวยขึ้นมาจะต้องทุจริต เป็นการไม่ให้ความยุติธรรมแก่คนที่ร่ำรวยโดยสุจริต ก่อให้เกิดความรู้สึกแบ่งแยก เป็นศัตรูกันอย่างเงียบๆ ระหว่างคนที่มีฐานะทางทรัพย์ต่างกันมากๆ เป็นการทำลายพลังสามัคคีในชาติ)

๗.๔ การบูชาวัตถุนิยม ทำให้เกิดความนิยมยกย่องเทิดทูนชาติที่เขาเจริญด้วยวัตถุ ถือเขาเป็นแบบอย่างในการพัฒนาตนและชาติ ดูถูกเหยียดหยามชาติที่ด้อยความเจริญด้วยวัตถุ (แม้กระทั่งชาติของตนเอง) พยายามทอดทิ้งของของตนเอง เพื่อจะเอาอย่างเขาอย่างรีบร้อนปราศจากการยั้งคิดเลือกสรร เป็นการยอมตนลงเป็นทาสทางวัฒนธรรมของชาติอื่น ก็เท่ากับทำลายความเป็นตัวของตัวเอง เป็นการผลักไสตนไปสู่ความสูญเสียลักษณะเฉพาะของตน

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [14 พ.ค. 2552 , 07:24:01 น.] ( IP = 58.9.135.218 : : )


  สลักธรรม 3

๗.๕ ท่าทีทางวัตถุนิยมแสดงตัวออกมาในรูปการบูชาความสุขทางเนื้อหนัง ผู้มีรูปร่างสวยหรือมีชื่อเสียง เพราะได้รับการยกย่องเชิดชูขึ้นเป็นเทพเจ้า (เทพี) ไปไหนมีคนรุมล้อมชมบารมี สถานบำเรอกามเกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด ผู้หญิงนิยมแต่งตัวยั่วกาม ทำลายความเป็น “มารดาของโลก” ของตนเอง แสดงตัวให้เป็นเพียง “เครื่องยั่วและบรรเทากาม” เท่านั้น ผู้ชายที่สนองตอบโดยวิธีเหมาะสมกัน นิยมมีเมียน้อย เมียเก็บ เมียเช่า การข่มขืนฝืนใจ กลายเป็นข่าวประจำวันที่ไม่ค่อยมีใครสนใจสิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญในการบ่อนทำลายสถาบันครอบครัว ซึ่งเป็นพื้นฐานของชาติ

๗.๖ การที่คนพยายามแก่งแย่งชิงดีกัน หาความร่ำรวยทางวัตถุ ทำให้เกิดความเห็นแก่ตัว
ความเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์มีน้อย ถือคติ “ตัวใครตัวมัน” การร่วมมือกัน การเสียสละเพื่อส่วนรวมอย่างบริสุทธิ์ใจมีน้อย ทุกสิ่งต้องซื้อขาย ต้องมีค่าจ้างแรงงาน เบี้ยเลี้ยง รางวัลความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลเริ่มหายไป ทุกสิ่งต้องเป็นทางการ คนรู้จักกันยากไว้วางใจกันยากทำลายล้างผลาญกันง่าย

การนิยมยกย่องวัตถุเหนือจิตใจนั้น อันที่จริงก็คือลัทธิวัตถุนิยม อันเป็นต้นกำเนิดของลัทธิคอมมิวนิสต์นั่นเอง คนไทยเกลียดกลัวลัทธิคอมมิวนิสต์ แต่ในเวลาเดียวกัน เรากลับนิยมชมชอบลัทธิวัตถุนิยมอันเป็นพ่อของคอมมิวนิสต์ ถ้าเป็นอย่างนี้จะมิชื่อว่า เรากำลังปูพื้นฐานไว้สำหรับลัทธิคอมมิวนิสต์ละหรือ ? การที่พวกคอมมิวนิสต์ประกาศว่า ในที่สุดลัทธิคอมมิวนิสต์จะครองโลก โดยไม่ต้องใช้กำลังจะมิเป็นความจริงไปหรือ ?

ผู้เขียนมิได้มีเจตนาจะประฌามความเจริญทางวัตถุแต่อย่างใด ความเจริญทางวัตถุเป็นสิ่งจำเป็น แต่เราจะต้องไม่ถือว่า จำเป็นยิ่งกว่าความเจริญทางจริยธรรม แล้วก็ทอดทิ้งจริยธรรม เราควรจะพัฒนาวัตถุไปพร้อมๆ กับจิตใจ มิฉะนั้นบ้านเมืองเราจะเป็นสวรรค์ แต่ข้างในเต็มไปด้วยสัตว์นรก

๘. เรามีหวังมากเพียงใด ในการพัฒนาทางจิตใจ ? มีคนผู้มีความรู้และความคิดเป็นจำนวนไม่น้อย ที่เห็นความเสื่อมโทรมทางจริยธรรม แล้วเกิดความท้อถอยหมดกำลังใจ เห็นว่าเป็นเรื่องของโลกที่จะต้องเป็นไปตามกาลเวลา เป็นกระแสประวัติศาสตร์ที่ไม่มีทางจะต้านทานได้ แล้วก็ปล่อยเลยตามเลย หลบไปหาความสงบสุขส่วนตัวอยู่เงียบๆ แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีคนบางพวกบางกลุ่มที่พยายามต่อต้านกระแสความเสื่อมโทรมอยู่อย่างเหนียวแน่นน่าชมยิ่ง แม้ว่าผลงานจะมีเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีเลย ก็ยังยืนหยัดต่อต้านอยู่อย่างกล้าหาญ เช่นเดียวกับวงการแพทย์ต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บของมนุษย์ ผู้เขียนเชื่อว่า แม้กระแสความเสื่อมโทรมทางจริยธรรมจะไหลบ่าท่วมท้นทุกมุมเมือง สถานการณ์ก็ยังไม่เลวร้ายจนอยู่ในภาวะสิ้นหวัง ยังมีทางที่จะแก้ไขป้องกันได้ ดังเหตุผลต่อไปนี้ :

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [14 พ.ค. 2552 , 07:30:57 น.] ( IP = 58.9.135.218 : : )


  สลักธรรม 4

๘.๑ ความเสื่อมโทรมทางจริยธรรมมีลักษณะคล้ายกับโรคระบาด โรคระบาดย่อมเจริญแพร่หลายในเมื่อสิ่งแวดล้อมอยู่ในสภาพเหมาะสม สำหรับการแพร่เชื้อโรค ถ้าเราจัดสิ่งแวดล้อมเสียใหม่ ไม่ให้เหมาะสำหรับการแพร่เชื้อ โรคระบาดก็จะถูกจำกัดขอบเขต และถูกทำลายได้โดยง่าย โรคระบาดทางกายมนุษย์เอาชนะได้แล้ว โรคระบาดทางใจก็น่าจะเอาชนะได้ ถ้าตั้งใจทำจริงๆ และทำถูกวิธี

๘.๒ ไม่มีใครชอบความเสื่อมโทรมทางจริยธรรมตามที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แม้ผู้กำลังประกอบกรรมชั่ว เขาก็ไม่ชอบกรรมชั่วนั้น แต่จำเป็นต้องประกอบ เพราะสถานการณ์บังคับ ฉะนั้นเราอาจกล่าวได้ว่า ยังมีมติมหาชนที่เข้มแข็ง สนับสนุนฝ่ายจริยธรรมอยู่อย่างเงียบๆ ทั่วไปทุกวงการ

๘.๓ แบบแห่งพฤติกรรมของคน ไม่ว่าจะเป็นทางใจ ทางวาจา หรือทางกายเป็นเพียง “นิสัย” เท่านั้น และนิสัยเกิดจากการคิด พูด ทำ บ่อยๆ (ภาวิตาพหุลีกตา) เราอาจจะสร้างนิสัยดี หรือเสีย ให้แก่ตัวเองและคนอื่นได้ ถ้าเรามีความตั้งใจจริงๆ ทำจริงๆ

๘.๔ ตามหลักพุทธปรัชญา ชีวิตจิตใจของคนเราเกิดดับติดต่อกันไปอย่างรวดเร็ว เป็นกระบวนการ (process) จึงอาจกล่าวได้ว่า คนเราเป็น “คนใหม่” อยู่เรื่อยๆ แต่คนใหม่ย่อมได้รับอิทธิพลของกรรมเก่า และมีอะไรต่างๆ คล้ายคนเก่าแต่อิทธิพลเหล่านั้น ถ้าเราไม่ทำซ้ำอีก มันจะค่อยๆ ลดลงและหายไปตามกาลเวลา ฉะนั้นคนจึงสามารถ “กลับตัว” หรือสร้าง “ตัวใหม่” ได้เพราะไม่มีสิ่งอมตะ ไม่รู้จักเปลี่ยนแปลงอยู่ในตัวเราเลย (หลักอนัตตา)

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [14 พ.ค. 2552 , 07:33:01 น.] ( IP = 58.9.135.218 : : )


  สลักธรรม 5

๙. เราจะยกมาตรฐานทางจริยธรรมให้สูงขึ้นได้อย่างไร? วิธีการยกมาตรฐานทางจริยธรรมดังจะเสนอแนะต่อไปนี้ เป็นวิธีการที่คนรู้จักและกระทำกันอยู่บ้างแล้ว ถ้าทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกระทำกันอย่างจริงจัง จะได้ผลอย่างแน่นอน

๙.๑ ฝึกนิสัยทางจริยธรรมอันดีงามแก่เด็กตั้งแต่เยาว์วัย โดยการแนะนำสั่งสอนให้เด็กเห็นคุณค่าของจริยธรรม ผู้เขียนยังเชื่อว่าการอบรมสั่งสอนโดยบุคคลที่เด็กเคารพนับถือเป็นวิธีที่มีผล แม้จะเป็นวิธีที่ทำได้ยากและน่าเบื่อก็ตาม เด็กที่ได้ยินได้ฟังสิ่งที่ดีงามอยู่เสมอแม้จะมิได้ตั้งใจ สิ่งนั้นจะค่อยๆ จมลงไปฝังอยู่ในจิตใต้สำนึก และช่วยหลอมหล่ออุปนิสัยของเด็กโดยไม่รู้สึกตัว มารดาบิดามีบทบาทสำคัญที่สุด ในการสร้างคุณค่าทางจริยธรรมให้แก่ลูก แต่สมัยนี้กล่าวกันหนาหูว่า มารดาบิดามิได้สั่งสอนอบรมบุตรเท่าที่ควร เพราะไม่มีความรู้ที่จะอบรมบ้าง เพราะไม่มีเวลาบ้าง ถ้ามีเวลาและความรู้ก็ไม่อยากอบรม เพราะถือเสียว่าเป็นหน้าที่ของครูที่โรงเรียนบ้าง

ผู้เขียนเห็นว่า สามีภรรยาที่เชื่อว่าตนไม่มีเวลา ไม่มีความดี ไม่มีน้ำใจที่จะสละให้ลูกได้ ไม่ควรจะมีลูก ถ้าขืนมีจะเท่ากับช่วยกันผลิตปีศาจร้ายให้แก่สังคมในอนาคต ชายหนุ่มหญิงสาวที่คิดว่า แต่งงานแล้วจะยังคงแสวงหาความสุขสำราญนอกบ้านอยู่ตามเดิม ไม่ควรจะแต่งงาน ถ้าขืนแต่ง จะเท่ากับสร้างครอบครัวอันมีฐานะคลอนแคลนให้แก่ประเทศชาติ

๙.๒ บิดามารดา จะต้องจัดสิ่งแวดล้อมภายในบ้านให้เหมาะสมสำหรับการฝึกนิสัยทางจริยธรรมอันดีงามแก่ลูกๆ ต้องมีระดับจริยธรรมสูงพอที่จะให้แบบอย่างอันดีแก่ลูกได้ จะต้องรักกัน จะต้องสร้างบรรยากาศอันอบอุ่นให้เกิดขึ้นในครอบครัว จะต้องหาเวลาอยู่บ้านกับลูกให้มากที่สุด สมัยนี้ สิ่งยั่วยวนใจภายนอกบ้านมีมาก ถ้าไม่สร้างบ้านให้เป็นสวรรค์จริงๆ จะไม่สามารถดึงลูกหลานให้อยู่ติดบ้านได้ ลูกที่ไม่อยู่บ้าน จะพลัดเข้าไปในดงคอนกรีต ดงเครื่องจักรเครื่องยนต์อันโหดร้ายปราศจากจิตใจ และดงปีศาจสังคมที่กระหายเลือดกระหายเงิน และกระหายกาม

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [14 พ.ค. 2552 , 07:35:14 น.] ( IP = 58.9.135.218 : : )


  สลักธรรม 6

๙.๓ ทางโรงเรียน เป็นหน้าที่ของครูที่จะต้องอบรมฝึกฝนให้เด็กมีนิสัยทางจริยธรรมอันดีงาม ครูสอนศีลธรรมจะต้องได้รับการฝึกฝนอบรมในหลัก และวิธีการสอนอย่างมีประสิทธิภาพ (กรมการศาสนากำลังดำเนินการอบรมครูจริยธรรมอยู่ ถ้าให้กรมการฝึกหัดครูรับไปทำร่วมกับกรมการศาสนา จะได้ผลกว้างขวางกว่านี้) เด็กจะได้เรียนวิชาศีลธรรมอย่างมีชีวิตชีวา ไม่เรียนอย่างเบื่อหน่ายเหมือนในปัจจุบัน ทางการควรจะเพิ่มคะแนนวิชาศีลธรรมและคะแนนความประพฤติให้มากขึ้น เพื่อเป็นเครื่องจูงใจให้ทำดี

ครูจะต้องสร้างอิทธิพลทางจริยธรรมอันดีเหมือนนักเรียน โดยการสร้างความสัมพันธ์ส่วนบุคคลขึ้น ไม่ใช่สักแต่ว่าสอนตามหน้าที่พอให้เสร็จสิ้นไปวันๆ คอยรับเงินเดือนเท่านั้น ครูจะต้องใช้มาตรการทุกชนิดในการสร้างนิสัยดีงามแก่เด็ก แนะนำ ตักเตือน ปราบปราม ตามควรแก่กรณี ไม่ใช่ตามใจเด็กจนเสียคน ตามหลักจิตวิทยาการศึกษาผิดๆ ที่หลงถือกันอยู่

๙.๔ เมื่อเยาวชนออกจากโรงเรียนไปแล้ว ทางโรงเรียนหรือทางรัฐ ควรจะติดตามสำรวจและทำทะเบียนไว้ว่า ใครไปเรียนต่ออะไร ที่ไหน ใครไปทำงานอะไรที่ไหน ใครอยู่ว่างๆ ไม่ได้ทำอะไร สำหรับประเภทหลังนี้ ควรจะเอาใจใส่เป็นพิเศษ รีบเร่งหาทางช่วยเหลือ โดยหาทางให้ได้เรียนต่อ ช่วยให้ได้ฝึกอาชีพ ช่วยหางานให้ทำ หาทางให้เขาได้รวมกันเป็นกลุ่มก้อน ทำงานสร้างสรรค์แก่ตนเอง และสังคมยกย่องให้ปรากฏโดยวิธีต่างๆ มิฉะนั้นเยาวชนเหล่านี้จะรวมกลุ่มกันเอง กลายเป็นแก๊งอันธพาล สร้างพฤติกรรมทำลายต่างๆ เรายังมิได้ทำกันอย่างจริงจังในเรื่องนี้ จึงแก้ปัญหาเยาวชนไม่ตก

๙.๕ ในสังคมที่คนไม่ชอบคิด ไม่มีอุดมคติของตัวเอง คนชอบตามมากกว่าชอบนำ การแนะได้ผลน้อยกว่าการนำ ฉะนั้นบุคคลชั้นผู้นำจึงมีความสำคัญในการให้แบบฉบับแก่คนทั่วไป ถ้าผู้นำมีมาตรฐานทางจริยธรรมสูง ผู้ตามจะมีความเคารพ รัก นับถือ ไม่กล้าทำชั่ว ผู้นำในที่นี้หมายถึงผู้นำทุกระดับ ตั้งแต่พ่อบ้านถึงผู้นำประเทศ ผู้เขียนรู้สึกว่าเมืองไทยมีผู้นำที่จะกำจิตใจของผู้ตามได้อย่างจริงจังน้อยมาก ความร่ำรวย ความเก่งกล้าสามารถ หรือยศถาบรรดาศักดิ์อันสูงส่งไม่ใช่สิ่งที่จะกำจิตใจของคนได้ มาตรฐานอันสูงส่งทางจริยธรรมเท่านั้น ที่จะเอาชนะจิตใจคนไทยได้อย่างแท้จริง

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [14 พ.ค. 2552 , 07:37:09 น.] ( IP = 58.9.135.218 : : )


  สลักธรรม 7

๙.๖ หน่วยพลังงานต่างๆ ที่ทำงานเพื่อต่อต้านกระแสความเสื่อมโทรมของจริยธรรมอยู่แล้ว เช่น สถาบันพระสงฆ์ องค์การศาสนา สมาคมบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ เป็นต้น ควรจะได้รับการส่งเสริมสนับสนุนด้วยกำลังทรัพย์ และกำลังความคิดมากกว่าปัจจุบัน (ในปีงบประมาณ ๒๕๑๑ องค์การศาสนาต่างๆ ได้รับงบประมาณเพียง ๒ ล้านเศษเท่านั้น) พลังทางศาสนาเป็นพลังศักยะ (potential) อันยิ่งใหญ่ ประกอบด้วยบุคคลผู้มีเวลา และความสามารถที่จะทำงานด้านนี้เป็นจำนวนแสน ถ้าเรารู้จักใช้และให้การสนับสนุน เราจะได้คนทำงานอีกมากมายทีเดียว

๙.๗ ในด้านการปราบปราม ควรจะจัดการกับคนชั่วอย่างเด็ดขาดรวดเร็วโดยไม่เห็นแก่พรรคพวก หรือสินจ้างรางวัลใดๆ ทั้งสิ้น การลงโทษควรให้หนักไปในทางฝึกฝนอบรมสร้างนิสัยใหม่ ให้กลับตัวใหม่ ไม่ควรมุ่งให้เข็ดหลาบหรือกำจัดเสีย นอกจากรายที่มีนิสัยชั่วชนิดแก้ไม่หาย

๙.๘ เราจัดการปราบปรามคนชั่วด้วยความเด็ดขาดรวดเร็วเพียงใด เราก็ควรจะจัดการกับคนดีรวดเร็วเพียงนั้น ใครกระทำความดีให้ปรากฏ เราจะต้องยกย่องให้เกียรติอย่างสูง ในปัจจุบันรู้สึกว่าเราเฉยเมยต่อคนดีเกินไป

๙.๙ แบบหรือนิสัย ทางความประพฤติของคนไม่ว่าดีหรือเสีย เป็นผลของสิ่งแวดล้อมมากกว่าพันธุกรรม เราจะต้องจัดสิ่งแวดล้อม ให้เหมาะสำหรับความเจริญงอกงามของจริยธรรม
ในการจัดสิ่งแวดล้อม เราจะต้องกำจัดบุคคล สถานที่และกิจกรรม ซึ่งจะเป็นแหล่งเพาะเชื้อแห่งความเลวร้ายให้หมดสิ้นไปจากสังคม วิธีการจัดการกับคนเลวร้ายได้กล่าวไว้แล้วในข้อ ๙.๗ สถานที่สำหรับเพาะ และหล่อเลี้ยงความชั่วที่ควรเอาใจใส่สอดส่องดูแลควบคุม และกำจัดมีดังต่อไปนี้ :

๙.๙.๑ แหล่งโสเภณี เป็นแหล่งแพร่เชื้อโรค แหล่งมั่วสุมนักเลงอันธพาล แหล่งก่ออาชญากรรม เป็นปัจจัยให้เกิดการล่อลวง การข่มขืนชำเรา การค้าขายมนุษย์

๙.๙.๒ บาร์ ไนต์คลับ และสถานอาบอบนวด เป็นแหล่งค้าประเวณี ค้ากำไรเกินควร ไม่เป็นประโยชน์แก่คนส่วนใหญ่ เป็นประโยชน์เฉพาะแก่คนกลุ่มน้อย ถ้าจำเป็นจะต้องมี ควรให้มีแต่น้อย และอนุญาตเฉพาะสมาชิก และชาวต่างประเทศเท่านั้น บุคคลชั้นนำไม่ควรให้การสนับสนุนแก่สถานที่เหล่านี้ โดยการไปเลี้ยงกันหรือประชุมสังสรรค์กันในสถานที่เช่นนั้น แล้วถ่ายภาพเขียนข่าวลงหนังสือพิมพ์ เพราะจะทำให้คนทั่วไปเห็นว่าเป็นสถานที่มีเกียรติ แล้วก็พยายามเอาอย่างทั้งๆ ที่รายได้น้อย

๙.๙.๓ โรงภาพยนตร์ ควรงดฉายในระหว่างเวลาราชการ เพื่อมิให้ข้าราชการและนักเรียนหนีราชการและโรงเรียนไปชมดังที่เป็นอยู่ ในวันพระหรือวันอาทิตย์ ควรงดฉายอย่างเด็ดขาด เพื่อเปิดโอกาสให้คนไปทำพิธีทางศาสนา ไม่ใช่เปิดรอบพิเศษในวันสำคัญทางศาสนาอย่างที่กระทำอยู่ในปัจจุบัน

๙.๙.๔ สถานที่โบว์ลิ่ง ควรมีแต่น้อย และเปิดรับเฉพาะสมาชิกเท่านั้น ทางการตำรวจควรจะเป็นผู้ออกบัตรสมาชิกให้ โดยการสอบสวนดูฐานะทางครอบครัวเสียก่อน และควรเปิดภายหลังเวลาเลิกเรียนแล้วเท่านั้น

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [14 พ.ค. 2552 , 07:40:20 น.] ( IP = 58.9.135.218 : : )


  สลักธรรม 8

๙.๙.๕ กีฬาสถานที่ เกี่ยวข้องกับการพนันทุกประเภท เช่น เวทีมวย สนามม้า บ่อนไก่ เป็นต้น ควรเปิดเพียงสัปดาห์ละ ๑ ครั้ง และผู้จะมีสิทธิเข้าชมได้ ควรจะมีการกำหนดอายุด้วย

๙.๙.๖ โรงแรมขนาดเล็ก บังกะโล โมเต็ลที่ทางการตำรวจสอบสวนได้ว่าเป็นแหล่งค้าสวาทมากกว่าเป็นที่พักแรม ควรได้รับการถอนใบอนุญาตและปิดอย่างเด็ดขาด กิจกรรมซึ่งเป็นปัจจัยแห่งความชั่ว และควรระงับยับยั้งมีดังต่อไปนี้ :

๙.๙.๗ การประกวดนางงามทุกประเภท เป็นการส่งเสริมกามารมณ์ ส่งเสริมให้หญิงสาวฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมเกินฐานะ ส่งเสริมการหลอกลวงพรากผู้เยาว์ ส่งเสริมการมีเมียน้อย เมียเก็บ แม้การส่งสาวงามไปประกวดต่างประเทศโดยอ้างว่า “เพื่อเป็นเกียรติยศของประเทศชาติ” ก็ควรงด ประเทศชาติเป็นของสูงส่ง ควรจะได้รับเกียรติยศชื่อเสียงจากสิ่งที่สูงส่ง เช่น คนไทยได้รับรางวัลโนเบล ผู้แทนไทยได้รับเลือกเป็นเลขาธิการขององค์การระหว่างประเทศ นักกีฬาไทยได้เหรียญทองในกีฬาโอลิมปิกเป็นต้น ไม่ใช่จากขาอ่อนของสตรี

๙.๙.๘ การแสดงแฟชั่นโชว์อย่างพร่ำเพรื่อในงานบอลต่างๆ เพียงเพื่อดูสัดส่วนของนางแบบ ก็ควรงด เพราะผิดจุดประสงค์ของการแสดงแฟชั่น กลายเป็นการประกวดนางงามไป

๙.๑๐ ภาพยนตร์ เป็นสิ่งบันเทิงมี อิทธิพลอย่างมหาศาลต่อเยาวชนทั้งในทางดีและทางเสีย ภาพยนตร์ประเภทยั่วยุกามารมณ์ ส่งเสริมการใช้กำลังรุนแรง การย่ำยีระเบียบกฎหมาย การไม่เคารพมารดา บิดา ฯลฯ ควรจะได้รับการตรวจสอบเซ็นเซอร์ อย่างเข้มงวดจริงจัง ควรจัดเป็นประเภทสำหรับคนวัยต่างๆ

๙.๑๑ สื่อมวลชนที่นำภาพ และเสียงเข้าถึงบ้าน เช่น โทรทัศน์และวิทยุ ควรจะได้รับการตรวจสอบเช่นเดียวกับภาพยนตร์ และใน ๑ สัปดาห์ ควรจะงดออกอากาศเสียบ้างสัก ๑ หรือ ๒ วัน สื่อมวลชนประเภทภาพและเสียงที่มีกันอย่างเหลือเฟือนี้ มีผลร้ายในทางทำลายความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในครอบครัว สมาชิกครอบครัว กลับมาพร้อมหน้ากันในตอนเย็น แทนที่จะได้หันหน้าเข้าปรับทุกข์กัน พ่อกลับไปฟังวิทยุ แม่อ่านหนังสือนิยาย ลูกดูทีวี พอจบรายการก็เข้านอน ตื่นเช้าขึ้นมาก็รีบเร่งไปตามทางของตน ความสัมพันธ์ใกล้ชิดกัน ขาดสะบั้นลงไม่เข้าใจกัน อะไรขัดหูขวางตาก็มีแต่ดุด่าว่ากัน ทำให้บรรยากาศในบ้านตึงเครียด

๙.๑๒ สื่อมวลชนประเภทแพร่ภาพและข่าว เช่นหนังสือพิมพ์ทุกประเภท ควรจะได้รับการตรวจสอบเช่นเดียวกัน ภาพ เรื่อง หรือข่าวในคณะกรรมการเห็นว่าจะมีผลในทางทำลายมาตรฐานทางจริยธรรม ไม่ควรได้รับอนุญาตให้พิมพ์เผยแพร่

๙.๑๓ ประเทศไทย มีฐานะค่อนข้างยากจน พลเมืองมีรายได้ต่อคนต่ำมีพลังซื้อต่ำ เมืองไทยไม่ใช่เมืองอุตสาหกรรม ผลิตสินค้าสนองความต้องการของประชาชนไม่ได้ครบทุกอย่าง ทางการจึงควรงดอนุญาตให้สั่งสินค้าประเภทฟุ่มเฟือยเข้าประเทศ ถ้าปล่อยให้สั่งเข้ามาอย่างเสรี ผู้จะมีโอกาสได้ใช้ก็คือ คนมีฐานะดี คนประเภทนี้จะกลายเป็นผู้มีเกียรติมีหน้ามีตา ทำให้ผู้มีฐานะไม่ค่อยดีอยากเอาเป็นตัวอย่าง และพยายามดิ้นรน เพื่อจะให้ตนทัดเทียมเขา เมื่อพลังซื้อของตนไม่ถึง ก็พยายามแสวงหาโดยทางทุจริต เพราะเหตุนี้ตามสถิตินักโทษในเรือนจำส่วนใหญ่จึงมีความผิดในเรื่องเกี่ยวกับทรัพย์

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [14 พ.ค. 2552 , 07:43:57 น.] ( IP = 58.9.135.218 : : )


  สลักธรรม 9

๙.๑๔ คนที่มีรายได้ต่ำ เพียงแต่เห็นเพื่อนบ้านเขามีของดีๆ ใช้ เห็นสินค้าสวยๆ งามๆ วางอยู่ในตลาด ก็อยากได้ใจแทบขาดอยู่แล้ว ยิ่งมาได้ยินเสียงโฆษณาทางวิทยุ เห็นภาพโฆษณาทางภาพยนตร์โทรทัศน์ และบนหน้าหนังสือพิมพ์ ความอยากได้ก็ยิ่งรุนแรงขึ้น เมื่อรุนแรงถึงขนาด ก็เป็นเหตุให้แสวงหาในทางที่ผิด ฉะนั้น การโฆษณาจึงเป็นการรบเร้าความโลภของมนุษย์โดยตรง ยิ่งการโฆษณาประเภทมีเหยื่อล่อด้วยแล้ว ยิ่งมีผลร้าย เพราะทำให้ประชาชนมั่วสุมในการพนันฝากชีวิตไว้กับโชคชะตา ทำให้เกียจคร้านไม่อยากทำงาน ฉะนั้น การโฆษณาสินค้าควรได้รับการตรวจสอบด้วย ควรให้เป็นเพียงแจ้งข่าวให้ทราบมากกว่าเป็นการรบเร้าความโลภ

๙.๑๕ การเห่อแฟชั่นจากต่างประเทศอย่างเป็นบ้าเป็นหลังของสตรี เป็นการส่งเสริมความฟุ่มเฟือย แฟชั่นบางอย่างก็มีลักษณะทำลายจริยธรรมอันดีงามทางการควรจะยื่นมือเข้าไปจัดการเรื่องนี้ด้วย

การเปิดให้สั่งสินค้าฟุ่มเฟือยเข้าประเทศได้อย่างเสรี การเปิดให้มีการโฆษณาอย่างเสรี และการปล่อยให้หลงแฟชั่นอย่างเสรี มีประโยชน์สำหรับพ่อค้าคนกลางบางส่วน และประเทศผู้ผลิตเท่านั้น แต่เป็นผลร้ายแก่ประชาชนส่วนใหญ่และประเทศชาติ ทำให้ประชาชนหลงใหลในความฟุ้งเฟ้อ ทำให้ประเทศชาติขาดดุลการค้า ทำให้อุตสาหกรรมในประเทศซบเซา

บางท่านอาจคิดว่า ถ้ากระทำตามข้อเสนอแนะดังกล่าวมานี้ได้ สังคมไทยคงจะเงียบเหงาน่าเศร้าใจสิ้นดี แต่อย่าลืมว่าก่อนหน้านี้เพียง ๖๐ – ๗๐ ปี เมืองไทยก็ไม่มีบาร์ ไนต์คลับ โรงภาพยนตร์ การประกวดเทพี สถานโบว์ลิ่ง ฯลฯ แต่เมืองไทยและคนไทยก็หาได้เงียบเหงาเศร้าใจไม่ แม้ในชนบทที่ห่างไกล และไม่มี “สิ่งเสพติดของสังคมเหล่านี้” คนไทยก็มิได้เงียบเหงา ยังมีความสนุกสนานร่าเริงอยู่เป็นอย่างดี และเป็นความร่าเริงอันอบอุ่นตามธรรมชาติ ที่ปราศจากพิษภัยคนไทยเป็นคนชอบสนุกและหาความสนุกได้จากทุกสิ่งทุกอย่าง

วิธีการยกมาตรฐานทางจริยธรรมของชาติ ดังกล่าวมานี้ บางอย่างอาจเป็นที่น่าหัวเราะสำหรับบางท่าน เพราะผู้เขียนพูดออกมาตามความรู้สึกนึกคิดอย่างบริสุทธิ์ใจ ของสามัญชนคนหนึ่งเท่านั้น มิใช่พูดอย่างผู้เชี่ยวชาญในแขนงวิชาใดๆ ถ้าข้อเสนอแนะบางข้อจะเป็นเครื่องสะกิดใจของท่านผู้ฟังบ้าง ผู้เขียนก็รู้สึกพอใจ แต่ถ้าท่านผู้ฟังฟังแล้วก็ทิ้งไว้แค่ประตูห้องสัมมนา ก็เป็นการชอบแล้วด้วยธรรมเนียมการสัมมนาส่วนมากในสมัยนี้


โดย พี่เณร...นำมาฝาก [14 พ.ค. 2552 , 07:46:25 น.] ( IP = 58.9.135.218 : : )


  สลักธรรม 10


อ่านแล้วเห็นด้วยเลยค่ะว่าจริยธรรมควรเริ่มต้นและส่งเสริมที่ครอบครัวก่อน ซึ่งเปรียบเหมือนสังคมเล็กๆ สังคมหนึ่ง แล้วก็ขยายออกไปเป็นในโรงเรียน.... และต่อไปก็ก้าวใหญ่ถึงประเทศชาติได้

ขอบพระคุณมากค่ะพี่เณรที่นำแนวความคิดเกี่ยวกับจริยธรรมมาให้ได้อ่าน

อนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา [14 พ.ค. 2552 , 09:22:06 น.] ( IP = 124.121.171.68 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org