มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


พระพุทธศาสนากับการพัฒนาประเทศ (๒)




ตอนที่ผ่านมา

คำสอนในระดับประโยชน์ปัจจุบัน หรือมนุสสสมบัตินั้น มีปรากฏอยู่ทั่วไปในพระไตรปิฎก ตัวอย่างเช่น พระพุทธเจ้าทรงสอนให้คนดำเนินชีวิตตามหลักประโยชน์ปัจจุบัน ๔ ประการ คือ

๑.อุฎฐานสัมปทา - ถึงพร้อมด้วยความหมั่นขยันหาทรัพย์
๒. อารักขสัมปทา - ประกอบด้วยการรู้จักรักษาทรัพย์
๓.สมชีวิตา – การรู้จักครองชีพ ตามสมควรแก่รายได้
๔.กัลยาณมิตตตา – ความรู้จักเลือกคบ มิตรที่ดีงาม

ไม่เคยมีปรากฏในที่ไหนเลยว่า พระพุทธเจ้าสอนให้คนเกียจคร้าน มีแต่สอนให้ขยันขันแข็ง เช่น มีพระพุทธภาษิตว่า อุฏฺฐาตา วินฺทเต ธนํ ผู้ขยันย่อมหาทรัพย์ได้ หรือเช่น คนขยันย่อมรวบรวมทรัพย์ทีละน้อย เหมือนปลวกก่อจอมปลวกหรือเหมือนผึ้งก่อรัง

พระพุทธเจ้าทรงยืนยันว่า ทรัพย์เป็นสิ่งสำคัญและจำเป็น ถึงกับตรัสไว้ว่า ความสุขของฆราวาสขึ้นอยู่กับการมีทรัพย์ การใช้จ่ายทรัพย์บริโภคใช้สอย การไม่มีหนี้ การประกอบการงานที่ไม่มีโทษ

ในอันธสูตร เอกนิบาต อังคุตตรนิกาย พระพุทธเจ้าตรัสยกย่องทรัพย์ไว้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคล ๒ ตาเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ มีนัยน์ตาเป็นเหตุ ได้โภคทรัพย์ที่ยังไม่ได้ ทำโภคทรัพย์ที่ได้แล้วให้ทวีมากขึ้น ทั้งที่มีนัยน์เป็นเครื่องรู้ธรรม ทั้งที่เป็นกุศล และอกุศลรู้ธรรมที่มีโทษ และไม่มีโทษ รู้ธรรมที่เลวและประณีต รู้ธรรมที่เป็นฝ่ายดำและฝ่ายขาว ดูก่อนภิกษุทั้งหลายนี้เรียกว่าคน ๒ ตา”

ในพระสูตรนี้ พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้อย่างชัดเจนว่า คนที่มีตาสมบูรณ์ทั้ง ๒ ข้าง จะต้องมีทรัพย์สินเงินทองและมีทรัพย์ คือคุณธรรมเป็นคู่กัน ถ้าขาดเสียอย่างใดอย่างหนึ่ง มีชื่อว่าเป็นคนตาเดียว ไม่สมบูรณ์

ในวัฑฒิสูตร ทสกนิบาต อังคุตตรนิกาย พระพุทธเจ้าทรงยกย่องความเจริญด้วยวัตถุทรัพย์ว่า เป็นความเจริญอย่างประเสริฐ เช่นเดียวกับความเจริญในทางคุณธรรม พระองค์ตรัสไว้ว่า

“...อริยสาวก เมื่อเจริญด้วยความเจริญ ๑๐ ประการ ย่อมเจริญด้วยความเจริญอันประเสริฐ และเป็นผู้ได้สิ่งที่เป็นสาระ ความเจริญ ๑๐ ประการ คืออะไรบ้าง คืออริยสาวกย่อมเจริญด้วยนาและสวน ๑ ย่อมเจริญด้วยทรัพย์ และข้าวเปลือก ๑ ย่อมเจริญด้วยบุตรและภรรยา ๑ ย่อมเจริญด้วยทาส กรรมกร และคนใช้ ๑ ย่อมเจริญด้วยสัตว์ ๔ เท้า ๑ ย่อมเจริญด้วยศรัทธา ๑ ย่อมเจริญด้วยศีล ๑ ย่อมเจริญด้วยความรู้ (สุตะ) ๑ ย่อมเจริญด้วยบริจาค ๑ ย่อมเจริญด้วยปัญญา ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกเมื่อเจริญด้วยความเจริญ ๑๐ ประการนี้ ย่อมเจริญด้วยความเจริญอันประเสริฐ” จากพระสูตรนี้ เราจะเห็นได้ว่า ความเจริญ ๕ ประการ เป็นความเจริญด้วยทรัพย์ ๕ ประการหลัง เป็นความเจริญด้วยคุณธรรม

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [19 พ.ค. 2552 , 11:39:56 น.] ( IP = 58.9.145.172 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

จากหลักฐานดังที่กล่าวมา เราจะเห็นได้ทันทีว่า พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนให้คนขี้เกียจ มีแต่สอนให้ขยัน พระพุทธเจ้าไม่เคยประฌามทรัพย์ มีแต่ทรงยกย่องทรัพย์ ไม่เคยประฌามคนรวย มีแต่ทรงยกย่อง ศาสนาอื่นบางศาสนาเสียอีกที่มีท่าทีเป็นปฏิปักษ์กับความเจริญทางวัตถุ และที่ร่ำรวยด้วยวัตถุทรัพย์ ศาสนาเช่นนั้นมีหลักใหญ่ว่า ชีวิตในโลกนี้ เป็นเพียงระยะเวลาเล็กน้อยสำหรับเตรียมการไว้ เพื่อชีวิตนิรันดรในสวรรค์เท่านั้น เพราะฉะนั้นไม่ควรโลภโมโทสันกอบโกย และยังกล่าวเตือนไว้ด้วยว่า การที่คนรวยจะเข้าสู่อาณาจักรสวรรค์นั้น ยากยิ่งกว่าการใส่ช้างเข้ารูเข็มเสียอีก

เมื่อหลักการอันแท้จริงของพระพุทธศาสนา สอนให้ขยัน และส่งเสริมทรัพย์เช่นนี้ พระพุทธศาสนาจึงไม่น่าจะเป็นเครื่องขัดขวางการพัฒนา ตรงกันข้าม น่าจะเป็นเครื่องสนับสนุนการพัฒนาอย่างดีที่สุด

ปัญหาต่อไปมีอยู่ว่า เมื่อพระพุทธศาสนาสอนให้คน “เอาถ่าน” อย่างชัดเจนเช่นนี้ คนไทย “เอาถ่าน” หรือไม่? ขยันขันแข็งในหน้าที่การงานหรือไม่? เราอาจจะตอบโต้ได้โดยไม่ต้องเกรงใจใครว่า ถ้าเทียบกับคนชาติอื่นบางชาติแล้ว เรายังไม่ขยันขันแข็งเอาจริงเอาจังเพียงพอ เราจะต้องยอมรับความจริงข้อนี้อย่างชื่นตา ไม่ใช่หลับหูหลับตายกยอกันตลอดกาล พูดตรงๆ ว่า เรามีอุปนิสัยหลายอย่าง ที่เป็นเครื่องขัดขวางการพัฒนา เช่น ไม่เอาจริงเอาจัง สักแต่ว่าทำแบบผักชีโรยหน้า รู้หลบเป็นปีกรู้หลีกเป็นหาง ชอบความสำราญสำรวย สักแต่ว่าทำไปวันๆ ไม่มีคิดแก้ไข ปรับปรุงงานให้เจริญก้าวหน้า (วิมังสา) ชอบอะไรง่ายๆ หรือมักง่าย เป็นอาทิ

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [19 พ.ค. 2552 , 11:42:50 น.] ( IP = 58.9.145.172 : : )


  สลักธรรม 2

ดังได้กล่าวมาแล้วแต่ต้นว่า อุปนิสัยเช่นนี้ อาจจะเกิดมาจากสาเหตุหลายอย่าง และศาสนาอาจจะเป็นเหตุอันหนึ่งในบรรดาเหตุเหล่านั้น แต่เราก็ได้ทราบจากหลักฐานในพระไตรปิฎกแล้ว ว่าพระพุทธเจ้าไม่เคยสอนให้คนเกียจคร้านเฉื่อยชา มีแต่สอนให้ขยันขันแข็ง เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจะไปโทษคำสอนของพระพุทธเจ้าไม่ได้

แต่เราก็ต้องไม่ลืมว่า พระพุทธศาสนามี ๒ ระดับ คือระดับคำสอนแท้และดั้งเดิมในพระไตรปิฎก และระดับตามความเป็นจริงที่เรียกกัน สอนกัน ปฏิบัติกันอยู่ในชีวิตประจำวัน ในระดับคำสอนดั้งเดิมนั้น เราได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าคำสอนของพระพุทธเจ้า ไม่ขัดขวางการพัฒนาแต่อย่างใด แต่ในระดับสภาวการณ์ที่เป็นจริงในเมืองไทยอาจจะขัดได้ ดังเหตุผลต่อไปนี้

พระสงฆ์ผู้มีความรู้ดีทางพระพุทธศาสนา มักจะมีท่าทีมองความเจริญด้วยทรัพย์อันเป็นคำสอนเบื้องต้นของพระพุทธเจ้าผิดไป คือเห็นว่าเป็นของต่ำช้าเลวทราม เมื่อเห็นเช่นนี้ก็ไม่อยากพูดถึง ไม่อยากเทศนาสั่งสอนประชาชน เมื่อสั่งสอนประชาชน จึงข้ามคำสอนประเภทประโยชน์ปัจจุบันไปเสีย ไม่ย้ำแต่ประโยชน์เบื้องหน้า เช่น การให้ทาน การรักษาศีล เป็นต้น

บางองค์ก็ข้ามชั้นประโยชน์เบื้องหน้าเข้าสู่ชั้นนิพพานสมบัติเลยทีเดียว คือสอนโทษของทรัพย์ โทษของโลกียสุข สอนให้มักน้อย สอนให้ดับตัณหา สอนให้สละโลก เป็นต้น พระสงฆ์ประเภทนี้มีมาก และมีอิทธิพลเหนือจิตใจคน คนเคารพนับถือมาก เมื่อประชาชนทั่วไป ถูกเสี้ยมสอนอยู่อย่างนี้บ่อยๆ เข้าก็ย่อมจะหมดความกระตือรือร้นในชีวิต เห็นว่าความอยากเป็นความชั่ว เห็นว่าทรัพย์สมบัติเป็นของต่ำ มีไว้มากๆ ก็แค่นั้น ในที่สุดก็ตายอยู่ดี ความรู้สึกนึกคิดเช่นนี้ ทำให้เกิดความเฉื่อยชา หมดความกระตือรือร้นในชีวิต ไม่อยากทำอะไรจริงจัง อยู่ไปวันๆ จนกว่าจะตายเท่านั้น นี้เป็นเครื่องขัดขวางการพัฒนาอย่างสำคัญทีเดียว

เมื่อความจริงมีอยู่เช่นนี้ ปัญหาจึงมิได้อยู่ที่ตัวคำสอนของพระพุทธเจ้า แต่อยู่ที่ท่าที และวิธีการของพระสงฆ์ผู้สอนประชาชน พระสงฆ์ไปนำเอาหลักคำสอนระดับสูงสุด คือนิพพานสมบัติมาสอนชาวบ้านธรรมดา เรื่องมันจึงยุ่ง เพราะคำสอนระดับปรมัตถ์ ประโยชน์ในทางพุทธศาสนา ย่อมขัดกับคำสอนระดับประโยชน์ปัจจุบันอย่างไม่มีปัญหา คนที่ยังติดอยู่ในโลก ยังห่วงความเจริญด้วยวัตถุทรัพย์ ย่อมจะถึงนิพพานไม่ได้เป็นธรรมดา ก่อนจะถึงนิพพานได้ ต้องเสียสละทุกสิ่งทุกอย่าง แม้แต่ “อัตตา” หรือตัวเองก็ต้องเสียสละด้วย

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [19 พ.ค. 2552 , 11:46:56 น.] ( IP = 58.9.145.172 : : )


  สลักธรรม 3

วิธีแก้ไข เราไม่จำเป็นจะต้องไปแก้ไขคำสอนของพระพุทธเจ้า เพราะท่านจัดไว้เป็นขั้นๆ เหมาะสมแล้ว ตั้งแต่ขั้นต่ำสุดถึงสูงสุด เหมาะสำหรับคนประเภทต่างๆ การที่ท่านแบ่งคำสอนออกเป็นขั้นๆ นี้ ควรจะถือว่าเป็นความสมบูรณ์ของพระพุทธศาสนา เพราะมีคำสอนหลายขั้นไว้เสนอสนองความต้องการของคนหลายประเภท ใครต้องการระดับไหน เลือกปฏิบัติได้ตามต้องการ ถ้าท่านสอนไว้เพียงระดับต่ำอย่างเดียว หรือระดับสูงอย่างเดียว พระพุทธศาสนาบกพร่องแน่ๆ เพราะไม่ครบสำหรับคนหลายชั้น

ก่อนอื่น พระสงฆ์ผู้มีหน้าที่สอนประชาชนจะต้องศึกษาพระพุทธศาสนาให้ครบทั้ง ๓ ระดับ ให้ความสำคัญเท่าๆ กันแก่ระดับทั้ง ๓ เมื่อแตกฉานในระดับทั้ง ๓ แล้ว เวลาเทศน์สอนประชาชน ต้องพิจารณาให้ดีว่าจะเลือกเอาระดับไหนมาสอน จึงจะเหมาะกับภาวะฐานะของเขา

เช่น เทศน์สอนเด็กหรือหนุ่มสาว และคนกลางคน ต้องสอนประโยชน์ปัจจุบัน เทศน์สอนคนแก่ต้องสอนประโยชน์สูงสุด ไม่ควรเทศน์ไปตามความรู้และความเห็นของตน ไม่ใช่ว่าตนรู้อย่างนี้ และอยากเทศน์อย่างนี้ก็เทศน์ไป ต้องคำนึงถึงอายุ เพศ อาชีพ ฐานะคนฟัง

การเทศน์ก็เหมือนการสอนนักเรียน เป็นการ “ให้” แก่คนฟัง ไม่ใช่เป็นการ “เอา” ประโยชน์ใส่ตัวผู้เทศน์ การเทศน์จะได้ประโยชน์เต็มที่ ก็ต่อเมื่อผู้ฟังเป็นฝ่ายได้ประโยชน์ เช่น เกิดแนวความคิดใหม่ เกิดกำลังใจ เกิดความกระตือรือร้นในการที่จะปรับปรุงตนเองให้ดียิ่งขึ้น และต้องมีความเจริญก้าวหน้าในการงาน อาชีพ การสังคม และความประพฤติเห็นทันตา ถ้าคนเทศน์ เทศน์จบแล้ว ก็ถือว่าแล้วไป คนฟังไม่ได้อะไร ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทุกอย่างยังเหมือนเดิม ก็ไม่มีประโยชน์อะไร ผู้เทศน์ก็เสียแรงเสียเวลา ผู้ฟังก็เสียเวลา เสียการเสียงานเปล่าๆ ผู้เทศน์สอนประชาชนควรจะได้คำนึงถึงข้อนี้ให้จงหนัก

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [19 พ.ค. 2552 , 11:50:25 น.] ( IP = 58.9.145.172 : : )


  สลักธรรม 4

ถ้าพระสงฆ์ได้วางหลักการเทศนาสั่งสอนประชาชนเสียใหม่ โดยให้ย้ำความสำคัญของประโยชน์ปัจจุบันมากๆ พระสงฆ์เองต้องศึกษาอบรมในวิชาการสมัยใหม่ต่างๆ เช่น การเกษตร การค้าขาย การอุตสาหกรรม การสาธารณสุข การออมทรัพย์ เป็นต้น ค้นคว้าวิจัยให้แตกฉาน แล้วนำเอาเฉพาะข้อที่ชาวบ้านจะปฏิบัติได้มาสอนชาวบ้านเป็นประจำ

และไม่เพียงแต่สอนเท่านั้น ต้องคอยดูแลสอดส่องให้ชาวบ้านนำมาใช้ในชีวิตจริงๆ คอยแนะนำ ช่วยเหลือ แก้ไขอุปสรรคต่างๆ อย่างใกล้ชิด ถ้าทำได้อย่างนี้ การพัฒนาใดๆ ก็ตาม จะรุดหน้าไปได้อย่างรวดเร็ว คำสอนเรื่องทาน ศีล ภาวนา และสวรรค์ นิพพาน ควรเก็บไว้สอนเฉพาะคนบางประเภทเท่านั้น

ในท้ายบทความนี้ ขอเสนอแนะข้อธรรม ที่จะช่วยในการพัฒนาให้พิจารณาเพื่อให้พระสงฆ์ได้นำไปสอนประชาชน

๑. ประโยชน์ปัจจุบัน ๔ อย่าง ชี้ให้เห็นความหมายของชีวิต ชีวิตที่อุดมสมบูรณ์ ปลุกใจให้กระตือรือร้น ยกตัวอย่างข้อได้เปรียบระหว่างคนรวยกับคนจน ประเทศรวยกับประเทศจน คุณของความขยัน โทษของความเกียจคร้าน

๒. อิทธิบาท ๔ ย้ำความสำคัญของวิมังสา ให้หมั่นพิจารณาสอบสวนดูความก้าวหน้า หรือไม่ก้าวหน้าของงาน รู้จักค้นหาสาเหตุของความไม่เจริญ แล้วคิดแก้ไข ยกตัวอย่างชาติที่เจริญเป็นผู้นำโลก

๓. อโรคยา ปรมา ลาภา ชี้ให้เห็นคุณของชีวิตที่สมบูรณ์ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ ให้เห็นทุกข์โทษของความเป็นคนขี้โรค หลักการป้องกันโรคและการรักษาสุขภาพอนามัยเบื้องต้น การรู้จักกินอาหารที่มีประโยชน์ คุณค่าของอาหารต่างๆ

๔. นตฺถิ ปญฺญา สมา อาภา แสงสว่างเสมอด้วยความรู้ไม่มี ชี้ให้เห็นคุณค่าของวิชาความรู้ การศึกษาเล่าเรียน สุ.จิ.ปุ.ลิ. การอ่านหนังสือ การฟังวิทยุ และรู้จักหาความรู้จากแหล่งต่างๆ

๕.หลักการอยู่ในสังคม เล่ห์เหลี่ยมต่างๆ ของการทุจริต การล่อลวง การต้ม การโกงของพวกโสภณทุจริตประเภทต่างๆ โทษของการเชื่อง่าย

๖. หลักการของระบอบประชาธิปไตย ชี้ให้เห็นสิทธิและหน้าที่ของคนแต่ละคน ให้รู้จักใช้สิทธิ ให้รู้จักกระทำตามหน้าที่ต่อสิ่งของ และคนต่างๆ รอบตัวเอง การใช้สิทธิเสียงในการเลือกตั้ง การรู้จักฟังเสียงข้างมาก ความมีน้ำใจเป็นนักกีฬา รู้จักแพ้รู้จักชนะ ยอมรับการพ่ายแพ้อย่างชื่นตา เคารพในสิทธิของคนอื่น

นอกจากนี้ ยังมีสิ่งอื่นๆ อีกมาก ที่ควรนำมาสั่งสอน ที่บรรยายมานี้เป็นเพียงหลักใหญ่ๆ เท่านั้น ถ้าพระสงฆ์ทำได้อย่างนี้อย่างทั่วถึง และเป็นเวลานานพอสมควร ประชาชนไทยจะเกิดมีอุปนิสัยจิตใจใหม่ มีความกระตือรือร้น ขยันขันแข็ง มีความคิดก้าวหน้า ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งในการพัฒนา

การพัฒนา ต้องเริ่มที่คนก่อน ถ้าคนยังไม่พร้อมที่จะพัฒนา ถ้าทางการไปให้การพัฒนา ก็จะเท่ากับยื่นพลอยให้ไก่ และคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นหลักการพัฒนาดีที่สุด ถ้าบุคคลผู้มีส่วนรับผิดชอบรู้จักนำมาใช้

เขียนโดย..ธรรมโฆษ

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [19 พ.ค. 2552 , 12:01:52 น.] ( IP = 58.9.145.172 : : )


  สลักธรรม 5


กราบขอบพระคุณที่นำสิ่งดีๆ มาให้อ่านเสมอค่ะ ..สาธุ สาธุ สาธุ

โดย น้องกิ๊ฟ [19 พ.ค. 2552 , 13:41:43 น.] ( IP = 125.27.172.98 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org