มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ศัตรูภายใน




ศัตรูภายใน

โดย รังสีธรรม ธรรมโฆษ‏


คนไทยส่วนมากที่สุดเป็นพุทธศาสนิกชน นับถือพุทธศาสนา ทางราชการได้ยอมรับนับถือเอาพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ความจริงพุทธศาสนาก็เป็นศาสนาคู่กับชาติไทยมานานแล้ว เป็นมรดกชิ้นสุดท้าย ที่บรรพบุรุษของเราได้คัดเลือกแล้วเป็นอย่างดีมอบให้แก่เรา

ตามประวัติศาสตร์เราได้ทราบว่า เดิมทีเดียวบรรพบุรุษของเรานับถือบูชาสิ่งลึกลับ เช่น ผี เทวดา ต้นไม้ ภูเขา เป็นต้น ในกาลต่อมา เมื่อศาสนาพราหมณ์แพร่เข้ามา บรรพบุรุษของเราเห็นว่าศาสนาพราหมณ์ดีกว่า จึงให้ทิ้งศาสนา นับถือผี หันมานับถือศาสนาพราหมณ์ ในสมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี พระพุทธศาสนาได้แพร่เข้ามาสู่ประเทศไทย บรรพบุรุษของเราพิจารณาเห็นว่า พระพุทธศาสนาได้แพร่เข้ามาสู่ประเทศไทย บรรพบุรุษของเราพิจารณาเห็นว่า พระพุทธศาสนามีเหตุผลน่าเชื่อถือดีกว่าศาสนาพราหมณ์ จึงได้ทิ้งศาสนาพราหมณ์หันมานับถือพระพุทธศาสนา

ต่อมาในสมัยกรุงศรีอยุธยา ได้มีศาสนาใหม่จากทางยุโรปแพร่เข้ามาอีก ศาสนทูตของเขาได้พยายามเผยแผ่อย่างเต็มที่ แต่เป็นที่น่าประหลาดใจว่า บรรพบุรุษของเรามิได้ทิ้งพุทธศาสนา ยังคงยืนหยัดรักษาทะนุถนอมพุทธศาสนาไว้ไม่ยอมทอดทิ้ง จนกระทั่งตกเป็นมรดกมาถึงพวกเราในบัดนี้ นี่เป็นเหตุผลพิสูจน์ให้เห็นว่า พุทธศาสนาเป็นศาสนาที่บรรพบุรุษของเราได้เลือกสรรแล้ว

การนับถือศาสนาในสมัยก่อน


มีข้อที่น่าสังเกตอีกอย่างหนึ่ง คือ ในสมัยก่อนนี้ คนเอาใจใส่ในทางศาสนาดีมาก คนทุกชั้นตั้งแต่พระราชามหากษัตริย์ลงไปจนถึงไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน นิยมสร้างวัด ไปวัด ทำบุญให้ทาน รับศีล ฟังเทศน์เป็นประจำ ธรรมของพระพุทธเจ้ามีคุณสมบัติทำให้จิตใจของคนสงบ เยือกเย็น สุขุม เมื่อคนมีจิตใจสงบก็พลอยส่งผลให้สังคมสงบสุขไปด้วย ฉะนั้น จึงปรากฏว่า สังคมสมัยก่อนสงบสุขดี

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [25 พ.ค. 2552 , 07:39:24 น.] ( IP = 58.9.143.210 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

การนับถือศาสนาในสมัยนี้


ในสมัยต่อมา อารยธรรมแผนใหม่ อันมีวิทยาศาสตร์เป็นมูลฐาน ได้แพร่สะพัดเข้ามาสู่ประเทศไทยจากทางตะวันตก ประดิษฐกรรมแปลกๆ ใหม่ๆ อันน่ามหัศจรรย์ต่างๆ ได้ดึงเอาความสนใจของคนไทยไปเสียจากพุทธศาสนา ทำให้คนเหินห่างจากศาสนา ไม่สนใจศึกษาปฏิบัติ ไม่นิยมไปวัด ไม่นิยมฟังเทศน์เหมือนแต่ก่อน โลกยิ่งเจริญขึ้นในทางวัตถุมากเพียงใด คนก็ยิ่งเหินห่างจากศาสนาออกไปมากเพียงนั้น ความเจริญทางวัตถุเป็นเครื่องเพิ่มพูน ความโลภ โกรธ หลง ทำให้จิตใจเร่าร้อนวุ่นวาย ใจที่เดือดร้อนวุ่นวาย ทำให้สังคมพลอยเดือดร้อนวุ่นวายไปด้วย ฉะนั้น ในสังคมที่เจริญด้วยวัตถุ คนจึงเห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ ไม่คำนึงถึงศีลธรรม เบียดเบียนกันด้วยเล่ห์เหลี่ยมกลอุบายต่างๆ ทำให้สังคมไม่มีความสงบสุข

การรักษาพระพุทธศาสนา การรู้หลักธรรมของพระพุทธเจ้า นอกจากจะได้ชื่อว่าเป็นพุทธศาสนิกชนที่ถูกต้องตามความหมายแล้ว ยังอาจส่งผลคือความสงบสุขให้แก่ตนเองและสังคมดังกล่าวแล้วด้วย

อบรมจิตใจ


คนเราประกอบด้วยส่วนสำคัญ ๒ ส่วน คือ ร่างกายและจิตใจ ในสองส่วนนี้ ทางศาสนาถือว่าจิตใจสำคัญที่สุด เพราะจิตใจเป็นผู้รู้ เป็นผู้คิดนึกตรึกตรองเป็นผู้วางแผนการออกคำสั่ง ส่วนร่างกายเป็นแต่เพียงเครื่องมือของจิตใจ เป็นคนใช้ของจิตใจ คอยทำตามคำสั่งของจิตใจ ถ้าคนมีจิตใจดีใจมีศีลมีธรรม ใจทีดีนั่นแหละ จะสั่งให้ปากพูดคำพูดที่ดี สั่งให้กายทำการงานที่ดี เมื่อพูดดีทำดีแล้ว เราก็เป็นคนดี มีความสุข ตรงกันข้าม ถ้าคนมีจิตใจเสีย ใจไม่มีศีลธรรม ใจที่ตกเป็นทาสของความรู้สึกฝ่ายต่ำ เช่น ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความอิจฉาริษยา ความพยาบาท ความเห็นแก่ตัวจัด เป็นต้น ใจที่เสียนั่นแหละจะสั่งให้ปากพูดเสีย สั่งให้กายทำเสีย เมื่อทำเสียพูดเสียแล้ว เราก็เป็นคนเสีย ทุกข์โทษต่างๆ ก็ตามมา ฉะนั้นจิตใจจึงเป็นต้นเหตุของสุขและทุกข์ทั้งปวง

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [25 พ.ค. 2552 , 07:45:25 น.] ( IP = 58.9.143.210 : : )


  สลักธรรม 2

คนลืมความสำคัญของจิตใจ


แต่ทั้งๆ ที่จิตใจมีความสำคัญอย่างนี้ คนส่วนมากก็ลืมความสำคัญของจิตใจเสียสนิท ไปเอาใจใส่กับร่างกายถือร่างกายเป็นสำคัญ มีการประดับประดาตกแต่งร่างกาย ทะนุถนอมร่างกายด้วยการลงทุนลงแรงอย่างมากมาย

วันหนึ่งๆ เราอาบน้ำชำระกายหลายครั้ง มีการยืนหน้ากระจกเงา ตรวจตราร่างกายหลายคราว ถ้าเห็นมีจุดไม่เป็นที่พอใจเพียงนิดหน่อยบนใบหน้า จะจัดการแก้ไขให้ดีทันที อุปกรณ์สำหรับตกแต่งกายมีมาก แม้จะมีราคาแพงก็ยอมซื้อมาประดับตกแต่งร่างกาย จนอาจกล่าวได้ว่า เวลานี้ร่างกายของเราได้รับการตกแต่งสวยงามเพียงพอแล้ว

แต่ในด้านจิตใจ ดูเหมือนจะไม่มีใครเอาใจใส่เลย จิตใจไม่ได้รับการประดับประดา ตกแต่งให้สมส่วนกับร่างกาย เราอาบน้ำชำระกายวันละ ๒ – ๓ ครั้ง แต่เราไม่นิยมฟังเทศน์ชำระจิตใจ บางทีเดือนหนึ่งจึงจะได้มีโอกาสฟังเทศน์ฟังธรรมทีหนึ่ง ร่างกายถ้าเราไม่ได้อาบน้ำเพียง ๒ วันเท่านั้น ก็เหนียวเหนอะหนะเต็มทีส่งกลิ่นเหม็นไม่สบาย แต่จิตใจเราไม่ได้อาบน้ำให้เป็นเดือนๆอย่างนี้ลองคิดดูซิว่า จิตใจจะสกปรกสักเพียงไร แน่นอนทีเดียว จิตใจย่อมจะเต็มไปด้วยสิ่งสกปรก โสมมต่างๆ ส่งกลิ่นฟุ้งตลบไปทีเดียว

คนใจสกปรกเหมือนหีบศพ


คนที่เอาใจใส่ประดับตกแต่งกายภายนอก ให้สวยงามอย่างเดียว ไม่เอาใจใส่ในการชำระจิตใจ ปล่อยจิตใจภายในไว้ให้สกปรก โบราณท่านเปรียบเหมือนหีบศพ ธรรมดาหีบศพ

ทุกท่านคงเคยเห็น ข้างนอกเขาทำสวยงามมาก แกะเป็นลวดลายวิจิตสวยงาม ลงรักปิดทองเลื่อมระยิบระยับ เอาตั้งไว้บนแท่นสูง มีแจกันดอกไม้ประดับ มองดูสวยงามมาก ถ้าสมมติว่า มีคนบ้านนอกคนหนึ่งมาเห็นเข้าโดยที่ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย เขาคงไม่ยอมเชื่อเด็ดขาดว่า มีผีตายเน่าอยู่ในนั้น ความจริงภายในหีบอันสวยงามนั้น คือ ซากศพที่กำลังเน่าขึ้นอืด ผิวหนังแตกแยกระแหง น้ำเหลืองไหลเยิ้ม ตาเหลือกถลน แลบลิ้นสีแดงออกมาจุกปากส่งกลิ่นเหม็นอย่างร้ายแรง แม้จะปิดไว้เป็นอย่างดี ก็ยังชำแรกแทรกซึมออกมาภายนอกจนได้

คนที่รูปร่างกายสวยงาม แต่ปล่อยจิตใจไว้ให้เป็นจิตใจที่เน่าเหม็นก็เหม็นกับหีบศพนี้ ฉะนั้น ทางพุทธศาสนาจึงสอนให้มีการชำระจิตใจ อบรมจิตใจ ซักฟอกจิตใจ ให้เป็นจิตใจที่สะอาดบริสุทธิ์

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [25 พ.ค. 2552 , 07:51:28 น.] ( IP = 58.9.143.210 : : )


  สลักธรรม 3

ใช้อะไรชำระซักฟอกจิตใจ


ร่ายกายไม่สะอาด เราใช้น้ำใช้สบู่ซักล้างให้สะอาด แต่เราจะใช้น้ำหรือสบู่เข้าไปซักจิตใจไม่ได้ เพราะจิตใจไม่มีรูปร่างตัวตนจะให้เราซัก สิ่งที่จะชำระจิตใจให้สะอาดได้ก็คือ ปัญญาความรู้ความเข้าใจในความจริง ปัญญาย่อมเกิดจากการฟังบ้าง การคิดบ้าง การจำจิตใจให้สงบบ้าง ฉะนั้น การฟังเทศน์จึงเป็นทางให้เกิดปัญญา เพื่อความสะอาดของจิตใจ

การอบรมจิตใจแบบชาวบ้าน


ความจริง วิธีการอบรมจิตใจมีหลายแบบ แต่อาจสรุปลงได้เป็น ๒ แบบ คือ แบบชาวบ้าน หรือ แบบธรรม

สิ่งอบรมจิตใจของชาวบ้านเขามีของหลายอย่าง เช่น ภาพยนตร์ ลิเก ละคร รำวง ลีลาศ เพลง ดนตรี หนังสือเริงรมย์ เป็นต้น สิ่งที่เขาต้องการในการนำสิ่งเหล่านี้มาอบรมจิตใจเราก็คือ เงิน คือต้องการให้เราจ่ายเงินให้เขา คนเรามีนิสัยอยู่อย่างหนึ่ง คือถ้าเกิดความพอใจขึ้นมาแล้ว ไม่รู้จักเสียดายเงิน ความพอใจในที่นี้มิได้หมายความว่า จะต้องเกิดอารมณ์แช่มชื่นเบิกบานใจอย่างเดียว แม้จะเป็นอารมณ์โศก อารมณ์โกรธเกลียด อารมณ์รัก อารมณ์ขันก็เป็นความพอใจเหมือนกัน เช่น อย่างภาพยนตร์เรื่องเศร้าๆ คนดูแล้วน้ำตาไหล แต่คนก็พอใจที่จะเสียเงินเข้าดู

เมื่อเขารู้นิสัยคนเช่นนี้ เขาก็พยายามหาสิ่งที่จะเร้าให้คนเกิดอารมณ์ต่างๆ ได้ดีที่สุด มาอบรมจิตใจโดยไม่คำนึงว่า สิ่งนั้นจะเท็จจะจริงอย่างไรไม่สำคัญ ข้อสำคัญอยู่ที่ว่าทำอย่างไร คนจึงจะเกิดอารมณ์สะเทือนใจได้มากๆ จะได้จ่ายเงินให้เขามากๆ

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [25 พ.ค. 2552 , 07:56:57 น.] ( IP = 58.9.143.210 : : )


  สลักธรรม 4

สิ่งอบรมจิตใจของชาวบ้านเป็นของหลอก


เพราะฉะนั้น สิ่งที่ชาวบ้านเอามาอบรมจิตใจของเรา จึงเป็นของหลอกเป็นส่วนมาก หลอกให้เราเกิดอารมณ์สะเทือนใจต่างๆ หลอกอย่างไร จะได้ยกตัวอย่างให้เห็น เช่นอย่างลิเกที่เราชอบกันนักหนานี้ ความจริงก็เป็นของหลอกทั้งสิ้น

สมมติว่า เราจะมีงานเฉลิมฉลองอะไรสักอย่างหนึ่ง ไปว่าจ้างลิเกมาแสดง ก่อนอื่นพวกลิเกต้องหลอกให้เราปลูกโรงให้ที่กลางสนาม พวกลิเกก็เอาผ้ากั้นกลางโรง แบ่งโรงออกเป็นสองตอน คือตอนหน้าตอนหลัง ตอนหน้าเป็นฉากที่แสดง ตอนหลังฉากเป็นที่พักของผู้แสดง พวกลิเกยกพวกกันไปอยู่ข้างหลังโรงเขาเข้าไปทำอะไรกันอยู่ในนั้น ถ้าเราไปแอบดูจะเห็นว่าเขากำลังปรึกษาหารือกัน โต้โผใหญ่จะเรียกลูกน้องมาประชุมแล้วก็ปรึกษาว่า “เออ วันนี้เราจะเอาเรื่องอะไรมาหลอกคนดูดี”

มีผู้เสนอว่า “ควรเอาเรื่อง “เจ้าชายพเนจร” บ้าง เรื่อง “ขุนศึกใจสิงห์” บ้าง “เลือดทาแผ่นดิน” บ้าง “ศึกชิงบัลลังก์” บ้าง “ดาบกู้เกียรติ” บ้าง ฟังแต่ชื่อเรื่องก็น่ากลัวเสียแล้ว ดูมีแต่เลือดแต่ดาบทั้งนั้น เมื่อมีการตกลงกันว่า เอาเรื่องนั้นเรื่องนี้แล้ว ก็มีการสมมติตัวกันทันที โต้โผใหญ่จะชี้ไปที่ลูกน้องแต่ละคนบอกว่า คนนั้นต้องเป็นพระเจ้าแผ่นดิน คนนั้นต้องเป็นพระราชินี คนนั้นจะต้องเป็นพระฤาษี คนนั้นต้องเป็นโจร คนนั้นเป็นตัวตลก คนนั้นเป็นตัวโกง เป็นต้น เมื่อสมมติตัวกันเสร็จแล้วก็ยังหาแสดงทันทีไม่ ปล่อยให้พิณพาทย์ตีประโคมอยู่นั่นแหละ คนดูก็ชะงักคอคอยชม และบ่นพึมพำไปตามเรื่อง

เมื่อได้เวลาแสดง ก็มีตัวลิเกตัวหนึ่งออกมาแสดงหลอกคนดู คนที่ออกมาหลอกทีแรกนี้ แต่งตัวคล้ายๆ แขก และพูดภาษาแขก แต่พูดไปได้ไม่เท่าไรกลับพูดไทยอย่างเดิม เพราะเหตุว่าหมอนี้เป็นแค่เพียงแขกหลอก ไม่ใช่แขกจริงๆ ไปจำศัพท์แขกมาได้ไม่กี่ศัพท์ เมื่อพูดไปหมดตามที่จำมา แล้วก็ต้องกลับพูดไทยอีกเท่านั้น แต่คนดูซิ เชื่อเขาสนิทเลย บอกกันว่า แหม ออกแขกแล้วๆ ไม่มีสักคนเดียวที่บอกว่า ออกไทยแล้ว แขกปลอมตัวนี้ออกมาทำท่าทำทาง และประกาศข้อความบางอย่าง แล้วก็กลับเข้าหลังโรงไป

บัดนี้ถึงวาระตัวที่สอง ตัวที่สองนี้ หลอกคนดูสนิทแนบเนียนยิ่งกว่าตัวแรกเสียอีก เครื่องแต่งตัวก็หลอก เขาใส่เสื้อทรงเทวดาสีแดงสด มีลูกปัด กระดาษเงินกระดาษทองปิดเข้าไปเต็มหลังเต็มไหล่ เลื่อมระยับไปทีเดียว เสื้อแบบนั้นไม่มีร้านไหนในประเทศไทยตัดขายกัน เป็นเสื้อใส่หลอกชั่วคราวเท่านั้น เวลาอยู่กับบ้านจริงๆ เขาหาได้ใส่อย่างนั้นไม่ ถ้าใส่อย่างนั้น เดินไปไหนมาไหนเด็กๆ จะต้องตามดูเป็นพรวนทีเดียว แล้วหมอนี้ก็ยังเดินหลอกอีก เขาเดินอย่างไร ค่อยๆ ยกขาขวาขึ้นทีละน้อยๆ จนเท้าขึ้นสูงเหนือพื้นสักศอกหนึ่ง จึงค่อยๆ วางลง พอขาขวาถึงพื้น ขาซ้ายก็ค่อยๆ ขึ้นทีละน้อยๆ จนได้ระดับเดิมจึงค่อยๆ วางลง การแกว่งแขนก็ผิดแบบธรรมดาสามัญเราไปหมด พอขาขวาขึ้นแขนขวาก็ขึ้นเหมือนกัน จนได้ระดับศีรษะจึงจะลดลง แล้วแขนซ้ายก็เริ่มขึ้น พร้อมกับขาซ้าย เป็นการเดินที่แปลกมาก ทำท่าคล้ายๆ จะบินแต่ก็ไม่ได้บินสักที และต้องเข้าจังหวะกับพิณพาทย์เสียด้วยนะ ถ้าสมมติว่า พิณพาทย์เกิดหยุดตีลงในเวลานั้น หมอนี้เดินไม่ได้ทีเดียว ที่บ้านจะไปจ้างพิณพาทย์มาตีให้เดินหรือเปล่าก็ไม่ทราบ เชื่อว่าคงไม่มี เป็นการเดินหลอกชั่วคราวเท่านั้น ถ้าเดินจริงๆ กันแบบนั้น ไม่มีวันจะไปถึงไหนกันละ

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [25 พ.ค. 2552 , 08:02:55 น.] ( IP = 58.9.143.210 : : )


  สลักธรรม 5

เมื่อเดินไปรอบๆ โดยวิธีนี้ เป็นเวลาพอสมควรแล้ว ก็ไปนั่งลงที่ม้านั่งหรือเตียง ซึ่งเขาหามาตั้งไว้ให้ที่หน้าฉาก การนั่งก็เต็มไปด้วยพิธีรีตองมาก เขาค่อยๆ หย่อนก้นลงทีละน้อย จนถึงพื้น พอก้นถึงพื้นก็เอียงซ้ายนิดเอียงขวาหน่อยอยู่นั่นแหละ คล้ายๆ กับว่า ที่ก้นมีฝีสัก ๕ หัว

เมื่อนั่งเรียบร้อยแล้ว ก็ยกมือขวาขึ้นทันที พอยกมือขึ้น พิณพาทย์ก็หยุดตีทันที ยังกับนัดกันไว้ พอพิณพาทย์หยุด เขาก็เริ่มหลอกเราต่อไปตามบทบาททันที ก่อนอื่นก็ประกาศชื่อเสียงเรียงนามด้วยเสียงอ่อนเสียหวานว่า “ตัวของข้า ฯ มีนามกรชื่อว่า เจ้าชายแสงประทีป” นี้ก็ชื่อหลอกอีก ไม่ใช่ชื่อจริงๆ ของเขาดอก เป็นชื่อไม่มีในทะเบียนสำมะโนครัว “ได้ครองราชย์สมบัติอยู่ในเมืองรัตนาบุรีศรีนครเรศ” เขาประกาศต่อไปนี้ก็เมืองหลอกอีก เปิดแผนที่โลกดูหมดแล้ว ไม่ปรากฏว่ามีเมืองนี้อยู่ ณ ส่วนใดๆ ของโลกเลย ถ้าสมมติว่ามีอยู่จริง ก็คงจะอยู่ไกลมาก เขามักจะบอกเมืองไกลที่สุด ซึ่งเราจะไปสืบรู้ไม่ได้นั่นแหละ ไม่มีใครสักคนเดียวที่จะกล้าบอกว่า ตัวของข้าครองราชย์สมบัติอยู่ในเมืองกรุงเทพฯ ธนบุรี หรืออยุธยาแถวนี้ เพราะกลัวเราจะไปสืบดู

เขาหลอกต่อไปอีกว่า “ตัวของข้าก็ได้เดินมาในกลางดงกลางป่า” ความจริงต้นไม้ต้นเดียวก็ไม่มีบนนั้น จึงเป็นการหลอกอย่างชัดๆ “รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าเป็นกำลัง จึงได้ลดองค์ลงนั่งยังแท่นทอง” ที่เขาว่าแท่นทองนั้น ความจริงก็คือเตียงไม้ธรรมดา ที่เจ้าภาพยกไปตั้งไว้ให้นั่นเอง

ต่อจากนั้น เขาก็หลอกต่อไปอีกตามบทบาทของเขา บางทีก็ทำเป็นเศร้าโศกเสียใจ ร้องไห้ร้องห่มอย่างน่าสงสาร บางตอนก็ทำเป็นว่าเกิดศึกสงครามใหญ่แล้ว แต่ก็เป็นสงครามหลอกอีก รถเกราะ รถถึง ปืนเล็ก ปืนใหญ่ ไม่มีทั้งนั้น มีคนสองคนเอาไม้พลองสองอันมาตีกันป๊อกแป๊กไปมา สักประเดี๋ยว หมอหนึ่งล้มตึงลงไปนอนแล้ว ไปถูกอะไรเข้าเมื่อไหร่ ก็ดูไม่ทันเหมือนกัน เขาบอกว่าตายแล้ว แต่นั่นก็ตายหลอกอีก ถ้าไม่เชื่อลองเดินไปใกล้ๆ ซิ จะเห็นว่าหมอนั้นยังหายใจอยู่เลย เราเผลอหน่อยเดียวเท่านั้น คลานเข้าหลังโรงไปเสียแล้ว

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [25 พ.ค. 2552 , 08:07:06 น.] ( IP = 58.9.143.210 : : )


  สลักธรรม 6

เมื่อเขาหลอก - เราหลง


เมื่อมีการหลอกก็มักจะมีการหลง คือหลงเข้าใจว่าเป็นจริงเป็นจังตามนั้น ทำให้เกิดกิเลสต่างๆ ขึ้นมา เช่น ความโกรธ ความโศกเศร้า ความรัก เป็นต้น

หลงแล้วใหล


ไม่ว่าจะมีลิเก ละครที่ไหน คนจะไหลไปเป็นแถวๆ เฉพาะอย่างยิ่ง ยายแก่ตามบ้านนอกชอบนัก สมมติว่าบ้านโน้นจะมีลิเกเย็นวันนี้ บางทียังไม่บ่าย ๒ โมงเลย อุ้มลูกจูงหลานไหลไปแล้วเป็นแถวๆ ถ้าเราถามว่า “ไปไหนยาย” จะตอบบ่ายเบี่ยงว่า “เออ พาเด็กมันไปดูลิเกหน่อย” ความจริงเด็กน่ะไม่ดูเท่าไรดอก ดูประเดี๋ยวก็หลับเท่านั้น ยายแก่สินั่งอ้าปากดูตลอดสว่างเลย พอเขาแสดงตอนโศกเศร้าก็ร้องไห้ร้องห่มตามเขา น้ำหูน้ำตาผสมกับน้ำหมากไหลเป็นทางยืดยาวน่าสงสารมาก

ได้อะไรบ้าง ?


เมื่อรับการอบรมแบบนั้นแล้ว ได้ผลตอบแทนอะไรบ้าง ไม่มีอะไรเลยนอกจากความโกรธ ความรัก ความโศกาที่แน่นในอก และจะแน่นอยู่เช่นนั้น เป็นเวลาอีกหลายวัน โดยมากไม่เกิดปัญญา ไม่เกิดความคิด ไม่เกิดอุดมคติใดๆ เป็นการเสียงเงิน เสียเวลา เสียใจ แล้วยังเห็นเป็นเหตุให้เสียคนอีกด้วย คนที่เสียคนไปเพราะหนัง ลิเก ละคร เหล่านี้มีมากต่อมาก ฉะนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่าเครื่องอบรมของชาวโลก ไม่อาจจะทำใจให้บริสุทธิ์ได้

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [25 พ.ค. 2552 , 08:11:06 น.] ( IP = 58.9.143.210 : : )


  สลักธรรม 7

แต่คนก็ชอบของหลอก


บางทีก็รู้ดีเหมือนกันว่าเป็นของหลอก แต่ก็จะอดที่จะไปให้เขาหลอกไม่ได้ โรงสำหรับหลอกเกิดขึ้นเต็มบ้านเต็มเมือง วันพระ วันอาทิตย์ มีคนหลั่งไหลไปอุดหนุนกับคับคั่ง แต่ศาลาวัดที่พระเทศน์เอาของจริงออกมาแสดงกลับไม่มีใครชอบ มียายแก่นั่งตะบันหมาก ฟังอยู่สองสามคนเท่านั้น หนังสือนวนิยายเริงรมย์ ซึ่งเป็นเรื่องหลอกขายดีเป็นเทน้ำเทท่า แต่หนังสือธรรมะซึ่งเป็นเรื่องจริงขายไม่ค่อยออก ต้องพิมพ์แจกในงานศพ ได้รับแจกแล้วก็อ่านเสียเมื่อไร โดยทิ้งไว้มุมนั่นแหละ และเมื่ออายุย่างเข้า ๗๐ เห็นว่าตัวจะไม่ได้อยู่ในโลกอีกนานนัก จึงจะหยิบมาอ่านเสียที พออ่านจบก็ไปเลย

อย่างไรก็ตาม ของหลอกๆ เหล่านี้ ถ้าดูเป็นก็ย่อมเกิดประโยชน์เหมือนกัน ต้องดูในฐานะเป็นของหลอก แล้วอย่าหลงและอย่าไหล ถ้าถึงขนาดหลงใหลแล้ว มักจะให้โทษมากกว่าคุณ ทำให้ใจเศร้าหมองมากกว่าผ่องใส

โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย พี่เณร...นำมาฝาก [25 พ.ค. 2552 , 08:14:12 น.] ( IP = 58.9.143.210 : : )


  สลักธรรม 8

มาติดตามอ่านครับผม

โดย น้ำใส [25 พ.ค. 2552 , 08:55:31 น.] ( IP = 58.10.128.246 : : )


  สลักธรรม 9



กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ

โดย น้องกิ๊ฟ [25 พ.ค. 2552 , 11:49:50 น.] ( IP = 125.27.172.248 : : )


  สลักธรรม 10

กราบขอบพระคุณค่ะ อ่านแล้วทำให้เห็นตามระลึกรู้ได้อย่างชัดเจน

เราเองก็สร้างสิ่งหลอกๆให้กับใจอยู่เสมอ กว่าจะรู้ว่าเป็นของหลอก บางทีก็แอบน้ำตาซึมๆ เหมือนกัน
นิดๆหน่อยๆนะคะ

โดย น้องอุ๊ [25 พ.ค. 2552 , 22:38:46 น.] ( IP = 125.25.194.219 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org