| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ประทีปแห่งทวีปอาเซีย (๑๒)
![]()
ประทีปแห่งทวีปอาเซีย (๑๒)
ปริเฉทที่ ๗
พุทธกิจ
ตอนที่ผ่านมา
ในระหว่างกาลหลายปีนั้น พระเจ้าสุทโธทนะได้ทรงแต่ระทมทุกข์เศร้าโศก และยามเมื่อพระองค์ประทับอยู่ในท่ามกลางเหล่าเจ้าศากิยะทั้งปวง พระองค์สลดพระทัยด้วยการที่ไม่ได้เห็นและได้ยินเสียงพระราชโอรส ฝ่ายพระนางศรียโสธรา เมื่อพระสวามีองค์อัครบุรุษของพระนางได้พรากไปให้พระนางเป็นม่ายเสียแล้ว พระนางก็มีแต่โศกเศร้าอาดูร จนไม่รู้จักประสบพบความสำราญใน "พระชนมชีพ" แห่งพระนางเสียเลย
และคราวใดที่มีใครมาเล่าถึงเรื่องฤาษีซึ่งมีคนเลี้ยงอูฐหรือพวกพ่อค้าพาณิชที่ไปค้าหากำไรในเมืองไกลๆ ได้ไปพบเห็นเข้า แล้วผู้สืบข่าวของพระราชาก็ออกไปสืบแล้วนำกลับมากราบทูลว่า ได้ไปเห็นบุรุษผู้เคร่งสันโดษเดี่ยวและปราศจากที่อาศัยมา แต่ก็ไม่มีใครได้ทราบข่าวคราวของบุรุษผู้เป็นมกุฏเฉลิมเกียรติแห่งนรชาติของกรุงกบิลพัสดุ์อันเป็นที่เชิดชูไว้วางพระราชหฤทัยแห่งพระราชาพระราชบิดา เป็นเอกอัครเสน่หาของพระนางศรียโสธราและบัดนี้ได้เสด็จไปเสียห่างอย่างหลงลืมเพราะกลับพระทัยหรือบางทีจะถึงซึ่งสิ้นพระชนม์เสียแล้วนั้น
ครั้นอยู่มาวันหนึ่ง ในวสันตฤดู ( ฤดูใบไม้ผลิ ) ซึ่งหยาดน้ำค้างขาวดุจดังเงินแวววับอยู่บนต้นมะม่วง และเป็นฤดูซึ่งมีความอบอุ่นทั่วทั้งพื้นปฐพีนั้น พระนางศรียโสธราได้เสด็จมาประทับที่ริมแม่น้ำอันใสสะอาดแห่งอุทยานซึ่งมีน้ำใสสะอาดดุจแก้วเจียระไนที่มีดอกบัวเรียงรายเป็นขอบเขตนั้น อันเคยมีเงาภาพ ณ กาลก่อนซึ่งเคยเกษมสุข ขณะสอดกรจับพระหัตถ์กับพระราชบุตรหรือขณะที่ทรงจุมพิต
ขอบพระเนตรของพระนางชอกช้ำไปด้วยความโหยไห้ ปรางอันอ่อนละมุนทั้งสองข้างก็ซูบลง ขอบพระโอษฐ์ซึ่งงามพริ้งก็เหี่ยวลงโดยอำนาจแห่งความเศร้าพระทัย พระเกศาอันเหลือบเป็นเงาก็ซ่อนและม้วนเสียอย่างสตรีหม้ายทั้งปวง พระนางไม่ทรงเครื่องประดับเครื่องต้นเครื่องทรงอะไรเลย และไม่มีเครื่องทรงวิจิตรใดเลย ที่อยู่กับเครื่องแต่งพระองค์ไว้ทุกข์ขาวอย่างหยาบๆ พระบาทอันงามและแน่งน้อย ก้าวดำเนินได้แต่ช้าๆ และโดยความลำบาก
ซึ่งแต่กาลก่อนเคยก้าวว่องไวเหมือนเท้าของนางเก้ง และเบาเหมือนกลีบดอกกุหลาบ ในเมื่อพระนางได้ยินเสียงอันสุดเสน่หาแห่งพระราชสามีรับสั่งเรียกพระนางนั้น ดวงเนตรทั้งคู่ซึ่งแต่เดิมแม้นเหมือน ดวงอาทิตย์อันแวววับอยู่ในที่มืดอันแสนมืด บัดนี้เคลิ้มเหม่อเมิน และลอยแลดูอย่างไม่รู้ว่าดูอะไร
ถึงทอดพระเนตรดูความพิเศษแห่งฤดูอบอุ่นซึ่งได้อุบัติขึ้นก็ดี ก็ทอดพระเนตรด้วยอาการอันกำสรด กำสรดจนหนังพระเนตรอันละมุนละไมหรี่ลงมาปิดให้ดวงพระเนตรนั้นหลับไป พระกรข้างหนึ่งถือเข็มขัดประดับไข่มุกของพระสิทธัตถะซึ่งพระนางรักษาไว้เป็นที่ระลึก ตั้งแต่ราตรีที่พระราชสวามีเสด็จพรากไปจากพระนาง
โอ้ ! คืนร้ายเอ๋ย ? ราตรีร้าย ? มารดาแห่งทิวาวารซึ่งระทมทุกข์ ? ความรักอะไรหนอที่ร้ายยิ่งไปกว่าความรักซึ่งถูกปลิดเสียจากผู้ซึ่งตั้งใจรักจนวาระที่สุดแห่งชีวิต พระกรอีกข้างหนึ่งของพระนางจูงพระราชโอรส โอรสของนางซึ่งงามวิเศษ โอรสซึ่งพระสิทธัตถะทิ้งไว้ให้เป็นกำนัลแก่พระนางมีนามว่าราหุล และบัดนี้มีพระชนม์ได้ ๗ พรรษา
พระราหุลดำเนินเคียงข้างพระราชมารดาอย่างคล่องแคล่ว ในพระทัยเบิกบานไปด้วยการที่ได้เห็นความงามแห่งโลกในวสันตฤดู
โดย ศาลาธรรม [15 พ.ค. 2552 , 23:06:53 น.] ( IP = 58.9.107.228 : : )
สลักธรรม 1ครั้นแล้วทั้งสองพระองค์ พระมารดากับพระโอรสก็เสด็จมารีรออยู่ริมสระซึ่งเต็มไปด้วยปทุมชาติ และพระราหุลซึ่งทรงพระสรวลสำราญก็โยนข้าวให้แก่มัจฉาชาติสีเขียวและสีแดง
ฝ่ายพระนางเมื่อมองดูฝูงวิหคที่บินมาอย่างรวดเร็วแล้วก็ทรงถอนพระทัยนึกว่า โอ้สัตว์มีปีกเจ้าเอ๋ย หากเจ้าได้พบเห็นว่าพระองค์ผู้เป็นที่รักของเราเสด็จไปซ่อนอยู่ที่ไหนแล้ว ขอจงทูลด้วยว่า ยโสธราเตรียมพร้อมอยู่เสมอที่จะตาย ยังรอแต่ให้ได้ยินตรัสแต่คำเดียว และได้สอดสวมพระหัตถ์ของพระองค์แต่ครั้งเดียวเท่านั้น
ก็แลในขณะที่พระนางกำลังถอนพระทัยคร่ำครวญและพระราชโอรสกำลังเล่นอยู่นั้น มีนางสนมมาทูลพระนางว่า ข้าแต่พระแม่เจ้า มีนายวาณิชแห่งหัสดินปุระผ่านเข้ามาทางประตูด้านใต้ นามว่าตระปุษะ และภัลลิกะ ล้วนแต่เป็นคนสำคัญซึ่งมากจากฝั่งทะเลที่มีคลื่นร้าย นำสินค้ามาขาย มีผ้าเยียระบับซึ่งงามวิเศษ มีทองสำริดอันแวววับ โถทองเหลือง งาต่างๆ เครื่องเทศ เครื่องแต่งกาย และนกแปลกๆคือขุมทรัพย์ของชนชาติต่างด้าว แต่ยังอีกอย่างหนึ่งซึ่งวิเศษกว่าสินค้าทุกๆ อย่าง สิ่งนั้นคือพระองค์ซึ่งเป็นบดีของพระแม่เจ้าและของหม่อมฉัน
เขาเห็นพระองค์ องค์พระราชสวามีของพระแม่เจ้าซึ่งเป็นที่พึ่งแห่งนิคมคามทั้งปวง คือ พระสิทธัตถะอย่างไรล่ะเพคะ เขาได้เห็นพระองค์เฉพาะพระพักตร์ และได้กราบถวายบังคมพระองค์กับทั้งได้ถวายของแด่พระองค์ด้วย
เพราะบัดนี้พระองค์ได้ทรงเป็นผู้เผยพระธรรมอันวิเศษซึ่งคนทั้งโลกบูชาเคารพ มีบุญและอัศจรรย์ยิ่ง คือเป็นพระพุทธเจ้าซึ่งช่วยมนุษย์และโปรดสัตว์โลกทั้งปวง โดยพระธรรมเทศนาอันอ่อนหวานและโดยพระธรรมเมตตาอันใหญ่ประดุจท้องฟ้า ดังที่พระองค์ได้ทรงถูกทำนายไว้มาแต่ก่อนแล้วนั้น ตามที่นายวาณิชเล่าให้ฟังปรากฏดังนี้แหละเพคะ
โดย ศาลาธรรม [15 พ.ค. 2552 , 23:08:30 น.] ( IP = 58.9.107.228 : : )
สลักธรรม 2ฝ่ายพระนางศรียโสธรา เมื่อได้ทรงทราบดังนั้นแล้วความปลาบปลื้มก็แล่นทั่วทั้งสรรพางค์ เหมือนดังน้ำแม่คงคาซึ่งละลายจากอาการที่แข็งอยู่ในภูเขาครั้งแรกฉะนั้น พระนางลุกขึ้นตบพระหัตถ์และทรงพระสรวล ดวงพระเนตรคลอหล่อไปด้วยอัสสุชลแล้วรับสั่งว่า
โอ ! ไปเชิญเขามาที่หน้าม่าน ( ในประเทศอินเดียฝ่ายเหนือ สตรีชั้นสูงไม่ยอมแสดงให้คนต่างประเทศหรือผู้อื่นเห็น เพราะฉะนั้นจึงต้องอยู่ในม่าน ) เพราะหูของเราซึ่งกระหายเหมือนคนที่คอแห้งอยากดื่มข่าวอันน่าบูชานั้นอย่างยิ่งแล้ว จงไปเชิญเขามา เราจงบอกเขาด้วยว่าถ้าคำพูดของเขาถูกต้องจริง เราจะรางวัลทองคำและเพชรนิลจินดาซึ่งมีค่าควรพระราชาทั้งหลายมีประสงค์อยากจะได้ ฝ่ายหล่อนผู้มาบอกแก่เราจงกลับมาด้วยนะจ๊ะ เพราะหล่อนก็จะได้รับรางวัลในโอกาสคราวนี้เพื่อเป็นเครื่องแสดงความขอบคุณอันพึงมีในใจของเรา
เมื่อดังนั้นแล้ว นายวาณิชทั้งสองก็ไปยังพระตำหนักอันเกษมศานต์และเดินอย่างช้าๆ ไปตามวิถีอันงดงามด้วยเท้าเปล่าในท่ามกลางนางสาวทั้งปวงที่มองดูเขาผู้ซึ่งตื่นเต้นด้วยความรุ่งโรจน์แห่งราชสำนักนี้ เมื่อเขาทั้งสองได้มาถึงม่านแล้วก็ได้ยินพระสุรเสียงอันอ่อนโยนลั่นและไพเราะถามมาว่า
ท่านผู้มีการุญภาพ ท่านมาจากเมืองไกล และท่านได้เห็นพระองค์พระสวามีของข้าพเจ้า แล้วท่านได้บูชาพระองค์ ด้วยเหตุว่าพระองค์ได้เป็นพระพุทธเจ้าซึ่งโลกทั้งมวลเยินยอพระองค์เป็นผู้มีบุญและผู้ช่วยมนุษย์ให้พ้นทุกขเวทนา และเวลานี้ พระองค์ก็กำลังเสด็จไปสู่ที่เหล่านี้ ขอท่านได้เล่าให้ฟังทีเถิด เพราะหากเป็นความจริงดังนั้นแล้ว เราขอเป็นมิตรแห่งราชสำนักของเรา เป็นมิตรที่เรานับถือยินดีรับรอง
โดย ศาลาธรรม [15 พ.ค. 2552 , 23:09:02 น.] ( IP = 58.9.107.228 : : )
สลักธรรม 3ตระปุษะจึงทูลว่า ข้าแต่พระนางเจ้า ข้าพเจ้าได้เห็นพระองค์ผู้ทรงพระบารมีนั้นจริง ข้าพเจ้าได้ถวายบังคม ณ พระบาทยุคลของพระองค์ เพราะเหตุว่าพระองค์ซึ่งแต่เดิมเป็นแต่เพียงเจ้าชายนั้น บัดนี้ทรงปุญญานุภาพใหญ่ยิ่งกว่าพระราชาทั้งปวงแล้ว ณ ใต้ต้นโพธิ์ที่ริมฝั่งแม่น้ำผัลคู การกระทำอันสามารถช่วยมนุษยโลกได้นั้น
บัดนี้ได้สำเร็จแล้วโดยความพากเพียรของพระองค์ผู้เป็นมิตรและและเจ้าแห่งมนุษย์ทั้งปวง พระองค์ซึ่งเป็นของพระนางมากกว่าใครๆ ซึ่งพระนางต้องโศกาดูรนั้นมีค่าแก่โลกคือ โลกได้ฟื้นเพราะพระธรรมเทศนาขององค์พระศาสดา ขอได้ทรงฟังเถิด พระองค์ทรงสุขสบายเหมือนบุคคลผู้ชนะแล้วเหนือความชั่วทั้งปวง
พระองค์เป็นพระเจ้าซึ่งหลุดพ้นแล้วจากความแร้นแค้นทั้งปวงแห่งโลก ผ่องใสในความจริง ซึ่งได้มาปรากฏแล้วแก่พระองค์อย่างบริสุทธิ์ งามจริงเมื่อพระองค์เสด็จไปตามเมืองต่างๆ ได้ทรงสั่งสอนด้วยวิธีอันสุขุม ( คือแสดงพระธรรมเทศนา ) ซึ่งนำมาซึ่งความสงบสันติภาพ กระทำให้มนุษย์ทั้งปวงเจริญตามวิถีทางของพระองค์
เหมือนดังใบไม้ที่มารวมกันเข้าเป็นกองด้วยอำนาจแห่งลม หรือเหมือนปศุสัตว์ที่เดินตามผู้รู้จักที่ๆ มีธัญญาหาร ข้าพเจ้าเหล่านี้ก็เหมือนกัน ข้าพเจ้าได้สดับฟังมธุรธรรมเทศนาอันวิเศษของพระองค์ พระองค์คงจะเสด็จมาถึงนี่ก่อนฤดูฝนจะเริ่มตกในครั้งแรก
โดย ศาลาธรรม [15 พ.ค. 2552 , 23:09:33 น.] ( IP = 58.9.107.228 : : )
สลักธรรม 4
เมื่อนายวาณิชทูลดังนี้แล้ว พระนางศรียโสธราก็ตันตื้นไปด้วยความปลาบปลื้มยินดีจนพระนางสามารถรับสั่งตอบได้แต่เพียงว่า จงมีความสุขเถิด ทั้งในบัดนี้และเสมอไป ท่านผู้มีไมตรีอันควรนับถือ ท่านผู้ซึ่งนำข่าวดีมาแจ้งแก่เรา แต่ก็ความบำเพ็ญเพียรอันใหญ่ยิ่งนั้น ท่านรู้ไหมว่าได้บรรลุถึงซึ่งผลสำเร็จอย่างไร
ภัลลิกะจึงทูลตามที่ได้รับทราบจากการบอกเล่าของพวกชาวหุบเขาถึงเรื่องพระพุทธองค์ทรงผจญในยามราตรีกาลซึ่งอากาศวิปริตมืดมัวด้วยอุบายของพวกปิศาจซึ่งพื้นแผ่นดินหวั่นไหว น้ำได้ท่วมขึ้นด้วยอำนาจแห่งความกริ่งโกรธของพระยามาร ภัลลิกะได้เล่าถึงการที่พระบารมีของพระองค์ได้เปล่งปลั่งออกเป็นรัศมีอันเป็นที่พึงหวังแห่งมนุษย์ทั้งหลาย กับการที่พระองค์ได้ประสบแล้วซึ่งความสำราญอยู่ใต้ต้นโพธิ์นั้น
ภัลลิกะทูลต่อไปว่า แต่นั่นแหละการที่พระองค์บำเพ็ญเพียรทำเพื่อช่วยโลกนี้ก็อุปมาเหมือนหนึ่งว่า ภาระนี้หนักเหมือนก้อนทองทับอยู่เหนือดวงพระหฤทัย เพราะพระองค์จักต้องทำพระองค์ให้พ้นจากกิเลสรบกวนต่างๆ และความสงสัยเพื่อนำไปสู่ฝั่งแห่งความจริงโดยสวัสดิภาพ เพราะพุทธเจ้าทรงตรึกตรองว่าทำไมมนุษย์ซึ่งชอบบาปของตนและลุ่มหลงด้วยรูปเสียงกลิ่นรสอันเป็นเท็จตั้งพันประการนั้นจึงจะฉลาดพอที่จะมองดูและมีพละกำลังพอที่จะหักความพันพัวแห่งกามที่ผูกมัดตนนั้นได้
ทำอย่างไรมนุษย์จึงเรียนรู้นิทานทั้ง ๑๒ ( คือกำหนดความเป็นอยู่ที่พัวพันโดยกฎของเหตุกับผลตามความสังเกตอันเป็นหลักก็คือปรากฏว่า ทุกข์ติดพันอยู่กับธรรมชาติ ต้นเหตุของทุกข์คือความเกิด คือความยึดถือ ต้นเหตุของความยึดถือคือความอยาก ความอยากเกิดจากความรู้สึกซึ่งเนื่องจากความสัมผัส ความสัมผัสเนื่องจากเส้นประสาทๆ เกิดจากรูปกายซึ่งมีนามกำหนด < นามรูป > ซึ่งเกิดจากวิญญาณ วิญญาณเกิดจากดำริซึ่งเกิดจากความโง่ ( อวิชชา ) เพราะฉะนั้นต้องกำจัดตัวอวิชชาเสียเพื่อถึงซึ่งบรมสุขอย่างยอดเยี่ยม )
และบัญญัติที่อาจให้พ้นทุกข์ได้ ซึ่งดูๆ ก็น่าเกรงขามเพราะความใหม่ เช่นเดียวกับนกที่เคยกรง รู้สึกหวั่นไหวในเมื่อประตูเปิดอ้าไว้ ถ้าดังนี้เราก็คงจะไม่สมกับผลแห่งความมีชัย หากว่าในพิภพนี้ไม่มีที่พึ่งคือพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นองค์ผู้หาหนทางพบแล้ว แต่หากทรงคาดว่าหนทางนี้กันดารเกินไปสำหรับเท้ามนุษย์ผู้ไม่ยั่งยืนและหากพระองค์ได้ข้ามพ้นไปแล้วโดยไม่มีใครเดินตามพระองค์เลย
โดย ศาลาธรรม [15 พ.ค. 2552 , 23:11:36 น.] ( IP = 58.9.107.228 : : )
สลักธรรม 5
ก็การที่พระพุทธองค์ของเราทรงพิจารณาเช่นนี้นั้น พระองค์ทรงพิจารณาโดยเมตตาคุณของพระองค์ แต่ ณ วาระนั้นมีเสียงแหลมดุจดังเสียงสตรีคลอดบุตรปรากฏขึ้นเสมือนหนึ่งว่าแผ่นดินซึ่งหวั่นไหวแล้วครวญครางว่า เรานี้ไม่รอดย่างแน่นอนเสียแล้ว คือเรากับธรรมชาติทั้งหลายของเรานี้
ครั้นเมื่อเสียงนั้นเงียบสงบลง ลมตะวันออกก็รำเพยเป็นศัพท์สำเนียงว่า โอ พระองค์ผู้มีบุญ ขอพระองค์จงสำเร็จในการเผยแผ่ข้อบัญญัติของพระองค์เถิด
พระศาสดาจารย์เจ้าทรงทอดพระเนตรดูธรรมชาติทั้งปวง พระองค์ทรงเห็นธรรมชาติซึ่งบ้างก็เชื่อฟังพระบัญญัติของพระองค์ทันที และบ้างก็ยังจะต้องรอต่อไป เฉกเช่นดวงอาทิตย์อันแรงกล้าซึ่งโชติช่วงอยู่เหนือหนองน้ำซึ่งเต็มไปด้วยปทุมชาติ แลเห็นดอกปทุมชาติบางดอกเตรียมพร้อมที่จะแย้มกลีบเพื่อรับรัศมีของดวงอาทิตย์นั้นบ้าง และดอกใดบ้างที่ยังไม่แตกกลีบบานก้าน
ฉะนั้นเมื่อทรงเห็นดังนี้ พระองค์จึงทรงแย้มตรัสว่า นั่นแหละ เราจะสั่งสอนแต่ผู้ซึ่งตั้งโสตสดับเพื่อศึกษาในบัญญัติของเรา
ครั้นแล้ว เขาเล่าต่อ พระองค์ก็เสด็จข้ามเขาต่างๆ แล้วเสด็จเข้ายังนครพาราณสีซึ่งพระองค์ทรงสั่งสอนฤาษีทั้ง ๕ ( คือปัญจวัคคีย์ ) โดยทรงแสดงให้ปรากฏว่าชีวิต ( ความดำรงชีพ ) กับความตายนั้นย่อมถูกทำลายลงไปได้อย่างไร และมนุษย์ย่อมไม่ได้รับโชคอะไรอื่น นอกจากโชคซึ่งได้ผลจากความประพฤติก่อนๆ ที่ล่วงมาแล้วของตนนั้นอย่างไร ไม่มีนรกใดนอกจากนรกซึ่งตนเองเป็นผู้กระทำขึ้น ไม่มีสวรรค์ใดเลยที่จะสูงยิ่งสำหรับผู้ที่ชนะแล้วซึ่งราคะตัณหาทั้งปวง
พระองค์ทรงสั่งสอนดังนี้ เมื่อวัน ๑๕ ค่ำ เดือนไพศาขะ ( หรือวิสาขะ เทียบปลายเดือนพฤษภาคมจนถึงต้นเดือนมิถุนายน ) ณ ท่ามกลางแห่งเวลาเที่ยงแล้วและในคืนนั้นพระจันทร์เพ็ญเต็มดวง
โดย ศาลาธรรม [15 พ.ค. 2552 , 23:12:00 น.] ( IP = 58.9.107.228 : : )
สลักธรรม 6ก็แลฤาษีทั้ง ๕ รูปนั้น รูปที่ ๑ นามว่า เกาณฑินยะ ( โกณฑัญญะ ) ได้บรรลุถึงความจริง คืออริยสัจทั้ง ๔ แล้วก็ได้สำเร็จพระอรหัตต์ และต่อมาจากเกาณฑินยะ ก็คือ ภัทริกะ ( ภัททิยะ ) อัศวะชิต ( อัสสชิ ) บาษปะ ( วัปปะ ) มหานาม ก็ได้สำเร็จเช่นเดียวกัน
ต่อมาเจ้าชายยะศัท ( ยสกุลบุตร ) กับสุภาพบุรุษ ๕๔ คนซึ่งนั่งอยู่ข้างพระบาทของพระพุทธเจ้า ที่ในสวนกวางทราย ( อิสปตนะ มฤคทายวัน ) เมื่อได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระองค์แล้วก็มีจิตเลื่อมใสบูชาและปฏิบัติตามพระองค์ เพราะการที่มีความสันติภาพและวิทยาศาสตร์อันสมัยใหม่นั้น เมื่อเผยแผ่แก่มนุษย์ดังนี้ย่อมเป็นสิ่งที่ตรึงตราในดวงใจของผู้ใดซึ่งเชื่อฟัง เฉกเช่นบุปผชาติและต้นไม้ต้นหญ้างอกขึ้นเมื่อมีน้ำในทุ่งแห่งทะเลทรายฉะนั้น
พระอรหันต์ทั้ง ๖๐ นี้ เขาเล่าต่อ เมื่อได้ศึกษาวิธีบังคับและบำเพ็ญตนให้พ้นจากราคะตัณหาแล้ว พระพุทธองค์ก็ทรงจัดให้ไปทำการสั่งสอน ส่วนพระองค์ซึ่งโลกบูชาเคารพก็เสด็จออกจาสวนกวาง ( อิสปตนะมฤคทายวัน ) เพื่อเสด็จไปสู่ทิศใต้ ณ ยัสติและพระราชอาณาจักรของพระเจ้าพิมพิสารซึ่งพระองค์ทรงเทศนาสั่งสอนอยู่หลายวัน จนพระเจ้าพิมพิสารและอาณาประชาราษฎร์ของพระองค์มีความเลื่อมใสศรัทธาและศึกษาบัญญัติว่าด้วยเมตตา และบัญญัติว่าด้วยชีวิตปฏิบัติของพระองค์
ยิ่งกว่านั้นพระเจ้าพิมพิสาร ( เมื่อได้หลั่งน้ำ < เป็นธรรมเนียมของพราหมณ์ กระทำเมื่อให้อะไรอย่างหนึ่ง > ยังพระหัตถ์พระพุทธเจ้าแล้ว ) ยังได้ถวายสวนไผ่นามว่า เวฬุวัน ซึ่งมีลำน้ำหลายสาย มีถ้ำและป่าโปร่งแก่พระองค์อีกด้วย
และ ณ ที่สวนนั้นพระเจ้าพิมพิสารได้ตั้งศิลาจารึกก้อนหนึ่ง ในจารึกนั้นมีความว่า ผลและเหตุแห่งชีวิต องค์พระตถาคต ( หมายความว่าผู้ได้กระทำอย่างเดียวกัน เป็นพระนามของพระสิทธัตถะพระนามหนึ่ง ชี้ให้เห็นว่าพระองค์ได้ทรงเดินทางอันเดียวกันเหมือนพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ) ได้ทรงแสดงให้เราทั้งหลายได้ทราบปรากฏแจ่มแจ้งแล้ว สิ่งซึ่งช่วยชีวิตให้พ้นจากความชั่ว พระพุทธเจ้าของเราก็ได้ทรงแสดงให้เราทราบแล้ว
โดย ศาลาธรรม [15 พ.ค. 2552 , 23:12:46 น.] ( IP = 58.9.107.228 : : )
สลักธรรม 7
ก็ในสวนนั้นเอง นายวาณิชว่า มหาชนต่างไปชุมนุมประชุมกันเพื่อสดับตรับฟังคำสั่งสอนของพระองค์ในเรื่องความดีและความประพฤติ ซึ่งเมื่อผู้ใดเชื่อฟังพระองค์แล้วก็มีวิญญาณอันเลื่อมใสจนมีผู้ศรัทธาครองผ้าเหลือง คือ บวชเหมือนองค์พระบรมศาสดาจารย์เจ้าถึง ๙๐๐ องค์ แล้วต่างก็แยกย้ายกันไปทำการเผยแผ่พระบัญญัติของพระองค์ สรุปความในพระโอวาทของพระองค์ว่าดังนี้
ความชั่วเป็นเครื่องทวีหนี้สินที่ต้องใช้ความดีเป็นเครื่องกำจัดความชั่ว และเป็นเครื่องใช้หนี้อันเกิดจากความชั่วนั้นได้ จงหลีกความชั่วและกระทำความดี จงสงวนความสุขของตนด้วยตนเอง นี่แหละคือหนทาง
เมื่อนายวาณิชเล่าเรื่องพระพุทธองค์จบลง พระนางยโสธราก็ประทานรางวัลและแสดงความขอบใจอย่างประเสริฐยิ่งกว่าเพชรนิลจินดา แล้วพระนางถามว่า ก็แต่พระผู้มีพระภาคของเรานั้นพระองค์เสด็จตามทางใด ?
นายวาณิชทูลตอบว่า มาตามทางซึ่งห่างจากพระนครนี้ ๖๐ โยชน์และสู่ทิศพระนครราชคฤห์ซึ่งมีทางสะดวกผ่านมาทางโสนะและเขาต่างๆ โคของข้าพเจ้าซึ่งเดินได้วันละ ๘ ก๊อสส์ ( มาตราวัดอินเดีย เป็นระยะความยาว ก๊อสส์ ๑ ประมาณ๘๔๐ วา ) ต้องเดินทาง ๑ เดือนจึงจะถึง
โปรดติดตามตอนต่อไป
![]()
โดย ศาลาธรรม [15 พ.ค. 2552 , 23:14:29 น.] ( IP = 58.9.107.228 : : )
สลักธรรม 8
มาติดตามอ่านต่อค่ะ
ขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ
โดย พี่ดา [27 พ.ค. 2552 , 17:28:24 น.] ( IP = 124.121.175.236 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |