| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
วัฏฏกชาดก
สลักธรรม 1
พระศาสดามีภิกษุหมู่ใหญ่เป็นบริวาร ได้ประทับยืนอยู่ ณ ประเทศแห่งหนึ่ง ไฟป่าไหม้เสียงดังมาเหมือนจะท่วมทับ ครั้นมาถึงที่ที่พระตถาคตประทับยืน พอถึงที่ประมาณ ๑๖ กรีส (๑ กิโลเมตร) รอบประเทศนั้นก็ดับไป เหมือนคบไฟที่เขาจุ่มลงในน้ำฉะนั้น
ภิกษุทั้งหลายพากันกล่าวคุณของพระศาสดาว่า "น่าอัศจรรย์ชื่อว่าพระคุณของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ก็ชื่อว่าไฟนี้ไม่มีจิตใจ ยังไม่อาจท่วมทับที่ที่พระพุทธเจ้าประทับยืน ย่อมดับไป เหมือนคบเพลิงหญ้า ดับด้วยน้ำฉะนั้น น่าอัศจรรย์ชื่อว่าอานุภาพของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย "
พระศาสดาได้ทรงสดับถ้อยคำของภิกษุเหล่านั้นแล้วตรัสว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ไฟนี้ถึงภูมิประเทศนี้แล้วดับไป เป็นกำลังของเราในบัดนี้เท่านั้นก็หามิได้ ข้อนี้เป็นกำลังแห่งสัจจะอันมีในกาลก่อนของเรา ด้วยว่าในสถานที่แห่งนี้ไฟจักไม่ลุกโพลงตลอดกัป ..นี้ชื่อว่าปาฏิหาริย์ตั้งอยู่ตลอดกัป
ลำดับนั้น ท่านพระอานนท์ปูลาดสังฆาฏิ ๔ ชั้น เพื่อต้องการเป็นที่ประทับนั่งของพระศาสดา พระศาสดาประทับนั่งขัดสมาธิ ฝ่ายภิกษุสงฆ์ก็ถวายบังคมพระตถาคต แล้วนั่งแวดล้อมอยู่
ลำดับนั้น พระศาสดาอันภิกษุทั้งหลายทูลอ้อนวอนว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เรื่องนี้ปรากฏแล้วแก่ข้าพระองค์ทั้งหลายก่อน ส่วนเรื่องอดีตยังลี้ลับ ขอพระองค์โปรดกระทำเรื่องอดีตนั้นให้ปรากฏแก่ข้าพระองค์ทั้งหลาย" จึงทรงนำเรื่องอดีตมาแสดงดังต่อไปนี้
โดย ศาลาธรรม [28 พ.ค. 2552 , 15:21:47 น.] ( IP = 118.175.74.4 : : )
สลักธรรม 2
ในอดีตกาล.. พระโพธิสัตว์ถือปฏิสนธิในกำเนิดนกคุ่ม ในเวลาทำลายกะเปาะฟองไข่ออกมาได้เป็นลูกนกคุ่มมีตัวประมาณเท่าดุมเกวียนบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่ บิดามารดาให้พระโพธิสัตว์นั้นนอนในรังแล้วนำอาหารมาเลี้ยงดูด้วยจะงอยปาก
พระโพธิสัตว์นั้นยังอ่อน ไม่มีกำลังพอที่จะเหยียดปีกออกบินไปในอากาศ หรือไม่มีกำลังพอที่จะยกเท้าเดินไปบนที่ดอน และไฟป่านั้นไหม้บริเวณนั้นทุกปี ๆ และในสมัยนั้น ไฟป่าก็ไหม้บริเวณนั้นเสียงดังลั่น หมู่นกพากันออกจากรังของตนๆ ต่างกลัวต่อมรณภัยส่งเสียงร้องหนีไป
บิดามารดาของพระโพธิสัตว์ก็กลัวต่อมรณภัย จึงทิ้งพระโพธิสัตว์หนีไป พระโพธิสัตว์นอนอยู่ในรังนั่นเอง ชะเง้อคอแลเห็นไฟป่ากำลังไหม้ตลบมา จึงคิดว่า ถ้าเราจะพึงมีกำลังที่จะเหยียดปีกออกบินไปในอากาศไซร้ เราก็จะพึงโบยบินไปที่อื่น ถ้าเราจะพึงมีกำลังที่จะยกเท้าเดินไปบนบกได้ไซร้ เราก็จะย่างเท้าไปที่อื่นเสีย ฝ่ายบิดามารดาของเราก็กลัวแต่มรณภัย ทิ้งเราไว้แต่ผู้เดียว
บัดนี้ ที่พึ่งอื่นของเราไม่มี เราไม่มีที่ต้านทาน ไม่มีที่พึ่ง วันนี้เราจะทำอย่างไรหนอจึงจะควร ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ นั้นได้มีความคิดอย่างนี้ว่า
ชื่อว่าคุณแห่งศีลย่อมมีอยู่ในโลกนี้
ชื่อว่าคุณแห่งสัจจะก็ย่อมมีในอดีตกาล
ชื่อว่าพระสัพพัญญูพุทธเจ้าทั้งหลายผู้ทรงบำเพ็ญบารมีทั้งหลายประทับนั่งที่พื้นต้นโพธิ ได้ตรัสรู้พร้อมยิ่งแล้ว ทรงเพียบพร้อมด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ และวิมุตติญาณทัสสนะ ทรงประกอบด้วยสัจจะ ความเอ็นดู ความกรุณา และขันติ ย่อมมีอยู่
และคุณของพระธรรมทั้งหลายที่พระสัพพัญญพุทธเจ้าทั้งหลายนั้น ทรงรู้แจ้งแล้ว ย่อมมีอยู่
ก็ความสัจอย่างหนึ่งย่อมมีอยู่ในเราโดยแท้ สภาวธรรมอย่างหนึ่งย่อมมีปรากฏอยู่ เพราะฉะนั้น เราจะรำลึกถึงอดีตพระพุทธเจ้าทั้งหลาย และคุณทั้งหลายที่อดีตพระพุทธเจ้าเหล่านั้นรู้แจ้งแล้ว ถือเอาสภาวธรรมคือสัจจะซึ่งมีอยู่ในเรา กระทำสัจกิริยาให้ไฟถอยกลับไป กระทำความปลอดภัยแก่ตน และหมู่นกที่เหลือในวันนี้
โดย ศาลาธรรม [28 พ.ค. 2552 , 15:22:15 น.] ( IP = 118.175.74.4 : : )
สลักธรรม 3
ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ระลึกถึงพระคุณทั้งหลายของพระพุทธเจ้าทั้งหลายผู้ปรินิพพานไปแล้วในอดีต แล้วปรารภสภาวะคือสัจจะซึ่งมีอยู่ในตน เมื่อจะทำสัจกิริยา จึงกล่าวคาถาว่า
"ปีกของเรามีอยู่ แต่ก็บินไม่ได้
เท้าทั้งสองของเรามีอยู่ แต่ก็เดินไม่ได้
มารดาและบิดาของเรา ออกไปหาอาหาร
ดูก่อนไฟ ท่านจงถอยกลับไปเสีย"
พร้อมกับสัจกิริยาของพระโพธิสัตว์นั้น ไฟได้ถอยกลับไปในที่ประมาณ ๑๖ กรีส( ๑ กิโลเมตร) ก็แหละเมื่อจะถอยไปก็ไหม้ไปยังที่อื่นในป่า ทั้งดับแล้วในที่นั้นเอง เหมือนคบเพลิงอันบุคคลให้จมลงในน้ำฉะนั้น ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า
เมื่อเราทำสัจจะ เปลวไฟอันรุ่งเรืองใหญ่หลีกไป๑๖ กรีส ( ๑ กิโลเมตร) พร้อมด้วยคำสัตย์ ประหนึ่งเปลวไฟอันตกถึงน้ำก็ดับไปฉะนั้น สิ่งใดจะเสมอด้วยสัจจะของเราไม่มี นี้เป็นสัจบารมีของเรา
พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การที่ไฟไม่ไหม้สถานที่นี้เป็นกำลังของเราในบัดนี้ก็หามิได้ นั่นเป็นกำลังของเก่า เป็นสัจพลังของเราเองในครั้งเป็นลูกนกคุ่ม
ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว จึงทรงประกาศสัจจะทั้งหลาย ในเวลาจบสัจจะ บางพวกได้เป็นพระโสดาบัน บางพวกได้เป็นพระสกทาคามี บางพวกได้เป็นพระอนาคามี บางพวกบรรลุพระอรหัต
ฝ่ายพระศาสดาก็ทรงประชุมชาดกว่า มารดาบิดาในครั้งนั้นคงเป็นมารดาบิดาอยู่ตามเดิมในบัดนี้ ส่วนพระยานกคุ่ม ได้เป็นเราเองแล.
จบ วัฏฏกชาดก ว่าด้วยความจริง
![]()
โดย ศาลาธรรม [28 พ.ค. 2552 , 15:22:39 น.] ( IP = 118.175.74.4 : : )
สลักธรรม 4ขออนุโมทนานะครับ ที่นำเรื่องที่มีประโยชน์มาฝากให้อ่านเสมอ ขึ้นชื่อว่า สัจจะแล้วย่อมต้องรักษาไว้ให้มั่น เพื่ออำนาจเพิ่มพูนขึ้นเป็นบารมี คือสัจบารมี
ครับแรงกรรมมีอำนาจมากเสมอ อยู่ที่ว่าเราท่านจะทำกรรมเช่นใด ส่วนการที่ได้อ่านมานี้แล้ว เห็นชัดว่า ความดีชนะภัยได้ทุกๆอย่างจริงๆครับ
![]()
โดย พี่เณร [28 พ.ค. 2552 , 16:53:31 น.] ( IP = 58.11.35.68 : : )
สลักธรรม 5
ขอบพระคุณ และ ....อนุโมทนาค่ะโดย พี่ดา [29 พ.ค. 2552 , 09:56:42 น.] ( IP = 124.121.173.166 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |