มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ก้อนทุกข์




ก้อนทุกข์

โดย รังสีธรรม ธรรมโฆษ‏


อริยสัจ ๔ อันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา เริ่มต้นด้วยทุกข์

ทุกข์อยู่ที่ไหน? ทุกข์อยู่ที่คน คนเป็นทุกข์อย่างไร? เป็นทุกข์อย่างนี้-ตื่นเช้าขึ้นมาจะรู้สึกปวดอุจจาระ ปวดปัสสาวะเป็นกำลัง “ความปวด” นั่นไม่ใช่ของสบาย ไม่ใช่ของสนุก แต่เป็นตัวทุกข์ทีเดียว ต้องเริ่มเข้าห้องส้วม เพื่อถ่ายทุกข์ เพื่อบรรเทาทุกข์ ถ้าถ่ายได้ทันที ทุกข์ก็จะไม่ปรากฏนัก เพราะความเคยชิน แต่ถ้ามีเหตุขัดข้อง เช่นส้วมไม่ว่าง มีคนกำลังถ่ายอยู่ก่อน หรือเกิดปวดกลางชุมนุมชน หาที่ถ่ายไม่ได้อย่างนี้ “ทุกข์” จะปรากฏให้เห็นอย่างแจ่มแจ้งชัดเจนทีเดียว

เมื่อถ่ายเสร็จทุกข์นั้นก็ได้รับการบรรเทาไป แต่ยังรู้สึกเหนียวเหนอะตามตัวตามหน้า เพราะเหงื่อออกในขณะหลับตอนกลางคืน ยังรู้สึกเหม็นขี้ฟัน ไม่กล้าพูดกับใครๆ กลัวเขาจะเหม็นเอา ยังรู้สึกงัวเงียไม่กระปรี้กระเปร่า อาการเหล่านี้ทำให้ไม่สบาย และเป็นตัวทุกข์ แต่เป็นทุกข์ที่เบาหน่อย ต้องแก้ทุกข์กันอีกต้องแปรงฟัน ต้องล้างหน้า ต้องอาบน้ำ จึงรู้สึกสบายขึ้น เพราะทุกข์ส่วนนั้นได้รับการบำบัดไป

ต่อจากนั้น ก็ต้องเผชิญกับทุกข์ใหญ่อีกอย่างหนึ่ง ทุกข์นี้เกิดจากกระเพาะว่างไม่มีอาหารบรรจุ เกิดความหิวขึ้น ต้องหาอาหารมาแก้ทุกข์หิวอีก ถ้าหาได้ ถ้าได้บริโภคจนอิ่มหนำ ทุกข์หิวก็จะหายไปชั่วคราว ถ้าหาไม่ได้ ทุกข์หิวจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ไม่สบาย ใจคอหงุดหงิด เห็นอะไรขวางหูขวางตาไปหมด ต้องรีบหาอาหารมาบรรเทาให้ได้ ถ้าหาโดยวิธีใดๆ ก็ไม่ได้ ก็เป็นอันว่า ต้องเกิดเรื่อง ไม่ลักก็ปล้น ไม่ปล้นก็ฆ่า ไม่ฆ่าก็ฉกชิงวิ่งราวทีเดียว เพราะปัญหาแก้ทุกข์หิวนี้ เป็นปัญหาใหญ่ที่สุด เป็นปัญหาของชีวิต เป็นปัญหาของโลก ถ้าแก้ทุกข์ตัวนี้ไม่ได้ก็หมายถึงความอดอยาก และต้องตายในที่สุด

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [2 มิ.ย. 2552 , 06:56:18 น.] ( IP = 58.9.137.47 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

ผิวหนังของคนไม่ได้สร้างด้วยเหล็กด้วยหิน จึงรู้สึกร้อนหนาวเมื่ออากาศร้อนหนาว ความร้อนความหนาวนี้เป็นทุกข์อีกอย่างหนึ่ง ต้องหาทางบรรเทาทุกข์กันอีก ถ้าไม่บรรเทาอาจตายได้เหมือนกัน

เมื่อหนาวขึ้นมาต้องหาเสื้อผ้าหรือไฟมาแก้ ถ้าแก้ได้ก็สบายไป ถ้าแก้ไม่ได้อาจถึงตาย ดังที่ปรากฏอยู่บ่อยๆ ในแถบที่หนาวมากๆ ถ้าร้อนก็ต้องหาน้ำ น้ำแข็ง พัดลมมือ และพัดลมไฟฟ้ามาแก้ ถ้าแก้ได้ก็พอสบาย ถ้าแก้ไม่ได้ก็เป็นทุกข์ไม่น้อยเหมือนกัน ความหนาวความร้อน เป็นความไม่สบาย และเป็นตัวทุกข์อีกอย่างหนึ่ง

บางคราวจะรู้สึกไม่สบายในเนื้อในตัว เพราะโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน เกิดความป่วยขึ้นที่ตาบ้าง ที่จมูก ที่ปาก ที่คอ ที่ผิวหนัง ส่วนใดส่วนหนึ่ง ที่กระเพาะอาหาร ที่ลำไส้ ที่ปอด ที่ตับ ที่ไต และที่อื่นๆ อีก ดูเหมือนว่าจะไม่มีส่วนใดของร่างกาย ที่เจ้าตัวเชื้อโรคจะเข้าไม่ถึง

ขึ้นชื่อว่าเป็นอวัยวะแล้ว ดูเหมือนมีโรคประจำตัวอยู่ทั้งนั้น บางแห่งก็มีโรคจำนวนสิบๆ อย่างประจำอยู่ทีเดียว โรคเหล่านี้บางอย่างก็ร้ายแรง บางอย่างก็พอทำเนา แต่ให้เกิดทุกข์ทั้งนั้น และต้องแก้ทุกข์กันอีก
ต้องวิ่งหาหมอ หายามาแก้ไข ถ้าแก้ไขได้ก็รอดไป ถ้าแก้ไขไม่ได้ก็อาจถึงตาย ฉะนั้น ทุกข์เพราะโรคภัยนี้จึงเป็นทุกข์ใหญ่ไม่แพ้ทุกข์อื่นๆ

ร่างกายของคนเรานี่ก็แปลกแท้ๆ บางทีไม่มีโรคร้ายอะไรมาเบียดเบียนเลยก็เกิดเจ็บปวดขึ้นมาเฉยๆ นั่งนานนักก็ไม่ได้ ความปวดเมื่อยขบจะเกิดขึ้นที่ขา ที่หลัง ที่เอวทันที ทำให้เกิดทุกข์ต้องแก้กันอีก โดยลุกขึ้นเดินเสียบ้าง ครั้นเดินมากเข้าเกิดเมื่อย หรือเมื่อยล้าตามแข้งขาอีกแล้ว ต้องแก้ไขกันอีก ลงนอนเสียบ้าง ครั้นนอนไปๆ เกิดเมื่อยขบ และเจ็บปวดตามหลังขึ้นมาอีกแล้ว ต้องเปลี่ยนเป็นท่าอื่นอีก คิดๆ ดูร่างกายของเรานี่มันช่างบรรจุเอาความเจ็บปวดไว้มากจริงๆ ไม่มีโรคอะไรเบียดเบียน ก็เกิดเจ็บปวดของมันขึ้นมาเองยังงั้นแหละ ต้องแก้ไขกันไม่ได้หยุดหย่อน แล้วความเจ็บปวดนั้นอะไรเสียอีกล่ะ ก็ทุกข์เราดีๆ นี่เอง

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [2 มิ.ย. 2552 , 06:59:51 น.] ( IP = 58.9.137.47 : : )


  สลักธรรม 2

ที่กล่าวมานั้น เป็นเรื่องของร่างกาย ทีนี้ยังมีเรื่องของจิตใจอีก อันจิตใจนี้ก็มี เรื่องเจ็บ เรื่องปวด เรื่องไม่สบายของมันน้อยเสียเมื่อไร บางทีอยู่ดีๆ มันก็เกิดเศร้าขึ้นมา ทำให้รู้สึกเหงาหงอยไม่ร่าเริง หมดสนุก เบื่อโลก เบื่ออาหาร เบื่อการงาน ทำให้หน้าตาและร่างกายซูบซีดหม่นหมองคล้ายกับคนป่วย

อันที่จริงพระท่านก็ว่าเป็นป่วยชนิดหนึ่งเรียกว่า ป่วยใจ เมื่อใจป่วย กายก็พลอยป่วยตามไปด้วย รู้สึกว่ากายกับใจนี่มันเกี่ยวข้องกันอยู่ เมื่อค้นดูสาเหตุว่าอารมณ์เศร้าใจนี้มันเกิดจากอะไรแน่ บางทีก็พบว่ามันคิดถึงแฟน คิดถึงพ่อแม่พี่น้อง เพื่อนฝู งที่อยู่ห่างไกล ความเศร้านี้เป็นทุกข์อย่างชัดๆ ทีเดียวละ เป็นทุกข์ที่แก้ไขยากเสียด้วย ถ้าคิดถึงแฟนมันก็ต้องได้เห็นแฟนได้คุยกับแฟน หรืออย่างน้อยที่สุดได้รับจดหมายแฟนก็ยังดี

อื่นๆ ที่เราคิดถึงก็เช่นเดียวกัน คือต้องได้พบได้เห็นจึงจะหายโศกหายเศร้า ความเศร้านี้มิใช่สุข แต่เป็นตัวทุกข์ ถ้าจะว่าถึงสาเหตุให้เกิดความเศร้าแล้ว นับเป็นร้อยๆ อย่างทีเดียว บางทีก็เกิดจากพ่อแม่ดุด่า คนอื่นดูถูกเหยียดหยาม ไฟไหม้บ้าน สอบตก แฟนตีตนออกห่าง พ่ายแพ้ในการแข่งขัน ค้าขายขาดทุน เป็นโรคที่แก้ไม่หาย และ ฯลฯ

แต่บางทีค้นหาสาเหตุเท่าไรๆ ก็ไม่พบ อยู่เฉยๆ ก็เกิดเศร้าขึ้นมาอย่างนั้นเอง คล้ายกับว่าความเศร้านี้เป็นงานประจำของจิตใจมัน เป็นหน้าที่ประจำของมัน วันหนึ่งๆ มันต้องทำหน้าที่เศร้าครึ่งหนึ่งจนได้

แต่ก็นับว่าเป็นการเคราะห์ดีมาก ที่ความเศร้านั้นบังเอิญเป็นอนิจจังกับเขาด้วยคือ เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ถ้าความโศกเศร้าเป็นนิจจัง คือ เกิดความไม่ดับ คนเห็นจะอายุสั้นกว่าเดี๋ยวนี้มาก โลกนี้คงจะกลายเป็นนิคมคนโศกไป คงไม่มีใครอยากมาเกิดในโลกนี้แน่

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [2 มิ.ย. 2552 , 07:04:03 น.] ( IP = 58.9.137.47 : : )


  สลักธรรม 3

อันว่าความโศกนี้ ถ้าขนาดเบาๆ ก็พอทำให้เหงาไป ถ้าขนาดกลางก็ทำให้กินไม่ได้ นอนไม่หลับ และแอบร้องไห้คนเดียวเป็นครั้งคราว ถ้าขนาดหนักก็ทำให้เบื่อโลกเบื่อชีวิต เห็นชีวิตเป็นของไร้ค่าไปทีเดียว แล้วก็มักจะนิยมแก้โดยวิธีฆ่าตัวตาย ฉะนั้น ความโศกนี้ จึงเป็นทุกข์ที่สำคัญยิ่งประการหนึ่ง

นอกจากโศกยังมีอีก ความ “อยาก” อย่างไรล่ะ เจ้าความอยากนี้กินอาณาเขตกว้างขวางนัก อยากอะไร? อยากได้ อยากมี อยากเป็น อยากได้อะไร? อยากมีอะไร? จาระไนไม่หวาดไม่ไหว อยากได้เงิน อยากได้เสื้อผ้า อยากได้อาหาร อยากได้บ้าน อยากได้เมือง อยากได้ประเทศ อยากได้ปากกาปลอกทอง อยากได้นาฬิกาข้อมือ อยากได้วิทยุ อยากได้รถยนต์ อยากได้คู่รัก อยากได้สามีภรรยา อยากได้บุตร อยากได้ชื่อเสียง อยากได้ตำแหน่งสูงๆ อยากได้สวรรค์ อยากได้นิพพาน เหล่านี้เป็นแต่เพียง ๑ ใน ๑,๐๐๐ ของความอยากเท่านั้นเอง

ความอยากนี้ ถ้าจะว่ากันตามความจริงแล้ว ก็คือความขาดความบกพร่อง ความไม่เต็มของจิตใจนั้นเอง เพราะใจยังไม่เต็มจึงอยาก ถ้าเต็มแล้วไม่อยาก เหมือนกระเพาะอาหารนั่นไง ถ้ากระเพาะว่างก็เกิดความหิว ถ้ากระเพาะเต็มก็ไม่หิว ความอยากก็คือความหิวนั้นเอง แต่เป็นหิวใจ ไม่ใช่หิวกระเพาะ กระเพาะหิวแต่อาหารอย่างเดียว แต่ใจหิวอาหารนับไม่ถ้วน ใจเป็นกระเพาะใหญ่ที่สุด กินอาหารมากที่สุด กินเท่าไรก็ไม่อิ่ม กินจนกระทั่งถึงวันตายก็ไม่อิ่ม หิวอยู่ตลอดกาล ความหิวนั้นอะไรเสียอีกเล่า ถ้าไม่ใช่ทุกข์ เป็นทุกข์อย่างแท้จริงทีเดียว ทุกข์คือความหิวใจนี้จะแก้อย่างไร? ก็ต้องหาอาหารให้มันกิน มันต้องการอะไร อยากอะไรก็หาให้มันกิน ถ้าหาได้ทุกข์ใจก็บรรเทาไป ถ้าหาไม่ได้ทุกข์ก็ทับถมทวีขึ้น หิวยิ่งขึ้น คิดๆ ไปก็น่าอ่อนใจ ที่ต้องหาอาหารมาบรรเทาความหิวทั้งทางกาย ทางใจ พระท่านว่า
อาหารปริเยฏฐิทุกข์ ทุกข์เกิดจากการแสวงหาอาหารนั้น จริงแล้วที่ท่านว่า ภารา หเว ปัญจักขันธา ขันธ์ทั้ง ๕ (คือตัวตนคนเรานี้) เป็นภาระหนักเว้ย ! นั้นก็จริงอีก

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [2 มิ.ย. 2552 , 07:08:21 น.] ( IP = 58.9.137.47 : : )


  สลักธรรม 4

หมดหรือยัง ทุกข์ใจหมดหรือยัง? ยังลางที่ใจจะเกิดความเร่าร้อนขึ้นมาดุจถูกไฟลนก็ปานกัน ไฟจริงๆ ทีเดียวละไม่ใช่ “ดุจ” ละ แต่ไม่ใช่ไฟธรรมดาดอกนะ เป็นไฟละเอียดเรียกว่า “ไฟโกรธ” ไฟตัวนี้ประจุอยู่ในจิตใจ นานๆ จะแสดงตัวออกมาทีหนึ่ง เห็นจะพอเปรียบได้กับไม้ขีดไฟ ไม้ขีดไฟนั้น ถ้าวางไว้เฉยๆ ก็ยังไม่มีไฟเกิดขึ้น ไม่มีแสง ไม่มีความร้อน ยังเผาไหม้อะไรไม่ได้ทั้งนั้น แต่ถ้าเอาขีดกับข้างๆ กล่องตรงที่เขาเอาอะไรทาไว้ จะเกิดประกายไฟลุกวาบขึ้นมาทันที แล้วก็เริ่มเผาตัวเองก่อน ถ้ามีอะไรเป็นเชื้อเพลิงอยู่ใกล้ๆ ก็เผาไหม้เชื้อเพลิงนั้นต่อไป ในที่สุดอาจเผาบ้าน เผาเมืองให้พินาศเป็นเถ้าถ่านไปได้

ไฟโกรธก็เหมือนกัน ตามปกติก็ประจุอยู่ในใจอย่างมิดชิด ประดุจว่าไม่มี แต่ถ้ามีคนมาด่าว่ามาดูถูกเหยียดหยาม มาตบต่อยตี ไฟโกรธจะลุกวาบขึ้นมาทันที แล้วก็เริ่มเผาตัวเรานี้แหละก่อน ทำให้ใจร้อน วุ่นวาย มืดหน้ามองไม่เห็นเหตุผล ทำให้กายร้อน โลหิตฉีดแรง หน้าแดง ตาลุก กล้ามเนื้อเกร็ง ไม้มือสั่น เมื่อกายใจร้อนดีแล้ว ก็เริ่มเผาคนอื่นสิ่งอื่นบ้างละ ระวังให้ดี ใครอยู่ใกล้ สิ่งใดอยู่ใกล้รีบเอาหนี มิฉะนั้นจะถูกไฟโกรธเผาเอา ไฟโกรธเผาได้ทุกอย่าง ไม่เลือกเชื้อเหมือนไฟธรรมดาเสียด้วย เผาได้กระทั่งถ้วยชามหม้อไห พ่อแม่ พี่น้องลูกเมีย เมื่อเผาผลาญเชื้อหมดแล้วก็เริ่มอ่อนกำลังลง จนกระทั่งถึงยุบตัวหายเข้าไปประจุอยู่ในใจตามเดิม ทิ้งไว้แต่ผล คือความย่อยยับ

ณ ภายนอกนี้ คือไฟโกรธ ผู้กำลังโกรธก็คือคนที่กำลังถูกไฟไหม้ ถ้าโกรธน้อยก็ร้อนน้อย ถ้าโกรธมากก็ร้อนมาก แต่ร้อนเหมือนกัน ตัวร้อนนี่แหละ คือ ทุกข์ละ

บางทีเห็นใครๆ ดีเกินหน้าตน รวยเกินหน้าตน เกิดไฟอีกแล้ว ไฟอะไรอีกละ ก็ไฟอิจฉาริษยาไงเล่า ที่เขาเรียกว่า “อิจฉาตาร้อน” นั่นแหละ พระท่านว่า เมื่อเห็นเขาได้ดี ให้แสดงมุทิตา คือพลอยยินดีกับเขา แต่มันก็มุทิตาได้ยากเต็มที ที่มุทิตาได้ยากก็เพราะผู้ที่ได้ดีนั้นไม่ใช่คนของเรา และติดจะ “เบ่งๆ” “อวดๆ” ใส่เราเสียด้วย ก็เลยมุทิตาไม่ลง แล้วไฟอิจฉาก็เผาเราเอง มันอยากจะพยายามหาทางทำลายตัดรอนเสียให้ได้ จะได้ดับ “ไฟอิจฉา” ตัวนี้ให้หายไป แต่คิดดูอีกทีก็ไม่น่าไปทำลายเขา เป็นบุญของเขาแล้วที่เขาได้ดี เป็นสิทธิอันชอบธรรมของเขาแล้วที่เขาจะต้องเบ่ง และอวดความดีของเขา แต่เราเดือดร้อนไปเอง เพราะถูก “ไฟริษยา” เผา นี้ก็ทุกข์ตัวหนึ่ง

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [2 มิ.ย. 2552 , 07:13:55 น.] ( IP = 58.9.137.47 : : )


  สลักธรรม 5

อันทุกข์ใจนี้ มีมากเรื่องมากราวนัก ครั้นจะจาระไนให้ละเอียดก็จะเสียเวลามาก อย่ากระนั้นเลย ว่าโดยรวบรัดดีกว่า นอกจากโศก อยากโกรธ อิจฉาริษยาดังว่ามาแล้วนั้น ยังมีเหตุให้ใจเกิดทุกข์ เดือดร้อนไม่สบายอีกมากมาย เช่น ความรัก ความอาลัย ความหวงแหน ความมัวเมา ความขัดใจ ความขุ่นใจ ความกังวล ความหวาดกลัว ความละอาย ความสะท้านใจ เป็นต้น

รวมความว่าใจของคนเรานี้ ประดุจเอาเหตุแห่งทุกข์ไว้จนเต็มปรี่ทีเดียว เห็นจะได้แก่ที่พระท่านว่า กิเลสพันห้า ตัณหาร้อยแปด นั้นกระมัง พันห้ากับร้อยแปดรวมกันเข้าเป็นเท่าไร เป็น ๑,๑๑๓ พอดี มีมากถึงขนาดนั้นเชียวหรือ ถ้าอย่างนั้นก็แย่ละซี วันหนึ่งมี ๒๔ ชั่วโมงเท่านั้น ถ้าเอาเหตุทุกข์ทั้ง ๑,๑๑๓ นั้นมาแบ่งให้ ๒๔ ชั่วโมง จะได้ชั่วโมงละกี่ตัว ประเดี๋ยวหารดูก่อน ผลลัพธ์ได้ชั่วโมงละ ๔๖ ตัว เป็นอันว่าคิดเฉลี่ยแล้วใน ๑ ชั่วโมง เรามีเหตุทุกข์ประจุไว้ในใจถึง ๔๖ ตัว แล้วจะเอาเวลาที่ไหนมาสุขล่ะ มีเวลาสุขมีเหมือนกัน แต่ไม่ใช่สุขแท้สุขบริสุทธิ์อะไรดอก เป็นแต่ว่า เหตุทุกข์ตัวใดตัวหนึ่งไม่แสดงตัวออกมา แต่หลบมุมอยู่ข้างล่างเหมือนฝุ่นนอนก้นถึง ผิวหน้าของใจก็เลยดูจะผ่องใสดี และมีสุขบ้างเหมือนกัน แต่ไม่ใช่สุขตลอดไป

สักประเดี๋ยวตะกอนนอนก้นได้รับการรบกวนก็ฟุ้งขึ้นมาอีก ใจก็กลายเป็นขุ่นมัวอีก เป็นทุกข์อีก เครื่องสำหรับรบกวนตะกอนนี้ก็มีมากเสียด้วยซิ แทบจะอยู่รอบตัวทีเดียว บางอย่างก็เข้ารบกวนทางตา บางอย่างก็เข้าทางหู บางอย่างก็ทางจมูก บางอย่างก็ทางลิ้น บางอย่างก็ทางผิวกาย บางอย่างก็ทางใจ ทั้ง ๖ ทางนี้เป็นประตูให้สิ่งต่างๆ เข้าไปกวนตะกอนของใจให้ฟุ้ง วันหนึ่งๆ ไม่รู้ว่ากี่อย่างละที่เข้าไปรบกวนใจ ตะกอนใจก็ไม่รู้ว่าฟุ้งขึ้นมาวันละกี่ครั้ง ไม่เคยจดบันทึกไว้ นี้คือสภาพของจิตใจ

เมื่อวิจารณ์ดูอย่างละเอียดแล้ว พบแต่ทุกข์ทั้งกายใจ เหตุนี้กระมัง พระพุทธองค์จึงทรงวางทุกข์ไว้เป็นที่ ๑ ในอริยสัจ ๔ มองไปรอบๆ ตัวพบของหลายสิ่งหลายอย่างนับไม่ถ้วน ตั้งแต่เข็มเล่มหนึ่งขึ้นไปจนกระทั่งถึงตึกแปดชั้นเก้าชั้น ตั้งแต่รองเท้าถึงเรือบินไอพ่น ตั้งแต่ยาเม็ดหนึ่งถึงโรงพยาบาล ตั้งแต่ข้าวเมล็ดหนึ่งถึงทุ่งไร่ทุ่งนา สุดลูกหูลูกตาเต็มไปหมด สิ่งของ ผู้คน สัตว์เต็มไปหมด สิ่งนี้ทั้งหมดเพื่ออะไรใคร่ขอถาม เพื่อสุขหรือเพื่อแก้ทุกข์ เพื่อแก้ทุกข์ทั้งนั้น

อาหารแก้อดแก้หิว เสื้อผ้าแก้หนาวแก้ร้อนแก้อาย บ้านเรือนแก้ร้อนว้าเหว่ไร้หลักแหล่ง รถไฟ เรือเมล์ เรือบิน แก้ยากลำบากในการเดินทาง และโรงพยาบาลตลอดถึงหมอ แก้โรคภัยไข้เจ็บ ดนตรี วิทยุ โรงหนัง โรงละคร แก้โรคเหงา โรคง่วง ลูกเมีย เพื่อนฝูง แก้ความเหงาความกลัดกลุ้มว้าเหว่ ตำรับตำราแก้ความโง่ความไม่รู้ ของทุกชิ้น ถ้าสืบสายไล่เลียงจนถึงที่สุดแล้ว จะถึงจุดเดียวกัน คือแก้ทุกข์” ทุกอย่างที่คนทำ

ตั้งแต่เกาหลังขึ้นไปถึงสร้างบ้านสร้างเมือง เมื่อไล่เลียงถึงที่สุดก็เพื่อแก้ทุกข์ ทุกข์เป็นศัตรูสำคัญที่สุดของมนุษยชาติ คนทุกคนต้องสู้กับทุกข์ตลอดเวลา บางท่านกล่าวว่า ชีวิต คือการต่อสู้ แต่ไม่ได้ระบุไว้ว่าต่อสู้กับอะไร ถ้าจะระบุลงไว้เสียว่า ต่อสู้กับทุกข์ก็เห็นจะไม่ผิดกระมัง การต่อสู้มีอยู่ทุกเวลานาที ทุกหนทุกแห่งในโลก จึงเป็นสงครามโลกตลอดกาล ฉะนั้น จะกลัวสงครามโลกไปไย เราทำสงครามโลกอยู่ทุกวันแล้ว

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [2 มิ.ย. 2552 , 07:21:00 น.] ( IP = 58.9.137.47 : : )


  สลักธรรม 6

ขอถามหน่อยเถอะว่า ก็เมื่อทุกข์เต็มไปหมดทุกหนทุกแห่งเช่นนี้แล้ว ทำไมคนจึงเป็นสุขสบายกันอยู่ล่ะ บางครั้งบางคราวก็ยังดูยิ้มแย้มแจ่มใสหัวเราะร่าเริงกันอยู่นี่นะ?

จริงๆ! ทุกข์เต็มไปทุกหนทุกแห่งจริง แต่คนที่ยังเป็นสุขกันอยู่นั้น เพราะ ความเคยชิน” คือชินต่อทุกข์เสียแล้ว เลยไม่รู้สึกเป็นทุกข์ นอกจากจะเป็นทุกข์ขนาดหนักจริงๆ เช่นความร้อนหรือประเทศที่อากาศร้อน พวกฝรั่งที่เคยอยู่เมืองหนาว มาอยู่เมืองร้อน ทีแรกจะรู้สึกกระวนกระวาย อึดอัดใจ และเป็นทุกข์ไม่น้อย
แต่ครั้นอยู่นานไป ความคุ้นเคย ความเคยชินเกิดขึ้นแล้ว ก็จะรู้สึกธรรมดาสามัญ ไม่ทุกข์ไม่เดือดร้อนอะไร

ทำไมเล่าเขาจึงไม่เป็นทุกข์ ความร้อนหายไปหรือ อากาศเย็นลงหรือ? หามิได้เลย อากาศก็ยังเท่าเดิม ผิวหนังก็ยังเท่าเดิม ไม่หนาขึ้น แต่ที่เขาไม่รู้สึกตัวว่าเป็นทุกข์ ก็เพราะความเคยชินตัวเดียวนี้เอง คนในโลกพากันร่าเริงสนุกสนาน ไม่ทุกข์ไม่โศกก็เพราะตกอยู่ในทะเลทุกข์เสียแล้ว ชินกับทุกข์เสียแล้ว เลยไม่เห็นเป็นทุกข์ทั้งๆ ที่ทุกข์มิได้ลดลง ยังมีอยู่เท่าเดิม แจ่มแจ้งหรือยัง ถ้ายังโปรดฟังนิทานตัวอย่างนี้อีก เล่าว่า...

มีเพื่อนสองคน เมื่อดับขันธ์ตายไปแล้ว คนหนึ่งไปเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ อีกคนหนึ่งไปเกิดเป็นหนอนอยู่ในส้วม ตามบุญตามกรรมของตน ทีนี้ฝ่ายเทวดาเมื่อเกิดผุดขึ้นมาแล้ว ได้เสวยสุขอันเป็นทิพย์ของเทวดา ก็หวนคิดถึงสหายเก่า จึงใช้ทิพย์จักษุตรวจดูว่า เพื่อนจะไปเกิดที่ไหน ในที่สุดก็พบว่าไปเกิดเป็นหนอนในส้วม ก็เกิดความสงสาร จึงไปที่ส้วมนั้น แสดงตัวให้สหายเก่ารู้ เมื่อทักทายกันแล้ว เทวดาก็บรรยายความสุขในสวรรค์ให้สหายหนอนฟัง แล้วก็ชวนไปอยู่ด้วยกันบนสวรรค์ “สวรรค์ของเพื่อนก็ดีเหมือนกัน” หนอนตอบ

“แต่ขอถามสักหน่อยเถอะว่า ในสวรรค์น่ะมีขี้กินไหม?” ทำเอาเทวดางงไปเหมือนกัน “ไม่มี” เทวดาตอบ “ถ้าไม่มีกันไม่ไปละ สู้อยู่ที่นี่ไม่ได้ อยู่ที่นี่ไม่ต้องทำอะไรก็ไม่อดกิน ถึงเวลาก็มีคนนำอาหารทิพย์โยนลงมาให้จากฟ้า” ว่าแล้วก็คลานตุ๊บป่องๆ หายเข้าไปในหมู่หนอน

เห็นหรือยังว่า อำนาจของความเคยชินมีเพียงไร สุขของหนอนกับสุขของเทวดานั้น ต่างกันอย่างฟ้ากับดิน แต่เจ้าหนอนก็ยังว่าสู้สุขของมันไม่ได้ ใครเกิดเป็นอะไร อยู่ในสภาพอย่างไร ก็เคยชินกับสภาพอย่างนั้น แล้วก็เห็นอย่างนั้นเป็นสุข ติดอยู่ในสภาพอย่างนั้น

พระบรมศาสดาทรงเห็นความจริงข้อนี้ จึงได้ตรัสไว้ในพระธรรมจักรว่า ตัดระตัดราภินันทินี แปลว่าตัณหา อันเป็นเหตุให้เพลิดเพลินยินดีอยู่ในภพนั้นๆ

เป็นอันสรุปได้ในตอนนี้ว่า ทุกข์มีอยู่ทั่วไป แต่คนเคยชินกับทุกข์เสียแล้ว เลยไม่เห็นทุกข์ หรือเห็นทุกข์เป็นสุขไป

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [2 มิ.ย. 2552 , 07:27:36 น.] ( IP = 58.9.137.47 : : )


  สลักธรรม 7

โลกเต็มไปด้วยทุกข์ คนเกิดมาในทะเลทุกข์ ตัวคนเองก็เป็นก้อนทุกข์ ทุกข์ทางกาย ทุกข์ทางใจ สิ่งทั้งหลายที่มีอยู่ในโลก มีไว้เพื่อแก้ทุกข์ งานทั้งหลายที่คนทำ ทำเพื่อแก้ทุกข์ โลกนี้เป็นโรงพยาบาลใหญ่ คนทุกคนเป็นคนป่วย นอนอยู่ในโรงพยาบาล สิ่งทั้งหลายคือยาแก้โรค ผู้ประดิษฐ์สิ่งต่างๆ ขึ้นมาคือหมอรักษาโรค แล้วแก้ไขได้ไหม? แก้ได้เป็นบางสิ่งบางอย่าง แก้ได้ชั่วคราว อาหารแก้หิว เสื้อผ้าแก้หนาวร้อน ยาแก้เจ็บปวด แก้ได้ประเดี๋ยวก็เกิดอีก ต้องแก้กันอีก แก้ตลอดตาย โรคต่างๆ ทุกข์ต่างๆ ดังกล่าวมานั้น เป็นทุกข์เล็กๆ น้อยๆ ที่พอแก้ไขเยียวยาได้ ยังมีโรคใหญ่อีกที่แก้ไม่ได้เลย ไม่มีหมอแก้ ไม่มียาแก้ ทุกข์ใหญ่นี้คืออะไร? คือความแก่ และความตาย ความเกิดและเจ็บไม่ต้องพูดถึง เพราะเกิดมาเสียแล้ว เป็นปัญหาอดีตเสียแล้ว

แก่กับตาย สองตัวนี้เป็นทุกข์ใหญ่ที่คนทุกคนสัตว์ทุกตัวต้องเผชิญหน้า ต้องได้เสวยไม่เร็วก็ช้า และแก้ไขไม่ได้ จะไม่พูดเกี่ยวกับทุกข์สองตัวนี้ให้มากนัก เพราะแจ่มแจ้งอยู่แล้ว

คนบางคนเมื่อเกิดความกลุ้มใจขึ้นมา หาอะไรแก้ไม่ได้ ตึกรามบ้านเรือน เงินทอง ลูกเมีย เพื่อนฝูง ห้างร้าน บริษัทช่วยไม่ได้ทั้งนั้น เมื่อไม่เห็นทางอื่นจึงหยิบหนังสือธรรมะขึ้นมาดู พอเปิดขึ้น ก็พบคำว่า “ทุกข์” ทันที

โลกนี้เต็มไปด้วยทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย โศก ปริเทวะ ฯลฯ เป็นทุกข์ เอาแล้วหนีเสือปะจระเข้เสียแล้ว ต้องการจะบรรเทาทุกข์ เกิดมาเจอทุกข์เข้าอีกแล้ว โยนหนังสือทิ้งไว้ แล้วก็นั่งลง ถอนใจบ่น “พระพุทธศาสนาเป็นเพสซิมิมิสซึ่ม เป็นทุกขนิยม สอนให้คนเห็นอะไรเป็นทุกข์ไปหมด สอนให้คนเห็นโลกเป็นกองเพลิง สอนให้คนเป็นคนเจ้าทุกข์ เจ้าอารมณ์ พุทธศาสนาช่วยคนไม่ได้ เพสซิมิมิสซึ่ม! เพสซิมิมิสซึ่ม!” น่าเสียดาย น่าสงสาร ถ้าเขาจะสะกดอกสะกดใจอ่านไปอีกสักหน่อย เขาก็จะพบว่าพระพุทธศาสนาไม่ใช่ทุกขนิยม ไม่ใช่เพสซิมิมิสซึ่ม ไม่ได้สอนให้คนเป็นคนเจ้าทุกข์ เจ้าอารมณ์เลย

ตรงกันข้ามพระองค์สอนให้เป็นสุข พุทธศาสนิกชนผู้เข้าใจคำสอนของพระองค์ แล้วปฏิบัติตาม เป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลก

จริง! พระองค์ท่านชี้ที่ตัวทุกข์ก่อน ข้อนี้ไม่เถียง แต่พระองค์ก็มิได้หยุดอยู่แค่ทุกข์ พระองค์ยังทรงวางวิธีดับทุกข์แก้ทุกข์ไว้ให้อย่างละเอียดลออ สำหรับให้คนปฏิบัติตาม ทุกคนที่ปฏิบัติตามก็ได้บรรลุถึงสุขสมประสงค์ เป็นพยานหลักฐานอยู่มากมาย แล้วพระพุทธศาสนาเป็นทุกขนิยมตรงไหน?

สมมติว่า ที่กลางถนนมีไฟกองหนึ่ง มีชายผู้หวังดีคนหนึ่งคอยบอกคนเดินทางให้เห็นไฟแล้วชี้บอกทางเดินอ้อมไปจากไฟนั้น คนบางพวกเชื่อเขา แล้วเดินเลี่ยงกองไฟนั้นไปสู่ความสวัสดี บางคนไม่เชื่อ เดินย่ำไปบนกองไฟ ถูกไฟไหม้ได้รับความเดือดร้อน บางคนเชื่อแต่ไม่เดินตามทางปลอดภัย พอชายคนนั้นชี้ให้ดูไฟเท่านั้น ก็หาว่าชายคนนั้นสอนให้ตนเดือดร้อนเสียแล้ว อย่างนี้จะยุติธรรมหรือ?

บอกทางหนีไฟให้ อย่างนี้กล่าวได้เต็มปากทีเดียวว่า เขาสอนให้คนเป็นคนเจ้าทุกข์ ทุกข์ทั้งหลาย มีเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นต้น คือไฟ

บุรุษผู้ชี้ให้เห็นไฟ คือ พระพุทธเจ้า หนทางเดินหนีไฟ คือพระพุทธศาสนา เมื่อเป็นเช่นนี้ พระพุทธศาสนาจึงไม่ใช่ทุกขนิยม อย่างแน่นอน



โดย พี่เณร...นำมาฝาก [2 มิ.ย. 2552 , 07:36:24 น.] ( IP = 58.9.137.47 : : )


  สลักธรรม 8


อ่านแล้วชีวิตนี้มีแต่ทุกข์มากมายจริงๆ แต่เป็นเพราะด้วยความเคยชินทำให้เราไม่เคยสังเกตเห็นทุกข์ที่ปรากฏอยู่ตลอดเวลา

กราบขอบพระคุณพี่เณรมากค่ะที่นำเรื่องของทุกข์มาให้ได้อ่านซึ่งเห็นชัดว่าเราแบกก้อนทุกข์ไว้ตลอดเวลา

ก็นับว่าฤกษ์ดีที่ได้อ่านเรื่องเกี่ยวกับทุกข์ก่อนที่จะไปสังเกตทุกข์ที่เกิดขึ้นกับตัวเราค่ะ

กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา [2 มิ.ย. 2552 , 08:50:29 น.] ( IP = 124.121.178.62 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org