| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
สายใยรักจากพ่อ (๔)
![]()
![]()
สายใยรักจากพ่อ (๔)
ตอนที่ ๑ .... ตอนที่ ๒ .... ตอนที่ ๓
ถาม ฟังหลวงพ่อแล้วก็นึกถึงนิสัยของลูกว่าเป็นคนชอบสนุกสนานเฮฮา เรื่องพูดปดนั้นก็แน่นอนที่ลูกพยายามจะไม่พูดเลย แต่เรื่องเพ้อเจ้อสัมผัปปลาปวาทนั้นก็ยอมรับว่าลูกเป็นคนสนุก ชอบพูดอะไรเล่นๆ ไปแล้วก็ยังมีความคิดว่า มันก็ต้องมีบ้างละ ซึ่งลูกก็เกิดความคิดว่า คิดอย่างนี้เป็นมิจฉาทิฏฐิหรือเปล่า
และในชีวิตประจำวันของลูกนั้นก็เคยพบว่า บางครั้งก็ไม่เป็นที่เชื่อถือของใคร แล้วก็เลยนึกรู้ว่านี่ไงผลของการสัมผัปปลาปวาท แต่ก็เถียงตัวเองว่า มันก็จำเป็นเพราะยังอยู่ในสังคมก็ต้องมีบ้าง เวลาที่ลูกเข้าไปในที่ทำงานก็มักจะเป็นที่ครื้นเครง ..นึกในใจว่านั่งกันเงียบๆ ก็เลยไม่ชอบใจ ก็เลยต้องทำอะไรให้เขาสนุกสนานบ้าง แต่ตอนนี้ก็เลยเกิดเกรงว่าจะเป็นมิจฉาทิฏฐิหรือเปล่าคะหลวงพ่อ?
ตอบ เป็นเรื่องที่ไม่ควรทำและเป็นเรื่องไม่ดี และก็ไม่จำเป็นเฉพาะเรื่องของการเพ้อเจ้อนี้ เพราะบางครั้งนั้นคนเราจะพูดอะไรก็ต้องคิดก่อนพูด ใคร่ครวญให้ดี มีสติสักนิดแล้วคิดก่อนว่า ไม่พูดเลยจะดีกว่าหรือเปล่า อย่างลูกก็พยายามเถอะนะถ้าไม่ชอบใครก้เก็บเอาไว้ในใจ อย่าพูดออกมา โดยเฉพาะผู้ที่ไม่ชอบนั้นเป็นสมณะ คือพระที่ใส่ผ้าเหลือง
แม้เราอาจจะศรัทธาองค์นี้แต่ไม่ศรัทธาองค์นั้น แต่การกล่าวต่อเมื่อมีผู้พูดมาว่า "อีกสักครู่จะมีพระ..องค์นี้มาพูด" ลูกก็ตอบเลยทันทีว่า "ไม่เอา ! ดิฉันจะกลับแล้ว..ไม่ศรัทธา" การแสดงออกเช่นนั้นเป็นสิทธิส่วนตนก็จริงแต่อย่าลืมว่า เขาผู้นั้นอาจจะเป็นพระโพธิสัตว์ในอนาคตก็ได้ เราต้องมองพระให้สูงไว้ และบางครั้งจึงไม่จำเป็นที่จะปฏิเสธเลยทันที
และอาจารย์วิชิตท่านก็มาเล่าให้ฟังว่า มีพระรูปหนึ่งที่มาถามคำถามในงานวิสาขะซึ่งก็เจาะจงถามแต่กับฆราวาส แต่กับพระด้วยกันนั้นท่านจะเดินออกจากห้องไปเลย เพราะปวารณาไว้แล้วว่าไม่ฟังคำตอบจากพระ สำหรับตัวท่านนั้นคิดว่า "การปฏิเสธ" น่ากลัว เพราะการปฏิญาณตนเองว่าจะไม่ฟังเสียงจากพระภิกษุสงฆ์ก็เท่ากับปฏิเสธการพบพระพุทธเจ้าด้วย เพราะพระพุทธเจ้าเป็นพระ
ฉะนั้น การคิดสั้นๆ ของเรานี้น่ากลัวเพราะจะสร้างอำนาจไว้นะ และนอกจากสัมผัปปลาปวาทแล้ว เวลาพูดก็ต้องคิด บางครั้งเราไม่ชอบอะไรก็ควรเก็บไว้ในใจ ..หวานอมเอาไว้ ขมกลืนลงไป อยากขากออกมา.. เพราะทุกอย่างที่ออกมานั้นก็คือเสลดที่สกปรก
โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [16 พ.ค. 2552 , 00:27:15 น.] ( IP = 58.9.107.228 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1
จำไว้นะลูกเพราะปลายทางแล้ว ไม่แน่ว่าผู้นั้นอาจจะเป็นอัศวินบินมาหาเราก็ได้ เราอาจจะคิดว่าเขาเป็นคนที่ช่วยอะไรเราไม่ได้ ..แต่เขาอาจจะมาช่วยเราได้ในปลายทาง เช่นสมมติว่าเรานอนป่วยอยู่ศิริราช มีอารมณ์วิตกกังวลอยู่เพราะเขายังตามอาจารย์วิชิตไม่พบ เพราะไปอยู่อีกโรงพยาบาลหนึ่งมีลูกศิษย์อีกคนกำลังชัก พอเขาวิ่งออกมาพบพระรูปนี้เข้าแล้วก็พาไปให้ลูกได้เห็นสมณะ แล้วถ้าลูกปฏิเสธว่าฉันไม่ชอบก็แย่เลย เพราะต้องตายไปพร้อมกับความไม่ชอบ
เราจึงต้องทำที่ปัจจุบันด้วยการมองดี คิดดีเอาไว้ มองทุกคนว่าเป็นชีวิตที่มีคุณ กว่าจะได้เป็นมนุษย์นั้นเป็นของยาก การที่มีชีวิตอยู่มาจนถึงวันนี้เป็นของยาก การได้พบพระพุทธศาสนาเป็นของยาก การไดัฟังธรรมของพระพุทธเจ้าก็เป็นของยาก ..วันนี้เราได้ฟังธรรม ได้พบพระพุทธศาสนา ได้มีชีวิตมนุษย์จึงล้วนเป็นสิ่งที่มีค่า ลูกลองมองกวาดตาไปให้ทั่วทุกคนที่เขาก็ได้มาพบของยากเช่นนี้ด้วย ..จึงล้วนเป็นชีวิตที่มีคุณ
ทุกคนต่างมีคุณ และก็ไหว้คุณกันได้เลยว่ามีบุญนำเกิดกันมาทั้งสิ้น มีบุญก็รักษามา แล้วก็นึกถึงความดีของแต่ละคนที่ได้ฟังกิตติศัพท์หรือฟังคำเล่าลือมาว่าเขาเป็นคนใจบุญ แต่ละคนเป็นคนดีอย่างนั้นอย่างนี้ จึงต่างมีค่า มีคุณในตัวเอง และกำลังมีเสบียงในตนเอง พวกเราแต่ละคนนี้เป็นผู้ที่น่าคบหา น่าปรึกษาและพากันพ้นทุกข์ จึงต้องมองให้ดี มองดี..จิตดี
และสัมผัปปลาปวาทนี้ก็เกิดขึ้นจากความเห็นผิด ที่เห็นว่าเงียบเกินไปเลยต้องทำให้ครึกครื้น ที่จริงนั้นเขาอยากให้ครึกครื้นหรือเปล่าลูก ที่ทำนั้นจึงเป็นความคิดที่เข้าข้างแต่ก็ต้องค่อยๆ หลีก ละ ลด แล้วก็เลิกออกมา จึงเข้ากับหลักที่พ่อเคยสอนไว้ในอดีตว่า อยู่คนเดียวให้ระวังความคิด อยู่กับหมู่มิตรให้ระวังคำพูด พูดมากผิดมาก ไม่พูดเลยไม่ผิดเลย
และก็อย่าไปประมาทปฏิเสธอะไรก่อน อย่าประมาทว่าเขาด้อยกว่าเรา เขามีน้อยกว่าเรา เขาแย่กว่าเรา ..แต่เราไม่รู้เลยว่าแต่ละคนนั้นมีบารมีที่เขาสะสมกันมานั้นมากน้อยขนาดไหน ทุกคนจึงมีคุณค่าในตนเอง เราอาจมีคุณสมบัติต่างกันแต่เราก็เอาความรู้เอาความสามารถมาช่วยกัน มาประสานร่วมใจกัน
บางทีเราอาจจะมองเห็นว่าเขาไม่ดีในมุมนี้แต่ในอีกมุมหนึ่งเขามีดีก็ได้ อย่างลูกศิษย์บางคนที่น้ำจิตน้ำใจดีมีการโอภาปราศรัยเป็นน้ำประสานทองอย่างไม่มีใครเกิน เป็นคนที่เปิดโอกาสให้คนอื่นได้ระบายความในใจและยังได้ฟังธรรมจากผู้อื่นก็จะได้ข้อคิดจากเขา ไม่ใช่ตัดบทว่าแค่นี้นะ ..เราก็เลยไม่รู้ว่าเขามีดีขนาดไหน แต่เมื่อเราเปิดโอกาสให้เขาแสดงความดีเราจึงรู้ว่าเขาดี แล้วเราก็ได้ดีจากเขา
ลูกเอ๋ย! สิ่งที่ไวกว่าปากคืออะไร? คือ ผลของกรรม เพราะทำปุ๊บก็ได้ปั๊บเลย บางครั้งที่พอปากเราพูดออกไปแล้วเขายังไม่ได้ยินเสียงยังไม่จบความเลย มโนกรรมได้เกิดแล้ว ..ผลของกรรมได้เกิดขึ้นทันที จึงอย่าไปปากไวเลยลูก เพราะชีวิตมาปลายทางแล้ว เพราะรักจึงไม่อยากให้ลูกทุกคนที่เดินมาดีแล้วแต่ไปสะดุดไม้จิ้มฟันเสียได้
โดย น้องกิ๊ฟ [16 พ.ค. 2552 , 00:27:47 น.] ( IP = 58.9.107.228 : : )
สลักธรรม 2
ถาม ที่ทำอยู่ทุกวันนี้มีอะไรจะต้องแก้ไขหรือไม่คะ?
ตอบ ทำในสิ่งที่ทำอยู่นั้นให้ดีที่สุด เห็นอยู่แล้วว่ามีน้ำใจไมตรีช่วยเหลือกิจการงานที่ชอบอย่างเต็มที่ แต่ก็จะต้องมองด้วยว่า บุญที่ทำอยู่ตรงนี้นั้นดีอยู่แล้วเพราะเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก แต่ก็ยังมีบุญที่ทำได้ยากกว่าที่เรารู้จากการศึกษาธรรม เราต้องหัดนำมาพิจารณากำหนดชีวิตบ้าง เพราะว่าเดี๋ยวก็ไปแล้ว และถ้าลูกได้ไปเกิดเป็นมนุษย์ได้ไปอยู่ในที่ชอบที่ดีก็จริง แต่กว่าจะเจริญเติบโตแล้วกลับมามูลนิธินี้อีกครั้งหนึ่งก็คงอีกนาน
ลองประมาณว่าอีกสักห้าปีตาย ..พออายุสิบห้าปีก็มาที่นี่ รวามแล้วก็ใช้เวลายี่สิบปี แล้วตอนนั้นมูลนิธิจะเหลือใครที่จะมาแนะนำให้อยู่ในเรือสำเภาเดียวกัน ลูกจึงต้องเตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตนเอง หัดแบ่งเวลามาเจริญวิปัสสนาบ้าง สัปดาห์หนึ่งลูกก็ช่วยเหลือกิจการงานที่ชอบสักหกวันแล้วพอวันพระลูกก็อยู่ปฏิบัติตามมุมที่ลูกชอบ เอาเป็นว่าเข้าพรรษานี้ทุกวันพระลูกไม่ต้องไปไหนแต่ให้อยู่ปฏิบัติ
การปฏิบัติสำหรับลูกนั้นก็ไม่ต้องไปเข้มงวดมาก คือดูบ้างว่าอะไรรูป อะไรนาม นามมันคิดอะไรฟุ้งอะไร เพราะถ้าส่งลูกไปเข้าอ้อมน้อยลูกก็จะเอาแต่จดๆๆ ก็ไม่รู้ลูกว่าจดอะไรนักหนา
โดย น้องกิ๊ฟ [16 พ.ค. 2552 , 00:28:46 น.] ( IP = 58.9.107.228 : : )
สลักธรรม 3
ชีวิตของลูกๆ นั้นมีโซ่ตรวนที่ต่างทำกันเอาไว้ซึ่งก็ต้องหาทางแก้ไข อย่ารู้เพียงว่า ตรวนนี้เราทำมาเองแล้วก็ยินดีกับการผูกไว้ที่ขาเช่น "ปลงแล้ว .. ทำมาเอง" ก็ต้องคิดที่จะแกะออกด้วย คือคิดแก้ไขด้วยใจที่เป็นกุศล อย่าหงุดหงิดกลุ้มใจ ทำหน้าที่ของตนให้สุดความสามารถ แล้วก็มองตนคือมองถึงวิบากแล้วสาวไปถึงเหตุให้มาก เรื่องยุ่งยากก็จะหมดไป
สมมติว่ามีลูกสองคนเดินสวนกัน แล้วคนหนึ่งก็หันไปมองอีกคนหนึ่ง แต่คนที่ถูกมองเขาไม่สนใจที่จะทักเรา เราก็ไม่สบายใจที่ได้เห็นอาการเช่นนั้น เราก็มองตนเลยว่า ..นี่ วิบากไม่ดี อย่าไปคิดว่า เขาเป็นอะไร ทีฉันจะทักเขา เขาก็ไม่ยอมทัก ..ต้องมองตนทันทีว่าวิบากไม่ดี
เราต้องมองตนว่า เรื่องไม่สบายใจที่เราได้รับนั้นก็คือผลจากอกุศลกรรมบถ ๑๐ และก็มีการเดินสวนกันเป็นปัจจัย เพื่อไม่ให้เกิดเหตุใหม่ที่ไม่ดีทางใจของเราเอง เมื่อเรามองตนได้มากๆ เรื่องยุ่งยากก็จะหมดไป เพราะในโลกนี้ไม่มีใครทำอะไรใครได้ มีแต่กรรมเท่านั้นที่กำหนด ไม่มีใครรับอะไรแทนใครได้ แต่เรารับของเราคนเดียว
แต่การที่เกิดมาเป็นพี่น้องพ่อแม่ขึ้นมาแล้วมีจริตอัธยาศัยเดียวกันนั้น ก็เพราะกรรมมันสองคล้องกันจึงทำให้ต้องมาพบเจอะเจอกันก็ด้วยแรงกรรม บางคนที่อาฆาตจองเวรไว้นั้นกรรมก็จะจัดสรรให้ต้องอยู่ในที่ที่พบกันได้ จึงไม่ควรมีความพยาบาทกับใคร และอย่าไปมีจิตที่ยึดข้องกับใครมาก ยิ่งเรารู้สึกไม่ชอบก็เท่ากับยิ่งฝักใฝ่ เจตนาอย่างนั้นก็จะตามข้ามภพ อำนาจกรรมก็จะผลักดันให้ไปเจอกัน เพราะเราไม่แกะใจจากเขา เมื่อผูกใจไว้กับเขามันจึงต้องไปเจอกันจนได้
สิ่งที่จะทำให้เราสบายใจก็คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ..หัดสวดมนต์ผูกใจตนเอาไว้ หัดผูกชีวิตไว้กับพระพุทธรัตนะ พระธรรมรัตนะ พระสังฆรัตนะ เราอยากได้อะไรก็ทำอันนั้นไป เมื่อทำอย่างจริงใจเสียอย่างเดียวก็จะสำเร็จทุกอย่าง ให้เวลาบ่มบารมีไปเรื่อยๆ และไม่มีใครช่วยเราได้ถ้าหากเราไม่ช่วยตัวเอง
โดย น้องกิ๊ฟ [16 พ.ค. 2552 , 00:29:06 น.] ( IP = 58.9.107.228 : : )
สลักธรรม 4
ถาม จะแก้ปัญหาในครอบครัวอย่างไรดี?
ตอบ บางคำถามของลูกนั้นเป็นเรื่องที่น้ำท่วมปาก พ่ออธิษฐานอยู่เสมอว่า..ทำกุศลครั้งใดก็ขอให้ข้าพเจ้ามีชีวิตอิสระ อย่าได้มีพันธะครัวเรือน อย่าได้มีลูกเต้าที่มาเป็นห่วงคล้องคอ .. ทำคนที่โกรธกันให้ดีกันนั้นง่ายมาก ทำคนที่รักกันให้โกรธกันก็มีทั้งง่ายมากและยากมากโดยเฉพาะรักของแม่และรักของลูก ..รักในครอบครัว
ความผูกพันเป็นเครื่องพันธนาการที่หนาแน่นมาก ทางที่แนะนำได้ก็คือการหาเวลาปลีกออกมาปฏิบัติเดือนละครั้งสองเดือนครั้ง นั่นแหละคืออิสรภาพที่ได้มาและเป็นอิสรภาพที่ประกอบไปด้วยสติสัมปชัญญะ แล้วก็ตั้งใจทำหน้าที่ของตนเองให้ดีไปแล้วมองว่า วิบากของเราเป็นแบบนี้ต้องเจอแบบนี้ แต่เพราะลูกได้ทำครุกรรมมาจึงได้พบกับเรื่องแบบนี้ที่ผลของครุกรรมทั้งสิ้น
เมื่อเรารู้แล้วเราก็ทำครุกรรมอีกแบบหนึ่งให้มาก แล้วก็มองดูชีวิตว่ามันมีสั้นนักในชาตินี้ ถ้าหากเราเปลี่ยนเส้นทางจากชาตินี้ไปโดยเบนหัวเรือออกมาแม้จะต้องหันกลับไปบ้าง แต่ก็ต้องพยายามพายออกทวนกระแสบ้าง แล้วไปเริ่มต้นใหม่ที่ดีกว่านี้ อย่างที่ลูกมาปฏิบัตินั้นก็ดีแล้วเพราะละทิ้งทุกอย่างแม้กระทั่งคำว่าตัวตน และทางนี้ก็เป็นทางที่ประเสริฐที่สุดที่ไม่มีทางไหนแก้ไขได้ดีกว่านี้อีกแล้ว
โดย น้องกิ๊ฟ [16 พ.ค. 2552 , 00:29:24 น.] ( IP = 58.9.107.228 : : )
สลักธรรม 5
ถาม ทำอย่างไรจึงจะมีชีวิตบั้นปลายที่ดีได้?
ตอบ แต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน อย่างบางคนนั้นเขารู้ว่าปากเขาไม่ดี เขาก็ขอแก้ด้วยวจีสุจริตด้วยการสวดมนต์ทำวัตรเช้าทำวัตรเย็น แล้วก็วางชีวิตไว้ว่าเมื่อเกษียณมาแล้วช่วงเช้าจะทำนั่น เวลานี้จะทำนี่ ..อาการของเขาเป็นแบบนี้เขาก็ทำของเขาได้ แต่เราจะมาเลียนแบบเขานั้นก็ทำไม่ได้
แล้วบั้นปลายของชีวิตจะทำอย่างไรดี? ชีวิตคนเรานั้นมาอยู่ปลายทางแล้วเราต้องหาจุดยืนของตัวเอง หาตัวเองให้พบว่าตัวเองชอบอะไร หรือหาที่ตั้งในการที่จะเริ่มชอบให้ได้ คนแก่นั้นไม่มีอะไรเพราะชีวิตผ่านร้อนผ่านหนาวผ่านเย็นผ่านอร่อยมามากแล้ว ให้ไปทานอีกก็เบื่อแล้ว พอลูกหลานมาชวนไปทานก็จะปฏิเสธการออกไปนอกบ้าน จะไปดูหนังก็ไม่ชอบ แต่คนในครอบครัวเขาก็ไปกันหมดเหลืออยู่คนเดียว
ก็จะอยู่กับบ้านเพราะไม่อยากไปไหนแล้ว ถ้าใจมีความสุขกับการไม่อยากไปก็จะอยู่ได้ ..เช่นมีความสุขว่าไปกันให้หมดฉันจะได้สวดมนต์แล้วทำสมาธิ เงียบดี ..อย่างนี้แหละจะมีความสุข เพราะถ้ามีคนอยู่เยอะก็ต้องมีเรื่องให้ตอบปัญหาเยอะ แต่พอเขาไปหมดแล้วก็มีโอกาสสวดมนต์ ไหว้พระ ทำสมาธิ เจริญวิปัสสนา หาตำราอ่าน แล้วก็ตั้งใจเลยว่าจะเจริญวิปัสสนาหรือทำกุศลอื่นๆ ..จึงจะต้องหาสิ่งที่ตัวเองชอบให้ได้ แล้วใช้ชีวิตกับสิ่งที่ตนเองชอบนั้น
จึงบอกว่า ชีวิตของพระนั้นประเสริฐ มีโชคดีมาก แต่พระรุ่นหลังๆ ไม่รู้จักโชคของตัวเองจึงไม่ได้ประโยชน์ พระพุทธเจ้านั้นทรงเป็นยอดปราชญ์เมธีทรงวางพระวินัยและหลักการบริหารชีวิตอย่างสมบูรณ์ที่สุด พอบวชเข้ามาแล้วก็เท่ากับละครัวเรือนไม่มีครอบครัวที่จะต้องกลับไปยุ่งแล้ว ..มีอิสระเป็นตัวคนเดียว พอออกจากโบสถ์มาก็ไม่มีตระกูล ไม่มีญาติแล้วต้องมาอยู่วัด พอมาอยู่ที่วัดก็นอนคนเดียวในกุฏิใช้ชีวิตอยู่คนเดียว
พระพุทธองค์ได้วางทุกอย่างไว้เรียบร้อยแล้ว เพราะคนที่อยู่คนเดียวนั้นจะต้องมีความฟุ้งซ่าน กระสับกระส่าย คนที่ไม่มีอะไรทำแล้วนั่งเฉยๆ ก็จะฟุ้งซ่าน จิตป่วย จิตทรุด จิตเสื่อม จิตโทรมเกิดขึ้น ดังนั้น ในตอนเช้าจึงมีหน้าที่บิณฑบาตไม่ต้องทำครัว กลับจากบิณฑบาตมาฉันแล้วก็ลงโบสถ์ ก็จะเห็นว่าพระท่านมีงานต้องทำ และก็เป็นการบริหารร่างกายด้วย เพราะเช้าขึ้นมาก็ต้องออกไปเดินแล้ว และก็มีกำหนดที่จะเดินว่าไปถึงแค่ไหน
ได้บริหารตอนเช้า ได้ข้าวโดยสุจริต (กลับมาทำวัตร)มีนิมิตที่ผ่องใส ฝักใฝ่อยู่ในกุศลคือเรียนธรรมนวกะไป แล้วก็เติมผลสติปัญญา แล้วบุคคลที่อยู่รอบชีวิตนั่นก็กัลยาณมิตรทั้งนั้น ถึงแม้จะอยู่คนเดียวแต่ก็ไม่ได้อยู่คนเดียวตามลำพังเพราะมีกุฏิข้างๆ ..ไม่ได้เหมือนตัวคนเดียวแต่ใช้ชีวิตลำพัง แล้วก็มีทุกอย่างที่ฆราวาสพึงมีซึ่งต้องหาด้วยความลำบากแต่พระศาสนาจัดไว้ให้
ชีวิตสมณะถ้าหากใช้เป็นและใช้ถูกตามที่พระพุทธเจ้าท่านวางทางปูลาดไว้ก็จะมีประโยชน์มาก แต่อย่างฆราวาสถ้าอยู่คนเดียว ก็ต้องหากิน ต้องทำ ซึ่งต่างกับพระท่าน จึงต้องหาว่า "เราชอบอะไร"
โดย น้องกิ๊ฟ [16 พ.ค. 2552 , 00:29:45 น.] ( IP = 58.9.107.228 : : )
สลักธรรม 6
อย่างพ่อเองนั้นก็ชินกับชีวิตพระ ก็บอกได้ว่าให้หัดปฏิบัติ ทำให้ชอบไว้ สร้างอุปนิสัยให้คุ้นเคยกับงานที่ดี ถ้าไปรอทำตอนแก่เช่นไว้เกษียณแล้วค่อยทำนั้นก็มักจะทำไม่ได้สักคน เพราะของที่ไม่เคยปฏิบัติพอแก่แล้วก็ปฏิบัติไม่เป็น เพราะคนแก่ก็เรื่องมากอย่างจะลุกขึ้นก็ต้องอาศัยเสา หรือต้องพึ่งเขาอยู่เสมอ จะทำอะไรตามลำพังไม่ได้แล้ว
ในขณะที่ยังลุกได้ไม่ต้องพิงก็ควรจะหัดให้ชอบอะไรไว้สักอย่างสองอย่าง อย่าไปรอให้เอาก้นขึ้นก่อนแล้วค่อยหัด เพราะคนแก่นั้นลุกด้วยเข่าไม่ค่อยไหว ต้องกลับทิศแล้วเอาศีรษะตกลงแล้วยกก้นขึ้นก่อน ตอนนี้ลูกยังมีกำลังอยู่ก็หาประสบการและความชำนาญเสีย ไม่มีใครหรอกที่ชอบอ่านหนังสือพระมาตั้งแต่เกิด จึงต้องสร้างขึ้นมาก่อน อย่างตอนที่มาใหม่ๆ นี้ชอบเรียนกันไหม? ไม่ชอบ เพราะอะไรก็ไม่รู้ ชื่อก็ยาก เข้าใจก็ยาก แต่เดี๋ยวนี้ให้ไปเรียนอย่างอื่นเอาไหม? ไม่เอา มีสอบชิงทุนคนแก่แผนกวิทย์ ไปสอบไหมลูก? ไม่ไป สู้เรามาเรียนแบบนี้มานั่งจดนั่งลอกอะไรดีกว่า ..เพราะอุปนิสัยนั้นมีแล้ว
ถามว่าจะให้ทำอย่างไรกับชีวิต ก็คือทำดีแล้วก็ทำให้คุ้นเคย เช้าขึ้นมาก็สวดมนต์ไหว้พระ ปฏิบัติธรรม บริหารออกกำลังกายบ้างเพื่อจะได้สุขภาพดี พักผ่อนให้เพียงพอ จะแนะนำนอกจากนี้ก็ไม่รู้ว่าจะแนะนำอะไร เพราะทางมรรคผลนิพพานนั้นมีแคบๆ แต่ไปในโลกที่กว้างคือเห็นทั่ว
เราต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้ว่า ไม่มีอะไรดีเท่าทำใจ ฝึกตาย ฝึกอยู่คนเดียว ฝึกด้วยการมีความรู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลา ยิ่งแก่ก็ยิ่งต้องฝึกรู้สึกตัวว่ามีอะไรเกิดขึ้นมาบ้างจะได้ทัน หัดฝึกลมหายใจเพราะคนแก่นั้นเวลาที่แน่นขึ้นมาลิ้นหัวใจก็ไม่ดี ดูลมหายใจ หัดหายใจเข้าลึกๆ ฝึกหายใจออกบ้างเพื่อบริหารปอด ..ถ้าไม่เตรียมตัวไว้พอแก่แล้วก็ทำไม่เป็น
ก็จะยกตัวอย่างอีกอย่างหนึ่งซึ่งอาจารย์วิชิตท่านมาปรึกษาแล้วก็ให้กุศโลบายไป ท่านบอกว่าท่านเป็นห่วงคนโสดที่อยู่ตัวคนเดียว แล้วมีญาติก็เหมือนไม่มีเพราะไม่เอาญาติแล้วก็ไม่มีเพื่อน เมื่อไม่มีครูบาอาจารย์อยู่เป็นเพื่อนแล้วก็หาที่ฝากฝัง ท่านพยายามที่จะหาเพื่อนคนนั้นคนนี้ให้เขาก็ไม่เอา ในที่สุดท่านก็หาเพื่อนให้ได้โดยให้เข้าไปฝึกปฏิบติ ให้มีเพื่อนคือการปลูกอุปนิสัยที่ชอบการเข้าปฏิบัติ โดยท่านแนะนำให้ทำซ้ำๆหาความสันทัด
ตอนแรกๆ ที่เข้าไปสักสองวันก็คงยังลำบากหน่อย เพราะต้องฝืนใจ ต่อมาก็ให้เข้าอีกครั้งละห้าวันแล้วท่านก็คอยดูอารมณ์และให้กำลังใจ ตอนนี้เขาก็รู้สึกเริ่มสบายคล่องในการปฏิบัติมากขึ้นแล้ว และมีความยินดีมากขึ้นในใจที่พอว่างแล้วก็อยากจะเข้าปฏิบัติ นี่แหละคือเพื่อนที่ท่านจัดหาให้แล้ว และก็เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดสำหรับคนที่ไม่อยากไปยุ่งอะไรกับใครนั่นก็คือ การปฏิบัติ
อาจารย์ท่านก็เป็นห่วงคนนั้นคนนี้มาคอยปรึกษาเสมอแล้วก็แนะนำทางให้ไปทั้งหมด ตอนนี้ไม่มีใครช่วยเราได้เมื่อเราเจอเพื่อนแล้วเราต้องเกาะเพื่อนเอาไว้นะ แล้วเพื่อนนี้เป็นกัลยาณมิตรที่เมื่อคบแล้วก็จะพิชิตวัฏฏะ เป็นเพื่อนที่ไม่หักหลังเราเลย ไม่เคยให้ร้าย ไม่เคยนินทา ไม่เคยทำให้เราเสียใจ ..เพื่อนคนนี้ก็คือพระธรรมและการปฏิบัติธรรม ยิ่งทำก็ยิ่งได้ คือได้กำไรชีวิตตลอดเวลา เพราะเพื่อนผู้นี้มีแต่ให้
โดย น้องกิ๊ฟ [16 พ.ค. 2552 , 00:30:02 น.] ( IP = 58.9.107.228 : : )
สลักธรรม 7
ถาม อยากจะถามเรื่องส่อเสียดว่าเป็นการพูดอย่างไร?
ตอบ ส่อเสียดคือการพูดเรื่องไม่ดี ไปเสียดสีกระทบกระเทียบนินทาผู้อื่น ยุยงให้คนแตกร้าว เป็นการกล่าววจีที่ไม่เป็นมงคลมีแต่อกุศลทั้งนั้น หรือไม่ก็เอาความลับออกไปพูด เช่นเราได้ฟังเรื่องไม่ดีมาจากคนนี้ เขามาปรึกษาเราปรับทุกข์กับเรา แล้วเราก็เอาเรื่องที่เขามาปรับทุกข์ไปบอกเจ้าทุกข์อีกคนหนึ่ง ทำให้เขาไม่ชอบกัน แม้กระทั่งเขายังไม่แสดงอาการไม่ชอบก็ตามแต่การที่เราไม่รักษาวาจาสัตย์ ก็ไม่ดีทั้งนั้น แล้วอะไรที่ไม่ดีก็อย่าไปทำเลย
ที่เคยสอนมาว่า "กรรมที่เราก่อ บ่อที่เราขุด หมุดที่เราปัก " การที่เราเคยได้รับฟังเรื่องอะไรมานั้นแม้มันจะเป็นเรื่องสุดวิสัยก็จริง เช่น ฟอร์เวิร์ดเมล์ บางครั้งเราอ่านแล้วก็ไม่จำเป็นที่จะต้องส่งไปสาธยายกับใครเขาจนทั่ว มันเป็นกรรมเฉพาะเจาะจงที่เราได้รับเรื่องไม่ดี เราก็เขี่ยมันทิ้งไปแล้วก็ไม่ต้องไปให้ใครเขารู้
หรือไม่การที่เราได้รับฟังเรื่องไม่สบายใจเข้ามาแล้วเราไปเล่าต่อ เช่น "พี่ๆ หนูได้ข่าวมาว่า คนนี้เขาไม่ดี ... " ซึ่งคนฟังคนนี้เขามีหู มีช่องว่างระหว่างหู มีเสียงมากระทบ แล้วเขาก็ตั้งใจฟัง เขาเกิดการได้ยินเกิดขึ้นมา และกว่าจะได้ยินรู้เรื่องนี่ก็มีการทำงานทางใจ ..หมุดจึงได้ปักลงไปที่คนฟังคนนี้แล้ว ถึงเขาจะเชื่อหรือไม่เชื่อแต่หมุดก็ได้ปักลงไปที่ใจของเขาแล้ว และเมื่อคนฟังคนนี้ไปเจอคนที่ถูกพูดถึงแล้วก็มีเหตุการณ์คล้ายๆ กับที่มีคนมาเล่าไว้ ..ก็ยิ่งปักหมุดลงไปให้เชื่อเลย
หมุดที่เราปักนั้นควรเป็นหมุดที่ดี ส่วนหมุดไม่ดีคือเรื่องไม่ดีของใครก็ช่างเขา ใครชอบใครชังช่างเขา อย่าเอาไปพูดต่อ อย่าเอาไปเล่าต่อ อย่าเอาไปปักไว้ที่ใคร ..เพราะคนเราชอบคิดแต่ไม่ดี พอมีเรื่องมาปุ๊บมันก็ฝังใจแล้ว แต่เรื่องที่ดีๆ นั้นก็ไม่ค่อยได้เล่า
โดย น้องกิ๊ฟ [16 พ.ค. 2552 , 00:30:19 น.] ( IP = 58.9.107.228 : : )
สลักธรรม 8
ฉะนั้น ใครเขาพูดปรึกษาเรามาเราก็ฟังเฉยๆ ไม่เป็นไร หรือไม่ถ้าหากเรากล้าเพื่อที่จะได้สบายใจก็ถามเขากลับไปเลยว่า "ขอโทษจะเล่าเรื่องอะไรล่ะ บอกหัวข้อมาก่อน " เพราะบางคนก็ไม่มีปี่มาขลุ่ยมาถึงก็นั่งพรวดแล้วก็เล่าเลย เหมือนกับเราเป็นญาติเขาคนหนึ่งซึ่งรู้จักหลานคนที่หกของเขา เพราะเขามาบอกหมดเลยว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้
บางคนก็ไม่ขึ้นต้นคำนำหรอกแต่มีเนื้อความมาตลอด แล้วเราก็ต้องนั่งฟัง สำหรับลูกก็ลองถามเขาก่อนว่า จะปรึกษาเรื่องอะไร พอเขาตอบมาแล้วเราก็ไม่รู้จักก็บอกเขาไปเลยว่า "ไม่รู้จักคนนั้นเลย ขอโทษเถอะ ไม่รับฟังได้ไหม เพราะเมื่อไม่รู้จักแล้วก็ช่วยไม่ได้" เราควรจะฟังเรื่องไม่ดีให้น้อยที่สุด และพูดเรื่องไม่ดีให้น้อยที่สุด
หรือพอเห็นว่าคนนี้กำลังมาหาเราเพื่อจะมาเล่าสารทุกสุกดิบทุกที พอลูกเห็นเขาเดินเข้าประตูมาลูกก็เริ่มนั่งขัดสมาธิทำสมาธิเลยลูก แถวครัวแถวหน้าเตานั่นแหละ ถ้าเขาถามว่าทำไมมาทำสมาธิตรงนี้ ลูกตอบไปก็ได้ว่าเพ่งกสิณไฟ อย่างนี้จะทำได้ไหมล่ะ พอใครเขาจะมาเล่าหรือพูดไม่ดีปุ๊บลูกก็นั่งเพ่งกสิณไฟไปเลย ถ้าทำได้เรื่องก็จะน้อย
รวมความที่พ่ออธิบายมานี้ก็จะได้คำว่า "ความวุ่นวายจะไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าไม่หยุดที่ตน" เพียงคำเดียวเท่านั้น แต่ที่พูดออกมาก็คือการกระจายคำอธิบาย ทุกอย่างนั้นถ้าหยุดที่ตนแล้วเรื่องก็จะจบ เมื่อได้รับที่เราแล้วเราไม่พูดต่อเรื่องก็จะอยู่แค่เราและเรารับวิบากเป็น
มีชีวิตคิดแก้ไข ใจให้มีกุศล มองตนให้มาก เรื่องยุ่งยากจะหมดไป และไม่มีใครทำให้เราตกต่ำได้ถ้าหากเราไม่ยินยอม จึงอยู่ที่เราทั้งสิ้น เราคนเดียวที่จะสามารถชนะทุกสิ่งทุกอย่างได้ด้วยสติปัญญาของเราเอง
โดย น้องกิ๊ฟ [16 พ.ค. 2552 , 00:30:39 น.] ( IP = 58.9.107.228 : : )
สลักธรรม 9
ก่อนที่จะจากกันไปในวันนี้ก็อยากจะพูดกับลูกทุกคนว่า ..ขออาศัยคำว่า "ถ้าเป็นไปได้ " เพื่อยกขึ้นมากล่าวอ้างสักนิดนึงว่า ถ้าพ่อสามารถเสกได้ สิ่งที่พ่อจะเสกอย่างเดียวในชีวิต คือเสกให้ลูกของพ่อมีความสุขหมดทุกข์ แต่มันเหลือบ่ากว่าแรง เพราะแรงกรรมเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ ทำแทนกันไม่ได้
เพียงแต่จะเอาคำจากหัวใจมาปลอบประโลมให้ลูกสู้กรรมต่อไป โดยเฉพาะสู้ทำกรรมดี แต่ละคนมีบทบาทแห่งกรรมต่างกันมาในชีวิต บ้างก็รู้เขารู้เรา ..พอที่จะรู้เค้าโครงเรื่องราวของแต่ละชีวิตโดยเฉพาะรู้เรื่องของตนเอง ว่าจริงๆ แล้วชีวิตของแต่ละคนมีมาไม่เหมือนกัน ทำกรรมไม่เท่ากัน หนักบ้างเบาบ้างในกรรมต่างๆ ที่ทำมาโดยเฉพาะอกุศล ย่อมยังผลให้ทุกวันนี้สัตว์โลกและลูกทุกคนได้รับอำนาจของกรรมนั้นต่างกัน
ที่ส่งมาทางกายบ้าง ส่งมาทางใจบ้าง บ้างก็ได้รับทางกายอย่างรุนแรง บ้างก็ได้รับทางใจอย่างรุนแรง บ้างก็ได้รับทั้งกายและใจ ซึ่งมองแล้วก็ให้สะท้อนย้อนไปถึงคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีกเช่นเดิมว่า การเกิดเป็นทุกข์ยิ่งนัก
พ่อเป็นหนี้ลูกทุกคน เพราะนอกจากคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว ชีวิตของลูกทุกคนเป็นสิ่งที่ย้ำคำสอนของพระพุทธองค์ว่า การเกิดไม่ดี ความเกิดน่ากลัวเพราะมีการกระทำที่พลาดพลั้งได้ง่ายเหลือเกิน ความยึดติดความหลงผิดว่าเป็นเรา เป็นของของเรา ทำให้ชีวิตประมาทตกอยู่ในห้วงแห่งวัฏฏะยังหาโอกาสขึ้นฝั่งได้ยาก
ขอบคุณทุกๆ ท่านที่ทำให้พ่อยังมุ่งในทางที่ยังต้องทำต่อไป เพราะลูกเป็นผู้ที่มาย้ำเตือนให้เห็นคำสอนของพระพุทธเจ้าว่า ภัยแห่งวัฏฏะ..ภัยแห่งการมีเรือนเป็นของน่ากลัวที่สุด แต่ไม่ว่าจะอย่างไรทางที่พ่อเลือกแล้วตั้งใจแล้วนั่นก็คือ การตั้งใจช่วยเหลือเพื่อร่วมเกิดแก่เจ็บตายตลอดไป
แม้นพระศรีอาริยเมตไตรยจะทรงอุบัติขึ้นเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและโปรดสัตว์รือสัตว์ได้มากเท่าใด ข้าพเจ้าก็ขอเวียนว่ายตายเกิดสร้างสมบารมีและความรู้ความสามารถที่จะช่วยเพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตายต่อไป
แม้นเป็นคนสุดท้ายในสังสารวัฏฏ์ก็ยินดี ขอเพียงเพื่อปูทางให้ลูกทุกคนก้าวข้ามผ่านโอฆะสงสารนั้นได้ด้วยการทำลายทิฏฐิออกไป และตัดต้นตอแห่งวัฏฏะคือตัณหาอุปาทานได้หมดสิ้น ..ขอแลกชีวิตนี้เพื่อชีวิตของลูกๆ ด้วยความตั้งมั่นและศรัทธาทำต่อไป
โดย น้องกิ๊ฟ [16 พ.ค. 2552 , 00:30:59 น.] ( IP = 58.9.107.228 : : )
สลักธรรม 10
ด้วยเจตนานี้ก็ขอให้ช่วยเป็นกุศลอันแรงกล้าอนุเคราะห์ไปถึงลูกทุกคน ถึงใจของทุกท่าน ให้มีแรงต่อสู้กับแรงกรรมที่เราทำมาเอง ..สู้เถอะลูก สู้กับกรรมที่ทำมาเองด้วยความรู้นะ ด้วยปัญญานะ และการรู้ด้วยสติปัญญานี้จะทำให้ลูกก้าวข้ามผ่านโอฆะสงสารได้ในไม่ช้า
สิ่งเดียวที่ให้คืออาวุธนี้ที่เหนือคำอธิษฐาน ที่เหนือการดลบันดาล ทั้งๆ ที่บอกว่าถ้าหากเสกอะไรได้ก็จะขอเสกให้ลูกมีความสุขและหมดทุกข์ แต่สิ่งนั้นเสกให้ไม่ได้ จึงนำคุณสมบัติอาวุธอันพิเศษของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามามอบให้กับทุกๆ คน และประกอบกับเมตตาที่เกิดขึ้นในใจพร้อมทั้งความรักและความห่วงใยที่มีต่อลูกทุกคน
ให้ลูก ดู..รู้ไป ว่านี่คืออะไร ..นี่คือวิบาก นี่คือผลที่เราทำมาเอง ไม่ต้องบ่น ไม่ต้องอุทธรณ์ฎีกาใคร ใช้หนี้ไปอย่างมีปัญญา เมื่อวิบากไม่ดีเขามาทวงก็ใช้หนี้ให้เขาไปเถอะ อย่าไปหวงหนี้ หรือกลุ้มใจกับหนี้ที่ต้องจ่ายไป ใช้หนี้ไปให้มันหมด ..แต่อย่าลืมว่า น้ำที่กำลังทาน ผลดีที่กำลังทำเมื่อแหว่งแล้วก็อย่าลืมเติม ลูกพ่อต้องไม่ใช้ภาชนะที่เปล่าจากน้ำ โดยเฉพาะน้ำใจและน้ำคำ
ขอให้ทุกคนมีความสุขความเจริญ ให้แม่พระคงคาพาทุกข์พาโศกพาโรคพาภัย พาเสนียดพาจัญไรให้วินาศสันติ ให้อยู่เย็นเป็นสุขทั่วหน้ากันทุกท่านทุกคน ให้แต่ละคนมีความจำดีมีปัญญาดีแตกฉานในธรรมะและการปฏิบัติ สามารถรู้รอบประกอบไปด้วยสติและสัมปชัญญะ นำพาชีวิตพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดได้ทั่วหน้ากันทุกท่านทุกคนนะลูกนะ
และถ้าหากมีวาสนาบารมีที่กระทำร่วมกันมาก็ขอให้เจอกันทุกชาติ โอกาสที่จะได้พบพระธรรมคำสั่งสอนที่มีอยู่ก็ขอให้บรรลุมรรคผลได้โดยไว ถ้าหากยังไม่สิ้นกิเลสตัณหาก็ขอให้ทุกท่านได้ไปพบกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระศรีอาริยเมตตไตรย และถ้าหากบารมีธรรมที่เราทำกันมาเราพ่อลูกเจอกันทุกคน ขอให้มีความสุขนะลูกนะ.
![]()
โดย น้องกิ๊ฟ [16 พ.ค. 2552 , 00:31:19 น.] ( IP = 58.9.107.228 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |