มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


มาทบทวนหลักปฎิบัติวิปัสสนากัน








หลักการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ๑๕ ข้อ




๑. ต้องเข้าใจ นาม-รูป ให้ถูกต้อง ถ้าไม่เช่นนั้นจะทำวิปัสสนาไม่ได้ เหตุผล ก็คือ การปฏิบัติวิปัสสนานั้น ทำไปเพื่อถ่ายถอนอัตตาตัวตนออกไป ก็เพราะ “สภาวะธรรม” ที่มีปรากฏอยู่นี้ เมื่อมันไม่ใช่เราแล้ว มันคืออะไรกัน ก็คือ นาม และ รูป จึงต้องเข้าใจ นาม และ รูปให้ดีเสียก่อน เพราะถ้าไม่เข้าใจก็ทำไม่ถูกต้องตามความจริง ไม่อย่างนั้น จะเอาเราออกไม่ได้เลย. (คือถ่ายถอดอัตตาไม่ได้)

๒. เมื่อเข้าใจ นาม-รูป ดีแล้ว ก็ลงมือกำหนด นาม-รูป ทันที ต้องเข้าใจหน้าที่ว่า เวลานี้ ขณะนี้ เรามาทำความเข้าใจ นาม-รูป ดังนั้นจึงต้องมี นาม-รูป ติดตามเสมอ เพราะขณะใดไม่มี นาม-รูป ต้องรู้ว่าขณะนั้นผิดทางแล้ว เหมือนกับว่า ท่านถูกสั่งให้ไปอ่านหนังสือ ก็ต้องมีตัวหนังสือรับรองเสมอ ถ้าอ่านโดยไม่มีตัวหนังสือ ก็ไม่สามารถอ่านออกได้เลย ถึงจะจำได้ตั้งแต่ ก - ฮ ก็อ่านไม่ออก เพราะไม่มีตัวหนังสือปรากฏอยู่ ก็จะมีเพียงแค่จำได้ หรือจะเหมือนกับที่เรียนมาว่า นาม-รูป เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ตามที่ศึกษามา การเรียนนั้นก็เหมือนกับการจำตัวหนังสือได้นั่นเอง เพราะการที่จะเห็น นาม-รูป ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ต้องไปดูที่นาม-รูป เท่านั้น อย่างอื่นดูไม่ได้เลย (เพราะเจตนาเราจะเข้าถึง นาม-รูปไม่เที่ยง ไม่ใช่อย่างอื่นไม่เที่ยง ฉะนั้น ไปดูอย่างอื่นไม่ได้เลย) วิปัสสนา (ปัญญา) จะต้องเห็น นาม-รูป ไม่เที่ยง โดยนึกไม่ได้ จะเห็นได้ในขณะปัจจุบันเท่านั้น คือ ในขณะกำลังเดินอยู่ ยืนอยู่ รู้สึกอยู่ รู้อยู่ นั่นก็คือ ในขณะนามนั้น รูปนั้น ในปัจจุบันนั่นเอง คือ ในขณะที่สภาวะธรรมนั้นปรากฏขึ้นก็ให้ลงมือกำหนดนาม-รูปทันที และต้องมี นาม-รูป รองรับอยู่เสมอ ก็เพื่อกำหนดให้เกิดความชำนาญ และเมื่อความชำนาญเกิดขึ้นก็จะรู้เร็วขึ้นว่า นั่นรูปอะไร นามอะไร

๓. ในการกำหนด นาม-รูป นั้น ต้องมีความรู้สึกตัวเสมอว่า ในขณะนั้นมีนามอะไร รูปอะไร ห้ามนึก คือมีความรู้สึกตัวเสมอ ความรู้สึก กับ การนึก ต่างกัน เช่น ขณะที่เรากำลังฟังธรรมะอยู่ หรือกำลังดูหนัง ดูละครอยู่ เราจะต้องทำความเข้าใจว่า ฟังอะไรอยู่ เขาพูดว่าอะไร ตัวละครกำลังทำท่าอะไรอยู่ พูดอะไรอยู่นั่นล่ะ ในขณะนั้น จะไม่มีความรู้สึกตัวได้เลยว่าท่านนั่งอยู่ หรือท่านทำอะไรอยู่ ท่าทางอาการขณะนั้นเป็นอย่างไร จะไม่มีทางรู้สึกเด็ดขาด เพราะอะไรเล่า เพราะท่านมัวแต่กำลังฟังเรื่องอยู่ กำลังสนใจดูอยู่ อันนี้จะรู้สึกตัวไม่ได้ เพราะถ้ารู้สึกตัวจะรู้เรื่องไม่ได้ ก็จะไม่เป็นประโยชน์ในการฟัง การดู ดังนั้น ต้องทำให้ถูกกาละเทศะ คือ จะต้องรู้ว่า ขณะนี้เวลานี้กำลังปฏิบัติวิปัสสนาอยู่ จะมามัวรู้เรื่องไม่ได้ มีกิจหน้าที่รู้สึกตัวเท่านั้น ดังนั้น ผู้ปฏิบัติต้องแยกแยะระหว่างความรู้สึกกับการนึกว่าแตกต่างกันอย่างไรให้ได้ เพราะความรู้สึกสำคัญมาก ทำไมสำคัญมาก ก็เพราะความรู้สึกเป็นปัจจุบัน นั่นเอง แต่ถ้ามัวนึก ก็จะไม่รู้ในอาการที่ปรากฏขึ้น ปัจจุบันก็จะไม่ได้ ต้องทำความรู้สึกตัวเสมอว่า เป็นนามอะไร เป็นรูปอะไร.

โดย พี่ดอกแก้ว [27 พ.ค. 2552 , 16:56:23 น.] ( IP = 58.9.150.28 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

๔. ห้ามกำหนดว่าที่ทำนั้นต้องการอะไร เช่น จะเดินเพื่อเห็นธรรมะ จะเดินเพื่อจิตสงบ จะเดินเพื่อไม่ให้ฟุ้ง อย่างนี้ใช้ไม่ได้ เพราะความต้องการเป็นตัวกิเลส ตัณหา การทำวิปัสสนามีจุดประสงค์เพื่อขับไล่ กิเลส-ตัณหา-ทิฏฐิ ให้ออกไปก่อนเพื่อเห็นความจริง

ท่านอุปมาเปรียบดังแหนที่ลอยอยู่เหนือน้ำ น้ำที่ใสสะอาดเราอาจจะเห็นอะไรได้ แต่มันมีแหนมาปิดบังไว้ เราจึงไม่สามารถเห็นอะไรในน้ำนั้น เราจึงจำเป็นต้องเอาแหนออกเสียก่อน เราจึงจะเห็นว่าในน้ำมีอะไรบ้าง

เช่นเดียวกับในการปฏิบัติ คือ ต้องทำลาย กิเลส-ตัณหาก่อน เพราะเป็นตัวการปิดบังปัญญา เพราะความรู้สึกต้องการทำให้ไม่สามารถเข้าถึงความจริงเหมือนแหนที่ปิดบังไว้ ความรู้สึกจึงเป็นความสำคัญ โดยมนสิการให้ถูก หรือจะพูดง่ายๆ ว่า ทำความรู้สึกในอารมณ์นั้นให้ถูก... เรียกว่า โยนิโสมนสิการ

ผู้ปฏิบัติที่กำลังกำหนดในอารมณ์รูปใด หรือ นามใดก็ตาม ต้องสังเกตุว่า ถ้ามีความรู้สึกว่ากำหนดเพื่ออะไร ความรู้สึกเช่นนั้นไม่ถูก เพราะทั้งชีวิต ตั้งแต่ตื่นขึ้นมา โดยปรกติของชีวิต การตื่นขึ้น ตัณหาจะอาบจิตอยู่เสมอไป จึงจำเป็นต้องกำหนดรู้สึกเสมอว่ามีเหตุอะไร เช่น นั่ง-เพราะต้องนั่ง เดิน-เพราะต้องเดิน คือต้องมีเหตุเสมอ เพื่อป้องกันตัณหามิให้มาบงการให้มีการเปลี่ยนแปลงไป เพราะถ้ากันตัณหาไม่ได้จะถึงวิสุทธิไม่ได้เลย

วิสุทธิ คือ การเข้าถึงความบริสุทธิ์ มี ๗ อย่างด้วยกัน ถ้าเข้าไม่ถึงวิสุทธิแล้ว วิปัสสนาจะเกิดไม่ได้เลยอย่างเด็ดขาด..

โดย พี่ดอกแก้ว [27 พ.ค. 2552 , 17:03:33 น.] ( IP = 58.9.150.28 : : )


  สลักธรรม 2

๕.ห้ามไม่ให้กำหนด นาม-รูป ไปพร้อมๆ กัน ต้องกำหนดทีละอย่าง เพราะจิตรับอารมณ์ได้ทีละอย่างเท่านั้น ทางตา เห็น รูป กับได้ยิน เสียง ไปพร้อมๆ กันไม่ได้

ผู้ปฏิบัติถ้าวางใจไม่ถูกแล้วจะผิดทันที เช่น กำหนดรูปนั่ง แล้ว นามรู้ ก็ไม่ถูก จิตคนเรานั้นเร็วมาก จนดูเหมือนว่ารับรู้ได้พร้อมๆ กัน การที่กำหนดรูปนั่งแล้วนามรู้ เป็นการบริกรรม (ท่องจำ) การทำเช่นนั้นจะรู้ความจริงไม่ได้ ในความเป็นจริง เช่น จิตนั้นดับไปแล้ว จิตใหม่จึงเกิดขึ้นมา ในขณะที่จิตดับและจิตเกิด จะเห็นอนิจจังไม่ได้

ด้วยเหตุนี้จึงห้าม ผู้ปฏิบัติจะกำหนดรูปก็ได้ จะกำหนดนามก็ได้ เพราะรู้รูปดับ นามก็ดับไปด้วย กำหนดรู้นามดับ รูปก็ดับไปด้วย ถ้าผู้มีปัญญาน้อย ให้กำหนดรูปก่อน เพราะหยาบกว่า

โดย พี่ดอกแก้ว [27 พ.ค. 2552 , 17:08:06 น.] ( IP = 58.9.150.28 : : )


  สลักธรรม 3

๖.ต้องระวังอิริยาบทของตนเอง อิริยาบทคืออะไร คือ การเปลี่ยนแปลงของรูปธรรม เช่น เปลี่ยนจากรูปนั่ง เป็นรูปยืน เปลี่ยนจากรูปยืน เป็นรูปเดิน

ในอิริยาบทต่างๆ ไม่จำเป็นไม่ต้องเปลี่ยน เพราะถ้าเปลี่ยนโดยไม่จำเป็น ( ไม่จำเป็น ตัวนี้ เป็นที่อาศัยของกิเลส-ตัณหา ) เช่น นั่งอยู่แล้วก็ลุกขึ้นเดิน ก็เพราะเราต้องการอะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น แก้เมื่อย ความต้องการแก้เมื่อยนี่ล่ะ เป็นกิเลส การเปลี่ยนอิริยาบทโดยต้องการ มีมากในชีวิตอยู่แล้ว เช่น ต้องการแก้เมื่อย ต้องการเดินไปในที่ที่ตัวเองชอบ หรือไปในที่สงบ ดังนั้น กิเลสจึงเข้าอาศัยอยู่ได้ เป็นประจำสืบเนื่องต่อมาจนกระทั่งทุกวันนี้ ด้วยความคล่องแคล่ว

ในการปฏิบัติ จึงห้ามเปลี่ยนอิริยาบทโดยไม่จำเป็น เพื่อให้เห็นในอาการต่างๆ ว่าเป็นทุกข์ทั้งนั้น โดยการเปลี่ยนนั้น ต้องมีความจำเป็นจึงจะต้องเปลี่ยน ในชีวิตของเรา เราทำไว้ แต่เราไม่รู้ทัน หรือกำหนดไม่เห็นที่ถูกต้อง และใช้อิริยาบทไปด้วยความต้องการเสมอ เราจึงรู้สึกเหมือนว่า อิริยาบทนั้น อิริยาบทนี้ จะนำประโยชน์มาให้เรา ความยินดีก็ตามมา (กิเลส) จึงปิดบังความจริงทั้งหมด

โดย พี่ดอกแก้ว [27 พ.ค. 2552 , 17:11:04 น.] ( IP = 58.9.150.28 : : )


  สลักธรรม 4

๗. ถ้าจำเป็นจะต้องเปลี่ยนอิริยาบท ต้องรู้เหตุนั้นก่อน จำเป็นต้องเปลี่ยนเพราะเหตุใด

เหตุนั้นก็คือความจำเป็น เราต้องเปลี่ยนเพราะความทุกข์ที่เกิดขึ้นในอิริยาบทเก่าเท่านั้น ไม่ใช่เปลี่ยนไปหาอิริยาบทโดยไม่จำเป็น จะมีตัณหาผลักดันทำให้อยากเปลี่ยน แล้วคิดว่าเป็นสุข (เราต้องคิดว่าดี จะนำประโยชน์มาให้ จะได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยน) วิปลาสก็จะครอบงำจิต

วิปัสสนาต้องอาศัยความเข้าใจให้ถูกเสียก่อน เข้าใจอย่างไร คือ การเปลี่ยนนั้นเพราะความทุกข์มาบีบคั้นในรูปในนาม จึงจะเห็นความทุกข์ในรูปนั้น ในนามนั้น เพราะทุกข์บังคับ

เพราะในโลกนี้ไม่มีอะไร นอกจากทุกข์ทั้งนั้น การเข้าไปเห็น ทุกข์ในรูป ทุกข์ในนาม ที่เข้ามาบีบคั้น เป็นการเข้าถึงความจริง ทั้งเหตุ-ผลที่ถูกต้อง เพราะถ้าไม่รู้ทุกข์ จะเป็นวิปลาส คิดว่ารูปนั้นดีกว่า นามนั้นดีกว่า ทำให้ถึงความบริสุทธิ์ไม่ได้

ถ้าเราได้เห็นความจริง กิเลส-ตัณหา ก็อาศัยไม่ได้ เมื่อกิเลส-ตัณหาไม่สามารถอาศัยได้ ความบริสุทธิ์ก็บังเกิดขึ้น ปัญญาถึงจะเกิดได้ ทำให้ความยินดีติดใจจะเบาบางลงมากขึ้น เพราะ เรารู้เหตุบ่อยๆ เสมอๆ เหตุนั้นก็คือทุกข์ ทุกข์นั้น ไม่มีใครชอบแต่เป็นอริยสัจจะ เป็นความรู้ขั้นสุดยอด

โดย พี่ดอกแก้ว [27 พ.ค. 2552 , 17:15:28 น.] ( IP = 58.9.150.28 : : )


  สลักธรรม 5

๘.อย่าทำอิริยาบทให้ผิดปรกติ ...อิริยาบทผิดปรกติอย่างไร เช่น เดินย่องๆ ค่อยๆ ย่าง ค่อยๆ วางเท้า นั่งตัวแข็งทื่อ ยืนขากางเป็นหุ่น เป็นต้น โดยส่วนมาก ผู้ปฏิบัติจะทำอิริยาบทผิดปรกติจากความเป็นจริง

เพราะในความเป็นจริงนั้น ชีวิตของคนเราแข็งขันกับเวลาเสมอ ทุกอย่างรีบร้อนไปหมด แต่พอปฏิบัติ ก็ทำจังหวะชีวิตให้ผิดธรรมดา เพราะถ้าเป็นของธรรมดา เราลองไปเดินย่องๆ ช้าๆ ตามท้องถนน คนเขาก็จะมองเราว่าเป็นคนผิดปรกติ

การปฏิบัติวิปัสสนาให้ไปดูความจริงตามปรกติเท่านั้น ไม่ใช่ให้ไปทำ หรือให้ไปเห็นอะไรต่างๆ เพราะหากทำให้ผิดปรกติ ความผิดปรกตินั้นก็จะปิดบังความจริง ปัญญาก็จะเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะมันผิดปรกติเสียแล้ว ของจริงมันมีอยู่แล้วเสมอ ไม่ต้องไปทำมัน มันมีอยู่แล้ว คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ที่เราก็มี ที่คนอื่นๆ ก็มี

วิปัสสนาต้องการให้เรารู้ในกฏธรรมดาเท่านั้น วิปัสสนาให้ทำชีวิตธรรมดาให้เป็นอยู่ตามธรรมดา คือ ปรกตินี่เอง ไม่ใช่ให้ไปรู้อะไรพิเศษนอกเหนือจากของธรรมดา เพราะเดี๋ยวจะไม่เห็นของธรรมดา จะเห็นของที่ผิดปรกติไป เช่น มีแสงสว่างขึ้นมาเป็นเส้นตรงพุ่งเข้าสู่ตา เดี๋ยวก็เห็นเทวดา เห็นนรก เห็นสวรรค์ และเห็นอะไรต่างๆ มากมาย เดี๋ยวเห็นดับ เดี๋ยวเห็นเกิด (โดยเฉพาะผู้ที่เห็นดับ เห็นเกิดนี่ผิดปรกติมาก) แล้วเข้าใจว่า การเห็นอย่างนั้นเป็นของดี ซึ่งจริงๆ ไม่ใช่

เพราะฉะนั้น การทำอิริยาบทให้ผิดปรกติแล้วก็เป็นการปิดบังของธรรมดาที่เป็นไปตามธรรมชาติไป ปัญญา จะหยั่งลึกลงถึงไม่ได้ เพราะความผิดปรกติมันปิดบังเสียแล้ว หรืออาจจะเห็นได้ก็เพราะเราไปบังคับมัน เช่น เห็นทุกข์แต่ทุกข์ที่เห็นนั้นเกิดขึ้นจากความผิดปรกติ เช่น นั่งสองชั่วโมงถึงจะเดิน เดินก็ค่อยๆ ยกเท้า ค่อยๆ เหยียบ เป็นจังหวะๆ แล้วเดินนานๆ ทุกข์มันก็ย่อมต้องเกิดแน่นอน เพราะนั่งนานมันก็ต้องเมื่อยมากเป็นของธรรมดา เดินนานมันก็ต้องเมื่อยเป็นของธรรมดา ทุกข์ที่เห็นนั้นจึงไม่ใช่ของจริง เราทำขึ้นเองให้มันทุกข์ เพราะถ้าเผื่อเราไม่นั่งนานอย่างนั้น มันจะมีทุกข์ไหม?คะ วิปัสสนา จึงห้ามทำอิริยาบทให้ผิดปรกติ

ในขณะปฏิบัติ ต้องคอยสังเกตุตัวเองว่า ตัวเองมีความผิดปรกติไปจากชีวิตจริงหรือเปล่า? แม้กระทั่งการพูดก็ผิดปรกติ เช่น พูดค่อยลงกว่าเดิม พูดช้าๆ แล้วคิดว่าเป็นการกระทำที่ดี พอออกจากการปฏิบัติก็เลยเสียงแห้ง แล้วรู้สึกเหมือนพูดไม่ถนัด อะไรที่ไม่ใช่ธรรมชาติ จะทำให้ไม่เห็นธรรมชาติแน่นอน ควรจำหลักนี้ไว้นะคะ

โดย พี่ดอกแก้ว [27 พ.ค. 2552 , 17:21:44 น.] ( IP = 58.9.150.28 : : )


  สลักธรรม 6

๙. ห้ามระวังหรือประคองอิริยาบทให้ผิดปรกติ สืบเนื่องจากข้อ ๘ นั่นเอง เช่น การเดินไปเพื่อแก้เมื่อย กับการเดินไปธุระ เจตนาในการเดินสองอย่างนี้ต่างกันมาก การเดินแก้เมื่อย คือ ช้าหน่อยเดียวไม่รีบเร่ง ส่วนการเดินไปธุระมีความต้องการไป จึงทำให้เกิดความรีบเร่งหรือไม่ก็เป็นการประคองอิริยาบท (ประคองทุกข์) จนผิดจากธรรมชาติ

ธรรมดาของชีวิต เช่น มีความรู้สึกเพิ่งเมื่อยนิดเดียว ยังไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน ประคองทุกข์ไว้ให้มากๆ ก่อน จะได้เห็นชัด นี่ก็คือความผิดปรกติที่ห้ามทำนะคะ

๑๐. ห้ามทำสิ่งที่ไม่จำเป็น เช่น ไม่จำเป็นไม่ต้องนั่ง ไม่จำเป็นไม่ต้องยืน ไม่จำเป็นไม่ต้องเดิน ไม่จำเป็นไม่ต้องพูด ไม่จำเป็นห้ามทำเด็ดขาด เพราะถ้าเผื่อไม่มีความจำเป็นแล้ว การกระทำนั้นเป็นไปเพื่อความต้องการ ก็จะเป็นที่อาศัยของตัณหา

เหตุ-ผล ก็อธิบายมาจากข้อต้นๆ แล้ว คือ ต้องมีคำตอบให้ความรู้สึกเสมอเพื่อป้องกันกิเลสคะ

โดย พี่ดอกแก้ว [27 พ.ค. 2552 , 17:26:56 น.] ( IP = 58.9.150.28 : : )


  สลักธรรม 7

๑๑. จะทำสิ่งใดต้องรู้เหตุจำเป็นเสียก่อน เช่น อาบน้ำเพื่ออะไร ต้องให้คำตอบความรู้สึกนั้นว่า ...เพราะขณะนี้เป็นทุกข์ ทุกข์มาบีบคั้น เช่น รู้สึกร้อน จำเป็นต้องไปอาบน้ำเพื่อแก้ร้อน ไม่กินได้ไหม ไม่ถ่ายได้ไหม คำตอบก็คือไม่ได้ เพราะทุกข์มันจะมากขึ้น ในความรู้สึกเช่นนี้ อิริยาบทย่อยๆ ต่างๆ มันจึงจำเป็นโดยธรรมชาติเอง

เช่น การกินต้องยกมือขึ้นใส่ปาก ต้องเคี้ยว อิริยาบทย่อยสูงกว่า ละเอียดกว่า เห็นทุกข์ได้ยากกว่าอิริยาบทใหญ่ เพราะ เช่นแค่ยกมือตักข้าวเข้าปาก ความรู้สึกโดยทั่วๆ ไป ไม่เห็นว่าจะทุกข์อะไรเลย แต่ที่ว่าเป็นทุกข์ ก็เพราะต้องพยาบาลคนไข้ ให้ทุกข์หาย

อิริยาบทย่อยเปรียบเสมือน........ พยาบาล
อิริยาบถใหญ่เปรียบเสมือน....... คนไข้


ดังนั้น การยก การตัก การยึดมือ การหดมือ ซึ่งเป็นอิริยาบทย่อยทั้งหลาย ก็ต้องทำเพื่อให้กิจนั้นจนสำเร็จขาดไม่ได้ เพราะ อาหารจะลอยเข้าปากโดยไม่ต้องตัก โดยไม่ต้องหดมือ โดยไม่ต้องใส่ปากไม่ได้ เป็นต้น

การเป็นพระอรหันต์สำเร็จได้ด้วยอิริยาบทสี่ ก็ได้ ไม่จำเป็นต้องคอยสังเกตุทุกๆอย่าง เช่น ไม่ต้องกำหนดรูปเหยียด รูปคู้ รูปก้ม รูปเงย ไม่มีความจำเป็น แต่จำเป็นต้องรู้สึกตัวเสมอทุกๆ อิริยาบททั้งใหญ่และย่อย เพราะจะได้เข้าถึงความจริงว่า ชีวิตเป็นทุกข์ (คำว่า “ต้อง” มีอยู่เสมอ)

โดย พี่ดอกแก้ว [27 พ.ค. 2552 , 17:31:35 น.] ( IP = 58.9.150.28 : : )


  สลักธรรม 8

๑๒. ห้ามไม่ให้ทำความรู้สึกว่า ขณะนี้กำลังปฏิบัติอยู่ หรือ การกระทำอยู่นั้น เป็นการปฏิบัติกรรมฐาน เช่น รู้สึกเดินกรรมฐาน นั่งกรรมฐาน นอนกรรมฐาน เพราะจะเป็นการบังคับ และการบังคับนี่เอง เป็นเหตุให้เกิดความผิดปรกติ เท่ากับเป็นการวางใจให้ผิดจากความเป็นจริง เพราะทุกสิ่งทุกอย่างเป็นธรรมชาติที่บังคับบัญชาไม่ได้ (อนัตตา)นะคะ

๑๓. ห้ามทำความรู้สึกว่า จะกำหนดรูป-นาม เพื่อให้จิตสงบหรือเพื่อแก้ไขอะไรให้หายไป เช่น เวลาฟุ้งเกิดขึ้น ก็ดูนามที่ฟุ้งเท่านั้น (รู้ว่านามฟุ้ง) แต่จะดูเพื่อให้ฟุ้งหายนั้นผิด ผิดเพราะทำขึ้นด้วยอำนาจ อัตตา
เพราะธรรมชาติเป็นอนัตตา การบังคับและทุกอย่างก็เป็นไปตามความบังคับได้ อนัตตาไม่เกิด อัตตาก็เข้าอาศัยเป็นตัวตนเกิดขึ้นมาแทน ความจริงก็ไม่ปรากฏได้ คือ ทุกขสัจจะก็ไม่สามารถโผล่ให้เห็น การปฏิบัติวิปัสสนา กำหนดเพื่อให้เห็น ไม่ใช่กำหนดเพื่อให้หายนะคะ

โดย พี่ดอกแก้ว [27 พ.ค. 2552 , 17:35:53 น.] ( IP = 58.9.150.28 : : )


  สลักธรรม 9

๑๔.ต้องทำใจให้เหมือนดูละคร อย่าไปเล่นละคร คนดูกับคนเล่นมีความแตกต่างกัน คนเล่นหรือนักแสดงต้องหัดให้ได้ เช่น ต้องบังคับมือให้จีบเป็น เพื่อจะรำ ต้องบังคับสีหน้า อารมณ์ ให้เป็นไปตามบทให้ได้ (การบังคับได้นั้นเป็นอัตตา)

ส่วนคนดูละคร ไม่ต้องหัดเลย มีหน้าที่ดูอย่างเดียวถึงจะรู้เรื่อง ชีวิตของแต่ละคน เป็นละครโรงใหญ่ ซึ่งเป็นการเล่นของขันธ์๕ ไม่ต้องหัดเลย มันเล่นของมันตลอดเวลา ไม่มีวันหยุด ไม่มีเวลาพัก ดูไม่หวัดไหวเลย อย่าไปเล่น มีหน้าที่ดู เพราะเล่นจะไม่รู้เรื่องอะไรเลย เพราะมัวติดอยู่ในตอนนั้นๆเรื่องราวที่ปรากฏต่อจากตอนนั้นที่เป็นอดีต เราก็จะไม่รู้เรื่องแท้จริงได้เลยนะคะ

๑๕. อย่าตั้งใจมากเกินไป เช่น อย่าตั้งใจว่าอยากให้เกิดสมาธิ แล้วจะได้เกิดปัญญา ไม่จำเป็น เช่น เวลาดูอะไร ก็จ้องๆ ดูๆ แช่อารมณ์อยู่ในการดูนั้น และเมื่อเวลาฟุ้งเกิด ก็โมโห (โทสะ) แล้วก็บ่นว่าไม่สงบ

ความจริง ความฟุ้งนี่ล่ะที่จะนำความจริงออกมาให้เราเห็นได้ว่า ไม่เที่ยง แต่เรากลับเข้าใจว่าฟุ้งไม่ใช่ธรรมะ แท้ที่จริงทุกอย่างในโลกนี้ เป็นธรรมะทั้งนั้น เพราะเราไม่เข้าใจธรรมะ จึงถึงธรรมะไม่ได้ และคิดเอาเองว่า ความสงบก็ดี ความเยือกเย็นก็ดี จึงจะเป็นธรรมะ

ใช่คะเป็นธรรมะเป็นได้ คือได้แก่ สมาธิ เท่านั้น ตัณหาก็อาศัยความสงบได้ เกิดความพอใจเกิดขึ้น เป็นเหตุให้เกิดความยินดี ความรู้สึกเช่นนี้เป็นอุปสรรคของนิพพิทาญาณโดยตรง

วิปัสสนาทำให้เกิดความเบื่อหน่ายของชีวิต และเบื่อหน่ายอารมณ์ต่างๆ อันมีความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และบังคับบัญชาไม่ได้ แต่กลับยินดี ก็ไม่มีทางจะคลายออกจากกิเลสได้ ความยินดีในสมาธิ เท่ากับยินดีในขันธ์๕ นั่นเอง เมื่อลองยินดีในขันธ์๕ แล้ว จะพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดไม่ได้

ผู้ที่ปฏิบัติวิปัสสนา ต้องอย่าตั้งใจเพื่อจะได้อะไร แต่จงใช้วิริยะ คือ ความเพียร (เพียรมากได้มาก) นี่ละคะคือหลักใหญ่ๆ ทั้ง ๑๕ ข้อ ซึ่งเปรียบเสมือนวินัยข้อบังคับ ทำให้ ชีวิตมีระเบียบในเรือนใจ เรียกชื่อได้ถูกต้องตามความเป็นจริง และ ตรงดิ่งในการมอง (สัมมาทิฏฐิ)

ขอให้อ่านและทำความเข้าใจให้ถูกด้วยกันทุกคนนะคะ และขอให้มีความเพียรปฏิบัติโดยอาศัยความเข้าใจที่ถูก นำชีวิตออกจากวัฏฏสงสารได้โดยเร็วนะคะ


โดย พี่ดอกแก้ว [27 พ.ค. 2552 , 17:46:31 น.] ( IP = 58.9.150.28 : : )


  สลักธรรม 10


หลัก ๑๕ ข้อ นับว่ามีประโยชน์ต่อการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน เป็นอย่างยิ่งค่ะ แต่มีความสงสัยอย่างหนึ่งนะคะคือ

เมื่อเราไปเข้าปฏิบัติที่สำนักวิปัสสนา นั่นก็เป็นการทราบแก่ใจอยู่แล้วว่าไปปฏิบัติวิปัสสนา และขณะที่อยู่ในห้อง ก็ต้องเป็นการปฏิบัติ แต่ในข้อ๑๒. ห้ามไม่ให้ทำความรู้สึกว่า ขณะนี้กำลังปฏิบัติอยู่

แล้วอย่างนี้จะวางใจอย่างไรดีค่ะ

โดย พี่ดา [27 พ.ค. 2552 , 17:54:39 น.] ( IP = 124.121.175.236 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org