มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


สิ่งที่ได้ใช้ไป








สิ่งที่ได้ใช้ไป


กราบสวัสดีทุกท่านและอนุโมทนาก่อนอื่นก็ขอเรียนให้ทุกท่านรับทราบว่า เมื่อวานนี้ได้ไปทำกิจนำเงินหนึ่งแสนบาทแทนทุกท่านไปถวายพระเพื่อตั้งทุนการศึกษาพระปริยัติธรรมอย่างครบสมบูรณ์แล้ว คือเงินจำนวนห้าหมื่นบาทแรกนั้นได้นำไปตั้งทุนบริจาคไว้ที่วัดสามพระยา ส่วนห้าหมื่นบาทหลังได้นำไปตั้งทุนบริจาคไว้ที่วัดราชโอรสเมื่อวานนี้ ก็ขอให้ทุกคนได้รับอานิสงส์แห่งบุญนี้ด้วย

และเมื่อวานนี้ได้ความรู้สึกดีๆ หลายอย่างเริ่มต้นตั้งแต่เช้าโดยได้ไปทำบุญตักบาตรที่วัดศรีประวัติซึ่งเป็นสิ่งที่ยังไม่เคยได้ทำ โดยตัวเองนั้นตั้งใจว่า ทุกวันพระจะชวนคุณวยุรีและคุณหมอจำเนียรไปใส่บาตรพระที่วัด ที่ชวนสองท่านนี้เพราะเป็นคนโสดไม่มีภาระและเกษียณจากงานแล้ว ..เพราะมาคิดว่า มีอะไรที่เรายังไม่ได้ทำหรือยังทำไม่คล่องบ้าง พิจารณาแล้วก็เห็นว่าตัวเองนั้นไม่ค่อยได้ใส่บาตรเพราะอยู่ในหมู่บ้านที่ไม่มีพระมาเดินบิณฑบาต จะออกมาใส่บาตรที่ตลาดก็รู้สึกว่าใจตนเองไม่พร้อมก็รู้ว่าจะเป็นการทำบุญไม่ละโทษจึงไม่ได้ออกมาใส่บาตร

จึงตั้งใจที่จะชวนกันไปทำบุญทุกวันพระที่วัดศรีประวัติซึ่งเป็นวัดที่มีความคุ้ยเคยตั้งแต่สมัยหลวงพ่อแสวงจึงทำให้ไม่เคอะขินเหมือนเป็นคนแปลกหน้า รู้สึกว่าไปเหมือนกับลูกที่เคยมีพ่ออยู่ที่นั่น แม้บัดนี้จะสิ้นพ่อไปแล้วแต่บารมีของท่านก็ยังเจือจานมาจนทุกวันนี้ พระเณรและญาติโยมรุ่นเก่าก็จะรู้จักพวกเราแล้วก็จะทักทายอย่างมีไมตรี

และเมื่อวานนี้ก็เป็นวันพระแรกที่ได้พากันไป พอไปถึงแล้วก็ได้เห็นบรรยากาศแบบโบราณสมัยก่อน ซึ่งตนเองไม่ค่อยได้พบเพราะคุ้นเคยกับการไปวัดหลวงมากกว่าวัดราษฎร์ ได้เห็นชาวบ้านที่มาทำบุญกันมากมายเป็นร้อยคน ได้ไปเห็นบาตรพระที่ตั้งไว้เป็นแถวเพื่อรับบาตร ส่วนอาหารที่เป็นกับข้าวนั้นแต่ละคนก็จะจัดใส่ชามมาวางรวมๆกันไว้ในถาด ซึ่งเมื่อวานนี้ก็ได้ชวนป้าหอมผู้มีฝีมือในการทำอาหารไปด้วยโดยทำกับข้าวไปหนึ่งอย่าง ....รู้สึกชอบมากเพราะเป็นสังฆทานที่ไม่เจาะจงพระ

และเมื่อถึงเวลาแล้วพระท่านก็จะมานั่งเรียงแถวที่อาสนะสวดมนต์ก่อนที่จะฉัน จากนั้นก็เป็นการประเคนอาหารให้พระเณรแต่ละรูป พอประเคนอาหารเสร็จแล้วก็มีการฟังเทศน์หนึ่งกัณฑ์ตามระเบียบที่หลวงพ่อแสวงท่านวางเอาไว้ เพราะแทนที่จะปล่อยให้โยมร้อยกว่าคนนั่งมองพระอ้าปากฉันหรือดูว่าท่านตักอาหารของเราหรือยัง ท่านก็จัดให้พระสลับกันขึ้นมาเทศน์เพื่อให้โยมได้ฟังพระแทนที่จะมองพระฉันอาหาร

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [24 พ.ค. 2552 , 14:54:46 น.] ( IP = 58.9.100.97 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1




พระท่านเทศน์ประมาณยี่สิบนาทีก็พอดีกับพระท่านฉันอาหารเสร็จ ท่านก็กล่าวเอวังฯ แล้วก็ลงจากธรรมมาสน์ จากนั้นเราก็หันกลับมารับพรจากพระ เมื่อพระท่านลงจากศาลาไปแล้วพวกโยมๆ ชาวบ้านก็ตั้งวงหม่ำเปิบกันต่อไป

จากนั้นพอเวลาสิบนาฬิกาก็ออกจากวัดศรีประวัติด้วยความสุขใจและอิ่มท้องไปยังวัดราชโอรส ได้ไปอยู่ท่ามกลางหมู่สงฆ์แล้วก็ถวายเงินจำนวนห้าหมื่นบาทกับท่านพระธรรมกิตติวงศ์ เจ้าอาวาสวัดราชโอรส ซึ่งเมื่อมาที่วัดราชโอรสนี้ก็ได้รับความแตกต่างจากวัดศรีประวัติเป็นอย่างมาก เหมือนกับพระเมืองหลวงกับพระบ้าน.. พระวัดหลวงกับพระวัดราษฎ์ เพราะอยู่ที่วัดศรีประวัตินั้นนั่งทานข้าวบนเสื่อที่ปูทับพื้นศาลา แต่พอมาอีกวัดหนึ่งนั้นเขาเชิญให้มานั่งที่เก้าอี้หลุยส์ ..เป็นสองบรรยากาศให้สัมผัส

ที่วัดราชโอรสนี้พระท่านก็ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี ..ทำให้นึกถึงผลปวัตติกาลของทานประการหนึ่งคือ มีชื่อเสียงเกียรติคุณดี เพราะท่านเจ้าอาวาสท่านก็ได้ประกาศเกียรติคุณของมูลนิธิ ของท่านอาจารย์บุญมี และของตัวผู้พูดในฐานะประธานมูลนิธิคนปัจจุบัน ให้พระเณรกว่า ๑๖๐ รูป และญาติโยมที่มาทำบุญให้บรรพบุรุษในตระกูลซึ่งเป็นเจ้าภาพเลี้ยงภัตตาหารอยู่ร่วมในที่ประชุมนั้นได้ทราบด้วย

ท่านเจ้าอาวาสท่านประกาศให้ทราบว่า ญาติโยมในตระกูลนี้นอกจากจะมาเลี้ยงภัตตาหารเพลแล้วยังได้นำเงินมาถวายเป็นค่าบูรณะปฏิสังขรณ์หน้าบันวิหารพระนอนจำนวนหนึ่งล้านบาทด้วย นอกจากนี้ท่านก็ได้รับเงินบริจาคจากญาติโยมกว่ายี่สิบล้านบาทแล้วเพื่อจะมาบูรณะปฏิสังขรณ์พระอารามในส่วนต่างๆ ..จึงทำให้นึกโสมนัสขึ้นมาว่า แรงศรัทธาในกุศลของประชาชนนั้นยังมีเหลืออยู่อีกมาก และก็รู้สึกว่า ดีจังเลยที่ในวันนี้เป็นบุญตา ..บุญหู ..บุญใจ และเป็นบุญของเราที่ได้ตั้งตนอยู่ในวันที่ดี เพราะโอกาสเช่นนี้เกิดขึ้นยากที่จะได้ไปทำบุญอย่างเต็มพีธีการในตอนเช้าวัดหนึ่งพอมาตอนกลางวันก็ได้มาทำอีกวัดหนึ่ง

ในช่วงที่พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ก่อนฉันเพลนั้นก็ได้ฟังบทสวดบทหนึ่งที่มีความไพเราะมาก ซึ่งเมื่อจบพิธีต่างๆ แล้วก็ได้ไปถามพระท่านว่าท่านสวดบทอะไร เมื่อทราบแล้วก็เลยนำมาให้ทุกท่านได้ร่วมกันสวดไปเมื่อสักครู่นี้ แต่ก็ได้รับความรู้สึกที่ต่างกันมากเพราะเราสวดกันไม่ไพเราะเลย

และในคำแปลที่เราได้อ่านกันไปนั้นที่บอกว่า ..พระพุทธเจ้าทั้งหลาย จักเกิดขึ้นหรือไม่ก็ตาม ธาตุคือสิ่งทรงตัวเองอยู่ได้อันนั้น ดำรงอยู่ได้โดยธรรมดาของมันอย่างนั้น สิ่งที่ถูกกำหนดมาตามธรรมดาของมันว่า จะเป็นอย่างนั้น พระพุทธองค์ผู้ทรงเป็นตถาคต ตรัสรู้ธาตุนั้น ทรงรู้แจ้งด้วยพระปัญญาอันยิ่ง เป็นสิ่งที่ไม่เคยมีใครรู้มาก่อนว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวง ไม่เที่ยง สังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา..

โดย น้องกิ๊ฟ [24 พ.ค. 2552 , 14:55:08 น.] ( IP = 58.9.100.97 : : )


  สลักธรรม 2




และก็ได้ให้ท่านสวดต่อไปในบทสติปัฏฐานะปาฐะ ..เราก็จะได้ทราบว่าการสวดมนต์เป็นคุณ เพราะเป็นการกล่าววาจาสุภาษิต มีชีวิตอยู่ในกุศล และการรู้คือแปลได้เข้าใจได้นั้นเป็นคุณประโยชน์ อย่างในบทสติปัฏฐานะปาฐะนั้นถ้าเราเข้าใจว่า เอกยนมัคโคนี้ไม่ได้เป็นคำพูดของใครเลยแต่เป็นธรรมจากรพระโอษฐ์ทั้งสิ้น ..และที่เราเข้าใจว่า ธรรมทั้งหลายไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เราก็จะมีความภูมิใจว่าเราได้ไม่กล่าวคำ ตู่พระพุทธพจน์ ไม่ได้คิดเอาเอง หรืออ้างตามตำรา ..แต่มีที่มาจากพระสูตรว่าพระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้

เมื่อคืนนี้ได้สวดมนต์และอ่านคำแปลบทนี้แล้วก็มีความปลื้มใจว่า มูลนิธิที่เราได้เปิดขึ้นมาและมีการสอนสืบทอดมาแต่ละรุ่นๆ นั้นเป็นการวางชีวิตไว้ในเส้นทางที่ดีแล้ว เราได้รักษาจรรโลงพระธรรม และก็จะขอชี้ให้ท่านเห็นสักนิดหนึ่งในท่อนที่ว่า "ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายภายในบ้าง พิจารณาเห็นกายในกายภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในกายบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในกายบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในกายบ้าง อยู่"

ท่อนแรกนี้เป็นหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติหมายถึงว่าโยคาวจรในขณะนั้นท่านกำลังบำเพ็ญเพียรก็จะเกิดสติมา สัมปชาโณ อาตาปี เห็นสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาไม่ว่าจะเป็นการเห็นในกาย หรือความเสื่อม หรือความเกิดดับ ..ที่เรารู้จักในคำที่เรียกว่าโสฬสญาณ..ที่เกิดขึ้นตามลำดับ

แล้วก็มาถึงท่อนคำแปลว่า "อนึ่ง สติของเธอตั้งมั่นอยู่ว่ากายมีอยู่เพียงเพื่อความรู้เพียงเพื่อระลึกเท่านั้น เธออันเป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว ไม่ถือมั่นอะไรในโลก อย่างนี้แล ภิกษุนั้นพิจารณากายในกายอยู่" ..ตรงอนึ่งนี้ไม่ได้หมายถึงโยคาวจรปุถุชนแล้วแต่เป็นพระโสดาบันขึ้นไป จึงต้องรู้จักแยกให้ออกอย่าไปนำข้อความของพระอริยะท่านมาเป็นของเรา แล้วนำไปนึกบอกกับตนเอง เช่น "เรามีกายอยู่เพื่อระลึกเท่านั้น" คำนี้ไม่ใช่ของเรา

ท่อนแรกนี้เป็นหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติ แต่พอถึงท่อนที่เป็น "อนึ่ง" นั้นหมายถึงว่า ท่านได้พิจารณาจนสามารถละตัณหา อวิชชา และทิฏฐิออกไปได้แล้ว ..คำแปลทั้งหมดทั้งมวลในหนังสือธรรมะนั้นมีคุณค่าและทำให้รู้ว่า สิ่งที่เราเรียน รับรู้ และได้พูดออกไปนี้เป็นประโยชน์และเป็นคุณสำหรับชีวิต

การศึกษาเล่าเรียนเป็นการศึกษาให้รู้จักตำราของชีวิตเสียก่อน รู้ว่าชีวิตนี้หรือสลากยานี้มีส่วนผสมของอะไรบ้าง เมื่อรู้ส่วนผสมแล้วก็จะต้องรู้ต่อไปว่า ควรทำอย่างไรเพื่อรักษาโรค เมื่อเรารู้ว่าเราเป็นโรคอะไรเราก็จะได้กินยานั้นเข้าไป ..ไม่ได้ถือไว้แต่สลากยา

วันนี้จึงได้มาเขียนไว้บนกระดานสั้นๆ ว่า "สิ่งที่คุณหามาได้ ไม่สำคัญเท่ากับสิ่งที่คุณใช้ไป ..เพื่ออะไร"

โดย น้องกิ๊ฟ [24 พ.ค. 2552 , 14:55:26 น.] ( IP = 58.9.100.97 : : )


  สลักธรรม 3




ความรู้สึกในคำนี้ได้เกิดขึ้นต่อสิ่งต่างๆ รวมถึงวิชาที่เรากำลังเรียนอยู่นี้ด้วยว่า ความเข้าใจที่ได้มาจากการเรียนนี้ไม่สำคัญเท่ากับสิ่งที่คุณได้ใช้ไปและเพื่ออะไร? เช่น เรามีครูอยู่สองคน และสองคนนี้ก็พยายามศึกษาทำความเข้าใจทั้งโดยการเรียนและการค้นคว้าจากตำราและเทปต่าง ..นี่ก็คือความรู้ที่หามาได้ แล้วสองคนนี้ก็นำสิ่งที่หามาได้..เอามาใช้ไปด้วยการสอนเพื่อให้คนอื่นได้รู้ด้วย ..ครูสองคนนี้จึงนับว่าเป็นบุคคลตัวอย่าง

และสำหรับตนเองนั้นให้ความสำคัญกับพระพุทธเจ้ามากที่สุด เพราะพระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้แล้วท่านก็รื้อสัตว์ขนสัตว์ไปจากห้วงทุกข์ ดังนั้นต่อให้ครูสองคนนี้ขี่คอสอนกันกลับไปกลับมาก็ไม่สามารถรื้อใครไปจากสังสารวัฏได้ เพราะแต่ละคนต้องรื้อตนเองกันก็คือ ..สิ่งที่คุณเรียนเข้าไป คือสิ่งที่คุณหามาได้นั้นไม่สำคัญเลย เพราะเราเรียนมาเพื่อให้เห็นว่าชีวิตเต็มไปด้วยกองกิเลส

เราเรียนมาว่าโลภะมูลจิตมีแปดประเภท โทสะมูลจิตมีสองประเภท และโมหะมูลจิตมีสองประเภท ..แต่เมื่อก่อนนี้เราไม่เคยรู้เลยว่าโลภะมีถึงแปดเรานึกแค่ว่ามีโลภะธรรมดาๆ คือ อยากได้เท่านั้น แต่ตอนนี้เรารู้แล้วว่า โลภะมีแปดอย่าง มีทั้งโสมนัส ทั้งอุเบกขา ทั้งสัมปยุต ทั้งวิปยุต ..เราได้รู้จักพฤติกรรมของชีวิตว่าจิตที่มันเกิดขึ้นด้วยโลภะนี้มีหลายแบบมากขึ้นไปอีก

รู้ขึ้นไปแม้กระทั่งในโลภมูลจิตดวงที่หนึ่ง โสมนัสสสหคตัง ทิฏฐิคตสัมปยุตตัง อสังขาริกัง ..มีเจตสิกประกอบ ๑๙ คือ อัญสมานาเจตสิก ๑๓ โมจตุกะเจตสิก ๔ และโลติกะเจตสิก ๒

แล้วเราก็รู้เข้าไปอีกว่า ในอัญญสมานา ๑๓ นั้นคือ ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา เอกัคคตา ชีวิตินทรีย์ มนสิการ วิตก วิจาร อธิโมกข์ วิริยะ ปีติ ฉันทะ, โมจตุกะ ๔ คือ โมหะ อหิริกะ อโนตตัปปะ อุทธัจจะ และโลติกะ ๒ คือ โลภะกับทิฏฐิ ... เพราะเป็นสัมปยุตตจึงไม่มีมานะเจตสิกเข้าประกอบ

แล้วเราก็รู้สภาพธรรมของเจตสิกแต่ละชนิดว่าคืออะไร เช่นเปรียบเทียบง่ายๆ เรารู้ว่า โลภะมีสภาพเหมือนชะลอมที่มีรูรั่ว หรือทิฏฐิมีสภาพเหมือนความมืดบอด ..นี่คือ สิ่งที่คุณได้มา ได้เรียนมา

โดย น้องกิ๊ฟ [24 พ.ค. 2552 , 14:55:44 น.] ( IP = 58.9.100.97 : : )


  สลักธรรม 4




เมื่อเราได้มาแล้วเราก็รู้ว่า ชีวิตเราน่ากลัวมาก เพราะเราได้ความรู้มาว่าความรู้ทางปริยัตินั้น อย.ไม่รับรอง คือไม่สามารถรับประกันความชั่วของใครได้ แต่เป็น อ.ต.ร. ..อันตราย เพราะถ้าหากอกุศลเกิดขึ้นกับชีวิตใครนั้นก็จะมีอันตรายมาก เพราะหากเกิดอุศลจิตบ่อยๆ คุณเป็นแน่ คือ สัตว์นรก ..เปรต ..อสุรกาย ..เดรัจฉาน ในอบายภูมิ ๔

เรารู้แล้วว่าที่เราหามาได้นี้ ถ้าอกุศลจิตมีกับเราก็ อ.ต.ร. และถ้าเป็นความรู้ที่มีไว้เฉยๆ ก็จะไม่มีค่าเลย เพราะไม่สำคัญเท่ากับสิ่งที่คุณใช้ไป ..ใช้ให้ออกไปจากชีวิต อย่าให้มีในชีวิต ใช้ออกไปเพื่อกำจัดกิเลส .. หรือสิ่งที่คุณหามาได้เช่นเงินทอง ทรัพย์ภายนอก สิ่งเหล่านี้ไม่สำคัญเท่ากับที่เราสามารถใช้ออกไป คือการนำมาบริหารชีวิตให้ดี ใช้ให้เป็นประโยชน์ กินอาหารดีๆ และอาหารดีๆ ก็ไม่ใช่อาหารแพงๆ คำว่ากินดีอยู่ดีนั้นไม่ได้หมายถึงว่าต้องมีราคา ไม่ใช่เงินเดือนตั้งเยอะแต่กินเผือกกินมัน แล้วเก็บไว้พอตายไปก็ไม่ได้ใช้ ..สิ่งที่คุณหามาได้จึงไม่สำคัญเลย

อย่างตัวเองนั้นเคยเก็บเงินสองร้อยปอนด์ไว้ตั้งแต่เมื่อสิบห้าปีก่อน เพราะได้ไปพูดธรรมะที่วัดอมราวดี ประเทศอังกฤษแล้วมีผู้มอบให้ เก็บไว้จนกระทั่งเดือนมิถุนายนปีก่อนได้เดินทางไปประเทศอังกฤษอีกครั้ง ตอนนั้นก็คิดว่ามีโอกาสใช้แล้ว แต่พอหยิบเงินขึ้นมาเขาก็ไม่รับ เพราะเขาเลิกใช้แบ๊งค์แบบนั้นแล้ว เลยต้องเดินไปแลกกับธนาคารเพื่อให้ได้แบ๊งค์ที่เขาใช้กัน ..ก็จะเห็นว่า ตอนที่ได้มานั้นก็ไม่ได้ใช้ และพอแลกมาแล้วก็มาถูกล้วงกระเป๋าไปจนหมด ..สิ่งที่มีอยู่หรือหามาได้นี้จึงไม่มีค่าเลยถ้าเราไม่นำมาใช้ให้เป็นประโยชน์

การเก็บมัธยัสถ์นั้นดี ..แต่ก็ต้องคอยถามตนเองว่า เรามัธยัสถ์หรือขี้เหนียว เพราะขี้เหนียวนั้นไม่ดี บางคนนั้นเป็นโรคไม่ใช้เงินก็เหมือนเป็นโรคท้องผูก ท้องผูกมากๆ ไม่ดี เบ่งไม่ออก ..เวลาไปไหนกับใครก็ดึงเงินไม่ออก ไปกินกับใครก็ล้วงหาเงินไม่ถึงเพราะเงินอยู่ลึกเหลือเกิน เขาเรียก "เสือปืนฝืด "

การที่เราได้มีโอกาสใช้เงินที่เราได้มาด้วยความสุจริต หามาด้วยความเหนื่อยยากนี้ไปในการกินอยู่หรือทำให้ตนเองสุขภาพดีนั้นก็ทำไปเถอะ แต่ถ้าใช้ไปเพื่อ สงเคราะห์บิดามารดาบุตรภรรยา ให้ได้รับประโยชน์ ทำให้คนอื่นได้รับความสุขปลดเปลื้องทุกข์ให้เขาได้ก็ยิ่งดีเข้าไปใหญ่

และตรงนี้ก็อยากจะพูดเน้นในเรื่องที่ว่า มีตำราท่วมหัวแต่เอาตัวไม่รอดก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร ธรรมะที่เราได้เรียนไป..สิ่งที่หามาได้ นั้นอย่าภูมิใจ เพราะไม่สำคัญเท่ากับสิ่งที่เรานำไปใช้ ..คือการนำไปเจริญชีวิตออกจากบาป นำไปเจริญชีวิตให้อยู่ในบุญ ทำชีวิตของตัวคุณให้มีทางไปที่มีคุณค่า ชีวิตชีวาก็จะประสบแต่ความสุขและความเจริญ ..สวัสดีค่ะ



โดย น้องกิ๊ฟ [24 พ.ค. 2552 , 14:56:00 น.] ( IP = 58.9.100.97 : : )


  สลักธรรม 5




























โดย น้องกิ๊ฟ [24 พ.ค. 2552 , 14:58:33 น.] ( IP = 58.9.100.97 : : )


  สลักธรรม 6

ขออนุโมทนาและขอบคุณน้องกิ้ฟมากๆนะครับ ที่นำเรื่องราวดีๆมาฝากให้อ่านครับ พร้อมทั้งรูปที่ดูแล้วเกิดกุศลศรัทธายิ่งครับ

ชีวิตคนเรา ถ้าได้ทำในสิ่งที่เกิดปิติโสมนันในบุญได้นั้น นับว่าโชคดีนะครับ เพราะโอกาสของเรานั้นถึงมีก็ยากที่จะแหล่งกุศลที่จะสร้างจิตให้ปิติได้น้อยลงแล้ว การที่ได้โอกาสครบ คือได้ทั้งสถานที่ ได้มีเวลาและความพร้อมทำ นับว่ามีค่ายิ่งสำหรับวันเวลาในโอกาสนั้นๆ

ใช้ครับ..สิ่งที่ได้มา ไม่สำคัญเท่าสิ่งที่ได้ใช้ไป และไปเพื่ออะไร..ตรงนี้สำคัญยิ่ง เพราะเราเองเป็นผู้กำหนดเส้นทางแห่งชีวิตตนเองเสมอ ถ้ารู้จักทาง (ด้วยปัญญา) แล้ว และเร่งรีบปูทางไว้ให้กับตนเองได้ด้วย สิ่งที่ได้มา คือวิบากจากอดีตภพ ก็สามารถนำมากำหนดอนาคตภพให้ตนเองได้เช่นกัน ด้วยการเลือกกระทำกรรมให้ดีที่สุดนั่นเอง.

โดย พี่เณร [25 พ.ค. 2552 , 09:50:54 น.] ( IP = 58.9.143.210 : : )


  สลักธรรม 7

Sadhu sadhu sadhu anumodami
well done well done well done

โดย wishanu [25 พ.ค. 2552 , 17:49:24 น.] ( IP = 124.122.60.222 : : )


  สลักธรรม 8

มีความรู้จากการศึกษายังไม่เพียงพอ จะต้องนำมาขัดเกลากิเลสให้ออกไปด้วย

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์และอนุโมทนากับกุศลกรรมที่ทุกท่านได้กระทำด้วยค่ะ

อนุโมทนากับงานกุศลของน้องกิ๊ฟด้วยค่ะ

โดย เซิ่น [25 พ.ค. 2552 , 23:35:53 น.] ( IP = 58.8.45.149 : : )


  สลักธรรม 9

กราบท่านอาจารย์ที่เคารพรักยิ่ง

ขอกราบอนุโมทนาในบุญกุศลทั้งมวลที่ท่านอาจารย์ได้กระทำในวันเสาร์ที่ผ่านมาค่ะ อ่านแล้วเกิดความอิ่มใจในบุญกุศล หนูขอกราบอนุโมทนาด้วยค่ะ และจาก

ข้อแนะนำในวันอาทิตย์นี้ ก็เป็นการกระตุ้นเตือนใจให้สร้างกุศลกรรมใหม่ให้เกิดขึ้นอยู่เสมอในทุกๆรูปแบบ ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงที่ท่านอาจารย์เป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ ศิษย์ได้ปฏิบัติตามมาโดยตลอดค่ะ


ด้วยความเคารพรักยิ่งค่ะ

โดย แหย [26 พ.ค. 2552 , 08:02:20 น.] ( IP = 58.9.145.164 : : )


  สลักธรรม 10

อนุโมทนากับน้องกิ้ฟ เป็นอย่างสูงค่ะ
ยังไงได้มาเก็บตก ได้อย่างคุ้มค่า
คำสอนในแต่ละครั้ง เสมือนยาที่สร้างภูมิคุ้มกันชีวิต
หากไม่มีทางเช่นนี้
ชีวิตคงหวั่นไหวไปในทางอกุศลได้ง่ายเลยละค่ะ

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์เป็นอย่างสูงค่ะ

โดย น้องอุ๊ [26 พ.ค. 2552 , 20:53:55 น.] ( IP = 118.173.94.220 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org