| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
สำเภาแก้ว สำเภาทอง
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1
เราจะฝึกวิปัสสนากันทุกวันเสาร์ เมื่อฝึกเสร็จแล้วก็จะมีการเจริญสติ เช่นให้มีการนำหนังสือบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ มาอ่าน ซึ่งแต่ละคนจะยุกยิกๆ ไม่ได้ เพราะจะเป็นคนคอยบอกว่า "หยุด" แล้วก็เรียกให้อีกคนอ่านต่อกันเลย แต่ละคนจึงต้องคอยฟังว่าเขาอ่านไปถึงตรงไหน เมื่อตัวเองถูกเรียกปุ๊บก็จะได้อ่านต่อไปได้ บางครั้งเราก็มีการฝึกสติด้วยการตักไข่ไก่ด้วยช้อนแล้วก็ส่งต่อกันไปยังช้อนของคนอื่น การมีสติจึงทำให้เกิดการระวังและมีความรอบคอบ
ชีวิตในชมรมละกิเลสนั้นเรารักกันเหมือนพี่ ดีกันเหมือนน้อง ประคองกันเดินทางเพื่อมรรคผลนิพพาน และก่อนที่จะจบรายการในแต่ละคืนเราก็จะมานั่งเป็นวงกลมจับมือกันแล้วก็ร้องเพลงจับมือกันไว้ให้มั่นคง เพื่อความยืนยงสามัคคี รักกันปรองดองเหมือนน้องพี่ เพื่อความสามัคคีมีต่อกันฯ
เมื่อเราเข้านอนแล้ว ตอนเช้าก็ตื่นมาช่วนกันกวาดถูห้อง แล้วก็หมุนชีวิตเข้าสู่วงจรที่เราเลือกแล้วคือ การฟังธรรมะในวันอาทิตย์ .. ประมาณยี่สิบปีที่เรามีชีวิตเช่นนี้ ..เราได้มีความสุข เพราะบรรยากาศที่นี่เต็มไปด้วยกระแสความรักและความอบอุ่น และเราก็ได้ถูกฝึกให้มีสติและได้รับการวางระเบียบในเรือนใจกันมามาก แม้วันนี้จะเลิกชมรมไปแล้วแต่บางคนก็ยังเคยชินนำมาประพฤติอยู่ เพราะชีวิตของเรานั้นต้องมีระเบียบในเรือนใจทำสิ่งต่างๆ ด้วยสติสัมปชัญญะ
เมื่อก่อนนี้ในชมรมจะมีการทำสมาธิด้วยการเปิดเพลงธรรมะที่แต่งขึ้นเองให้ฟัง เช่น เพลงสลักธรรม เพลงลอยละล่อง แล้วก็ทำวิปัสสนาพอมาถึงวันนี้ตัวเองก็รู้ตัวว่า ถ้าให้นั่งหลับตาเฉยๆ โดยไม่มีอะไรที่มาเป็นตัวให้รับรู้เด่นชัดมีงานทำก็จะหลับหรือฟุ้งซ่านแล้วก็จะหงุดหงิดว่าเมื่อไหร่จะเลิก เพราะจริงๆ แล้วจิตของคนเรานั้นพร้อมที่จะซัดส่ายหรือฟุ้งซ่านรำคาญใจ หรือเรียกว่า จิตแส่ออกไปข้างนอก
ทุกวันนี้ตัวเองก็ยังทำสมาธิด้วยการเปิดฟังเสียงอยู่ เมื่อเข้าห้องพระสวดมนต์จบแล้วก็ตั้งใจว่าจะเปิดเพลงฟังสามเพลงเพื่อทำสมาธิ แล้วจึงเจริญวิปัสสนา แต่เมื่อฟังเพลงซ้ำอยู่นานๆ ก็เกิดภาพทางใจที่เปลี่ยนไป จึงได้นำบทสวดที่ให้พวกท่านได้ฟังนี้มาฟังเพื่อทำสมาธิ แล้วก็เกิดความซึ้งว่า " เรานับถือพระพุทธเจ้าแล้วเราก้ต้องรู้จักการบำเพ็ญบารมีในแต่ละชาติของพระองค์ด้วย"
วันนี้เราไม่ได้สวดมนต์พระธัมมจักกัปปวัตนสูตร และบทอนัตตลักขณะสูตร แต่จะขอให้ทุกท่านพิจารณาชีวิตของตนเองว่าเราควรจะบำเพ็ญบารมีให้มากขึ้น ดังการเจริญพระทศบารมีของพระพุทธองค์ จึงขอให้ทุกท่านทำจิตให้สงบแล้วตั้งใจนึกไปตามเสียงที่จะเปิดขึ้น เพื่อที่จะอธิบายเรื่องทศบารมีให้ท่านฟังต่อไป ขอให้ทุกคนหลับตาลงแล้วตั้งใจฟัง ..
โดย น้องกิ๊ฟ [18 พ.ค. 2552 , 00:29:55 น.] ( IP = 61.90.94.125 : : )
สลักธรรม 2คำไหว้พระเจ้าสิบชาติ ....(ฟังเสียงที่นี่)
อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธฯ .. นะโม ข้าจะไหว้ พระเตมีย์ โพธิสัตโต , ภิญโญ ด้วยเนกขัมมบารมี, พระชินสีห์ อุบัติบังเกิดเลิศล้ำเรืองรอง, รัศมีสีทอง ฉัพพรรณรังสี, พระเจ้าโปรดสัตว์ทั่วโลกโลกีย์ ข้ามพ้นทุกขี พ้นด้วยบารมี, อเนกอนันตัง, พระเจ้าได้ตรัสเหนือรัตนบัลลังก์ พระเจ้าข้ามฝั่ง ข้ามด้วยสำเภาแก้ว ข้ามด้วยสำเภาทอง, นำสัตว์ลอยล่องข้ามพ้นถึงฝั่ง, ข้ามด้วยพระอนิจจัง ข้ามด้วยพระทุกขัง ข้ามด้วยพระอนัตตา, กุศลสัมปันโนฯ
อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธฯ .. นะโม ข้าจะไหว้ พระมหาชนก โพธิสัตโต , ภิญโญ ด้วยวิริยะบารมีฯ
อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธฯ .. นะโม ข้าจะไหว้ พระสุวรรณสาม โพธิสัตโต , ภิญโญ ด้วยเมตตาบารมีฯ
อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธฯ .. นะโม ข้าจะไหว้ พระเนมิราช โพธิสัตโต , ภิญโญ ด้วยอธิษฐานบารมีฯ
อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธฯ .. นะโม ข้าจะไหว้ พระมโหสถ โพธิสัตโต , ภิญโญ ด้วยปัญญาบารมีฯ
อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธฯ .. นะโม ข้าจะไหว้ พระภูริทัตต์ โพธิสัตโต , ภิญโญ ด้วยศีลบารมีฯ
อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธฯ .. นะโม ข้าจะไหว้ พระจันทกุมาร โพธิสัตโต , ภิญโญ ด้วยขันติบารมีฯ
อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธฯ .. นะโม ข้าจะไหว้ พระพรหมนารถ โพธิสัตโต , ภิญโญ ด้วยอุเบกขาบารมีฯ
อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธฯ .. นะโม ข้าจะไหว้ พระวิฑูรย์บัณฑิต โพธิสัตโต , ภิญโญ ด้วยสัจจะบารมีฯ
อิติปิโส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธฯ .. นะโม ข้าจะไหว้ พระเวสสันดร โพธิสัตโต , ภิญโญ ด้วยทานบารมีฯ
โดย น้องกิ๊ฟ [18 พ.ค. 2552 , 00:32:53 น.] ( IP = 61.90.94.125 : : )
สลักธรรม 3
การบำเพ็ญบารมีของพระพุทธเจ้าตามพุทธการกธรรม คือ
๑. เนกขัมมบารมี (พระเตมีย์)
๒. วิริยะบารมี (พระมหาชนก)
๓. เมตตาบารมี (พระสุวรรณสาม)
๔. อธิษฐานบารมี (พระเนมีราช)
๕. ปัญญาบารมี (พระมโหสถ)
๖. ศีลบารมี (พระภูริทัต)
๗. ขันติบารมี (พระจันทกุมาร)
๘. อุเบกขาบารมี (พระนารทะ)
๙. สัจจะบารมี ( พระวิทูร)
๑๐. ทานบารมี (พระเวสสันดร)
คาถาย่อของการบำเพ็ญพระบารมีก็คือ เต ชะ สุ เน มะ ภู จะ นา วิ เว โดย น้องกิ๊ฟ [18 พ.ค. 2552 , 00:33:33 น.] ( IP = 61.90.94.125 : : )
สลักธรรม 4
แต่ถ้าเป็นการบำเพ็ญบารมีสามัญก็จะเรียงลำดับดังนี้ ..ทานบารมี ศีลบารมี เนกขัมมบารมี ปัญญาบารมี วิริยบารมี ขันติบารมี สัจจบารมี อธิษฐานบารมี เมตตาบารมี อุเบกขาบารมี..
ในขณะที่ฟังอยู่นั้นรู้สึกเหมือนกับเราไม่ได้กราบพระพุทธเจ้าอย่างเดียว แต่ได้กราบเข้าไปในพระชาติที่พระองค์กำลังบำเพ็ญเพียรเพื่อตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เพราะมโนปณิธานของพระพุทธเจ้านั้นก็เพื่อที่จะรื้อสัตว์ขนสัตว์
แต่ละชาติๆ ในสี่อสงไขยที่ผ่านมาจนกระทั่งสิบชาติสุดท้ายนี้พระองค์ทำเพื่อเวไนยสัตว์ทั้งสิ้น หากพระองค์ไม่ปรารถนาเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ก็สามารถเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าได้อย่างแน่นอน
พระองค์อาศัยสำเภาแก้ว(มหากุศลจิต ๘) และสำเภาทอง (โลกุตตรจิต ๘) มาโปรดสัตว์ให้เห็นพระอนิจจัง พระทุกขัง พระอนัตตา ..สำเภาแก้วคือกุศลทั้งหลาย ที่เราศึกษาเล่าเรียนอยู่ทุกวันนี้คือมหากุศลญาณสัมปยุต และเรียนกันเป็นแพทเทิร์นคือเรียนกันว่ากุศลมีอยู่ ๘ ชนิด แยกเป็นสัมปยุตกับวิปปยุต
พอเราบอกว่าญาณสัมปยุต ญาณวิปปยุต ปุ๊บภาพเครื่องหมายจิตบวกลบก็เกิดขึ้นเลย ถ้าบอกว่าเป็นสัมปยุตชนิดอุกฤษฎ์เราก็บอกชื่อได้เลยว่า "โสมนัสสสหคตัง ญาณสัมปยุตตัง อสังขาริกัง " นี่คือสิ่งที่เรามีซึ่งเป็นเสมือนสำเภาแก้ว
ในการสร้างบารมีของพระพุทธเจ้านั้นพระองค์สร้างบารมีโดยอาศัยมหากุศลจิตเพียงเพื่อข้ามไปให้พ้นอกุศล ซึ่งเราดูง่ายๆ จากแผนผังจิตก็ได้ว่าชีวิตของเรานั้นมีอะไรมาเป็นอันดับแรก ..คือเริ่มต้นด้วยอกุศลจิต ซึ่งพระพุทธองค์ได้ทรงข้ามไปพ้นแล้ว ข้ามไปจากความโลภ ความโกรธ ความหลง ..ด้วยการทำบุญ
ชีวิตของพระองค์อยู่ด้วยบุญ และอยู่ด้วยคุณ เราจึงต้องอาศัยสำเภาแก้วคือบุญ และสำเภาทองคือการปฏิบัติวิปัสสนาเพื่อจะได้เห็นพระอนิจจัง พระทุกขัง พระอนัตตา อันเป็นทางที่ทำให้เราพ้นทุกข์ และต้องการให้ท่านทั้งหลายเห็นว่า ..เราต้องมีงานของตนเอง.. โดย น้องกิ๊ฟ [18 พ.ค. 2552 , 00:33:59 น.] ( IP = 61.90.94.125 : : )
สลักธรรม 5
มีลูกศิษย์ท่านหนึ่งถามหลวงพ่อว่า จะทำอะไรในบั้นปลายชีวิตดี ? ซึ่งหลวงพ่อท่านได้ให้คำตอบไปแล้ว แต่สำหรับตนเองนั้นได้รับคำตอบเพิ่มเติมจากท่านอาจารย์มนทิพย์ว่า ให้อ่านบารมีของพระพุทธเจ้า เพราะการบำเพ็ญบารมีของพระองค์นั้นอุกฤษฎ์ยิ่งนัก แบ่งออกเป็นสามสิบทัศเรียกว่า พระสมติงสบารมี
แต่ละบารมีนั้นไม่ได้ทำบารมีละชาติๆ ในสี่อสงไขยนั้นจึงมีบารมีแต่ละอย่างมากน้อยไม่เท่ากัน แต่ในสิบชาติสุดท้ายนี้เองได้รวบรวมบารมีทั้งหมดให้เสมอกันได้ด้วยอินทรีย์ เราจึงจะต้องมาทำความรู้จักพระเตมีย์ ..เนกขัมมบารมี คือการออกจากเรือนพยายามปลีกวิเวก วิริยะบารมีคือความเพียร เมตตาบารมีคือความเยือกเย็นจิต อธิษฐานบารมีคือตั้งใจที่จะทำให้สำเร็จ ปัญญาบารมีคือการทำความรู้ให้แจ้ง ศีลบารมีคือการอยู่ในศีล แล้วก็บารมีต่างๆ ที่เหลืออยู่
ท่านบอกว่า ให้เราทำการบ้าน พยายามเขียนบารมีทั้งสิบมาไว้ใกล้ๆ ตัว ให้มองเห็นได้ง่าย เช่น วันนี้ที่ทุกคนมาที่นี่ด้วยความศรัทธาที่จะมาเรียนธรรมะ การเรียนธรรมะที่จะเข้าใจได้นั้นต้องอาศัยวิริยะบารมี ท่านบอกว่าให้สำรวจตัวเองในแต่ละวันเพราะจริง ๆ นั้นทุกคนไม่ว่าใครก็แล้วแต่จะต้องมีบารมีทั้งสิบที่เต็มพร้อมจึงจะบรรลุความเป็นพระอรหันต์ได้ ซึ่งไม่ได้เป็นบารมีแบบพุทธการกธรรม แต่เป็นบารมีแบบสามัญซึ่งได้นำทานบารมีมาขึ้นไว้เป็นอันดับแรก
วันนี้เรามีวิริยะบารมีที่จะมาศึกษาธรรมแล้ว ในขณะนี้เรารู้สึกเหนื่อยและคอแห้งแต่ยังไม่เหมาะที่จะดื่มน้ำ..ก็ต้องมีขันติบารมี แคยตั้งใจว่าจะไม่พูดธรรมะอีกเพราะพูดมามากแล้ว แต่เมื่อได้ความรู้กี่ยวกับเรื่องนี้มาเมื่อวานนี้ก็มาบอกกับผู้ที่เรียนอยู่ในห้องนี้เป็นห้องแรก แล้วก็ยังไปบอกลูกศิษย์คนอื่นๆ อีกสามครั้งในวันเดียวกัน ..แต่จิตที่เคยทำมาที่ว่า มีอะไรแล้วก็อยากนำมาให้ ก็เลยมาพูดในตอนเช้าวันนี้อีกหนหนึ่ง เพื่อให้หัดสำรวจตัวเองว่าเราต้องสร้างบารมี
เรายังติดดีกันอยู่มาก.. ขอยกตัวอย่างบางคนที่เป็นผู้สอนธรรมะที่คิดว่า การให้ธรรมะเป็นการให้ที่ประเสริฐที่สุด แล้วคนนั้นก็สอนแต่ธรรมะ ..การสอนธรรมะนั้นดี แล้วเราก็ติดดีนั้นด้วยการเตรียมการสอนอย่างเดียวแต่ก็มีวิริยะบารมี มีปัญญาบารมี ..แต่เขาก็ยังขาดบารมีอื่นๆ บางคนช่วยเหลือกิจการงานที่ชอบเช่นทำโรงครัว โรงทาน ก็เป็นการทำบุญมากเป็นทานบารมี เมตตาบารมี และอาจจะมีขันติบารมีบ้าง แต่ขาดอุเบกขาบารมี สัจจะบารมี เนกขัมมบารมี เป็นต้น จึงเป็นความกระพร่องกระแพร่งทำบารมีได้ไม่ครบ
จึงให้สำรวจตนเองโดยเอาบารมีขึ้นตั้งแล้วดูสิว่า เรายังไม่ได้ทำอะไร เราก็ตั้งใจเลยว่า บารมีทั้งสิบนี้เราจะทำด้วยการเขียนลงไปว่า "ข้าพเจ้าชื่อ....... จะขอใช้ชีวิตอยู่บนสำเภาแก้วแล้วไปด้วยสำเภาทองตลอดทั้งชาติ" ซึ่งเป็นการประกาศตนเองและต้องคอยกระทำไว้ตลอดเวลา จึงเป็นหลักที่ให้นำไปคิดและทำ
โดย น้องกิ๊ฟ [18 พ.ค. 2552 , 00:34:23 น.] ( IP = 61.90.94.125 : : )
สลักธรรม 6
การสำเร็จมรรคผลนิพพานนั้นไปด้วยอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา และทั้งสามประการนี้ไม่ใช่แค่คำพูดแต่ทุกวันนี้หลายท่านยังได้เคยเห็น อนิจจังคือความไม่เที่ยง ทุกขขังคือทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ อนัตตาคือไม่สามารถบังคับบัญชาได้ อนิจจัง.. ชีวิตของเราคือรูปนามนี้แหละมีความไม่เที่ยงมีการเกิดดับอยู่ ทุกขัง..คือรูปนามของเรานี่แหละที่ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ อนันตตา..คือทั้งรูปและนาม ทั้งกุศล อกุศล ทั้งพระนิพพานล้วนบังคับบัญชาให้มีอยู่ ให้ไป ให้เกิดกับใครก็ไม่ได้
พระไตรลักษณ์คือสภาพที่แฝงหรือสิงอยู่ในรูปในนามซึ่งเห็นได้ยาก รูปธรรมเช่นตับไตไส้พุงของเราเองก็เป็นสิ่งที่เห็นได้ยากแต่ก็มีโอกาสที่จะเห็นจากการไปเอ๊กซเรย์หรือแพทย์เป็นผู้เห็น พระไตรลักษณ์อนิจจัง ทุกขัง อนัตตานั้นเป็นนามธรรมที่อยู่ในตัวเราแต่ก็เอ๊กซเรย์ไม่ติด จึงจะต้องอาศัยการปฏิบัติวิปัสสนา
ทุกวันนี้เราเข้าใจเรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา โดยตาเห็น ..ใจรู้ ด้วยการยกตัวอย่างในเรื่องของวิถีจิต คือ ตี. น. ท. ปัญจ. จ. สัม. สัน. โว. ช ช ช ช ช ช ช. ตทา ตทา. ภ. นี้ขึ้นมา
จิตที่ชื่อ ตี( อตีตภวังค์) ก็ไม่ใช่ จิตที่ชื่อ น.(ภวังคจลนะ) .. จิตที่ชื่อ น.(ภวังคจลนะ) ก็ไม่ใช่ จิตที่ชื่อ ท. (ภวังคุปัจเฉทะ) ..จิตที่ชื่อ ท. (ภวังคุปัจเฉทะ) ก็ไม่ใช่ ปัญจ. (ปัญจทวาราวัชชนจิต) .. อตีตภวังค์นั้นทำกิจตัดกระแสภวังค์ ปัญจทวาราวัชชนจิตนั้นทำกิจขึ้นจากภวังค์มาสู่ทวาร จึงไม่ใช่จิตดวงเดียวกันเพราะคนละกิจกัน ..แต่ละดวงจึงไม่ใช่ดวงเดียวกัน
จะบอกว่าเป็นจิตเดิม เป็นอันเดิม ก็พูดไม่ได้ หรือจะพูดว่าเป็นจิตอย่างเดียวกันก็พูดไม่ได้ สิ่งเหล่านี้เรายอมรับด้วยการเรียน พอเราเห็นภาพวิถีจิตเราก็เข้าใจในเรื่องนี้ได้ และเมื่อไปศึกษาในปัฏฐานนัยก็นำเรื่องของวิถีจิตมาศึกษาอีก แต่จะศึกษาลึกซึ้งขึ้น เช่น จากภวังคุปัจเฉทะ ไปสู่ปัญจทวาราวัชชนจิตนั้นมีกี่ปัจจัยที่มาอาศัยกันให้เกิดขึ้น ก็จะมีการแยกปัจจัยออกมาอีกมาก
ก็จะเห็นความพิศดารลึกซึ้งสุขุมคัมภีรภาพขึ้นไปอีก ที่พระพุทธองค์ทรงเข้าไปรู้ด้วยพระปรีชาญาณว่า ธรรมชาตินั้นเกิดขึ้น ธรรมชาตินั้นคือเหตุและปัจจัยเกิดขึ้น ย่อมยังให้มีผลปรากฏขึ้น เมื่อธรรมชาติของเหตุดับ ปัจจัยดับ ผลก็ย่อมต้องดับด้วย ..จึงเป็นเรื่องราวของเหตุผลทั้งสิ้น เป็นการที่เราเรียนรู้ที่เราด้วยด้วยหูรู้ด้วยตาและรับรู้ทางใจ แต่ก็ยังต่างกับการรู้ในขณะรู้
ซึ่งไม่ใช่การรู้ด้วยการเรียนที่มีการนำอดีตมาเป็นอารมณ์ แต่ไม่ใช่การรู้ในปัจจุบันอารมณ์ และอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เกิดขึ้นในปัจจุบันอารมณ์ ..เมื่อใดก็แล้วแต่ที่เรารู้เช่นนี้ได้ ก็คือ การเดินทางจากสำเภาแก้วไปสู่สำเภาทอง และเมื่อมีสำเภาทองรองรับแล้วชีวิตก็จะสามารถโต้คลื่นไปในสายชลแห่งแม่น้ำตัณหา ด้วยสายลมแห่งความรัก ที่ไม่ใช่แค่ไปถึงฝั่งแต่ไปสุดฝั่งสุดสายน้ำแห่งตัณหา สายลมแห่งความรักจากหลวงพ่อเสือ คือ คำพูด การพร่ำสอน การวอนบอกลูกๆ ให้หยุดชั่ว กลัวบาป ให้กระทำความดี .. โดย น้องกิ๊ฟ [18 พ.ค. 2552 , 00:34:43 น.] ( IP = 61.90.94.125 : : )
สลักธรรม 7
การพิจารณาถึงเรื่องบารมีก็จะเป็นทางหนึ่งที่จะทำให้เราเข้าถึงและพยายามมาระลึกถึงตนเอง และกรอบเงื่อนงำที่จะทำให้เราเข้าถึงในบารมีต่างๆ ก็คือตั้งแต่บารมีลำดับที่ ๑ ถึง ๑๐ ก็จะมีการจับเป็นคู่ คือ ๑ คู่กับ ๑๐, ๒ คู่กับ ๙, ๓ คู่กับ ๔ และ๕ คู่กับ ๖ เราจึงจะต้องสิบนิ้มประนมก้มกราบทศบารมีโดยระลึกว่า
นิ้วโป้งข้างซ้ายที่จรดกับนิ้วโป้งข้างขวา หมายถึง ๑. เนกขัมมบารมี (พระเตมีย์) คู่กับ ๑๐. ทานบารมี (พระเวสสันดร)
นิ้วชี้ข้างซ้ายที่จรดกับนิ้วชี้ข้างขวา หมายถึง ๒. วิริยะบารมี (พระมหาชนก) คู่กับ ๙. สัจจะบารมี ( พระวิทูร)
นิ้วกลางข้างซ้ายที่จรดกับนิ้วกลางข้างขวา หมายถึง ๓. เมตตาบารมี (พระสุวรรณสาม) คู่กับ ๘. อุเบกขาบารมี (พระนารทะ)
นิ้วนางข้างซ้ายที่จรดกับนิ้วนางข้างขวา หมายถึง ๔. อธิษฐานบารมี (พระเนมีราช) คู่กับ ๗. ขันติบารมี (พระจันทกุมาร)
นิ้วก้อยข้างซ้ายที่จรดกับนิ้วก้อยข้างขวา หมายถึง ๕. ปัญญาบารมี (พระมโหสถ) คู่กับ ๖. ศีลบารมี (พระภูริทัต) โดย น้องกิ๊ฟ [18 พ.ค. 2552 , 00:35:08 น.] ( IP = 61.90.94.125 : : )
สลักธรรม 8
แล้วเราก็ประนมมือไหว้ ซึ่งเป็นการไหว้ที่มีคุณและก็จะเกิดค่าต่อชีวิต เมื่อเรานำพระทศชาติมาประกบกันก็จะเป็นสิบนิ้วประนมก้มสู่ทศบารมี ..หลวงพ่อท่านบอกว่า เมื่อเราสามารถก้มสู่ทศบารมีได้ มือของเราก็จะเป็นเหมือนดอกบัวที่ลีบ และไม่ว่าจะทำอะไรเมื่อเรามีความเพียรมากขึ้นๆ ดอกบัวที่ลีบอยู่ก็จะค่อยๆ เป็นดอกบัวตูม แล้วก็บานได้ในที่สุด และมีเงื่อนงำอยู่ว่า
๕ - ๖ เราบอกว่าเราถือศีล แต่บางครั้งศีลนั้นไม่ได้ประกอบไปด้วยปัญญาก็ได้ เพราะถ้าหากเรามีปัญญารู้ ก็จะมีการรักษาศีลได้อย่างมั่นคงแม้จะเสียชีวิตก็ยอมได้ ดังที่มีคำกล่าวว่า .. เสียทรัพย์ดีกว่าเสียอวัยวะ เสียอวัยวะดีกว่าเสียชีวิต เสียชีวิตดีกว่าผิดศีล ..
๔ - ๗ ขันติคือความอดทน ถ้าเราอธิษฐานว่า เราจะอดทน ที่กระทบคือวิบาก ที่กำลังกระทำคือกรรม จะตั้งมั่นว่า ไม่หวั่นไหม ไม่ท้อแท้ ไม่น้อยใจ ไม่ไหวตาม ในสิ่งที่มากระทบทั้งดีทั้งชั่ว เมื่อมีความตั้งใจอย่างนี้เราก็จะสามารถรักษาขันติบารมีได้
๓ - ๘ ความเมตตานั้นเกิดขึ้นง่ายแต่อุเบกขานั้นเกิดขึ้นยาก เพราะส่วนมากเราจะลำเอียงเข้าข้างคนที่เรารักที่เราพอใจ เงื่องำในสองอันนี้คือเมตตานั้นต้องเป็นเมตตาที่ถ้วนทั่วอย่างไม่มีประมาณ แล้ววางใจเป็นกลางไม่เลือกที่รักไม่ผลักที่ชัง
๒ - ๙ สัจจะกับวิริยะ ..เมื่อเราตั้งใจจะทำอะไรเราจะต้องอาศัยความเพียรเพื่อให้สัจจะสมบูรณ์
๑ - ๑๐ เมื่อเราทำทานบารมี ..ทานเป็นที่ตั้งของโภคทรัพย์ทั้งปวงจึงทำให้เราสามารถการออกจากชีวิตที่มีเครื่องร้อยรัดได้ ..นี่ก็คือทศบารมีที่พระพุทธเจ้าบำเพ็ญ และก็จะขอนำเรื่องที่เกี่ยวกับศีลบารมีมาอ่านให้ฟัง
โดย น้องกิ๊ฟ [18 พ.ค. 2552 , 00:35:37 น.] ( IP = 61.90.94.125 : : )
สลักธรรม 9
ศีลบารมี..ทรงบำเพ็ญเมื่อเสวยพระชาติเป็นพญาช้างฉัททันต์
ในอดีตกาล ด้วยอำนาจแห่งกรรมที่ต้องเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏสงสาร พระโพธิสัตว์ได้เกิดในเดรัจฉานภูมิเป็นพญาช้างมีนามว่าพญาฉัททันต์ มีนางพังชื่อมหาสุภัททา และนางพังชื่อจูฬสุภัททาเป็นชายา ปกครองโขลงช้างบริวารมากมาย อาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์อย่างผาสุกตามประสาเดรัจฉาน และทำการเคารพกราบไหว้พระปัจเจกพุทธเจ้า ผู้สถิตอยู่ถิ่นนั้นเสมอมา
วันหนึ่งพญาฉัททันต์ได้พาบริวารไปชมดอกรัง ครั้นไปถึงต้นรัง เห็นดอกบานสะพรั่งอยู่บนต้น จึงเข้าชนต้นรัง ด้วยหวังจะให้ดอกตกลงมา ในขณะนั้นนางมหาสุภัททายืนอยู่ใต้ลม ดอกไม้ก็ปลิวไปโปรยปราย ต้องสรีระนางเป็นที่ชื่นใจ ฝ่ายนางจูฬสุภัททา ยืนอยู่เหนือลมได้ถูกกิ่งไม้แห้งๆ มีมดดำมดแดงโปรยปรายลงที่นาง ด้วยความเข้าใจผิด นางจึงคิดน้อยใจและเคืองแค้นใจในพญา ฉัททันต์ผู้เป็นสามีว่า
" สามีของเรานี้ น้ำใจลำเอียง ไม่มีความเที่ยงธรรม โปรยดอกไม้ให้ภรรยาที่ตนรักใคร่โปรดปรานแต่ตัวเรากลับแกล้งให้มดดำมดแดงและกิ่งไม้แห้ง ตกมาต้องกายให้ได้รับทุกขเวทนา "
ครั้นเวลาต่อมา พญาฉัททันต์ได้ลงอาบน้ำในสระใหญ่ ช้างหนุ่ม ๒ เชือก ได้นำหญ้าไทรมาถูกายพญาช้างให้สะอาด หลังจากพญาช้างขึ้นจากน้ำแล้ว นางพญาช้างทั้งสองจึงลงอาบต่อ ครั้นอาบเสร็จแล้ว นางพญาช้างทั้งสองได้ขึ้นมายืนเคียงข้างพญาช้าง จากนั้นเหล่าช้างบริวารจึงพากันลงอาบน้ำ แล้วพากันเก็บดอกไม้ในสระขึ้นไปประดับประดาพญาช้าง และนางพญาช้างทั้งสอง
วันนั้นช้างเผือกหนุ่มเชือกหนึ่งได้พบดอกอุบลใหญ่ มีกลีบถึง ๗ ชั้น จึงเก็บมามอบแก่พญาช้างผู้เป็นนาย ครั้นพญาฉัททันต์รับดอกอุบลใหญ่นั้นมาแล้ว ได้ยกขึ้นเคาะที่กะพองให้เกษรร่วงหล่นแล้วส่งให้นางมหาสุภัททาผู้เป็นเชษฐภรรยา นางจูฬสุภัททาได้เห็นเช่นนั้น พลันเกิดความน้อยใจสะอื้นในทรวง ได้รับความชอกช้ำระกำใจอีกครั้งหนึ่ง อยู่มาวันหนึ่ง พญาฉัททันต์ได้นำเอาผลมะชางและเผือกซึ่งปรุงด้วยน้ำผึ้ง น้อมเข้าไปถวายแด่พระปัจเจกพุทธเจ้า ด้วยความเลื่อมใส ในขณะที่นางจูฬสุภัททา ผู้มีดวงฤดีชอกช้ำมานาน ก็กราบกรานถวายผลไม้แด่พระปัจเจกพุทธเจ้า แล้วตั้งความปรารถนาในใจว่า
" ด้วยเดชะแห่งทานนี้ เมื่อข้าตายไปแล้ว ขอให้ได้เกิดเป็นมนุษย์ เป็นเจ้าหญิงแห่งพระเจ้ามัททราชมีนามว่าสุภัททา เมื่อเจริญวัยขอให้ได้เป็นอัครมเหสี เป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าแผ่นดิน จนสามารถทำอะไรได้ตามชอบใจ และสามารถทูลขอให้พระเจ้าแผ่นดินใช้ให้นายพรานมายิงช้างนี้ให้ตายแล้วนำเอางาที่เปล่งปลั่งด้วยรัศมีทั้ง ๖ นี้มาให้ได้ "
โดย น้องกิ๊ฟ [18 พ.ค. 2552 , 00:36:02 น.] ( IP = 61.90.94.125 : : )
สลักธรรม 10
นับแต่นั้นมา นางจูฬสุภัททาได้อดอาหารไม่ยอมบริโภคสิ่งใดทั้งสิ้น ในไม่ช้านางก็ถึงแก่ความตาย และได้ไปเกิดเป็นราชกุมารีในขัตติยตระกูล เมื่อเจริญวัยนางได้เป็นอัครมเหสีแห่งพระมหากษัตริย์ ณ พระนครพาราณสี เป็นที่รักใคร่โปรดปราน ทั้งได้ญาณเครื่องระลึกชาติหนหลัง พระนางจึงทรงดำริว่า " ความปรารถนาของเราสำเร็จแล้ว คราวนี้เราจะเอางาของพญาช้างมาให้ได้ "
พระนางสุภัททาจึงแสร้งทำเป็นแพ้พระครรภ์ ทูลขอพระราชสวามีว่า" หม่อมฉันต้องการสิ่งที่หาได้โดยยากสิ่งหนึ่ง หากไม่ได้สิ่งนั้นมา หม่อมฉันคงไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ " พระราชาจึงตรัสถามว่า " เจ้าปราราถนาสิ่งใด จงทำตามความปรารถนาเถิด "
ครั้นได้รับพรนั้นแล้ว พระนางจึงมีรับสั่งให้เรียกนายพรานทั้งหลายมาประชุม เมื่อนายพรานผู้หนึ่งยอมตกลงแล้ว พระนางได้พระราชทานทรัพย์จำนวนมากเป็นรางวัล พร้อมทั้งจัดหาอาวุธที่จะใช้ในการสังหารพญาช้าง และเสบียงอาหารอย่างครบครัน
นายพรานเดินทางรอนแรมไปในป่าใหญ่ ถึง ๗ ปี กระทั่งพบพญาฉัททันต์และบริวาร นายพรานจึงหลบซ่อนตัวเฝ้าคิดหาแผนการณ์สังหารพญาฉัททันต์ เพื่อจะเอางา ต่อมาไม่นาน แผนการณ์ของนายพรานก็สำเร็จ สามารถลอบทำร้ายพญาฉัททันต์ได้ โดยยิงพญาช้างเข้าที่ท้องเป็นบาดแผลฉกรรจ์
พญาช้างเมื่อถูกลอบทำร้าย จึงส่งเสียงร้องดังกึกก้องเป็นสัญญาณขึ้น ๓ ครั้ง เหล่าช้างบริวารพากันวิ่งมาดู พอรู้ว่าพญาช้างถูกลอบทำร้าย ต่างแยกย้ายกันค้นหาผู้ลอบทำร้ายเจ้านายของตน ส่วนมหาสุภัททานางช้างผู้ภักดี ยืนสะอื้นไห้ กล่าวคำปลอบใจพญาช้างอยู่ไม่ยอมห่าง พญาฉัททันต์นั้นเป็นผู้มีปัญญา พิจารณาดูรู้ว่าผู้ลอบทำร้ายต้องอยู่เบื้องล่าง จึงสามารถลอบยิงเข้าที่ท้องได้ แต่ครั้นพญาฉัททันต์จะจับตัวคนร้ายในขณะนี้ นางมหาสุภัททาเห็นเข้าก็คงจำทำร้ายจนถึงตาย พญาช้างจึงออกอุบายให้นางมหาสุภัททาไปค้นหาคนร้ายเสียในที่ห่างไกล
เมื่อนางพญาช้างไปแล้ว พญาฉัททันต์ได้เองเท้ากระทุ่มดินให้ไม้กระดานกระดกขึ้นมา เมื่อเห็นนายพรานผู้ลอบทำร้าย จึงถามถึงสาเหตุที่นายพรานกระทำต่อตนเช่นนั้น ครั้นได้ทราบว่านายพรานต้องการงางามเปล่งปลั่งด้วยรัศมีทั้ง ๖ ประการ พญาฉัททันต์ผู้ได้รับความเจ็บปวดแสนสาหัสก็คิดจะฆ่านายพรานเสียให้ตาย จึงเอางวงล้วงลงไปในหลุมที่นายพรานแอบซุ่มอยู่ โดย น้องกิ๊ฟ [18 พ.ค. 2552 , 00:36:24 น.] ( IP = 61.90.94.125 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |