มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


พระพุทธศาสนากับการพัฒนาประเทศ




พระพุทธศาสนากับการพัฒนาประเทศ


สมัยนี้เรียกกันว่า สมัยพัฒนาหรือยุคพัฒนา หมายความว่า ประเทศชาติกำลังมุ่งพัฒนาในทุกๆ ด้านเป็นการใหญ่ นักพัฒนาได้พยายามนำเอาขุมทรัพยากร (resources) ต่างๆ ออกมาใช้ในการพัฒนาอย่างเต็มที่ เมื่อการพัฒนาไม่ได้ผลสมประสงค์ ก็พยายามคิดค้นหาอุปสรรคต่างๆ ที่มาขัดขวางการพัฒนาไว้

ในบรรดาอุปสรรคขัดขวางการพัฒนา เท่าที่ค้นพบกันแล้วนั้น ตัวอุปสรรคที่สำคัญที่สุดก็คือ คนนั่นเอง เพราะคนคือผู้กระทำการพัฒนา แผนการพัฒนาเป็นแต่เพียงข้อความในแผ่นกระดาษ ที่ปราศจากชีวิต แม้จะเป็นแผนการดีเลิศ ถ้าคนไม่เอาถ่านเสียอย่างเดียว แผนการนั้นก็ไร้ประโยชน์ เปรียบเหมือนเรามีหนทางชั้นหนึ่งอยู่แล้ว แต่ถ้าคนไม่เดิน หนทางนั้นก็ไร้ประโยชน์ เพราะฉะนั้นจึงสำคัญอยู่ที่คน

ถ้าคนเอาถ่านเสียอย่างเดียว แม้จะมีอุปสรรคต่างๆ มากมาย งานพัฒนาก็ยังรุดหน้าไปได้เป็นอย่างดี ขอให้เราดูตัวอย่างคนบางชาติ เช่น คนญี่ปุ่น ซึ่งถือว่าเป็นชาติที่เจริญที่สุดในเอเชียเราจะเห็นได้ว่าในตอนปลายสงครามโลกครั้งที่ ๒ ชาติญี่ปุ่นอยู่ในฐานะย่ำแย่ แพ้สงคราม ถูกยึดครอง ถูกกำจัดเสรีภาพ เศรษฐกิจย่อยยับ ผู้คนเสียขวัญ แต่หลังจากนั้นมาเพียง ๒๐ ปี ญี่ปุ่นกลับเป็นประเทศที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดในเอเชีย เยอรมนีก็เช่นเดียวกัน ในปลายสงครามโลกครั้งที่ ๒ เยอรมนีอยู่ในฐานะบ้านแตกสาแหรกขาดยิ่งกว่าญี่ปุ่นเสียอีก แต่หลังจากนั้นมาไม่ถึง ๒๐ ปี เยอรมนีกลับเป็นชาติที่อาจกล่าวได้ว่า เจริญก้าวหน้าที่สุดในยุโรปทั้งนี้เพราะอะไร ก็เพราะคนของเขาเอาถ่านนั่นเอง

ถ้าเราจะสืบค้นลงไปอีกว่า ทำไมคนบางชาติจึงไม่เอาถ่าน เราก็จะต้องพบสาเหตุแน่นอน เพราะผลทุกอย่างมาจากสาเหตุอะไรเล่า เป็นปัจจัยช่วยเสริมสร้างหรือหล่อหลอมอุปนิสัยของชาติต่างๆ ให้เป็นต่างๆ กันไป แน่นอนทีเดียว อุปนิสัยจิตใจของคนย่อมเป็นไปตามสิ่งแวดล้อม สิ่งแวดล้อมอาจจะมีทั้งภายนอกภายใน ภายนอก เช่น ดิน ฟ้า อากาศ ขนบธรรมเนียมประเพณีต่างๆ

โครงสร้างของสังคม สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ การเมือง และอื่นๆ สิ่งแวดล้อมภายใน เช่น ปรัชญาชีวิต ทัศนคติต่อชีวิต คำสอนทางศาสนา ความเชื่อถือเก่าแก่ต่างๆ เป็นต้น ฉะนั้นเราจึงกล้ายืนยันได้ว่า ศาสนามีอิทธิพลต่ออุปนิสัยของคน และเนื่องจากคนไทยส่วนใหญ่ (๙๔%) นับถือพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาย่อมจะมีอิทธิพลต่อคนไทยไม่มากก็น้อย และถ้าเรายอมรับว่า คนไทยหรือชาติไทยไม่เจริญ พุทธศาสนาก็จะมีส่วนทำให้ชาติไทยไม่เจริญด้วย ปัญหาจึงอยู่ที่ว่า พระพุทธศาสนามีส่วนขัดขวางความเจริญของชาติจริงหรือไม่?

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [18 พ.ค. 2552 , 19:29:25 น.] ( IP = 58.11.35.16 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

ก่อนจะตอบปัญหานี้ เราควรจะได้ศึกษาคำสอนทางพระพุทธศาสนา เท่าที่ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกให้ละเอียดเสียก่อน เพราะเราถือว่า คำสอนดั้งเดิมและแท้จริงของพระพุทธเจ้ามีอยู่ในพระไตรปิฎก ในเวลาเดียวกัน เราก็น่าจะได้ศึกษาสภาพการของพุทธศาสนาเท่าที่มีอยู่ในเมืองไทย ให้เป็นที่เข้าใจแจ่มแจ้งด้วย เพราะคำสอนของพระพุทธเจ้าในพระไตรปิฎก บางทีก็ไม่ตรงกับสภาพการของพระพุทธศาสนาในสังคม เช่น เรื่องการทอดกฐิน ตามหลักพระวินัย คนคนเดียวนำผ้าขาวผืนเดียวไปถวายสงฆ์ก็เป็นกฐิน แต่ความจริงที่ปฏิบัติกันอยู่เวลานี้ กฐินเป็นเรื่องใหญ่มาก มีคนเกี่ยวข้องจำนวนร้อยหรือพัน ต้องใช้เงินเป็นหมื่นหรือแสน ต้องเดินทางไปต่างจังหวัด หรือแม้ต่างประเทศ ซึ่งผิดจากหลักดั้งเดิมอย่างเห็นได้ชัด เราจะต้องศึกษาให้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งก่อนที่จะลงความเห็นว่า อะไรก่อให้เกิดอะไร มิฉะนั้นจะเป็นการไม่ยุติธรรม

ถ้าเราศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้าในพระไตรปิฎก สิ่งหนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกประหลาดใจก็คือว่า คำสอนของพระพุทธเจ้าช่างมีมากมายเสียเหลือเกิน เกือบจะกล่าวได้ว่า พระพุทธเจ้าพูดถึงวิธีการต่างๆ ไว้แทบทุกอย่าง มากบ้างน้อยบ้าง วิชาการต่างๆ เท่าที่เราศึกษากันอยู่ในปัจจุบัน มีร่องรอยอยู่ในพระไตรปิฎกไม่มากก็น้อย แม้แต่วิชานิวเคลียร์ฟิสิกส์ ก็มีเรื่องกล่าวไว้ เช่น ไอน์สไตน์กล่าวว่า สสารและพลังงานเป็นอันเดียวกัน เราอาจเปลี่ยนสสารเป็นพลังงานได้ ในทารุกขันธสูตร ฉักกนิบาต อังคุตตนิกาย พระสารีบุตรสาวกเบื้องขวาของพระพุทธเจ้าก็กล่าวไว้ว่า เราอาจเปลี่ยนธาตุดิน (สสาร) ให้เป็นธาตุไฟ (พลังงานความร้อน) ได้ดังนี้เป็นต้น

ที่ยกมาอ้างนี้ มิได้มุ่งจะยืนยันว่า พระพุทธเจ้าทรงรู้วิชานิวเคลียร์ฟิสิกส์ อย่างที่นักวิทยาศาสตร์รู้กันอยู่ในปัจจุบัน เพราะเราไม่มีทางจะยืนยันได้แน่นอนว่าพระองค์รู้หรือไม่ พระองค์อาจรู้ แต่ไม่ทรงแสดงไว้ก็ได้ หรือทรงแสดงแต่พระสาวกจำไว้ไม่ได้ หรือจำได้ แต่เวลาจารึกลงเป็นตัวอักษรลืมจารึกก็ได้ ที่นำมาอ้างก็เพียงเพื่อแสดงให้เห็นว่า คำสอนของพระพุทธเจ้ามีมากมาย และเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ แทบทุกชนิด ใครจะอ้างคำสอนของพระพุทธเจ้า สนับสนุนความคิดเห็นของตน ไม่ว่าจะเป็นความเห็นอะไร เป็นได้ทั้งนั้น ผู้เชื่อว่าตายแล้วเกิดมีที่อ้าง ผู้เชื่อว่าตายแล้วก็สูญก็มีที่อ้าง ผู้เชื่อว่ามีนรกสวรรค์ก็มีที่อ้าง ผู้เชื่อว่านรกสวรรค์ก็ไม่มีที่อ้าง โดยที่สุดแม้พวกโจรก็อ้างได้ว่า พระพุทธเจ้าสนับสนุนการเป็นโจร (ดูโจรสูตรที่ ๑ – ๒ อัฏฐกนิบาต
อังคุตตนิกาย)

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [18 พ.ค. 2552 , 19:32:28 น.] ( IP = 58.11.35.16 : : )


  สลักธรรม 2

การที่คำสอนของพระพุทธเจ้ามีมาก ก็เพราะพระองค์มีพระชนม์อยู่ถึง ๔๕ ปี หลังจากตรัสรู้แล้วตลอด ๔๕ ปีนี้ พระองค์มิได้เคยหยุดนิ่ง แต่เสด็จท่องเที่ยวเทศนาสอนคนมิได้หยุดหย่อน

วันหนึ่งๆ ทรงแสดงธรรมอย่างน้อย ๒ ครั้ง เพราะฉะนั้น คำสอนของพระองค์จึงมีมากเป็นธรรมดา บางทีเรื่องที่พระองค์ทรงแสดงจริงๆ อาจจะมีมากว่านี้ พระสาวกจำไม่ได้บ้าง ลืมไปบ้าง เมื่อลงมือเขียนไว้จริงๆ จึงเหลือเท่าที่พระไตรปิฎกเวลานี้

การที่คำสอนของพระพุทธเจ้ามีมากนี้ ทำให้เกิดผลเสียหายหลายอย่าง ผลเสียอย่างหนึ่งก็คือ ทำให้คนอ่านหรือศึกษาไม่ทั่วถึง เมื่อศึกษาไม่ทั่วถึง ก็ไม่สามารถจะมองเห็นภาพพระพุทธศาสนาได้ทั้งหมด คนส่วนมากจึงเลือกศึกษาเฉพาะเรื่องที่ตนชอบ แล้วก็ยืนยันว่านั่นแหละ คือหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าละคำสอนของพระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนช้าง คนแต่ละคนที่เข้าไปศึกษาพระพุทธศาสนาเปรียบเหมือนคนตาบอดที่เข้าไปคลำช้าง คนที่คลำถูกขาช้าง ก็ออกมาคุยว่าช้างเหมือนต้นไม้ หรือเสาเรือน คนที่คลำถูกหางช้าง ก็อ้างว่าช้างเหมือนไม้กวาด คนที่คลำถูกสีข้างช้าง ก็อ้างว่าช้างเหมือนฝาผนัง คนที่คลำถูกงวงช้างก็อ้างว่าช้างเหมือนงูใหญ่ ในที่สุดคนตาบอดเหล่านี้ก็ถกเถียงกัน ทะเลาะวิวาทกัน เป็นที่ขบขันของคนตาดีที่เห็นช้างหมดทั้งตัว แต่ทำให้คนตาบอดที่ยังไม่เคยคลำช้างเกิดมาฉงนสนเท่ห์ยิ่งขึ้น

ผู้ที่ได้ศึกษาพระพุทธศาสนามาอย่างทั่วกัน ย่อมจะเห็นได้ชัดเจนว่า คำสอนของพระพุทธเจ้านั้นมี ๓ ระดับ คือ :

๑.ระดับประโยชน์ปัจจุบัน หรือระดับมนุสสสมบัติ

๒. ระดับประโยชน์เบื้องหน้า หรือระดับสวรรค์สมบัติ

๓. ระดับประโยชน์สูงสุด หรือนิพพานสมบัติ


ในพระไตรปิฎก พระพุทธเจ้าทรงเทศนาสั่งสอนคนตามหลัก ๓ ประการนี้ แต่จะสอน หนักในหลักไหนนั้นแล้วแต่อุปนิสัยบารมีของคน สำหรับคนผู้ยังอยากอยู่อย่างมีความสุขความเจริญในโลกนี้ ท่านทรงสอนประโยชน์ปัจจุบันหรือมนุสสสมบัติ สำหรับผู้ที่มีมนุสสสมบัติพร้อมแล้ว แต่วิตกกังวลเกี่ยวกับความสุขในเบื้องหน้า หรือชาติหน้า พระองค์ก็ทรงสอนประโยชน์เบื้องหน้า หรือสวรรค์สมบัติ สำหรับผู้ที่มีอุปนิสัยบารมีแก่กล้า เบื่อหน่ายต่อโลกียสุขของมนุษย์และเทวดา ปรารถนาความสุขอันประณีต ท่านก็ทรงสอนประโยชน์สูงสุดหรือนิพพานสมบัติ

โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย พี่เณร...นำมาฝาก [18 พ.ค. 2552 , 19:37:21 น.] ( IP = 58.11.35.16 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org