มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


สายใยรักจากพ่อ (๓)








สายใยรักจากพ่อ (๓)


ตอนที่ ๑ ... ตอนที่ ๒

ชีวิตคนเรานั้นไม่มีใครช่วยเราได้ถ้าหากเราไม่ช่วยตัวเอง เมื่อยามที่ยังเห็นหน้ากันก็ให้เห็นว่าเขามีค่ามีคุณ อย่าไปเห็นว่าเขามีคุณก็เมื่อยามที่เขาจากเราไป ทุกคนพึ่งกันได้เพราะแต่ละคนมีคุณสมบัติที่เป็นคนดี มีความดีเฉพาะตน อาจจะไม่เด่นในด้านใดแต่ก็ดีในด้านหนึ่ง เวลามองกันก็ให้มองด้วยไมตรีจิต คิดเมตตาซึ่งกันและกัน ชีวิตเราอยู่ไม่นานเรามาหาความสงบความร่มเย็นกันดีกว่า

และก็หมั่นสำรวจจิตใจของตนเองไว้ เพราะทุกวันนี้เขาพากันไปสำรวจนอกโลกกันหมด แต่โลกภายในใจนั้นไม่ค่อยมีใครสำรวจ อย่างที่อาจารย์วิชิตพูดว่า เขารนณรงค์เรื่องภาวะโลกร้อนกันเหลือเกิน ไม่ใช้ถุงพลาสติคแต่ให้ใช้ถุงผ้าถุงกระดาษ ทุกวันี้ชาวโลกรนณรงค์ให้ลดภาวะโลกร้อน แต่โลกที่ร้อนภายในไม่มีใครรนณรงค์ เมื่อใดที่ลดความโลภ ความโกรธ ความหลงลงได้ ภาวะโลกร้อนก็จะน้อยลงเอง แต่ถ้ามัวแต่ไปลดข้างนอกโดยที่ไม่ลดข้างในก็ยากที่จะสำเร็จได้

ข้างในคือจิตใจของเราจึงสำคัญที่สุด เพราะทุกอย่างนั้นเกิดที่ใจของเรา จะสุขหรือจะทุกข์ก็ที่ใจของเรา จะพอใจหรือไม่พอใจก็อยู่ที่ใจของเรา ..แล้วเราก็ต้องมองกลับไปด้วยว่า มีใครบ้างที่จะทำให้เราไม่พอใจ แต่กิเลสของเรามันไม่ชอบเอง เราจึงต้องหาความพอดี พอควร และพอเหมาะเอาไว้

หมั่นสังเกตใจของตนเองว่าในความรู้สึกนั้นมีอะไรเกิดขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นดีหรือชั่ว ไม่ต้องไปบอกใครเขาหรอกว่าตอนนี้เราหงุดหงิดไม่สบายใจ.. ก็ให้รู้เลยว่า ใจของเราคิดอะไร เรารู้ทันความคิดของเรา แล้วความคิดนั้นดีหรือชั่วก็ตอบตัวเองเลย แล้วดีหรือชั่วนั้นให้ผลอย่างไร ต้องแยกผลออกมาให้เห็นด้วยว่า ใครเป็นผู้ได้รับ? ก็คือตัวเราเอง

ถ้าหากรู้ว่าไม่ดีก็..เรากำลังใส่สารพิษเข้าชีวิตตัวเอง ถ้าหากเรากำลังทำความดี..เรากำลังสร้างบารมีให้ตนเอง ระหว่างบารมีกับสารพิษเราต้องคิดให้เป็น ลองมองดูสิว่าในห้องนี้คนน้อยลงไป หายไปไหนกันล่ะ? แก่ .มาไม่ไหว อย่างลูกศิษย์คนนี้พ่อก็ใกล้จะไปแล้ว ส่วนคนนี้แม่ก็ใกล้จะไป นี่อีกคนที่พี่ก็ใกล้จะไปแล้วเหมือนกัน เพราะอายุก็แปดสิบกว่าแล้วก็ป่วยคาราคาซัง

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [15 พ.ค. 2552 , 10:00:52 น.] ( IP = 125.27.176.90 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1




ถาม อยากจะถามว่าความดีที่มีปัญญา คือความดีที่ชนะกิเลสตนเองใช่หรือเปล่าคะ หรือมีความหมายลึกกว่านั้น เพราะมีความรู้สึกว่าอยากจะทำความดีแต่ความดีก็ทำได้ยาก และก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่จะทำนั้นดีจริงหรือเปล่า หรือว่าเป็นความดีของเรา แล้วก็ความดีที่มีปัญญานั้นเป็นอย่างไร?

ตอบ ถ้าหากจะเจาะจงลงไปแล้ว อะไรที่ชนะกิเลสได้นั้นก็ถือว่าเป็นความดี และอะไรล่ะที่ชนะกิเลสได้ก็คือใจ คำพูดที่ครอบคลุมทุกอย่างก็คือว่า คนไหนที่ชนะอารมณ์ตัวเองได้คนนั้นจัดว่าเป็นคนประเสริฐ เพราะกิเลสนั้นเกิดขึ้นกับอารมณ์

ส่วนมากแล้วเราไม่ชนะอารมณ์คือ รูปารมณ์ สัททารมณ์ คันธารมณ์ รสารมณ์ โผฏฐัพพารมณ์ โดยเฉพาะ"เสียง" เป็นสิ่งที่เราไม่ค่อยชนะและต้องเถียงเสมอ เมื่อใดที่ชนะใจตนเองที่อยากจะเถียงได้นั่นแหละกำลังมีโชค เพราะเมื่อเราเริ่มได้สักครั้งทางที่ดีก็กำลังเปิดแล้ว ...จึงอยู่ที่ใจ และทุกวันอาทิตย์ที่อาจารย์วิชิตท่านนำพระสูตรหรือเรื่องจีนมาเล่าให้ฟังอย่างสนุกสนานนั้นล้วนเป็นเรื่องที่ชนะใจตนเองทั้งสิ้น

ความดีนั้นมีเป็นขั้นๆ ไป ความมีปัญญานั้นท่านจัดเป็นขุมทรัพย์อันประสริฐที่จะทำให้ชีวิตค่อยๆ แกะวัฏฏะสงสารของตนเองออก จำได้ไหมว่า ครั้งหนึ่งเคยให้ถือเชือกมาในห้องนี้คนละเส้น แล้วใครที่มีเรื่องทีโกรธใคร ไม่ชอบใคร ไม่สบายใจ หรือหงุดหงิดไม่พอใจใครอยู่กี่เรื่องก็ให้ผูกเชือกทับเป็นปมตามจำนวนเรื่อง ผูกให้แน่นๆ ถ้าเราไม่รีบแก้ปมตอนนี้แล้วผูกเข้าไปแน่นๆ มันก็จะแก้ยาก การผูกมากๆ แล้วผูกแน่นๆ ก็ยิ่งแก้ยาก

ต้องเข้าใจว่า การทำดีคือการทำบุญ แล้วบุญนั้นมีอยู่สิบชนิด ใช้เงินอย่างเดียวหนึ่งชนิดคือการทำทาน นอกนั้นอีกเก้าชนิดไม่ต้องใช้เงินเลย เช่น แผ่เมตตา ขวนขวายในกิจการงานที่ชอบ สอนธรรมะผู้อื่น เสวนาธรรม หรือทำทิฏฐุชุกรรมคือทำความเห็นให้ถูกต้อง หรือหยุดจิตใจที่พยาบาทอาฆาตผู้อื่น บุญเหล่านี้ไม่ต้องเสียเงินเสียทอง ..ประมวลแล้วความดีเหล่านี้ก็ไม่พ้นไปจากบุญกิริยาวัตถุ ๑๐

และเมื่อแยกเป็นประเภทใหญ่ๆ แล้วบุญก็มีอยู่สองชนิด คือ บุญที่ประกอบไปด้วยปัญญา และบุญที่ไม่ประกอบไปด้วยปัญญา การทำดีที่คิดว่าเราดี..ดีของเราแต่ไม่ใช่ดีของเขา ก็ไม่เป็นไรเพราะขอให้เป็นบุญเถอะ เช่นบางคนไม่ชอบใส่บาตรแต่ฉันชอบน่ะ บางคนไม่ชอบไปสวดมนต์ที่วัดแต่แม่อัมพาชอบ จะสวดมนต์ที่วัดหรือที่บ้านถามว่าดีทั้งคู่ไหม? ดีทั้งคู่

เมื่อใดที่นำความคิดมาเถียงกันว่าฉันดี เขาดี เมื่อนั้นไม่ดีทั้งคู่ เพราะเป็นมานะเป็นทิฏฐิแล้ว แต่เมื่อกำลังกระทำไม่ว่าที่วัดหรือที่บ้านก็ดีทั้งคู่ จะทำสมาธิที่วัดหรือที่บ้าน จะคิดดีที่บ้านหรือที่ถนนก็เรียกว่าทำดีทั้งหมดเพราะมีกุศลเกิดขึ้น

แล้วก็มีบุญอีกชนิดหนึ่งที่ประกอบไปด้วยปัญญา ก็คือการดำเนินชีวิตให้เบาบางจางหายจากความโลภ ความโกรธ และความหลง การมีปัญญาจะทำลายมิจฉาทิฏฐิหรือบาปอกุศลพวกนี้ได้จัดว่าเป็นบุญชั้นเลิศ เพราะเมื่อตัดกองกิเลสออกไปได้ก็คือพระอริยะเจ้า


โดย น้องกิ๊ฟ [15 พ.ค. 2552 , 10:01:22 น.] ( IP = 125.27.176.90 : : )


  สลักธรรม 2




ถาม ไม่รู้ว่าจะช่วยเหลือน้องนั้นจะช่วยอย่างไรจึงจะเป็นปัญญา หรือช่วยได้ถูกต้องในการให้ทานเขาน่ะค่ะ?

ตอบ ช่วยให้สบายใจดีกว่า คือทำบุญอย่างไรจึงจะทำให้สบายใจ อย่าเอาปัญญาไปทำทุกอย่างเลยลูกเพราะบางเรื่องก็ทำด้วยปัญญาไม่ได้ เช่น ซักผ้าด้วยปัญญา บิดผ้าด้วยปัญญา ตากผ้าด้วยปัญญา .. ปัญญาจึงใช้ได้เฉพาะเรื่องคือทางแห่งความพ้นทุกข์ที่ต้องอาศัยปัญญาบารมี

การช่วยเหลือที่มีน้ำใจต่อน้องต่อเพื่อนนั้นก็ต้องดูว่า เราพร้อมไหม? บุคคลที่เดือดร้อนนั้นสมควรช่วยเหลือไหม? ถ้าหากบุคคลนั้นสมควรช่วยเหลือสมควรจะสงเคราะห์ญาติแล้วเรามีโอกาส ก็ช่วยให้เขาคลายจากความเดือดร้อนไปเถอะ แล้วเราก็สบายใจ .. ได้บุญแล้ว แต่ส่วนมากตอนที่ทำนั้นก็ไม่ได้คิดหรอกแต่มาคิดทีหลัง

ลองคิดว่า ถ้ามีคนถูกรถจักรยานชน แล้วลูกมัวแต่มาคิดว่าจะช่วยอย่างไรให้มีปํญญา คนที่ถูกชนนั้นก็คงจะเจ็บแย่เลย อย่าคิดมาก..คิดให้น้อยแต่คิดให้ถูก เอาปัญญามาไว้ใช้เวลาเดิน ยืน นั่ง นอน เหยียด คู้ ก้ม เงย กินอาหาร..ในห้องปฏิบัติ

เราต้องแยกให้เป็นว่า ตอนใช้ชีวิตนั้นเราต้องอยู่ด้วยบุญ อยู่ด้วยความปรารถนาดี อยู่ด้วยเมตตากรุณา แล้วก็ละความชั่ว ตามที่พระพุทธองค์ทรงสั่งไว้สามอย่างจากแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ คือ

ขึ้นชื่อว่าความชั่วอย่าทำนะ ไม่ว่าจะทางกาย วาจา และใจ ทุกคนต้องพยายามทำให้ได้แล้วใช้คู่กับชีวิตตลอดเวลา คือหยุดชั่ว ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่พูดปด ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดเพ้อเจ้อ ไม่พูดคำหยาบ ไม่เพ่งเล็งอยากได้ของๆ ผู้อื่นมาเป็นของตน ไม่พยาบาทปองร้าย ไม่ทำให้มิจฉาทิฏฐิเกิดขึ้น บาปทุจริตต่างๆ นั้นท่านบอกให้เลิกโดยเริ่มที่ศีลห้า

สาธุชนทั้งหลายต้องทำความดีให้ถึงพร้อมทั้งกาย วาจา และใจ และพยายามทำจิตให้หมดจดจากกิเลสจากเครื่องเศร้าหมอง ...อันนี้แหละเป็นบุญที่ประกอบไปด้วยปัญญา

โดย น้องกิ๊ฟ [15 พ.ค. 2552 , 10:01:46 น.] ( IP = 125.27.176.90 : : )


  สลักธรรม 3




การเรียนพระอภิธรรมทำให้เกิดปัญญา แล้วเราก็รู้ว่าผลของบุญ เช่น ทาน มี ๑๑ ประการ พอเรียนแล้วเราก็ขวนขวายในกิจการงานนั้น คือมีความรู้แล้วทำ เช่นทำสังฆทานได้บุญมากกว่าทำอย่างอื่น ..เราก็จึงไปทำ เพราะเรารู้ว่าทำสังฆทานนั้นไม่เจาะจงจึงย่อมมีผลมากกว่า

การที่เรารู้เช่นนี้เรียกว่ามีปัญญารู้แล้วผลักให้เราไปทำ แต่ในขณะที่เราเจริญวิปัสสนากรรมฐานนั้นเรามีความรู้ผลักให้เราไปทำก็จริง แต่ในขณะเจริญนั้นก็เจริญอยู่คู่กับปัญญาด้วยตั้งอยู่ทุกขณะเลย จึงต้องแยกให้ออกว่า อันนี้มีปัญญาผลักไปทำ แต่อันนี้ขณะทำมีปัญญา

ถาม ถ้าเราช่วยเขาแล้วเขาอาจไม่ช่วยเหลือตัวเอง

ตอบ อย่าฟุ้งซ่านคิดว่าถ้าเราช่วยเขาแล้ว เขาจะไม่ช่วยตนเอง ถ้าคิดอย่างนั้นแล้วถามว่า เราจะตามช่วยเขาต่อไปไหม? ถ้าไม่ตามช่วยแล้วก็ง่าย เพราะเราก็บอกไปเลยว่า ฉันช่วยเธอครั้งนี้แล้วเธอหัดดูแลตัวเองนะ แล้วต่อมาถ้าเขาไม่ช่วยตัวเองช่างเขา ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่เขาแต่อยู่ที่เรา

เหมือนคนขี้เกียจน่ะลูก เรากลัวเขาขี้เกียจ แต่เขาชอบขี้เกียจก็เรื่องของเขา เขากับเราไม่เหมือนกัน และเรากำหนดชีวิตแทนใครไม่ได้ ฉะนั้น เรื่องความคิดจึงสำคัญที่สุด คิดมากทุกข์มาก ไม่คิดเลยทุกข์น้อย

ทำดีแล้วก็อย่าพะวง แต่เชื่อไปเลยว่า ทำดีแล้วย่อมต้องได้ดี ไม่ว่าจะคิดดี พูดดี ก็ได้ดีแล้ว แต่เมื่อศึกษาเหตุผลจากพระธรรมแล้วเราก็รู้ว่า ทำดีแล้วก็ยังต้องเกิด ทำชั่วก็เกิด แต่เกิดต่างกัน


โดย น้องกิ๊ฟ [15 พ.ค. 2552 , 10:02:15 น.] ( IP = 125.27.176.90 : : )


  สลักธรรม 4




การเกิดมาได้รับโภคทรัพย์และสมบัติของคุณงามความดีที่เราทำไว้จากผลของความดี ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสว่า ชาติ ปิ ทุกขา การเกิดเป็นทุกข์ แม้จะมีเงินทองข้าวของสารพัดตั้งแต่อ้อนแต่ออก จนกระทั่งเหลือตกทอดมาเป็นสมบัติอีกหลายชั่วคนก็ใช้ไม่หมด แต่อย่าลืมว่าพระพุทธเจ้าก็ยังบอกว่าเป็นทุกข์อยู่ดี

เพราะความเกิดนำมาซึ่งความแก่ เจ็บ ตาย เมื่อเราเข้าใจว่า การเกิดเป็นทุกข์...นั่นคือปัญญาอีกขั้นหนึ่ง ไม่ใช่ปัญญาที่มาพูดเล่นแต่เป็นปัญญาที่เข้าไปรู้ เมื่อแยกเป็นแล้วจะทำความดีก็ทำไปแต่ทำเพื่ออะไร? เพื่อปรารถนาจะพ้นทุกข์ เป็นการทำความดีเพื่อเป็นทางไว้นั่นเอง

อย่างที่พ่อทำทานนี้ก็ไม่ได้อยากเกิดหรอกนะ เพราะรู้ว่าเป็นที่ตั้งของโภคทรัพย์ทั้งปวงที่ต้องไปเกิดไปดูแลอีก แต่ทำเพื่อสร้างนิสัยไว้เพราะเราต้องเดินทาง ถ้าเกิดมาอดอยากยากจนข้นแค้นเราจะสบายไหม ไม่หรอกเพราะมีแต่อุปสรรคทั้งนั้น จะทำดีก็ทำยาก จะไปศึกษาธรรมปฏิบัติธรรมก็ไปไม่ได้แล้ว เพราะเกิดมาในตระกูลที่ไม่พร้อม เพราะตัวเองไม่ทำความพร้อมเอาไว้กรรมก็เลยส่งไปในที่ไม่พร้อม

เมื่อไม่มีความพร้อมก็ปลีกตนเองยาก เมื่อไม่มีการศึกษาก็ไม่มีการปฏิบัติที่ถูกต้อง จึงต้องวางทางของตนเองคือโปรยทานบารมีไว้ เหมือนโปรยทางตนเอง

อย่างพวกเราในตอนแรกๆ ก็คือ นำดินที่อยู่ในน้ำขึ้นมาทำเป็นคันนาเสียก่อน เพื่อจะได้ไม่ต้องลุยน้ำ เมื่อเรามีเงินมากหน่อยเราก็เอากรวดมาลงในทางนั้น คือทำซ้ำให้ดินมันอัดหนาแน่นขึ้นทางก็จะไม่เหลว พอเรามีความสามารถมากขึ้นเราก็ราดยางมะตอยเสีย หรือไม่ก็เอาซีเมนต์มาเททับ พอเรามีความสามารถมากขึ้นไปอีกเราก็ทำทางเดิมที่มันร้อนนี่แหละโดยเอามาพรมปูไว้ แล้วเราก็เป็นผู้เดินทางที่มีความสะดวกนั้นเอง

และในขณะที่ปูทางเราก็มีอุปนิสัยแล้ว คืออุปนิสัยชอบเกื้อกูล เมื่อเราเกิดมาดีมีข้าวของที่ต้องใช้มาตั้งรอแล้ว สิ่งที่เราได้มาทุกวันนี้เช่น มีน้ำเต็มแก้ว เราก็ต้องใช้เมื่อเราหิวเพราะเราต้องดื่ม แต่อย่าลืมเติมก่อนที่จะหมด ถ้ามัวแต่ใช้แล้วไม่เติมเดี๋ยวก็หมด เพราะเรายังมีความกระหายอยู่อีกนาน

โดย น้องกิ๊ฟ [15 พ.ค. 2552 , 10:02:40 น.] ( IP = 125.27.176.90 : : )


  สลักธรรม 5




การคิดถูกจึงทำให้เราสามารถอยู่อย่างสบายใจ ว่าที่จริงแล้วผลลัพธ์ที่เราทำนี้เราได้รับการปลูกฝังมาจากครูบาอาจารย์จากคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราจึงต้องทำต่อเอาไว้เพราะเราต้องไปคนเดียว ทางแห่งชีวิตมีเราเดินไปคนเดียวจริงๆ แล้วก็ไปกับสมบัติสองด้านนี้แหละคือ วิบากกุศลกับวิบากอกุศล แต่ข้างไหนมากข้างไหนน้อยล่ะ

เมื่อวิบากอกุศลส่งผลมาก็ยอมรับ ..แต่อย่ายอมรับแบบหน้าชื่นอกตรม แต่ยอมรับด้วยความรู้แห่งปัญญาว่าเราทำมาเอง ที่กระทบคือวิบากเราจึงป่วยไข้ ทุกวันนี้ร่างกายของเราไม่เหมือนคนอื่นก็เพราะเราทำไม่เหมือนคนอื่นเขา เราเคยทรมานสัตว์มา..ใช่เราทำมา และถึงเวลาที่มันส่งผลแล้ว เรายอมรับและไม่ทำใหม่อีกแล้วไม่เติมบาป แต่เรามาเติมปัญญาลงไปอีกด้านหนึ่งด้วยความคิดถูก

ผู้ที่สบายแล้วหลงความสบายโดยไม่เติมใหม่อีกไม่นานก็จะลำบาก เพราะเราต้องใช้อยู่ตลอดเวลา แต่ถ้าเราใช้สิ่งที่ดีไปจนหมดแช่นดื่มน้ำไปจนหมดแล้วไม่เติม เวลาที่หิวแล้วจะเอาอะไรมาทานล่ะ อย่าลืมเสบียงชีวิตนั้นสำคัญมาก เราต้องเดินไปอย่างผู้ที่มีบุญ ถนนสายบุญเป็นถนนสายที่ปลอดภัยที่สุด

เมื่อมีโอกาสทำทานก็ทำไป และก็ไม่ต้องไปห่วงหรอกว่าถ้าช่วยใครเขาแล้วเขาจะช่วยตัวเองไม่เป็น เราอยู่กับเขาก็แค่ชาติเดียว ทางใครทางมันได้พบกันไม่นานหรอก ถ้ามัวมาห่วงแต่ตรงนี้โดยลืมห่วงตนเองก็จะลำบาก เกื้อกูลกันไปผลักดันกันไปจะดีกว่า

มีโอกาสรักษาศีลไม่ฆ่าสัตว์ ..แล้วบอกตัวเองให้ได้ว่าฉันไม่ฆ่าสัตว์แล้ว ภูมิใจกับตนเองให้เป็น พอมองกระจกแล้วก็เห็นตนเองเป็นคนสะอาดจากการฆ่าสัตว์มองหน้าตนเองได้อย่างเต็มที่ มองหน้าตนเองในกระจกแล้วบอกได้เลบว่า โถ..เธอคนนี้ไม่เคยลักทรัพย์ มองแล้วภูมิใจให้มีความรู้สึกว่ามองได้เต็มตา ไม่ประพฤคิผิดในกามแล้ว ..ทำให้ได้สามข้อใหญ่ๆ

โดย น้องกิ๊ฟ [15 พ.ค. 2552 , 10:03:13 น.] ( IP = 125.27.176.90 : : )


  สลักธรรม 6




ไม่พูดปดก็มีวิธีเลี่ยงเยอะแยะ อย่างมีใครโทรศัพท์มาแล้วเราไม่พร้อมที่จะคุยก็บอกเขาไปเลยว่า ขณะนี้ยังไม่ว่าง(ที่จะคุยกับเธอ) อีกสักครู่ค่อยโทรมาใหม่ ถ้าหากเขาถามว่าอีกกี่นาที ก็บอกไปเลยว่าอีกห้านาที พอครบห้านาทีแล้วเขาโทรมาเราก็ไม่ต้องไปรับ เราก็ไม่ต้องโกหกแล้ว ไม่ต้องบอกว่าไม่อยู่

สิ่งเหล่านี้แก้ไขได้ไม่จำเป็นต้องโกหกตลอด และไม่มีประโยชน์ด้วยเพราะได้รับแต่ผลไม่ดี แล้วก็อธิษฐานเมื่อทำความดีแผ่เมตตาให้คนอื่นก็แผ่เมตตาให้ตนเองด้วย เช่น

"ด้วยกุศลเจตนาที่ข้าพเจ้าได้กระทำไปในวันนี้ (เช่น มีการบริจาคทาน) ขอทานบารมีจงเป็นที่ตั้งแห่งความเจริญให้ชีวิตข้าพเจ้า

ขอกุศลนี้กลับมาคุ้มครองให้ข้าพเจ้าประสบแต่เรื่องที่เป็นประโยชน์ สิ่งใดที่จะทำให้เกิดการลุศีลออกไปโดยเฉพาะทางวาจากับบุคคลที่ไม่ค่อยชอบมาพากลกับข้าพเจ้า

ขอให้ข้าพเจ้าอย่าได้เจอะได้เจอ มองไปทางไหนขอให้มีความปลอดโปร่ง อย่าเจอสิ่งที่เป็นพิษเป็นภัยต่อจิตใจที่จะเกิดอกุศลเลย "

อธิษฐานสิลูก อธิษฐานให้ตนเองปลอดโปร่ง แล้วก็ทำความดีต่อไป ซึ่งเราก็เห็นเล้วว่าชีวิตเป็นทุกข์ ถึงเกิดอย่างไรก็ทุกข์ เพราะต้องกินเองไม่ว่าจะวรรณะไหนทั้งสิ้น คำโบราณที่ว่า กระต่ายเจ้าเป็นสัตว์น้อย เอ็งก็ด้อยกว่าข้า เจ้าก็ทรามต่ำช้า ข้านี่สิคนแก่คนก็คนป่า ชาวนาก็ต่ำตน แกมันแค่สามัญชน แต่ไม่พ้นความตาย

โดย น้องกิ๊ฟ [15 พ.ค. 2552 , 10:04:02 น.] ( IP = 125.27.176.90 : : )


  สลักธรรม 7




แล้วความตายมาจากไหนล่ะ ก็มาจากการเกิด และการเกิดแล้วก็ตามมาด้วยการแก่ เจ็บ ตาย และความตายก็ไม่ได้สิ้นสุดเท่านั้นเพราะยังมีกรรม มีตัณหา มีอวิชชา จึงต้องเกิดอีกแล้วก็จำเจซ้ำๆ ซากๆ อย่างนี้ต่อไป

ก็จะเห็นว่าวัฏฏะภัยเป็นเรื่องน่ากลัวที่สุด จึงต้องมีการฝึกหัดปฏิบัติ เพราะวัฏฏะภัยนี้เกิดขึ้นจากกิเลส กรรม วิบาก เราต้องตัดวัฏฏะด้วยการพยายามทำกรรมที่ดี แล้วหนีจากกิเลส คือทำทุกอย่างเพื่อแก้ไขทุกข์ อย่าทำเพื่อแก้อยาก คุณค่าของการทำความดีนี้ได้ผลร้อยเปอร์เซ็นต์เพียงแต่รอเวลาเท่านั้น

แล้วเราก็ยอมรับเลยว่า ถ้าหากเราดีจริง..พระพุทธเจ้าท่านขนเราไปแล้ว กี่พระองค์แล้วล่ะที่ผ่านไป แต่เพราะเราไม่ดีจริงๆ ไง เราจึงยังอยู่ เมื่อเราคิดได้อย่างนี้ก็รู้ว่า ชีวิตที่เราเดินทางมานี้มีทั้งดีมีทั้งชั่วมีทั้งเห็นผิด แต่เอาละตอนนี้เราความรู้มีเกราะกำบังใจแล้วเราก็ใช้หนี้ไป มีอะไรจะเกิดก็เกิดมาเลยในขณะที่เรากำลังมีความรู้อยู่

ขณะที่เรายังตั้งตนได้ตั้งสติได้ก็เชิญเลยวิบากทั้งหลายมาได้เลย ในขณะที่เรายังมีความรู้ความสามารถที่จะผจญกับเขาด้วยปัญญา ใครจะมารับประกันได้ว่าชาติหน้าชาติโน้นเราจะมีความเห็นถูกเช่นนี้ได้ต่อไป เพราะตราบใดที่ความเป็นพระโสดาบันยังไม่เกิดขึ้นก็อย่านึกว่าทิฏฐิจะไม่วิบัติ

แต่ถ้าหากเรารักษาความสม่ำเสมอของเส้นทางและรอยเท้าที่ก้าวเดินไปอย่างมั่นคงด้วยสัมมาทิฏฐิโอกาสพลาดก็เกิดขึ้นยาก

(โปรดติดตามตอนต่อไป)



โดย น้องกิ๊ฟ [15 พ.ค. 2552 , 10:05:54 น.] ( IP = 125.27.173.249 : : )


  สลักธรรม 8

สาธุค่ะ..หลวงพ่อ

พระเมตตาหลั่งไหล...ไม่มีประมาณ
ดั่งสายธารหล่อเลี้ยง...สองฝั่งคลอง

พระคุณพระโอบเอื้อ...เกื้อหนุนทุกหฤทัย
ให้ได้จารจรดไว้........ซาบซึ้งในธรรม

ลูกได้ดีวันนี้................เพราะมีพ่อ
ที่เพียรก่อเพียรสร้าง...แผ้วถางให้
ชำระจิตเปื้อนคราบ.....อาบที่ใจ
ลุกขึ้นใหม่ยืนหยัดได้...ด้วย "ความดี"


กราบแทบบาทพ่อไซร้ "บูชาพระคุณ"
จากลูก...อุบาสิกา นภนุช เขมพินิจ

โดย ลูกนุช [15 พ.ค. 2552 , 16:09:18 น.] ( IP = 125.25.221.205 : : )


  สลักธรรม 9

หลากคำสอนสะท้อนจิตให้คิดถูก
ไม่พันผูกสิ่งใดให้ใจหมอง
มองและละวางลงคงใจปอง
สติครองรู้กรรมทำมาเอง


มาถึงตอนที่ ๓ นี้ยิ่งเห็นได้ชัดถึงการวางใจให้ได้ในเรื่องราวต่างๆที่ล้วนเกิดมาแต่เหตุทั้งสิ้นนะครับ ทำให้อารมณ์สงบนิ่งลงได้อย่างเยือกเย็นครับ

บางครั้งกระทบคำพูดหรือการแสดงออกของผู้อื่น ก็สามารถข่มระงับได้ดีขึ้นกว่าเดิมมาก คือไม่กล่าวโต้แย้งออกไป หรือใช้ความขุ่นใจให้แสดงพฤติกรรมออกมาครับ ทั้งๆที่ในใจแล้วยังมีความมัวสลัวของจิตอยู่แต่ด้วยระลึกได้ในคำสอนของหลวงพ่อนะครับทำให้กระผมหยุดได้ที่ตัวเอง

และนึกเสมอว่า..ชีวิตก็เป็นเช่นนี้ ของเคยๆทั้งนั้นที่ผ่านเข้ามาแวะทักใจเรา อยู่ที่ว่าจะสามารถดูทันไหมเท่านั้นเอง ที่เป็นเช่นนี้ได้ก็เพราะคำสอนของหลวงพ่อ ที่อบรมบ่มเพาะใจลูกและอีกหลายๆคน ให้ได้ดีมาจนทุกวันนี้ครับ

ขอก้มกราบสำนึกในพระคุณของหลวงพ่อ ที่เพียรพร่ำสอนให้ทางที่ดำเนินอยู่ มีการรู้จักเลือกคิดเลือกทำเสมอมาครับ จะขอจำจดจารึกในพระคุณตราบเท่าวัฏฏะของลูกยังมีอยู่ครับ และจะทดแทนพระคุณหลวงพ่อตลอดไปด้วยความเคารพและบูชายิ่งครับ

โดย พี่เณร [15 พ.ค. 2552 , 17:49:57 น.] ( IP = 58.9.141.203 : : )


  สลักธรรม 10


ยิ่งอ่านก็ยิ่งประจักษ์ซึ้งในสายใยรักจากพ่อ ที่พร่ำเตือนลูกๆ (นานาจริต) ด้วยเมตตา

อ่านมาถึงตอนนี้ เห็นได้ว่าตนเองเป็นที่พึ่งแห่งตนเท่านั้น เพราะหากมิได้นำคำสอนของหลวงพ่อไปใช้ เราก็มิอาจทราบได้เลยว่าเรากำลังสะสมสารพิษ หรือบารมีกันแน่

ลูกจะก้าวเดินตามทางพ่อด้วยสัทธาอันมั่นคงค่ะ

ขอก้มกราบสำนึกในพระคุณของหลวงพ่อที่ให้ชีวิตใหม่แก่ลูกค่ะ

โดย พี่ดา [15 พ.ค. 2552 , 18:13:55 น.] ( IP = 124.121.177.122 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org