| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ศัตรูภายใน (๒)
ศัตรูภายใน
โดย รังสีธรรม ธรรมโฆษ
ตอนที่ผ่านมา
การอบรมแบบธรรม
ทางฝ่ายธรรม ท่านไม่เอาของหลอกมาอบรม ท่านเอาพระมาเทศน์ให้ฟังอย่างที่ทำอยู่เดี๋ยวนี้ พระท่านโกหกไม่ได้ ท่านก็ว่าไปตามความจริง บาปบุญคุณโทษ ประโยชน์ สุข ทุกข์เป็นอย่างไร ท่านก็ชี้แจงไปตามความจริง เอาเถอะถึงจะไม่สนุกสนาน แต่เราฟังแล้วย่อมเกิดปัญญา เกิดความคิด ได้อุดมคติแปลกๆ ใหม่ๆ อาจนำไปประพฤติปฏิบัติ เพื่อความเจริญสุขแห่งชีวิตของเราได้ ฉะนั้น ขอให้ตั้งใจคอยรับการอบรมต่อไป
หน้าที่ของทหาร
ทุกคนมีลักษณะเป็นทหารอยู่ในตัว ธรรมดาทหารมีหน้าที่คือการต่อสู้ข้าศึก ข้าศึกมีสองประเภท คือข้าศึกภายนอก ได้แก่ ศัตรูหมู่ปัจจามิตรที่จะยกมาทำลายล้างเอกราชอธิปไตยของชาติ ข้าศึกแบบนี้ นานๆ จะได้รบทีหนึ่ง ประเทศไทยเราหลายสิบปีมาแล้วก็เข้าทำสงครามรบกับข้าศึกประเภทนี้ไม่กี่ครั้ง ยุทธวิธีต่างๆ สำหรับรบกับข้าศึกประเภทนี้ ท่านทั้งหลายก็ย่อมทราบดีอยู่แล้ว จึงจะไม่ขอบรรยายถึงข้าศึกประเภทนี้
ข้าศึกภายใน
ยังมีข้าศึกอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งร้ายแรงไม่แพ้ข้าศึกภายนอก และดูเหมือนจะร้ายแรงยิ่งกว่าข้าศึกประเภทแรกเสียอีก เพราะข้าศึกประเภทแรกนั้น นานๆ จะได้รบสักทีหนึ่ง แม้จะแข็งแกร่งสักเพียงไร ก็ยังมีรูปร่างตัวตนพอจะสู้กันได้ แต่ข้าศึกประเภทหลังนี้ เราต้องรบทุกวัน รบตลอดเวลา แม้ขณะนี้กำลังรบอยู่ และไม่มีร่างตัวตนเสียด้วย เป็นศัตรูวิเศษที่ล่องหนหายตัวได้ ยากที่จะปราบปรามศัตรูประเภทนี้เรียกว่า ข้าศึกภายใน ได้แก่บรรดาความรู้สึกนึกคิดฝ่ายต่ำ ที่เป็นจารบุรุษ เป็นแนวที่ ๕ คอยก่อวินาศกรรมอยู่ภายในใจของเรานี้เอง ข้าศึกภายในมีหลายอย่าง แต่วันนี้จะนำมาบรรยายเพียง ๒ ๓ อย่างที่เห็นว่าสำคัญ
นายพลเกียจคร้าน
ในบรรดาข้าศึกภายในนั้น ตัวที่สำคัญที่สุด ซึ่งเป็นเสมือนแม่ทัพของข้าศึกภายในนั้น คือ ความเกียจคร้าน ซึ่งเป็นลักษณะของจิตใจที่อ่อนแอท้อถอย ยอมแพ้ในฐานะที่เป็นแม่ทัพ เราจึงตั้งใจให้เป็นนายพลเสียเลย เรียกว่านายพลเกียจคร้าน ความเกียจคร้านนี้เป็นดุจกำแพงใหญ่หรือเหวลึก ซึ่งมาขวางทางเดินแห่งชีวิตของเราไว้ ชีวิตเปรียบเสมือนการเดินทางไปสู่หลักชัย คือความสุข ความสำเร็จ บางคนก็ไม่ถึง ผู้ที่เดินไม่ถึงหลักชัย เพราะมีอุปสรรคคอยขัดขวางไว้ อุปสรรคแห่งชีวิตมีมากมายหลายประเภท แต่ความเกียจคร้านอยู่ในใจเพียงตัวเดียว อุปสรรคอื่นๆ จะตามมา แม้ไม่มีก็จะเกิดมีขึ้น แต่ถ้าจะปราบอุปสรรคตัวนี้ลงได้เสียแล้ว อุปสรรคอื่นๆ ไม่มีความหายแต่อย่างใด ฉะนั้น ควรปราบข้าศึกภายในตัวนี้เสีย แต่การปราบทำไม่ได้ง่ายๆ เหมือนพูด เพราะนายพลเกียจคร้านฉลาดมาก มียุทธวิธีแปลกๆ สำหรับใช้หลอกให้เรายอมแพ้โดย พี่เณร...นำมาฝาก [26 พ.ค. 2552 , 07:11:22 น.] ( IP = 58.9.145.164 : : )
สลักธรรม 1ยุทธวิธีที่ ๑
สมมติว่า เราหยิบงานชิ้นหนึ่งขึ้นมา หยิบหนังสือขึ้นมาจะดู หรือจะไปธุระอะไรสักแห่งหนึ่ง หรือจะไปวัดฟังเทศน์วันพระเสียบ้าง หรือจะทำอะไรก็ตามเถอะ ซึ่งจัดว่าเป็น งาน ก็หมายความว่า เรากำลังจะเตรียมรบกับความเกียจคร้านๆก็ชักร้อนใจขึ้นมาทีเดียว จึงตัดสินใจตรงเข้าหาเรา มาเจรจากับกองบัญชาการใหญ่ จิตใจของเราพอมาถึงก็ถามขึ้นทันทีว่า ท่านอยากสบายไหม? ธรรมดาคนเราทุกคนย่อมอยากสบาย จึงตอบว่า ก็อยากสบายซี ถ้าอยาก สบายไม่ยาก เขาเจรจาหว่านล้อมต่อไป ฉันจะบอกวิธีสบายให้ ทำอย่างไร? เราถามด้วยความสนใจ อยากสบายนอนซี นี่มาแนะนำให้เราหาความสบายทางลัดเสียแล้ว ถ้าเราเชื่อ เราก็กลายเป็นสัมพันธมิตรกับนายพลเกียจคร้านทิ้งการงานไว้แล้วก็นอน
คนเกียจคร้านชอบนอนเป็นชีวิตจิตใจ นอนได้ทุกเวลา กลางคืนนอนได้ กลางวันนอนดี นอนได้ทุกหนทุกแห่งในบ้าน ในที่ทำงาน บนม้านั่ง ข้างถนน ใต้ร่มไม้ ในรถเมล์ รถราง โดยที่สุดในห้องประชุมฟังเทศน์อย่างนี้ก็นอนได้ คนเกียจคร้านชอบนอนเป็นที่สุด จริงอยู่การนอนใครๆ ก็ชอบ เพราะเป็นการพักผ่อนร่างกายและจิตใจอย่างดี แต่ถ้านอนมากเกินไป ไม่เลือกที่เลือกเวลาก็ทำให้เสียงานเหมือนกัน
คนเกียจคร้านสันหลังยาว
มีคำพังเพย ที่โบราณท่านใช้เรียกคนเกียจคร้านอยู่คำหนึ่งว่า คนเกียจคร้านสันหลังยาว ต้องคิดให้ดี จึงจะทราบความหมายของท่าน ถ้าไม่คิดอาจจะเข้าใจไปว่า คนสูงๆ เอวยาวๆ เป็นคนเกียจคร้าน ซึ่งไม่ใช่ความจริง เพราะคนเตี้ยๆ เอวสั้นๆ เกียจคร้านก็มีอยู่ถมไป ที่ท่านพูดอย่างนั้น หมายความอย่างนี้ ของที่ตั้งตรงชี้ฟ้าอยู่ เรามักจะเรียกว่าสูง เช่น เสาไฟฟ้าสูง ต้นไม้สูง พระเจดีย์สูง ภูเขาสูง เป็นต้น
ทีนี้ของสูง นั่นแหละ ถ้าล้มลงไปนอนอยู่ที่พื้น เราเรียกว่ายาว เช่น ถนนยาว คลองยาว ตึกแถวยาว เป็นต้น หลังคนเราก็เช่นเดียวกัน ถ้ายังตั้งตรงชี้ฟ้าอยู่ เราเรียกว่าสูงได้ แต่เมื่อใดหลังล้มไปวางราบอยู่กับพื้น เราเรียกว่าหลังยาว ฉะนั้น ที่ท่านเรียกคนเกียจคร้านว่า สันหลังยาว ก็เพราะว่า คนนั้นชอบเอาหลังวัดพื้น ไม่ว่าจะไปที่ไหน ทำอะไร เมื่อใด ต้องเอาหลังวัดพื้น จึงมีสันหลังยาวอยู่เสมอ นับว่าคำพูดของโบราณเป็นคำคมที่น่าคิดทั้งๆ ที่ท่านไม่ได้เรียนวิทยาศาสตร์เคมีอย่างเรา แต่ท่านก็ฉลาดไม่น้อยทีเดียวโดย พี่เณร...นำมาฝาก [26 พ.ค. 2552 , 07:18:18 น.] ( IP = 58.9.145.164 : : )
สลักธรรม 2ยุทธวิธีที่ ๒
เมื่อดำเนินยุทธวิธีที่ ๑ แล้วไม่ได้ผล เราไม่นอนตามคำแนะนำของเขา ตั้งใจเด็ดเดี่ยวว่าจะทำงานของเราให้เสร็จ นายพลเกียจคร้านก็หายอมแพ้ไม่ นำยุทธวิธีที่ ๒ มาใช้กับเราทันที คราวนี้ไม่ชวนเราเปล่าๆ ยังขู่ขวัญเราอีกด้วย คือนำอาวุธมหาประลัยต่างๆ มาขู่ให้เรากลัว จะได้ยอมแพ้ แต่ว่าอาวุธที่เขานำมาขู่เหล่านั้น มิใช่ระเบิดนาปาล์ม ปรมาณู ไฮโดรเยน หรือจรวดอะไรทั้งสิ้น เป็นของธรรมชาติง่ายๆ ที่อยู่รอบตัวเรานี่เอง ไม่ใช่ของน่ากลัวอะไรเลย แต่ถ้าเราเชื่อเขาแล้วกลัวหมด เขาเอาอะไรมาขู่บ้าง
บางที ถ้าแดดแจ่มๆ หน่อย ก็เอาแดดมาขู่ บอกว่าเวลานี้แดดกำลังร้อนจัด อย่าไปทำการงานเลย ประเดี๋ยวจะไม่สบายนอนเสียดีกว่า ถ้าเราเชื่อก็กลัวแดด ถ้าแดดแจ่มๆ หน่อย เป็นไม่ยอมออกทำงาน บางทีแดดไม่มี ฝนทำท่าจะตกนิดหน่อยก็เอาฝนมาขู่เรา บางทีฝนไม่ตกแต่ค่ำมืดไปบ้าง ก็ฉวยเอาความมืดมาขู่เราทันที
บางคราวมืดก็ไม่มืด แต่อากาศหนาวบ้าง เขาก็ฉวยเอาความหนาวนั้นมาขู่เรา หมายความว่า พอจะหยิบฉวยอะไรมาขู่ได้เป็นเอาทันที และมักจะได้ผลเสียด้วย
บางทีหาอะไรไม่ได้จริงๆ ก็เอาเพศเอาวัยมาขู่ บอกว่า ท่านเป็นเพศชายเป็นเพศแข็งแรง งานอย่างนั้นเป็นงานเล็กเป็นงานสำหรับหญิง อย่าทำเลย ถ้าเราเชื่อก็ติดเพศชาย อ้างแต่ว่าตัวเป็นผู้ชาย งานเล็กน้อยควรช่วยภรรยาทำได้ก็ไม่ทำ บางทีเอาเพศหญิงมาขู่ ทำให้คนติดเพศหญิง จะทำอะไรก็อ้างแต่ว่าตัวเป็นผู้หญิง งานหนักนิดหน่อยก็ไม่เอา ทิ้งไว้ให้สามี บางทีก็เอาสุขภาพมาขู่ ทั้งๆ ที่เรารู้สึกสบายอยู่อย่างธรรมดานี่แหละ ก็แนะนำเราว่า ท่านกำลังไม่สบายมาก อย่าขืนทำงานประเดี๋ยวจะตาย ผลก็คือว่า ไม่ป่วยก็เกิดป่วยขึ้นมาทันที บางคนถึงกับวิ่งไปให้สินบนหมอขอใบรับรองทีเดียว
เมื่อรู้ยุทธวิธีที่ ๒ ของนายพลเกียจคร้านดีแล้ว อย่าเชื่อ ถ้าเราเชื่อจะกลายเป็นคนขี้ขลาดหวาดกลัวของธรรมชาติเล็กๆ น้อย รอบตัว ที่ชาวโลกเขาไม่กลัวกัน ถ้าทหารของชาติกลัวแม้กระทั่งแดดฝนลมเช่นนี้ จะไปสู้ข้าศึกจริงๆ อย่างไรได้ ฉะนั้น ต้องต่อสู้ชีวิต คือ การต่อสู้ นี่คือสุภาษิตของคนขยัน สำหรับคนเกียจคร้าน ชีวิต คือ การยอมแพ้โดย พี่เณร...นำมาฝาก [26 พ.ค. 2552 , 07:22:25 น.] ( IP = 58.9.145.164 : : )
สลักธรรม 3ยุทธวิธีที่ ๓
หากเรายังมีใจเข้มแข็ง จะทำงานของเราต่อไปให้เสร็จ นายพลเกียจคร้านจะดำเนินยุทธวิธีที่ ๓ กับเราทันที เขาจะเข้ามาเจรจากับกองบัญชาการใหญ่ คือ จิตใจของเราด้วยคำหวานชวนเชื่อว่า ...
เอาเถอะ ถึงท่านจะทำงาน ฉันก็ไม่ว่าอะไร แต่ว่าจะรีบร้อนไปไหนกัน ท่านยังหนุ่มแน่นแข็งแรงเวลายังมีอีกมาก อย่าเพิ่งทำเลยวันหลังทำดีกว่า นี่มาชวนให้เราเลื่อนวันไปผัดวันไป
ตอนแรก เราก็ลังเลใจเหมือนกัน เกรงว่างานจะไม่เสร็จทันเวลา เป็นการยืดเยื้อออกไป เมื่อเห็นเราลังเล นายพลเกียจคร้านให้คำรับรองทันทีว่า พรุ่งนี้ให้ทำแน่นอน ไม่ยืดเยื้ออะไรมากมายเลย พรุ่งนี้ทำเดี๋ยวก็เสร็จ นี้เรียกว่า ประกันพรุ่ง คือให้คำรับรองว่า พรุ่งนี้จะทำ
เราเชื่อก็ทิ้งงานไว้ นอนหรือไปเที่ยวไปตามสบาย พอถึงวันรุ่งขึ้น ได้เวลาหยิบงานขึ้นมาจะทำ นายพลเกียจคร้านมาคอยอยู่ก่อนแล้ว ชวนให้เลื่อนวันออกไปอีก เราลงได้เชื่อหนหนึ่งแล้ว มักจะเชื่อเรื่อยไป ในที่สุดเลยกลายเป็นคนจับจด ทำอะไรไม่สำเร็จ งานค้างหมักหมม เป็นผีหลอกหลอกตัวเอง ว่าจะเอาเสียทีวันนั้นวันนี้ แต่แล้วก็ไม่เอา ต่อมาก็หลอกคนอื่นๆ ต่อไป ทำให้คนอื่นผิดหวังและหมดความเชื่อถือ
ฉะนั้น อย่าเลื่อนวันเลื่อนเวลาเป็นอันขาด ถ้าลงได้เลื่อนหนหนึ่งแล้ว ที่จะไม่เลื่อนซ้อนอีกเป็นไม่มี บางรายงานชิ้นเดียว ที่ควรทำสำเร็จในวันเดียว ๓ วัน ยังไม่ได้ทำ บางคน ๓ ปีก็ยังไม่ได้ทำ บางคนร้อยปีก็ยังไม่ได้ทำ เพราะตัวเองตายจากไปเสียก่อน
งานในหน้าที่มีอยู่ควรรีบทำในบัดนั้น อย่าไว้วางใจในอนาคตเกินไป เพราะไม่มีใครรู้ว่า ข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ความตายกำลังคอยเราอยู่ในนาทีใด นาทีหนึ่งข้างหน้า ฉะนั้น ไม่ควรนิ่งนอนใจ หากเรายังเข้มแข็งจะทำงานของเราให้เสร็จต่อไป เจ้าความเกียจคร้านก็หมดปัญญาจะคิดสู้กับเรา เขาจะควักกระดาษออกมาขอเซ็นสัญญาสงบศึก ยอมแพ้อย่างไม่มีเงื่อนไขทันที เราก็กลายเป็นคนใจเข้มแข็ง งานเข้มแข็ง ทำอะไร เรียนอะไรก็สำเร็จ ชีวิตก็เจริญรุ่งเรืองเท่านั้นโดย พี่เณร...นำมาฝาก [26 พ.ค. 2552 , 07:27:45 น.] ( IP = 58.9.145.164 : : )
สลักธรรม 4ความเกียจคร้าน-ขี้เกียจ
โบราณท่านเรียกความเกียจคร้านว่า ขี้เกียจ คือถือว่า ความเกียจคร้านเป็นขี้ชนิดหนึ่ง อันนี้ก็น่าคิดเหมือนกันว่า ทำไมท่านจึงเรียกว่าขี้ ทั้งๆ ที่ความเกียจคร้านไม่มีรูปร่างตัวตน จับเอามาชั่งตวงเป็นกิโลเป็นปอนด์ไม่ได้
เราไม่เคยพูดว่าหมอนั้นขี้เกียจร้อยสิบปอนด์ เป็นรุ่นฟลายเวท เพราะเราชั่งดูความขี้เกียจไม่ได้ แต่ถึงกระนั้น โบราณท่านก็เรียกว่าขี้ เพราะเหตุไรขอให้คิดเหตุผล
ลักษณะสำคัญของขี้
ก่อนอื่นขอให้เราเอาขี้ทั้งหลาย มาพิจารณาดูก่อน (ขอโทษที่ต้องพูดคำว่า ขี้ อย่างเต็มปาก ขออย่าได้ถือว่าเป็นคำหยาบ ความจริงก็ไม่ใช่คำหยาบเป็นคำไทยแท้คำหนึ่ง ซึ่งใช้กันมานานแล้ว) ขึ้นชื่อว่าขี้แล้ว ไม่ว่าจะขี้คน ขี้สัตว์ มีลักษณะที่เด่นชัดที่สุดอยู่อย่างหนึ่งคือ เหม็น ขึ้นชื่อว่าขี้แล้วเหม็นทั้งนั้น
การที่เราพากันรังเกียจขี้ก็เพราะมันเหม็นนี้เอง ถ้าขี้ไม่เหม็นก็คงไม่รังเกียจเท่าไร บางครั้งเราเดินไปตามถนน ตายังไม่เห็นว่ามีขี้อยู่ที่ไหน กลิ่นของมันมารายงานตัวให้เราทราบเสียแล้ว ทำให้เรารู้ว่าตรงนั้นตรงนี้มีขี้ ฉะนั้น ความเหม็น ของขี้คือ ลักษณะที่เด่นที่สุดของมัน
ขี้ต่างๆ ในตัวเรา
ความจริงในตัวเรา ก็มีขี้อยู่หลายขี้ ถ้าจะว่าไปแล้ว ก็มีประจำอยู่แทบทุกส่วนของร่างกาย ที่ตาก็มีขี้ตา ที่หูมีขี้หู ที่จมูกมีขี้มูก ที่ฟันมีขี้ฟัน ที่ผิวหนังมีขี้ไคล ที่เล็บมีขี้เล็บ ที่หัวมีขี้หัวขี้รังแค เลยเข้าไปในรักแร้ มีขี้เต่า ชื่อนี้ก็แปลกเหมือนกัน ไม่นิยมเรียกกันว่าขี้รักแร้ กลับเรียกว่าขี้เต่า เต่ามาขี้ใส่ไว้เมื่อไรก็ไม่ทราบ
ขี้ต่างๆ ดังที่กล่าวมานี้ ล้วนแต่เหม็นทั้งนั้น ไม่มีหอมเลย ขี้เต่าก็เหม็น แต่ว่าเหม็นน้อยหน่อย ขี้หูเหม็นแรงขึ้น ขี้ฟันเหม็นมากขึ้น เรื่อยเข้าไปถึงขี้ในท้องนั้นเหม็นจัดมาก บางทีตัวจริงไม่ออกมา เพียงแต่แก๊สของมันหลุดออกมาเท่านั้น ก็ทำเอาแทบเป็นลมเสียแล้ว การที่เราพากันอาบน้ำชำระร่างกายวันละหลายๆ ครั้ง ก็เพื่อจะล้างขี้อันเหม็นเหล่านี้ออกไป
ถ้าขี้เหล่านี้หอม ภาวนาการณ์จะเปลี่ยนแปลงไปมาก ถ้าขี้ตาหอม เราก็ไม่ต้องล้างหน้ากัน ถ้าขี้มูกหอม
เวลาเป็นหวัด น้ำมูกไหลออกมามากๆ เอาบรรจุขวดยานัตถุ์ ขายขวดละ ๕๐ สตางค์ คงมีคนซื้อ
ถ้าขี้ฟันหอม ก็ไม่ต้องแปรงฟัน ยาสีฟันต่างๆ ที่เขาโฆษณาขายกันอย่างครึกโครมก็ขายไม่ได้ แต่เพราะมันเหม็น เราจึงต้องล้างกันไม่รู้จักหยุดหย่อนโดย พี่เณร...นำมาฝาก [26 พ.ค. 2552 , 07:35:31 น.] ( IP = 58.9.145.164 : : )
สลักธรรม 5ความเกียจคร้านเป็นขี้ชนิดหนึ่ง
การที่โบราณท่านเรียกความเกียจคร้านว่า ขี้เกียจ ก็เพราะมันมีลักษณะเหมือนขี้ทั้งหลาย คือเหม็น ขี้เกียจลงได้ติดใครแล้ว ไม่ว่าหญิงชาย เด็กผู้ใหญ่ คนกลายเป็นคนเน่า คนเหม็น อยู่ในบ้านถ้าเป็นลูกขี้เกียจ พ่อแม่ก็เหม็น พี่น้องก็เหม็น จากบ้านไปอยู่โรงเรียน เป็นนักเรียนขี้เกียจ ขาดโรงเรียนเก่ง ไม่ทำงานโรงเรียน ไม่ทำการบ้าน ครูก็เกลียด เพื่อนนักเรียนด้วยกันก็เกลียด จากโรงเรียนไปอยู่วัด เป็นพระขี้เกียจ ไม่เรียน ไม่ปฏิบัติ ไม่ทำงานวัด สมภารก็เหม็น ลูกวัดก็เหม็น ถ้าจากวัดไปอยู่กรมกองทหาร เป็นทหารขี้เกียจ ผู้บังคับบัญชาก็เหม็น เพื่อนทหารด้วยกันก็เหม็น ขี้เกียจก็เหม็นอย่างนี้ ท่านจึงเรียกว่าขี้
และดูเหมือนจะเหม็นร้ายแรงยิ่งกว่าขี้ธรรมดาเสียอีก ขี้ธรรมดามีรัศมีทำการ ๕ วาเป็นอย่างมาก และเหม็นไปใต้ลมเท่านั้น แต่ขี้เกียจเหม็นเป็นรัศมีหลายกิโล อยู่ในบ้านเหม็นไปทั่วบ้าน อยู่ในวัดเหม็นไปทั่ววัด อยู่ในกรมกองเหม็นไปทั่วกรมกอง ใต้ลมเหนือลมเหม็นไปได้ทั้งนั้น
ขี้ธรรมดายังมีประโยชน์
เจ๊กเอาไปทำปุ๋ยใส่ผักก็งามดี ถึงคนเราจะไม่ชอบแต่สุนัขก็ยังชอบ ถ้าสุนัขไม่ชอบ แมลงวันก็ชอบ แต่ขี้เกียจเอาไปทำประโยชน์อะไรไม่ได้เลย คนก็ไม่ชอบ สัตว์ไม่ชอบ แม้แต่สุนัขก็ไม่ชอบอยู่กับคนขี้เกียจ เพราะคนขี้เกียจหาอาหารให้มันกินไม่เพียงพอ ขืนอยู่ก็มีหวังอดตาย
คนขี้เกียจรวมกันไม่ติด
ความชั่วทุกชนิด โบราณท่านก็เรียกว่าขี้เหมือนกัน เช่น ขี้เหล้า ขี้เมา ขี้ฝิ่น ขี้กัญชา ขี้ปด ขี้ขโมย ขี้ตู่ ขี้ฉ้อ ขี้โกง ขี้บ่น เป็นต้น
ของไม่ดี ท่านเอาขี้ไปใส่ไว้หมด แต่ว่าขี้ชนิดอื่นๆ ก็ยังพอทำเนา คือยังมีคนชอบอยู่บ้าง เช่น ขี้เหล้า ถึงคนดีจะไม่ชอบ แต่พวกขี้เหล้าด้วยกันก็ชอบกัน ไปกินเหล้าด้วยกัน แต่ขี้เกียจนี้ เป็นขี้ที่เคราะห์ร้ายที่สุดในโลก คนดีๆ เราก็ไม่ชอบ
แม้แต่พวกขี้เกียจด้วยกันก็ไม่ชอบกันนะ เพราะเหตุไร เพราะมันอาศัยกันไม่ได้ คนขี้เกียจเป็นกาฝาก ต้องเกาะคนอื่นกิน ถ้าเอาคนขี้เกียจไปรวมกันไว้ มีหวังอดตาย ฉะนั้น พวกขี้เกียจจึงรวมกันไม่ติด ตั้งสมาคมหรือสหบาลไม่ได้ ไม่เคยปรากฏมีสมาคมคนขี้เกียจเลยในประวัติศาสตร์โลก
เพราะเหตุไร
เพราะไม่มีใครคิดตั้ง มันขี้เกียจคิด เพียงแต่งานคิดคนขี้เกียจก็ไม่อยากทำเสียแล้ว ถ้าไม่มีใครสักคนหนึ่งเกิดแหลมขึ้นมาคิดตั้งขึ้นได้ ก็จะไม่มีสมาชิกไปประชุม เพราะขี้เกียจไป เห็นจะต้องหาคนขยันไว้สำหรับหามสมาชิกไปประชุม แล้วในที่ประชุมจะไม่มีใครพูด เพราะขี้เกียจพูด คงจะไปนอนหลับ เอาหลังวัดพื้นอยู่ในที่ประชุมเป็นแถวๆ ทีเดียว
ถ้าสมมติว่า มีใครคนหนึ่งเกิดแหลมขึ้นมาเสนอต่อที่ประชุมว่า สมาชิกทุกคนควรทำอย่างนั้นๆ สมาชิกทั้งหมดจะลงมติเห็นด้วยทันที ไม่มีใครอภิปรายโต้แย้งหรือซักถามเลย เพราะมันขี้เกียจพูดมาก แต่พอจะเริ่มทำงานนั้นจริงๆ ก็หามีใครทำงานนั้นไม่ เพราะเหตุนี้ จึงไม่เคยมีสมาคมขี้เกียจโดย พี่เณร...นำมาฝาก [26 พ.ค. 2552 , 07:44:51 น.] ( IP = 58.9.145.164 : : )
สลักธรรม 6เศรษฐกิจของชาติ
คนไทยบ่นกันว่า เศรษฐกิจของชาติ ตกไปอยู่ในมือของคนต่างชาติ ทำให้คนไทยเสียเอกราชในทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้จะไปโทษใครไม่ได้ ต้องโทษตัวเราเอง เราอ่อนแอ เขาจึงมายืดเอาเศรษฐกิจไปได้
ทำไมเล่า เราจึงอ่อนแอ ก็เพราะพวกศัตรูภายใน และจารบุรุษ ความเกียจคร้าน นี่เอง เข้ามาก่อวินาศกรรมอยู่ในจิตใจของเรา ทำให้เราอ่อนแอและสูญเสียเศรษฐกิจไป
ตราบใดที่เรายังไม่ปราบศัตรูภายในตัวนี้ เราก็ไม่มีหวังที่จะกอบกู้เอกราชทางเศรษฐกิจกลับคืนมาได้ มีแต่จะสูญเสียไปเรื่อย ไม่เฉพาะเอกราชทางเศรษฐกิจเท่านั้น เอกราชทางอื่นก็จะรักษาไม่ได้เช่นเดียวกัน
ผู้รักชาติด้วยใจจริง จึงควรปราบจารชน เกียจคร้าน เสีย
โลกนี้เป็นโลกแห่งการแข่งขัน ชิงดีชิงเด่นกัน คนเกียจคร้านอ่อนแอ ย่อมเป็นฝ่ายเสียเปรียบเสมอไป ชาติไทยเรานั้น เดิมทีเดียวก็อยู่ที่ภูเขาอัลไตเหนือทิเบตขึ้นไปอีก ประวัติศาสตร์บอกชัดว่า เราต้องถอยร่นลงมาเรื่อยๆ เพราะถูกเบียดเบียน พูดง่ายๆ ว่า สู้คนที่เขาขยันกว่าไม่ได้ เราถอยเรื่อยมาจนถึงฝั่งทะเล อันเป็นประเทศไทยในปัจจุบัน
เวลานี้คนขยันกว่าเขาก็ตามมาแข่งขันอีก รู้สึกว่าคนไทยเริ่มถอยอีก แต่ถอยต่อไปข้างหน้าไม่ได้ เพราะกลัวตกทะเล จำต้องถอยคืนตึกรามบ้านสวยๆ งามๆ ริมถนนทอดทิ้งให้เขาหมด ตัวเองเข้าไปอยู่ในสวนบ้าง ในคลองบ้าง ไปตั้งหลักแหล่งอยู่ทางนิคมบ้าง สระบุรีบ้าง เชียงใหม่บ้าง เชียงรายบ้าง ถ้าเราขืนถอยอยู่แบบนี้ ในที่สุดถึงภูเขาอัลไตอีกนะ
ถ้ามีขี้เกียจตัวเดียว ขี้อื่นๆ ตามมาหมด ขี้ลักขี้ขโมย ขี้โกง ขี้การพนัน เหล่านี้เกิดจากขี้เกียจทั้งนั้น ถ้าปราบขี้เกียจได้เสียแล้ว ขี้อื่นๆ ก็หายไป ทำอะไรก็สำเร็จ เรียนอะไรก็สำเร็จ ชีวิตของคนขยันย่อมเจริญรุดหน้า คนแต่ละคนคือส่วนประกอบของประเทศชาติ ถ้าคนแต่ละคนเจริญรุดหน้า ประเทศชาติก็เจริญรุดหน้าเช่นเดียวกัน
ฉะนั้น จงลงมือรบกับนายพลเกียจคร้านเสียแต่บัดนี้..
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [26 พ.ค. 2552 , 07:50:38 น.] ( IP = 58.9.145.164 : : )
สลักธรรม 7![]()
กราบอนุโมทนาและขอบพระคุณมากค่ะโดย น้องกิ๊ฟ [26 พ.ค. 2552 , 14:49:49 น.] ( IP = 125.27.174.173 : : )
สลักธรรม 8
คราวนี้อ่านการอบรมทางธรรมบ้าง ..ก็ทำให้ตาสว่างจากการถูกหลอก เออ..ตัวเรานี่สกปรกแท้จริงเชียว สารพัดขี้เลย แถมยังได้ที่มาที่ไปของคำว่า "ขี้เกียจ" และ "ขี้เกียจสันหลังยาว" อีก
หัวหน้าขี้ก็คงไม่พ้นท่านนายพล นายพลเกียจคร้าน ไม่ขอเป็นลูกสมุนด้วยอย่างแน่นอนค่ะ
กราบขอบพระคุณพี่เณรมากค่ะที่นำเรื่องศัตรูภายในมาให้ได้ทำความเข้าใจ...อนุโมทนาค่ะโดย พี่ดา [27 พ.ค. 2552 , 10:06:55 น.] ( IP = 124.121.176.81 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |