| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ประทีปแห่งทวีปอาเซีย (๑๓)
![]()
ประทีปแห่งทวีปอาเซีย (๑๓)
ปริเฉทที่ ๗ พุทธกิจ
ผู้แต่ง : Sir Edwin Arnold ผู้แปล : เจ้าศักดิ์ประเสริฐ นครจำปาศักดิ์ ๒๔๘๓
ตอนที่ผ่านมา
ฝ่ายพระราชาเมื่อทรงทราบข่าวนี้แล้วก็ตรัสใช้ให้ผู้ซึ่งพระองค์ทรงไว้พระทัย ๙ นาย ขึ้นม้าที่มีฝีเท้าเร็วแยกย้ายกันไปเพื่อนำพระราชโองการของพระองค์ไปทูลแก่พระพุทธเจ้าผู้เป็นพระโอรสว่าดังนี้
พระสุทโธทนะผู้เป็นพระราชาซึ่งทรงชราภาพโดยกาลเวลาอันยืดยาวถึง ๗ ปี ในยามซึ่งเธอผู้เป็นโอรสได้พรากจากไป และได้พยายามสืบเสาะหาตัวอยู่เสมอเป็นนิตย์นิรันดร์ ขอวิงวอนให้พระราชโอรสของพระองค์เสด็จมารับพระราชบัลลังก์ และอาณาประชาราษฎรแห่งพระราชอาณาจักรซึ่งจักเกิดปั่นป่วนเมื่อพระองค์หาไม่แล้ว ทั้งนี้ก็เพราะพระองค์ทรงวิตกว่าจะเสด็จสวรรคตเสียก่อนที่พระองค์จะได้เห็นพระพักตร์ของเธอผู้เป็นพระราชโอรส
ส่วนพระนางศรียโสธราก็ได้ใช้ให้อัศวานึก ๙ นาย ไปทูลแก่องค์พระราชสวามีเหมือนกันโดยความว่าดังนี้
สวามินีแห่งพระราชสำนักของพระองค์ และผู้เป็นมารดาของราหุลมีความจำนงอยากเห็นพระพักตร์ของพระองค์อย่างยิ่งนัก เหมือนดวงหฤทัยของหญิงงามเมื่อได้เห็นพระจันทร์เมื่อเวลากลางคืน หรือเหมือนดอกอโศกแรกผลิรอคอยให้สตรีเหยียบย่ำอยู่ฉะนั้น
( ตามรามายณะ กล่าวว่า เมื่นางสีดาหนีไปอยู่ในพุ่มดอกอโศกก็ได้พ้นจากความรบกวนปิศาจ ราพณาสูร และต้านทานตนให้พ้นอันตรายได้ด้วยสวัสดีมีชัย เพราะดังนี้เอง เหล่าสตรีฮินดีจึงนับถือต้นอโศกและกินดอกอโศกนั้น )
หากพระองค์ได้ได้พบซึ่งสิ่งที่พึงประสงค์ยิ่งกว่าสิ่งที่ทรงเสียสละแล้ว พระนางทั้งพระราหุลขอได้รับส่วนด้วยเถิด แต่ที่พระนางต้องการที่สุดนั้นคือตัวพระองค์เอง
โดย ศาลาธรรม [19 พ.ค. 2552 , 13:11:32 น.] ( IP = 125.27.172.98 : : )
สลักธรรม 1เมื่อดังนั้นแล้วมนตรีศากยะผู้รับใช้ก็ออกเดินทางโดยรีบด่วน แต่จำเพาะต่างคนต่างก็ถึงป่าไผ่ในยามที่พระพุทธองค์ทรงเทศนาพระบัญญัติของพระองค์นั่นเอง และต่างคนต่างเมื่อได้ยินได้ฟังพระองค์แล้วก็เลื่อมใสจนลืมทูลพระองค์
และลืมจนกระทั่งพระราชา ลืมบรมราชโองการตลอดถึงพระนางศรียโสธราผู้โศกาดูร ต่างคนต่างเพ่งแต่ในพรนะบรมศาสดาจารย์เจ้า ดวงใจของเขาให้ผูกพันตรึงตราที่ริมพระโอษฐ์อันศักดิ์สิทธิ์ซึ่งตรัสพระโอวาทอันเต็มไปด้วยพระธรรมเมตตา และคุณสมบัติซึ่งเที่ยงแท้ บริสุทธิ์ และซึ่งส่องแสงสว่างแก่ทุกสิ่งทุกอย่าง
ดูเถิดภมรซึ่งเร่ร่อนหาเกสรเพื่อประโยชน์แห่งรังของมัน แม้ได้เห็นดอกโมกรา ( ดอกไม้ป่าชนิดหนึ่ง ) เป็นพุ่มพวงและส่งกลิ่นรสสุคนธ์ฟุ้งขจรไปตามลมแล้วก็ดี มันก็ยังนึกว่าน้ำผึ้งของมันยังไม่เต็มอยู่นั่นเอง พระอาทิตย์ตกก็ดี หรือฝนตกก็ดี มันก็ยังมีเจตนาผูกพันอยู่กับดอกไม้ซึ่งโอชาเพราะต้องการดูดดื่มน้ำอมฤตแห่งดอกไม้เหล่านั้นดังนี้ฉันใด
สำหรับอำมาตย์ผู้นำพระบรมราชโองการมาก็เหมือนกันฉันนั้น ก็เมื่อได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระพุทธองค์แล้วต่างคนต่างก็ละเลยเสียซึ่งกิจแห่งตนที่เดินทางมา และเมื่อต่างก็ลืมแล้วในกิจทั้งปวงก็นำตนเข้าเป็นบริวารแห่งพระพุทธองค์ต่อไป
เพราะเหตุนี้พระราชาจึงตรัสใช้อุทายีอำมาตย์ผู้มีอายุและซื่อสัตย์ซึ่งเคยเป็นเพื่อนเล่นของพระสิทธัตถะเมื่อยามสันติสุขเกษมศานต์แต่ก่อนนั้นให้ไปอีก ฝ่ายอุทายีซึ่งนึกว่าอย่างไรก็ดี ตนเองก็คงจะได้ยินพระธรรมเทศนาของพระพุทธองค์ หากว่าเกิดความเลื่อมใสขึ้นก็คงจะเสียการ
เพราะฉะนั้นเมื่อเขาไปถึงสวยไผ่ซึ่งพระพุทธเจ้าประทับ จึงเอาสำลีอุดโสตประสาทเสีย โดยการกระทำดังนี้จึงได้รอดพ้นจากได้สดับพระธรรม รสแห่งธรรมวิเศษนั้น และสามารถกราบทูลข่าวสารขององค์พระราชบิดาและพระนางศรียโสธราได้โดย ศาลาธรรม [19 พ.ค. 2552 , 13:12:58 น.] ( IP = 125.27.172.98 : : )
สลักธรรม 2
ฝ่ายพระพุทธองค์ค่อยๆ ก้มพระเศียรแล้วตรัสแก่ที่ชุมนุมว่า จริงทีเดียวตถาคตจะไป เป็นกิจของตถาคตซึ่งเกิดจากเจตนาของตถาคตเอง ผู้ใดก็ดีอย่าได้ลืมสนองบุญคุณผู้ซึ่งบังเกิดตนให้มีชีวิตขึ้น คือชีวิตซึ่งเป็นบ่อเกิดแห่งความขวนขวายในวิถีกำจัดเสียซึ่งความดำรงชีพ และความตายอีกต่อไป แต่ให้บรรลุถึงคงซึ่งนิพพานทีเดียว โดยการเชื่อฟังบัญญัติโดยพ้นแล้วจากความผิดที่ล่วงมาแล้วของตน ทั้งไม่ต้องเพิ่ม ต้องมีให้ผิดอีก และโดยบรรลุถึงซึ่งเมตตาอันบริสุทธิ์ซึ่งกระทำให้บังเกิดความรักได้
จงทูลพระราชาและพระนางเถิดว่า ตถาคตจะออกเดินทางเพื่อไปหาแล้ว โดยกิตติศัพท์อันนี้ ปวงประชาชนแห่งเศวตกบิลพัสดุ์กับนิคมคามทั้งปวงตระเตรียมการรับรองผู้เป็นเจ้าแห่งตน
ณ ทวารทิศใต้ก็ปลูกปะรำ มีเสาประดับประดาไปด้วยเฟื่องดอกไม้และประดับแพรสีแดงและเขียวปักทอง ตามถนนหนทางก็ประดับประดากิ่งก้านบุปผชาติซึ่งมีรสสุคนธ์และราดรดน้ำมันจันทน์และน้ำมันมะลิอย่างชุ่มโชกซึ่งใช้รดด้วยมุสสุก ( ภาษาฮินดู ถังทำด้วยหนังแพะ ) คือถังสำหรับรดถนน ธงทิวปลิวไสว
และหากเมื่อถึงกำหนดจะเสด็จมาถึงก็ให้มีช่างใส่กูบเงินและที่มีงาประดับปลอกทองรายเรียงอยู่ข้างหน้าพลับพลาซึ่งมียามเตรียมพร้อมอยู่เสมอ เพื่อคอยตีกลองให้สัญญาณว่าพระสิทธัตถะเสด็จมาถึงแล้ว บรรดาเสนาอำมาตย์ทั้งปวงจะได้ไปต้อนรับและถวายบังคมพระองค์
และซึ่งหมู่นางละครจะได้โปรยโรยดอกไม้และเต้นรำขับร้องจนกระทั่งว่าดอกกุหลาบและดอกรักเร่ที่โปรยโรยไปนั้นให้ท่วมเข่าแห่งอัศวราชอาชาไนยซึ่งพระองค์ทรงขี่ม้าและให้มรรคาทุกแห่งหนมีแต่งามตระการตา และก้องกังวานไปด้วยเสียงแห่งดุริยางค์และความบันเทิงอันกึกก้อง
นี่แหละคือคำสั่งซึ่งประกาศ และทุกผู้ทุกคนก็ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด แล้วคอยฟังเสียงกลองซึ่งตีให้สัญญาณเวลาที่พระองค์จะเสด็จไปถึงอย่างตั้งใจ
โดย ศาลาธรรม [19 พ.ค. 2552 , 13:13:18 น.] ( IP = 125.27.172.98 : : )
สลักธรรม 3
ฝ่ายพระนางศรียโสธรานั้น พระนางอยากไปรับพระราชสวามีก่อนใครอื่น จึงทรงสีวิกาเสด็จไปจนถึงเชิงกำแพงแห่งพระนคร ณ ที่ซึ่งได้ปลูกพลับพลาอยู่ท่ามกลางอุทยานนามว่านิโครธ มีกิ่งก้านร่มรื่นรายเรียงเป็นแถวแนว มีทางเลาะลัด กระทำให้อุทยานนั้นมีลักษณะสราญรมย์น่าพึงชมยิ่งนัก เพราะว่ามรรคาทางทิศใต้มีสนามหญ้าอันเขียวชอุ่มเป็นแถวแนวยาวยืด มีต้นไม้ซึ่งมีดอกเรียงรายกันไป
และข้างนอกประตูก็เป็นหมู่กระท่อมแห่งทวยนาครชั้นต่ำและยากจนแร้นแค้นซึ่งหากว่ามาแตะต้องเข้าแล้วก็เป็นอัปมงคลแก่กษัตริย์และนักบวชพราหมณ์ แม้แต่ถึงกระนั้นทวยนาครชั้นต่ำเหล่านั้นก็ตั้งใจคอยรับรองพระองค์เหมือนกัน คือตื่นแต่เช้ามืดแล้วก้มองดูไปจนสุดสายตาและหากว่าเมื่อได้ยินเสียงระฆังที่ผูกคอช้าง หรือเสียงกลองแห่งวัดวาอารามดังขึ้นแล้วก็จะพากันขึ้นต้นไม้ดูพระองค์
และเพื่อเป็นเกียรติยศแก่พระองค์ยังได้ตกแต่งประดับประดาบ้านเรือนของตนอย่างถึงใจ กับกวาดธรณีประตูประดับธง ผูกมัดใบมะม่วงทำเป็นเฟื่องประดับลิงคัม ( ศิลารูปกรวย ) และมุงใบไม้ ณ ประตูชัยเก่าแก่ซึ่งมีใบไม้แห้งเหล่านั้นเสียใหม่ กับอุตส่าห์ไต่ถามคนเดินทางอยู่เสมอเพื่อให้ทราบว่าจะมีอะไรเป็นอุปสรรคในระหว่างทางของพระสิทธัตถะบ้างหรือไม่
พระนางศรียโสธรามองดูหมู่ชนเหล่านั้นด้วยดวงพระเนตรอันตื่นเต้น ใคร่จะพบเห็นและมองดูทางทิศใต้เช่นเดียวกับหมู่ชนเหล่านั้น กับทั้งเงี่ยโสตคอยฟังข่าวจากผู้ที่ผ่านมาทั้งปวงเหมือนอย่างคนเหล่านั้นด้วย
ในที่สุดพระนางก็เห็นบุรุษคนหนึ่งค่อยๆ เดินมาอย่างช้าๆ โกนศีรษะแทบเกลี้ยงเกลา มีผ้าเหลืองพาดอยู่เหนือบ่า กายก็คลุมผ้าคล้ายฤาษี มือถือบาตรแวะเข้าประตูกระท่อมทุกๆ กระท่อมเป็นครู่ๆ พลางรับทานที่มีผู้บริจาคและอำนวยพรตอบแทน หรือถ้าไม่มีใครบริจาคทานแล้วก็เดินต่อๆ มาด้วยอาการปกติ
มีบุรุษเดินตามหลัง ๒ คน โดยครองผ้าเหลืองเหมือนกัน แต่บุรุษถือบาตรนั้นมีอาการสง่ายิ่ง น่าเคารพยิ่ง อันเป็นการซึ่งจำเริญความนิยมชมชื่นยิ่งมาตลอดวิถีทางของเขา และโดยแววตาอันประกอบด้วยบุญบารมี กระทำให้เป็นที่จับใจของคนทุกคน
จนเมื่อเวลาที่คนเหล่านั้นถวายทานแก่ท่านก็มองดูท่านด้วยความเคารพ และบ้างก็น้อมกายกราบท่าน บ้างก็ไปหาของมาถวายใหม่อีกโดยความเสียใจที่ตนเป็นคนยากจนจนกระทั่งว่าต่อมาภายในไม่ช้า เด็ก บุรุษและสตรีต่างก็กระตือรือร้นพากันเดินตามท่านและพร่ำว่า ท่านผู้นี้คือใครหนอ ใครที่ไหนกัน ตั้งแต่เมื่อไรฤาษีจึงมีลักษณะสง่างามเช่นนี้
แต่ครั้นพระองค์ค่อยๆ เสด็จมาถึงพลับพลา ในทันใดนั้น ประตูประดับแพรก็เปิดออก แล้วพระนางศรียโสธราซึ่งมิได้คลุมพระพักตร์ก็จรลีขมีขมันไปสู่ทางพระองค์ เสด็จพลางอุทานว่า พระองค์พระสิทธัตถะ น้ำอัสสุชลก็คลอสองพระเนตร และประณมพระหัตถ์แล้วก็ทอดสิริร่างสะอื้นไห้อยู่ ณ แทบพระบาทของพระองค์นั้นเอง
โดย ศาลาธรรม [19 พ.ค. 2552 , 13:13:43 น.] ( IP = 125.27.172.98 : : )
สลักธรรม 4นานต่อมา เมื่อพระนางศรียโสธราซึ่งระทมทุกข์กลับมาถือตามพระพุทธวจนะแล้ว เมื่อมีผู้ทูลถามแด่พระองค์ว่า เมื่อปรารถนาในการสละจากราคะตัณหาทั้งปวงแห่งมนุษย์ และจากการแตะต้องรูปรสอันละมุนละม่อมเหมือนดอกไม้ และน่านิยมคือการแตะต้องมือของสตรีแล้ว เหตุใดพระองค์จึงอดทนต่อการจูบกอดนั้นได้
พระพุทธองค์ตรัสว่า ผู้ที่ใหญ่ยิ่งย่อมมีทางสำหรับความรักเช่นเดียวกันกับผู้ที่เล็กที่สุดแม้ผู้นั้นจะสูงเยี่ยมด้วยความบริสุทธิ์อย่างใดก็ตาม จงระวังอย่าให้ดวงวิญญาณซึ่งหลุดพ้นแล้วจากความผูกพันมีอาการเหยียดหรือข่มแก่วิญญาณซึ่งยังถูกมัดอยู่โดยความโอ้อวดในความอิสระ คือเพราะที่ตนได้หลุดพ้นแล้วนั้นเลยเป็นอันขาด
ความอิสระของท่านจะมีค่ายิ่งเมื่อท่านสำเร็จในความอิสระของท่านโดยความพยายามพากเพียร และวิถีแห่งความรอบรู้ซึ่งละเอียดสุขุม ยุคแห่งความพากเพียรอันยืดยาว ๓ ยุค ได้กระทำให้พระโพธิสัตว์ ( ผู้ที่ได้สำเร็จความรู้อย่างสูงและย่อมเป็นผู้ที่ให้ความดีต่อมนุษย์ ) ซึ่งจะเป็นผู้นำและช่วยโลกอันมืดมนอนธการ ได้บรรลุถึงซึ่งความสำเร็จ อันจะช่วยทุกข์ทั้งปวงได้ ยุคทั้ง ๓ นี้ ที่ ๑ คือ ปัญญาธิกะ ที่ ๒ คือ สัทธาธิกะ ที่ ๓ คือวิริยาธิกะ
ดูเถิดตถาคตได้เกิดมาแล้วในยุคแห่งปัญญา ต้องการความดี แสวงหาความรอบรู้แต่จักษุยังปิดไว้ไม่มองเห็น จงนับเม็ดทรายแห่งไร่ละหุ่งดู ก็จะพึงรู้ได้ว่าจำนวนเม็ดทรายเท่าใดนั่นแหละ คือจำนวนปีที่ตถาคตบังเกิดเป็นบุรุษชื่อราม คือพ่อค้าคนหนึ่งฝั่งใต้ อยู่ข้างหน้าลังกาทวีปอันเป็นแหล่งที่มีไข่มุก
ณ กาลอันนานมาแล้วนั้น ยโสธราก็อยู่กับตถาคต ณ หมู่บ้านซึ่งตั้งอยู่ริมทะเล นางงามเหมือนเดี๋ยวนี้เหมือนกัน และมีนามว่าลักษมี ตถาคตจำได้ว่า เมื่อกาลครั้งกระนั้น ครั้งหนึ่งตถาคตต้องออกเดินทางซึ่งเอาชีวิตเป็นเครื่องเสี่ยงโชค เพราะอาชีพความเป็นอยู่ของเราทั้งสอง ณ กาลครั้งนั้นอยู่ในฐานะยากจนแร้นแค้น
นางได้วิงวอนอย่างโศกาอาดูรเพื่อมิให้ตถาคตออกเดินทางและมิให้ไปผจญต่อภยันตรายทั้งทางบกและทางทะเล นางคร่ำครวญว่าเมื่อมีความรักอยู่แล้ว จะสละสิ่งที่ตนรักไปได้อย่างไร ถึงกระนั้นก็ดี ตถาคตก็ออกเดินทางโดยเหตุที่ต้องลองพยายามไปตามบุญตามกรรม ตถาคตจึงผ่านช่องแคบไป และภายหลังที่มีพายุและเหตุการณ์ซึ่งตนจะต้องผจญ ภายหลังการต่อสู้กับธรรมชาติอันว่างเวิ้งลึกซึ้ง และความทรมานอันไม่รู้จักสิ้น
โดย ศาลาธรรม [19 พ.ค. 2552 , 13:14:03 น.] ( IP = 125.27.172.98 : : )
สลักธรรม 5
พลางค้นคว้าดูในลูกคลื่นแล้ว ตถาคตก็ได้ไข่มุกเม็ดหนึ่งสดใสดุจดวงจันทร์ ประหนึ่งว่าปวงราชาทั้งหลาย ถ้าจะซื้อก็ต้องพล่าพระราชทรัพย์เสียจนสิ้นเชิง เมื่อได้ดังนั้นแล้ว ตถาคตก็กลับมาสู่เขาคีรีที่อาศัยอยู่ แต่เผอิญบ้านเมืองได้รับความเสียหายด้วยทุพภิกขภัย
ตถาคตก็ล้มเจ็บลงด้วยความเหน็ดเหนื่อยแห่งการเดินทางในคราวที่กลับนั่นเอง กว่าจะถึงที่อาศัยอยู่ก็สุดลำบาก โดยเอาเม็ดไข่มุกอันบริสุทธิ์ซึ่งได้จากทะเลนั้นซ่อนไว้ในเข็มขัดของตถาคต แต่เมื่อถึงบ้าน ที่บ้านก็ปราศจากอาหาร และ ณ ธรณีประตูนั้นเอง นางซึ่งตถาคตเป็นห่วง ห่วงยิ่งกว่าตัวของตถาคตเอง นอนพังพาบอยู่โดยปราศจากสุ้มเสียงจวนจะถึงซึ่งความตาย เพราะเหตุไม่มีข้าวใส่ท้องเลยแม้แต่น้อย
เมื่อเป็นดังนั้นแล้ว ตถาคตจึงร้องว่า หากผู้ใดมีข้าวให้เราที่นี่แล้ว จงดูเถิด นี่แน่ะคือค่าไถ่แห่งพระนครๆ หนึ่ง เพื่อให้ชีวิตดำรงอยู่ได้โปรดให้อาหารแก่ลักษมีเถิด แล้วรับไข่มุกซึ่งพราวแพรวเหมือนดวงจันทร์ เมื่อว่าดังนี้แล้วเพื่อนบ้านคนหนึ่งจึงนำเดนอาหารของตนที่เหลืออยู่นั้นให้ ๓ แซร์ ( ขนาดความจุประมาณครึ่งลิตร ประมาณครึ่งทะนาน ) แล้วก็ฉวยเอาไข่มุกวิเศษนั้นไป
พอได้กินอาหาร ลักษมีก็มีชีวิตต่อมาและเมื่อได้คืนแล้วซึ่งชีวิต นางก็เผยโอษฐ์ว่า อ้อ ที่จริงเธอก็รักฉันเหมือนกันนี่ แต่ในชีวิตนี้ตถาคตก็ทำการแลกไข่มุกเหมือนกันเพื่อบำรุงความสดใสแห่งดวงใจและวิญญาณซึ่งพ่ายแพ้แก่โลกีย์ แต่ไข่มุกอันบริสุทธิ์ในบัดนี้เป็นทรัพย์ที่ได้มาโดยการผจญครั้งสุดท้ายของตถาคต
และซึ่งเอามาได้จากลูกคลื่นอันลึกกว่าครั้งก่อน คือนิทานทั้ง ๑๒ กับกฎแห่งความดีนั้น จะเอาไปทำการแลกเปลี่ยนกับอะไรไม่ได้เลย นอกจากจะให้ไปเปล่าๆ จึงจะเรียกว่าได้ถึงแล้วซึ่งความบริสุทธิ์ เพราะรังมดเปรียบกับเชิงเขาพระสุเมรุก็ดี หยาดน้ำค้างที่ย้อยมาและรวบรวมกันเป็นห้วงน้ำอยู่ ณ รอยเท้าของนางเก้งที่กระโดดเปรียบกับมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไม่มีที่สุดก็ดี ก็เท่ากับทานซึ่งตถาคตยอมสละแล้วแต่ก่อนนั้นอันจะเปรียบดังทานซึ่งตถาคตสละ ณ บัดนี้ไม่ได้
เพราะฉะนั้นความรักซึ่งกว้างขวางแล้วนั้น พอได้หลุดพ้นจากข่ายแห่งความรู้สึก รูป เสียง กลิ่น รส ก็เป็นความรักที่ถูกที่ดี ในเมื่อยอมตามใจผู้อ่อนแอ เพราะเมื่อยอมตามแล้วเท้าอันแบบบางของยโสธราก็จะพาให้พระนางเดินไปสู่ความสงบและความสุขได้ โดยเหตุที่เท้านั้นได้ถูกนำให้เดินด้วยวิธีอันอ่อนโยน โดย ศาลาธรรม [19 พ.ค. 2552 , 13:15:08 น.] ( IP = 125.27.172.98 : : )
สลักธรรม 6ฝ่ายพระเจ้าสุทโธทนะ เมื่อทรงทราบว่า พระสิทธัตถะเสด็จมาถึงโดยปลงพระเกษา หุ้มห่อพระวรกายด้วยเครื่องนุ่งห่มของยาจก กับถือบาตรเพื่อรับเศษอาหารของหมู่ชนชั้นต่ำ ความเสียพระทัยโกรธกริ้วมากำจัดเสียซึ่งความรักอันมีอยู่ในพระทัยของพระองค์ไปเสียสิ้น
พระองค์ทรงถ่มเขฬะลงยังแผ่นดิน ๓ ครั้ง ทึ้งถอนพระมัสสุสีอันขาวดุจเงินแล้วเสด็จออกไปเสียอย่างหุนหันกระทำให้บรรดาอำมาตย์ราชบริพารต่างสั่นระรัวทั่วสรรพางค์กายไปตลอดทางที่พระองค์เสด็จ พระองค์เสด็จขึ้นทรงม้าสงครามด้วยพระขนงอันขมวด และทรงกระตุ้นม้าปล่อยให้ห้อไปตามถนนใหญ่น้อยทั้งปวงที่อัดแอไปด้วยฝูงชน หมองพระทัยไปด้วยความกริ้วโกรธ จนฝูงชนเหล่านั้นจะหาโอกาสบอกว่า นั่นแน่ะ พระราชา นั่งลงซิ เท่านั้นก็แทบไม่ทัน
ครั้นพระองค์วกกลับไปตามกำแพงของวัดซึ่งมองไปเห็นประตูด้านใต้ที่กล่าวมาแล้วนั้น พระองค์ทอดพระเนตรเห็นฝูงชนหมู่ใหญ่ซึ่งอุดช่องทางเดินและใหญ่ๆ ขึ้นเสมอซึ่งเดินตามพระสิทธัตถะผู้มีดวงพระเนตรอันสดใสบริสุทธิ์ พระองค์มองดูพระเนตรของพระบิดาผู้ชราของพระองค์แล้ว ความพิโรธโกรธกริ้วของพระบิดาก็อ่อนลงไป
เมื่อพระพุทธองค์เพ่งดูพระบิดาซึ่งขมวดพระขนงด้วยพระอาการอันอ่อนโยนและเคารพ ครั้นแล้วพระองค์ก็ก้มพระพักตร์และทรงคุกพระชานุลงต่อพระพักตร์พระราชบิดาด้วยพระอาการอันงามสุภาพ ทั้งนี้ก็เพราะพระราชบิดานั้นเมื่อเห็นพระราชโอรส เข้าใจในพระอาการกิริยาของราชโอรส สังเกตเห็นพระบารมีซึ่งปรากฏเป็นรัศมี ณ พระนลาฏของพระองค์ และเพราะพระรัศมีอันนี้เองซึ่งกระทำให้ปวงชนเดินตามรอยพระบาทของพระองค์ด้วยความเงียบและเคารพ พระราชบิดาจึงมีพระทัยอ่อนลง
แม้แต่กระนั้นก็ดี พระราชบิดายังตรัสว่า พระมหาสิทธัตถะจะแอบเข้ามาในพระราชธานีของตนโดยนุ่งห่มอย่างคนขี้ริ้วโกนหัว สวมเกือกแตะและเที่ยวขอทานแก่หมู่ชนชั้นต่ำอย่างนี้ได้หรือ เขาผู้ซึ่งมีชีวิตเทียมเท่ากับพระเจ้าองค์หนึ่ง ลูกของเราซึ่งเป็นผู้รับมรดกในพระราชอาณาจักรอันกว้างใหญ่ และในปวงราชาทั้งหลายซึ่งเพียงแต่สัมผัสมือของราชาเหล่านั้นเท่านั้น ราชาเหล่านั้นก็จะเรียกให้บริวารของตนนำสิ่งใดๆ ทุกอย่างซึ่งอาจหาได้ในโลกนี้มาให้
สูเจ้าควรควรจะเข้ามาพร้อมด้วยเกียรติยศที่สมแก่ฐานันดรศักดิ์ของตนโดยแห่ห้อมล้อมไปด้วยพลหอกอันแพรวพราวและด้วยความสนั่นหวั่นไหวไปด้วยเท้าคนและเท้าม้า จงดูเถิด ทหารของเราทั้งสิ้นพักแรมอยู่ตามทางและทวยนาครของเราต่างรอคอยอยู่ตามทวาร ก็สูเจ้าไปอยู่ที่ไหนเล่าในระหว่างเวลาหลายปีซึ่งอัปมงคล กระทำให้บิดาของเจ้าโศกเศร้าอาดูรอยู่เหนือราชบัลลังก์
และภรรยาของเจ้าดำรงชีวิตอยู่เป็นม่ายโดยยอมสละละเสียซึ่งความสนุกสนานร่าเริงทั้งปวง ไม่ฟังแล้วซึ่งเสียงจำเรียงร้องและดนตรี และไม่แต่งกายด้วยเครื่องแต่งสำหรับพิธีรีตองใดๆ จนกระทั่งวันนี้จึงแต่งด้วยเครื่องนุ่งห่มประดับสุวรรณจินดาเพื่อมารับรองสวามีซึ่งครองผ้าเหลืองขี้ริ้วที่กลับมา ลูกทำไมจึงทำเช่นนั้น
โดย ศาลาธรรม [19 พ.ค. 2552 , 13:16:02 น.] ( IP = 125.27.172.98 : : )
สลักธรรม 7 มหาบพิตรผู้บิดา พระพุทธเจ้าตรัสตอบ ประพฤติการณ์ทั้งนี้เป็นธรรมเนียมของชาติตระกูลแห่งตถาคตเอง
ชาติตระกูลของเจ้า พระราชาทวนคำ ชาตติตระกูลของเจ้านั้น นับตั้งแต่มหาสมบัติเป็นต้นมาก็ได้ร้อยบัลลังก์แล้วแต่ก็หามลทินด้วยความประพฤติอย่างเจ้านี้มิได้
พระพุทธองค์จึงตรัสว่า ตถาคตจะได้พูดถึงเชื้อตระกูลซึ่งตายนั้นหามิได้ แต่พูดถึงเชื้อตระกูลซึ่งมองไม่เห็นของพระพุทธเจ้าแห่งอดีตและอนาคตนั้นต่างหาก ตถาคตนี้ก็เป็นองค์หนึ่งของเหล่าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย และสิ่งใดซึ่งพระพุทธเจ้าเหล่านั้นทรงประพฤติ ทรงกระทำ ตถาคตก็กระทำ ก็ประพฤติในสิ่งนั้น และสิ่งใดซึ่งเป็นขึ้น ณ บัดนี้ก็ได้เป็นแต่ก่อนมาแล้วเหมือนกัน
แต่ปางก่อนนั้นก็มีพระราชาผู้สวมเกราะออกมารับรองโอรสของพระองค์ ณ พระทวารดังนี้เหมือนกัน คือพระโอรสซึ่งครองกายเหมือนฤาษี และผู้ซึ่งช่วยโลกให้พ้นจากทุกข์ มีธรรมานุภาพด้วยความเมตตาและความระงับในตนเองยิ่งกว่าพระราชาทั้งหลายซึ่งทรงศักดานุภาพนั้น ก็ได้มาน้อมกายเหมือนอย่างที่ตถาคตกระทำอยู่เดี๋ยวนี้ แล้วถวายขุมทรัพย์ซึ่งได้นำมาด้วยนั้น มอบให้เพราะความรักและความเมตตาแก่พระราชบิดา ผู้ซึ่งเกี่ยวข้องพันพัวกันด้วยหนี้อย่างหนึ่งแห่งความรักใคร่ นี่แหละคือถ้อยคำหรือขุมทรัพย์ซึ่งตถาคตขอทูลถวายแก่พระองค์บัดนี้
พระราชาประหลาดพระทัยแล้วตรัสถามว่า ขุมทรัพย์อะไร พระพุทธองค์ทรงประคองพระหัตถ์พระราชบิดาแล้วก็เสด็จต่อไปสู่ถนนต่างๆ ซึ่งมีทวยประชาล้วนเคารพพระองค์ มีพระราชาและพระนางศรียโสธราอยู่ข้างเคียง พลางทรงเผยสิ่งซึ่งกระทำให้เกิดความสงบและความบริสุทธิ์ ความจริงอันสุขุมคัมภีรภาพทั้ง ๔ ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งความดี คือธรรมมานุภาพเหมือนดังขอบฝั่งเป็นที่ตั้งกั้นทะเลมหาสมุทร
พระองค์ตรัสถึงพระบัญญัติทั้ง ๘ ซึ่งทุกผู้ทุกคน ไม่ว่าพระราชาหรือข้าทาสอะไรหากต้องการไปสู่ทางอันบริสุทธิ์ซึ่งมีอยู่ ๔ ชั้น และ ๘ อย่างซึ่งเป็นที่อาศัยของผู้ที่มีชีวิต ไม่ว่ามีอำนาจหรือแร้นแค้น ไม่ว่าฉลาดหรือโง่ บุรุษหรือสตรี เด็กหรือผู้ใหญ่ ต้องหลุดพ้นจากวัฏสงสารแห่งความดำรงชีพไม่ช้าก็เร็ว แล้วก็ได้บรรลุถึงซึ่งพระนิพพานอันสันติสถาพร
ครั้นแล้วต่างก็เสด็จถึงพระราชวัง พระเจ้าสุทโธทนะนั้นกลับทรงเบิกบานพระทัยแจ่มใส ด้วยได้ดูดดื่มธรรมรสแห่งพระพุทธโอวาทของพระพุทธองค์จนทรงอุ้มบาตรตามพระองค์ ณ วาระเดียวกันนั้น พระเนตรของพระนางศรียโสธราก็มีแววแจ่มใสมากระทำให้อัสสุชลแห้งหายไปจากคลองพระเนตร โดยประการดังนี้ ณ ราตรีกาลวันนั้นต่างก็เกษมศานต์สันติสุขด้วยธรรมมรรคานั้นแล
โปรดติดตามตอนต่อไป
![]()
โดย ศาลาธรรม [19 พ.ค. 2552 , 13:16:35 น.] ( IP = 125.27.172.98 : : )
สลักธรรม 8ความงดงามแห่งการก้าวย่างอย่างมั่นคง และเพรียกพร้อมเพื่อทรงกรุณาต่อปวงสัตว์นั้น ทำให้ซาบซึ้งใจอย่างยิ่งครับ
ทุกคำนั้นมีความหมายยิ่งและภาพที่งามจับใจ อ่านและดูภาพไป จิตใจสงบมากๆเลยครับ
ขอบพระคุณมาครับ คุณศาลาธรรม ที่นำเรื่องที่เป็นสิริมงคล เป็นใจนี้มาให้อ่านเสมอทุกตอนครับ สาธุ สาธุ สาธูโดย พี่เณร [19 พ.ค. 2552 , 19:00:01 น.] ( IP = 58.9.145.172 : : )
สลักธรรม 9
มาติดตามอ่านต่อค่ะ ซาบซึ้งใจมากทีเดียว
ขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะโดย พี่ดา [27 พ.ค. 2552 , 17:45:00 น.] ( IP = 124.121.175.236 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |