| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
อย่าประมาท
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1
พระพุทธเจ้าทรงมีพระดำรัสสุดท้ายว่า จงยังชีวิตด้วยความไม่ประมาทเถิด แต่ทุกวันนี้ต้องบอกตรงๆ ว่าสัตว์โลกทั้งหลายยังมีความประมาท เวลาเราดูนาฬิกาเราก็จะคิดไปข้างหน้าว่า ..ใกล้จะหมดเวลาแล้ว ใกล้จะเพลแล้ว ใกล้เที่ยงแล้ว ใกล้จะเลิกแล้ว ..แต่เวลาที่เหลืออยู่นั้นเราไม่เคยคิดว่าคืออะไร? จึงอย่าประมาท..เพราะเมื่อเวลาใกล้หมด นั่นคือเวลาที่เหลืออยู่
วันนี้ให้ทุกคนตั้งโจทย์ขึ้นมาในใจว่า เอาเลข ๗๕ ขึ้นมาตั้งแล้วลบออกด้วยเลขอายุของตนเอง ...ลบแล้วเหลือกี่ปี? เวลาที่เหลืออยู่ ก็คือเวลาที่ใกล้จะหมดแล้ว
ขณะนี้เวลา ๙.๑๕ น. เหลืออีกแค่สองชั่วโมงสี่สิบห้านาทีก็จะหมดเวลาครึ่งวัน และก็เป็นเวลาที่เหลืออยู่ในช่วงเช้าที่เราจะเรียนธรรมะแล้วก็จะพักเที่ยง เมื่อเราใช้เวลาไปๆ เวลาก็จะเดินไปข้างหน้าแล้วก็จะมีเวลาที่เหลืออยู่น้อยลง
ชีวิตของเราตกอยู่ในความประมาท เพราะเราเร่งวันเร่งคืนให้ถึงวันใหม่อย่างดีใจ อย่างเพลงที่เขาร้องว่า "วันใหม่ เดือนใหม่ ปีใหม่ เราขออวยชัยให้สวัสดี รื่นเริงสำราญดังดอกบัวบานในท้องนที รื่นเริงสำราญดวงใจเบิกบานผ่องแผ้วเปรมปรีดิ์ จงคลายความทุกข์ความสุขจงมีไปทั่วธานีแว่นแคว้นแดนไทย"
เห็นไหมว่าเรามักจะรอปีใหม่เพื่อให้มีแต่ความรื่นเริง สำราญ
หรือรอแต่วันเกิด แฮปปี้เบิร์ธเดย์ทูยู ..ทูมี ซึ่งเป็นการมุ่งไปข้างหน้าที่มีตัวเลขเพิ่มมากขึ้นมา อย่างตัวเองนั้นก็เหลืออยู่แค่ยี่สิบเอ็ดปีก็จะถึงขัยอายุ
ดังนั้น การที่บางคนมัวโอ้เอ้คิดว่าเดี๋ยวค่อยเข้าเรียนก็ได้ ขอแวะตรงนี้ก่อนเพราะห้องเรียนก็ไม่ได้หนีไปไหน ..แต่ที่จริงนั้น เรากำลังจะไปไหน? เราต้องคิดให้ดี จึงไม่ควรประมาทเพราะเมื่อเวลาใกล้หมด นั่นคือเวลาที่เหลืออยู่ เราจึงต้องตื่นตัวว่าเราเหลือเวลาน้อยแล้ว แต่เรียนก็ยังไม่เข้าใจ ปฏิบัติก็ยังไม่เห็นแจ้ง แต่เวลาเหลือน้อยแล้ว
โดย น้องกิ๊ฟ [1 มิ.ย. 2552 , 00:12:22 น.] ( IP = 58.9.237.33 : : )
สลักธรรม 2
เช่นเดียวกันที่อย่าลืมว่า.. ชีวิตเรามีกันเพียงสั้นๆ พรุ่งนี้ก็วันที่ ๑ มิถุนายน ..ครึ่งปีแล้ว ทั้งที่เรารู้สึกว่าเพิ่งได้รับแจกปฏิทินหรือไปยืนขอธนาคารเพื่อนำมาแขวน แต่เพียงแป๊บเดียวก็ฉีกปฏิทินไปเกือบหกใบแล้ว ซึ่งเราจะเหลืออยู่อีกเพียงหกใบที่จะต้องเปลี่ยนใหม่เป็นปีพุทธศักราช ๒๕๕๓
ชีวิตของเราแสนสั้น แต่ความฝันนั้นแสนยาว ..อย่างการฝันในทางโลก เช่น คนที่ซื้อล๊อตเตอรี่นั้นฝันถึงอะไร? ก็ฝันที่จะถูกหวย ฝันเป็นเศรษฐี หรือหนุ่มสาวที่กำลังมองหาคู่รัก.. ก็ฝันมีคนจ้องเอาใจ ฝันกันอยู่เรื่อยไป แต่ฝันเกินกายของตน เช่นลูกศิษย์บางคนที่ฝันจะถูกหวยสามสิบสามล้าน เพราะไม่เคยคิดว่าสิ่งที่อยากได้นี้เป็นสิ่งที่เกินกายเกิดกำลังของตนที่เกิดมา
เราไม่รู้เลยว่าเราทำกรรมดีมามากขนาดไหน ในห้องนี้มีใครบ้างที่เคยบริจาคทานสิบล้านบาทเมื่อชาติที่แล้ว? เมื่อไม่รู้แล้วแต่เราก็ไปฝันว่าเราต้องได้ดีมากๆ นั้นก็เป็นการฝันที่เกินกายของตน ..เราเรียนวิทยาศาสตร์แล้วในเรื่องปฏิกิริยาตอบสนอง เมื่อตีลงไปแรงเท่าใดก็จะตอบสนองแรงเท่านั้น เมื่อเราไม่เคยคิดเลยว่าอดีตเราทำอะไรมา เพราะเราคิดไม่ออก แต่เรากลับออกในสิ่งที่อยากจะได้ในอนาคตข้างหน้า ..จึงเป็นเรื่องที่ต่างฝันเกินกายของตน
และเนื้อเพลงท่อนต่อไปเขาบอกว่า ..ชีวิตมนุษย์สุดจะฝัน ชอบเอาความฝันมาลิขิตชีวิตตน .. อย่างเราเหลือเวลาอีกแค่ยี่สิบเอ็ดปี แต่เราฝันถึงนิพพาน เราต้องการพระนิพพานเพราะเราเรียนธรรมะแล้วจึงไม่ได้คิดใฝ่หาอย่างอื่น นอกจากเป้าหมายพระนิพพาน แต่ระหว่างการเดินทางในยี่สิบเอ็ดปีนี้ใครจะรับประกันกับเราได้ว่า เราได้พบพระนิพพานแน่ เพราะเรายังรับประกันตนเองไม่ได้เลยว่า วันนี้เราจะดีได้ตลอดวัน
ฉะนั้น จึงอย่าฝันเฟื่องเรื่องไกลตัว ทำวันนี้ให้ดีที่สุด แล้วก็อย่าคิดว่าเรารู้แล้ว แต่ทุกวันนี้เรารู้เพียงแค่ "โดยฟังตามกันมา" แต่ก็นับว่าเป็นการรู้ในเรื่องที่ดีเพราะเราได้เลือกที่จะรู้ในสิ่งที่เป็นประโยชน์ คือรู้เรื่องราวของชีวิต แต่ถ้าเรารู้แล้วไม่นำไปปฏิบัติหนทางที่จะเกิดนวโลกุตรธรรม ๙ ก็จะไม่เกิดขึ้นกับเรา เพราะการสำเร็จนั้นอยู่ที่การเริ่มต้นและเพียรพยายามให้ไปถึงก้าวสุดท้ายปลายวัฏฏะได้
โดย น้องกิ๊ฟ [1 มิ.ย. 2552 , 00:12:46 น.] ( IP = 58.9.237.33 : : )
สลักธรรม 3
อย่าคิดว่าเรารู้แล้ว เพราะผู้รู้จริงคือผู้ที่ได้ปัญญาญาณเท่านั้น เริ่มต้นนับตั้งแต่นามรูปปริจเฉทญาณเป็นต้นไป และก็ยังเป็นการรู้ที่นิดเดียวเท่านั้นในขั้นนี้ เราเรียนแล้วว่าชีวิตน่ากลัวเพราะมีภัยอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะมีกิเลสที่คอยทำร้ายใจของเราอยู่ตลอดเวลา ทำให้เราต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏฏะสงสาร แต่เราไม่พยายามที่จะทำวิวัฏฏะเลย เพราะทำแต่วัฏฏะอยู่วันยังค่ำ
การเข้าปฏิบัติเพื่อขัดเกลาจิตใจด้วยการเจริญวิปัสสนาเท่านั้นที่เป็นวิวัฏฏะ คือการตัดภพตัดชาติไม่ให้ดำเนินต่อไปนั่นเอง วันนี้จึงมาเตือนท่านว่าอย่าประมาท เพราะเราอาจจะไม่ได้ดูตัวเองก็ได้
ก็จะขอนำเรื่องมาเล่าให้ฟังเรื่องหนึ่ง ซึ่งจะให้ใครมาเล่าแทนก็ไม่ได้เพราะเป็นเรื่องที่อยู่ในใจ และเรากับเขาก็ไม่เหมือนกัน เราจะสุขเราจะทุกข์ เขาจะสุขเขาจะทุกข์ ก็ต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างได้
มีชายคนหนึ่งกำลังเดินเพลิดเพลินแบบเที่ยวพเนจร ซอกซอนพนาลัย ชมเขาลำเนาไพร เพลินใจเจริญตา ในขณะที่กำลังเพลินใจเจริญตาอยู่นั้นก็ได้ไปพบกับเสือเข้าก็ตกใจ ถูกเสือไล่ล่าเพื่อกินเป็นอาหาร เขาวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิตทั้งที่มีอาวุธเต็มตัวไปหมดเลย วิ่งจนกระทั่งไปเจอหน้าผาแห่งหนึ่ง จึงตัดสินใจที่จะรักษาชีวิตไว้ ด้วยการไต่เถาวัลย์ที่ทาร์ซานทิ้งเอาไว้ให้เพื่อลงไปหลบที่ใต้หน้าผา
ระหว่างที่ไต่ลงไปเขาก็เหลียวขึ้นมามองว่าหนีเสือพ้นหรือ สลับกับการมองลงไปยังด้านล่างว่าจะถึงพื้นหรือยัง แต่เมื่อใกล้จะถึงพื้นแล้วเขาก็พบว่ามีงูพิษตัวมหึมารอที่จะทำร้ายเขาเช่นกัน ทำให้ชายหนุ่มคนนั้นยึดเหยี่ยวเถาวัลย์ไว้ด้วยความรู้สึกกลัวมาก เพราะจะลงไปในที่พื้นก็จะถูกงูกัด จะปีนขึ้นไปเสือก็กำลังรอกินอยู่
ในเวลาต่อมาก็มีหนู่ตัวหนึ่งไตลงมาตามเถาวัลย์เพื่อกัดกินเมล็ดพืชบางอย่างที่ติดอยู่กับเถาวัลย์จนเถาวัลย์เริ่มจะขาด ในขณะที่เริ่มหมดหวัง และต้องโหนตัวอยู่ที่เถาวัลย์นั้น ก็มีน้ำผึ้งหยดลงมาตรงที่เขาห้อยโหนอยู่พอดี ชายหนุ่มจึงอ้าปากรับรสชาติอันหอมหวานของน้ำผึ้ง แล้วก็รู้สึกหลงใหลในความหวานของน้ำผึ้งจนคลายมือที่เหนี่ยวเถาวัลย์อย่างไม่รู้ตัวเพื่อรอน้ำผึ้งหยดต่อไป เมื่อเขาคลายมือออก เขาก็ตกลงมาตายอยู่ที่พื้นเบื้องล่าง.. เรื่องก็จบแค่นี้
โดย น้องกิ๊ฟ [1 มิ.ย. 2552 , 00:13:10 น.] ( IP = 58.9.237.33 : : )
สลักธรรม 4
เราทุกคนฟังแล้วก็อาจรู้สึกว่า ชายคนนี้โง่จริงๆ เพราะมัวแต่หลงรสน้ำผึ้งเพียงหยดเดียว มือก็คลายจากเถาวัลย์จนตกลงมาตาย แต่อย่าเพิ่งคิดว่า ชายคนนั้นคือใคร? ชายคนนั้นอาจเป็นเราก็ได้ เพราะเราทุกคนอาจจะกำลังหลงอยู่ในน้ำผึ้งหยดเดียวคืออารมณ์สุขที่มากระทบเพียงครั้งเดียวเราก็เตลิดเปิดเปิงขาดสติสัมปชัญญะ
เรื่องนี้ยกขึ้นมาเป็นอุทาหรณ์ว่า เพียงแค่น้ำผึ้งหยดเดียวก็ทำให้ชีวิตต้องตายได้ แต่เราเองนั้นเราได้รับน้ำผึ้งกันวันละกี่หยด เราหลงรสน้ำผึ้งโดยไม่ได้เห็นความจริงเพราะใจของเราแข็งยิ่งกว่าหิน เพราะเราฟังธรรมะของพระพุทธเจ้ามาทั้งชีวิต..พระพุทธองค์บอกว่าชีวิตนั้นน่ากลัว และหลวงพ่อก็สอนสิ่งที่ดีให้สารพัด แต่ใจของเราเป็นยิ่งกว่าหิน
น้ำหยดลงหินทุกวันหินมันยังกร่อน ..แต่สิ่งดีๆ หยดลงที่ใจของเราบ่อยๆ แต่ใจของเราก็ไม่เคยกร่อนเลยเพราะเราไม่ค่อยเชื่อเรื่องกรรมมากมาย เราจึงเที่ยวพเนจรซอกซอนไปหาสิ่งต่างๆ สารพัด
แม้กระทั่งรู้ว่า ชีวิตของเราใกล้ตายเข้ามาแล้ว เหมือนกับถ้าปีนขึ้นไปบนหน้าผาก็ถูกเสือกัด
ตกลงมาก็ถูกงูกัด แต่ในขณะนั้นเรากลับหลงอยู่กับรสน้ำผึ้งเพียงหยดเดียวอยู่ได้ หลงเพียงอารมณ์เล็กๆ น้อยๆ จึงนำคำเตือนมาบอกท่านว่าอย่าประมาท เพราะเมื่อเวลาใกล้หมด นั่นคือเวลาที่เหลืออยู่ วันนี้เราจึงต้องฝึกสติต้องมีปัญญา และเราต้องเตือนตนกระตุ้นตนเอง เพราะทันทีที่เราคิดได้ ชีวิตของเราก็จะพบความเปลี่ยนแปลง
โดย น้องกิ๊ฟ [1 มิ.ย. 2552 , 00:13:33 น.] ( IP = 58.9.237.33 : : )
สลักธรรม 5
ถาม อยากจะมาศึกษาเกี่ยวกับการปฏิบัติ และก็มีความทุกข์เกี่ยวกับการฟุ้งซ่านอยู่บ้าง
ตอบ ต้องบอกเลยว่า ถ้าเราเข้าใจทฤษฎีก็จะสามารถปฏิบัติได้ และก็เป็นการดีที่เรามาเลือกหางานทำเพราะความฟุ้งซ่านนั้นแสดงถึงจิตของเราว่าไม่มีงานที่น่าทำ เมื่อเราทำงานตรงหน้าเสร็จแล้วจึงไม่มีอะไรจะทำจิตจึงไปไขว่คว้าอารมณ์ที่ผ่านมาแล้วหรืออนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้น เช่นน้ำจะท่วมประเทศไทยไหม ค่าเงินจะตกหรือเปล่า ..เหล่านี้เป็นความฟุ้งซ่านที่ทำให้จิตไม่สงบกระวนกระวาย
ซึ่งทุกคนก็จะเป็นกันเพราะเมื่อความเดือดร้อนจะมีมาให้เห็น และไม่ต้องดูอื่นไกลแค่มีประกาศว่า พรุ่งนี้น้ำมันจะขึ้นราคา บางคนก็วางมือจากการทำบางสิ่งบางอย่างทันทีแล้วก็รีบขับรถไปเติมน้ำมันในคืนวันนี้ ทั้งที่น้ำมันจะขึ้นราคาพรุ่งนี้แต่ตัวคนที่รู้ ก็ไม่สงบแล้ว ..นี้คือความฟุ้งซ่านที่เกิดขึ้นจากสิ่งที่เราทั้งต้องการและไม่ต้องการ
การที่ตั้งใจมาหางานทำไม่ให้เกิดความฟุ้งซ่านนั้น งานที่มีอยู่ที่นี้ก็ไม่ใช่งานทางกายอย่างเดียว แต่เป็นงานทางใจด้วย เป็นการมาศึกษาเพื่อมีหลัก ได้มีกัลยาณมิตร ได้ทำความเข้าใจตามลำดับซึ่งจะทำให้เราคลายออกจากความคิดที่ผิดๆ ได้ การศึกษาเกี่ยวกับจิต เจตสิก และรูป ตามแผนผังบนกระดานที่เป็นเครื่องหมายๆ บวกๆ ลบๆ นั้นเขาใช้เวลาเรียนกันถึงห้าหกปี จึงจะเรียนจบ
เครื่องหมายที่ปรากฏอยู่บนกระดานนั้นคือชีวิตของเรา ..คำพูดนี้ถ้าถามคนที่มาใหม่ๆ ก็ไม่มีใครเชื่อ แต่เมื่อได้ศึกษาผ่านไปๆ ก็จะมีความเชื่อว่า เครื่องหมายเหล่านี้คือ
ชีวิตของเราจริงๆ ที่ประกอบไปด้วยกลุ่มของอกุศล ๑๒ ..โลภะ ๘ โทสะ ๒ และโมหะ ๒ ซึ่งเราทุกคนมี แล้วเราก็มีการกระทำบุญ และบางคนอาจจะทำฌาน ส่วนเครื่องหมายอีกหลุ่มหนึ่งก็คือวิบากที่เกิดขึ้นมาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจที่เป็นฝ่ายไม่ดี และที่เป็นฝ่ายดี ฯลฯ
และก็มีการแสดงถึงเจตสิก..สิ่งที่ประกอบจิตใจของเรา และเรื่องของรูปธรรมต่างๆ ..เครื่องหมายจิต เจตสิก และรูปนี้จึงเป็นการตีแผ่ชีวิตของเราให้เกิดความเข้าใจว่าการทำงานของชีวิตคนๆ หนึ่งนั้นคืออะไรและเป็นอย่างไร
ซึ่งถ้าหากไม่เข้าใจชีวิตนี้ก็คือ "เรา" .. เวลาทุกข์ "เรา"จึงทุกข์มาก แต่เมื่อเรียนแล้วเข้าใจว่าชีวิต "ไม่ใช่เรา" ..เวลาทุกข์ก็ทุกข์ไม่มาก เพราะรู้ว่าเป็นอำนาจกรรมที่เราทำมาเอง มาสร้างให้เราต้องมีทั้งรูปธรรมและนามธรรมเพื่อต้องมาเสวยผลที่เราได้ทำกรรมเอาไว้ เราจึงต้องเป็นผู้ที่ได้รับผลกรรมนั้น
โดย น้องกิ๊ฟ [1 มิ.ย. 2552 , 00:13:57 น.] ( IP = 58.9.237.33 : : )
สลักธรรม 6
สิ่งที่มาปรากฏกับชีวิตนี้จึงเป็นผลของกรรมที่แต่ละคนทำมาเอง และก็ส่งให้ตลอดเวลาตราบเท่าที่ยังไม่หมดผล วิบากกรรมไม่มีการหยุดส่งผลในวันนักขัตฤกษ์ วันปีใหม่ หรือวันเกิด วิบากกรรมก็มาส่งผลได้ทั้งนั้นแม้ประทั่งตอนที่นอนอยู่ และไม่ว่าจะเป็นคนไทย จีน แขก ฝรั่งก็ต้องได้รับวิบากกรรมตลอดเวลา ที่ส่งมาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจให้เราได้รับเรื่องราวต่างๆ ที่เป็นสุขบ้างเป็นทุกข์บ้าง
เมื่อเราไม่เท่าทันความเป็นจริงในสุขทุกข์เหล่านี้ เราก็ยินดีกับสุขหรือไม่ยินดีกับทุกข์นั้น..วงจรอุบาทว์จึงเกิดขึ้นใหม่ในทันที คืออำนาจกรรมที่เกิดขึ้นจากการกระทำดีหรือชั่วที่เนื่องมาจากความยินดีหรือไม่ยินดีทำให้เราต้องเดินทางไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เพราะเหมือนกับเราขอวีซ่าอยู่ตลอดเวลา
การทำกรรมใหม่ที่เป็นวัฏฏะกรรมนั้นเป็นความประมาท แต่ละคนต่างก็ต้องตายและเมื่อตายแล้วก็ต้องเกิดทันที เมื่อเกิดมาแล้วก็เป็นการเริ่มต้นใหม่ในการเติบโตแล้วในที่สุดก็ต้องตาย..เติบโตไปตาย แล้วเราจะมีชีวิตกินอยู่เพื่อไปตายเท่านั้นหรือ ชีวิตเราไม่ได้มีค่าเพียงแค่นี้ แม้จะต้องกินอยู่ก็ตามแต่เราต้องหาทางออกของชีวิตให้ได้บ้างเพราะเราเดินกันมาซ้ำซากแล้วในทางนี้ เราไม่เคยไม่เกิดเป็นสัตว์ชนิดใดเลย ..ต่างก็เคยเกิดเป็นสัตว์เหล่านั้นมาทั้งสิ้น
พระพุทธองค์ตรัสว่านรกคือบ้านเก่าของเราทุกคน และเราก็ไปกันมาบ่อยมากเลยแต่เราลืมแล้ว และความลืมนี่แหละก็ทำให้เกิดความประมาท ทำให้เราทำกรรมเก่าๆ แล้วก็ตกไปในที่เก่าๆ การปฏิบัติวิปัสสนาจึงไปดูของเก่าๆ ไม่ได้ไปดูของแปลกใหม่อะไร ซึ่งในอดีตนั้นครั้งหนึ่งเคยยืนส่งท่านพระครูศรีโชติญาณขึ้นรถไปปฏิบัติที่สำนักปฏิบัติธรรมแห่งหนึ่ง ท่านบอกว่า "ไปดูของเก่าๆ "
ซึ่งก็คือกิเลสเก่าๆ ความรู้สึกเก่าๆ ที่มีอยู่ จึงไม่มีอะไรมากมายเลยในชีวิตเรา มีเดิน ยืน นั่ง นอน เหยียด คู้ ก้ม เงย หิว กิน ปวด เปลี่ยน ขับถ่าย พอร้อนก็เปิดพัดลม หรือไปอาบน้ำ ..ก็จะเห็นว่าวงจรชีวิตของเรานั้นซ้ำซากอยู่กับที่ แต่เพราะเราไม่เคยไปสังเกตว่าเรามีแบบนี้มาแล้วซึ่งเป็นความทุข์ทั้งนั้นเลยที่เกิดขึ้น ที่เราต้องเปลี่ยนอิริยาบถก็เพราะทุกข์แต่เราไม่เคยไปโยนิโสมนสิการให้รู้ หรือบอกใจตนเองว่า นี่เราทำเพราะทุกข์นะ
เมื่อยเล้ว ..ทุกข์นะ จึงนั่ง พอนั่งสักพักรู้สึกว่า เมื่อยแล้ว..ทุกข์นะ ก็ยืนขึ้น พอยืนนานๆ ก็เมื่อยแล้ว..ทุกข์นะ จึงเดิน คำว่า "เมื่อยแล้ว" นั้นเป็นคำพูดแต่ที่จริงคือสภาพของทุกข์ ..เดินนานก็เมื่อย ยืนนานๆ ก็เมื่อย ก็หิว ความทุกข์ก็เกิดขึ้น จึงไม่มีอะไรนอกจากทุกข์ เพราะทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ และทุกข์เท่านั้นที่ดับไป แต่ความที่เราไม่เคยใส่ใจหรือไม่เคยมีผู้มาแนะนำจึงไม่มีทางที่จะเห็น แต่เมื่อเราได้รับคำแนะนำแล้วเราก็ไปสังเกตก็จะเห็นว่าทุกข์ทั้งนั้นและเป็นของเก่าๆ ทั้งนั้นที่มีอยู่ แล้วที่จะมีต่อไปในวันข้างหน้าก็จะเป็นความทุกข์แบบนี้
โดย น้องกิ๊ฟ [1 มิ.ย. 2552 , 00:14:19 น.] ( IP = 58.9.237.33 : : )
สลักธรรม 7
การเกิดจึงเป็นทุกข์ ไม่มีทุกข์อะไรยิ่งใหญ่ไปกว่าขันธ์ห้า ภาราหะเวปัญจักขันธา ฯ ชีวิตจึงน่ากลัวมาก การที่เราไม่รู้เท่าทันตามความเป็นจริงนั้นทำให้เราดำเนินชีวิตประมาท..แต่การศึกษาเล่าเรียนทำให้เราเข้าใจชีวิตว่า บาปให้ผลอย่างไร? บุญให้ผลอย่างไร? วัฏฏะสงสารน่ากลัวอย่างไร? เราจึงหยุดยั้งและยังประโยชน์ให้ชีวิตของเราได้
การที่มาที่นี่ก็เหมือนกับการมาร่วมศึกษาแบบพี่น้องกัน แต่ละคนนั้นต่างก็มีความไม่รู้มาก่อนทั้งสิ้น ถึงวันนี้จะรู้บ้างแล้วก็รู้โดยปริยัติ และบางคนก็รู้ได้ด้วยการปฏิบัติ ..ซึ่งเราต่างมีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือ "เกลียดทุกข์ และไม่ยินดีกับสุข" เราไม่ต้องการความทุกข์ แต่เราก็ไม่ติดสุข เพราะเรารู้ว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่เข้ามากระทบและกระเทือนกับชีวิตเราแล้วก็ผ่านไปเหมือนคลื่นกระทบฝั่ง
ใครจะรับประกันได้ว่า เราจะมีชีวิตอยู่จนพ้นปีนี้ ..ไม่มีหรอก เวลาของเราใกล้จะหมดแล้ว เราอยู่กันอีกไม่นานในภพนี้ และในภพนี้เราก็ได้พบเรื่องสารพัดโดยเฉพาะการพบที่สำคัญคือพบพระธรรมและคำสอนพ่อ ถ้าหากเราตายไปจะยืนยันได้ไหมว่าเราจะได้พบพระธรรมและคำสอนของพ่ออีก จึงขอให้ใช้สิ่งที่เรามีอยู่ในชาตินี้ที่ค่อนข้างสมบูรณ์จงนำไปทำความพูนสุขให้เกิดขึ้นกับชีวิต
อย่าไปทำเพียงสุโขวิเวโก คือสุขแบบขี้กลาก แบบที่ยิ่งเกายิ่งมันทั้งๆ ที่เกาลงไปแต่ละทีก็มีความเจ็บเกิดขึ้น อย่างสุนัขขี้เรื้อนนั้นหลวงพ่อแสวงท่านบอกว่าสุโขวิเวโก เพราะเกาจนเลือดไหลมันก็ยังไม่หยุด หรือแม้กระทั่งเราเองที่เกาจนผิวเป็นลายพร้อยเลยแต่ก็ไม่รู้สึกอะไรเพราะผิวหนังกับใจเราชินจนชาหนาจนด้าน
เรายืนยันไม่ได้ว่า เราจะได้พบพระธรรมหรือคำสอนของพ่อ แต่เราสามารถทำทางเพื่อไปพบสิ่งทั้งสองนั้นได้ด้วยการมีความศรัทธาเลื่อมใสและใช้โอกาสทำสิบข้อให้เกิดขึ้นที่ตน นั่นก็คือหลักการดำเนินชีวิตไปหนุนตักพ่อ "ยึดมั่นกตัญญู ใฝ่รู้ใฝ่เรียน พากเพียรสม่ำเสมอ ไม่เผลอไปจากสติ ดำริด้วยปัญญา คบหาคนดี มั่งมีน้ำใจ พูดคำว่า ไม่เป็นไรให้เป็น เยือกเย็นในทุกสถาน ประหารกิเลสอยู่เสมอ" บัญญัติสิบประการนี้จะทำให้เรามีที่ไปพบพระธรรมและคำสอนพ่อ
โดย น้องกิ๊ฟ [1 มิ.ย. 2552 , 00:14:46 น.] ( IP = 58.9.237.33 : : )
สลักธรรม 8
ขออนุโมทนากับทุกท่าน และขออนุโมทนาเป็นอย่างยิ่งกับพี่ดาที่ขอเป็นเจ้าภาพซื้อโต๊ะสำหรับรับประทานอาหารในโรงครัวของมูลนิธิ ซึ่งโต๊ะอาหารชุดเดิมนั้นได้ใช้งานมามากกว่าสามสิบห้าปีแล้ว ซึ่งเดิมนั้นก็ได้ไปสั่งโต๊ะมาแล้วสิบสองตัวเมื่อวันจันทร์โดยไม่ได้สั่งเก้าอี้
แต่ในวันศุกร์ที่ผ่านมาระหว่างที่เดินทางไปทำบุญที่อัมพวาเพราะอุทิศกุศลถวายให้กับท่านเจ้าอาวาสวัดพญาจีไต้ ประเทศพม่า ซึ่งท่านได้มรณภาพลงเมื่อวันที่ ๒๘ พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งเดิมนั้นก็คิดว่าจะไปเยี่ยมท่าน เพราะท่านได้ให้คนโทรศัพท์มาแจ้งข่าวว่าขอพบลูกสาวคือตัวเองนี้อีกครั้งหนึ่ง จึงได้ยื่นขอวีซ่าอยู่ในขณะนี้ แต่ยังไม่ทันได้เดินทางไปก็ได้ทราบข่าวว่าท่านมรณภาพแล้ว
เลยรู้สึกเศร้าหมองที่ไม่สามารถเดินทางไปพบท่านได้ จึงได้คิดที่จะไปทำบุญให้ท่าน ขณะที่เพิ่งออกเดินทางไปที่อัมพวานั้นพี่ดาก็โทรศัพท์เข้ามาขอทำบุญด้วยโดยแจ้งว่าขณะนี้มีความพร้อมที่อยู่คือมีใจที่ศรัทธา มีเงินที่จะบริจาค และมีความรู้สึกที่ดีว่าตนเองจะต้องกตัญญู แต่ในอนาคตชาตินั้นก็ไม่แน่ว่าจะมีความพร้อมเช่นนี้หรือไม่ จึงขอเป็นเจ้าภาพโต๊ะทั้งหมดที่จัดซื้อมา
และก็ได้ถามพี่ดาไปว่า พี่ดาทำเก้าอี้ด้วยได้ไหม? พี่ดาก็บอกว่าได้ ก็เลยได้สั่งไปให้จำนวน ๒๐ ตัว เมื่อวานนี้พี่ดาก็ได้นำเงินมาให้แล้วจำนวนสามหมื่นห้าพันบาท และก็ยังมีการซื้อเก้าอี้เพิ่มเติมซึ่งก็มีเจ้าภาพจองกันมาอีกหลายคน จึงขออนุโมทนากับผู้บริจาคทุกท่านขอความศรัทธาความตั้งมั่นในกุศลผลบุญจงทำให้ท่านคุ้นกับทางเดินที่เป็นมงคล และสามารถจับจองที่นั่งอันเป็นที่นั่งที่ปราศจากทุกข์ โศก โรค ภัย และความกันดารในชีวิต
ขอความสุขและความเจริญ ความสมบูรณ์ด้วยสติและปัญญาจงบังเกิดแก่ทุกท่านตลอดไป อนุโมทนาค่ะ
![]()
โดย น้องกิ๊ฟ [1 มิ.ย. 2552 , 00:15:06 น.] ( IP = 58.9.237.33 : : )
สลักธรรม 9ขอบคุณน้องกิ้ฟมากครับ ที่ถ่ายทอดภาษามาเป็นตัวอักษรให้ได้อ่านกัน อนุโมทนาในกุศลครับผม
การใช้ชีวิตให้รอบคอยด้วยความรู้ถูกนั้น ต้องฝึกฝนจริงๆนะครับ การนำดีเก็บไปใช้ นำชั่วเก็บไปละ ไม่ใช่เกิดขึ้นได้ง่ายๆเลยถ้าขาดการฝึกฝนตนเองนะครับ อ่านแล้วก็ขออนุโมทนาสาธุกับทุกๆท่านมาอีกครั้ง ที่เพียรทำกุศลทั้งปวงนะครับโดย พี่เณร [1 มิ.ย. 2552 , 18:48:34 น.] ( IP = 58.9.146.188 : : )
สลักธรรม 10"ผู้ที่รู้จริง คือผู้ที่ได้ญาณปัญญาเท่านั้น" เป็นสิ่งที่เตือนตนว่าจะต้องนำความรู้ไปใช้ในการปฏิบัติด้วย
กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ค่ะ
อนุโมทนาสาธุกับทุกๆ ท่านด้วยค่ะโดย เซิ่น [1 มิ.ย. 2552 , 22:33:23 น.] ( IP = 58.8.48.92 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |