มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ทำไมจัดศีลไว้หลังทาน?







ตอบคำถามโดยพี่ดอกแก้ว



ถาม ทำไมอาจารย์จึงชอบดุลูกศิษย์ ?

ตอบ ถ้าพูดถึงเรื่องของจริตก็คงจะเป็นเรื่องธรรมดาที่โทสจริตจะอยู่คู่กับพุทธิจริต แต่การที่บอกกล่าวถึงความผิดให้แต่ละคนทราบนั้น เป็นเพราะความรักจะเรียกว่า รู้รักสามัคคีก็ได้

คือ ต้องรู้จักรักชีวิตตนเอง และสอนให้คนอื่นรู้จักรักตนเองให้ถูกต้องด้วย เมื่อทุกคนรู้จักรักในทางที่ถูกแล้ว ความสามัคคีก็จะเกิดขึ้น ความสงบร่มเย็นก็จะติดตามมาอย่างง่ายดาย ..

การรู้จักรักตนเองก็คือ จะต้องรู้จักนำชีวิตของตนออกจากความล้มเหลวให้ได้ การที่ไม่กล้าบอกข้อผิดพลาดของผู้อื่นนั้นนับว่าเป็นความล้มเหลวอย่างหนึ่ง

เพราะจิตตกอยู่ในความกลัว ในขณะที่”เวลา”ก็ผ่านไปเรื่อยๆ การทำคุณงามความดีก็ไม่มีเกิดขึ้น ผลดีแก่ตนเองจึงไม่มีในกาลต่อไป

การเข้าไปเปิดโปงความคิดผิดของเขาเหล่านี้ก็เพื่อชีวิตที่ดี คือ เราได้ทำดีมีการถ่ายทอดความรู้ ผู้ฟังก็ได้ดีเพราะได้รับความรู้นั้นไป

โดย น้องกิ้ฟ...นำมาฝาก [2 มิ.ย. 2552 , 18:13:12 น.] ( IP = 58.9.227.185 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1



การรู้จักรักตนเองที่ดีต้องรู้จักค่าของเวลาด้วย ชีวิตนี้น้อยนักไม่ใช่อยากจะพูดหรืออยากจะว่าใครให้เสียใจ หรือมีเจตนาที่จะประทุษร้ายใจใครแต่อย่างใด แต่จำเป็นต้องพูดเพราะเวลาของทุกคนมีน้อยแล้ว

การปล่อยปละละเลยให้ชีวิตจมอยู่กับความคิดผิดหรือการกระทำผิดนั้นเป็นการทำลายค่าของเวลาอย่างไม่สมควร ทุกคนมีความตั้งใจที่จะไปสู่ความพ้นทุกข์ แต่ก็ยังดำเนินชีวิตเพื่อสร้างวงจรของความทุกข์ให้ยาวออกไปเรื่อยๆ

จึงเป็นสิ่งที่ผู้ที่อยู่ในฐานะครู หรือผู้มีความเข้าใจมากกว่าต้องเข้ามาแก้ไข การบอกล่าวถึงความผิดพลาดนั้นอาจจะทำให้ใครรู้สึกโศกเศร้าเสียใจบ้าง แต่ก็จะกลับมาเป็นแรงกระตุ้นใจให้เขาย้อนมองเห็นภัยของการมีชีวิต มีการสร้างทางชีวิตสายใหม่ที่ดีขึ้นกว่าเดิม......

การบอกล่าวถึงความผิดนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความโกรธว่าเขาได้กระทำผิด แต่เกิดขึ้นจากความไม่ต้องการให้เขาจมอยู่กับความผิดนั้น ไม่ได้ต้องการประทุษร้ายใคร แต่ต้องการสร้างสรรค์คนไม่ให้มีจุดอ่อนเท่าที่ชีวิตนี้และโอกาสจะอำนวยให้

โดย น้องกิ้ฟ...นำมาฝาก [2 มิ.ย. 2552 , 18:14:55 น.] ( IP = 58.9.227.185 : : )


  สลักธรรม 2



ถาม ทำไมจัดศีลไว้หลังทาน?

ตอบ การควบคุมชีวิตให้ดีให้ควรนั้น พระพุทธเจ้าทรงมีพระเมตตายิ่งต่อปวงสัตวโลกทั้งหลาย ด้วยการวางหลักชีวิตให้ไว้ประพฤติปฎิบัติกัน คือ ทาน ศีล ภาวนา

คนเรานั้นจะทำตั้งแต่ของง่ายไปสู่ของยากกว่า ถ้าง่ายไม่ผ่านยากก็คงไม่มีขึ้นได้ ดังนั้น พระพุทธศาสนากับการดำเนินชีวิตถือว่ามีความจำเป็นและสำคัญยิ่งต่อตนเองมาก

พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่เกิดขึ้นโดยการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ผู้ซึ่งมีความเพียรพยายามที่ถูกต้องเพื่อค้นคว้าสัจธรรม คือความจริงเกี่ยวกับเรื่องโลกและชีวิตว่าเป็นอย่างไร? ความสุขและความทุกข์เกิดขึ้นมาจากไหน? และแก้ไขได้อย่างไร ?

พระพุทธศาสนามุ่งเน้นที่ตัวมนุษย์ และการกระทำของมนุษย์ที่เป็นไปอย่างประเสริฐ คือการได้รับความสุขตั้งแต่ขั้นต้นไปจนถึงขั้นสูงสุด

ความจริงที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบเป็นความจริงในระดับสูงสุด ของธรรมชาติที่แยกอธิบายได้เป็น ๔ ประการ คือ กฎไตรลักษณ์ อริยสัจจ์ ปฏิจจสมุปบาท และพระนิพพาน

โดย น้องกิ้ฟ...นำมาฝาก [2 มิ.ย. 2552 , 18:16:53 น.] ( IP = 58.9.227.185 : : )


  สลักธรรม 3



๑. กฎไตรลักษณ์ เป็นกฏของธรรมชาติประกอบด้วยสภาวะ ๓ ประการ คือ ความไม่เที่ยง (อนิจจัง) การทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้(ทุกขัง) และการบังคับบัญชาไม่ได้(อนัตตา)

๒. อริยสัจจ์ แสดงถึงหลักเหตุผล ๔ ประการ คือ ความทุกข์(ทุกข์) ต้นเหตุให้เกิดความทุกข์(สมุทัย) ความดับทุกข์(นิโรธ) หนทางแห่งการดับทุกข์(มรรค)

๓. ปฏิจสมุปบาท แสดงถึงกระบวนการเกิดและกระบวนการดับแห่งทุกข์โดยเป็นเหตุปัจจัยอาศัยกันและกัน

๔. พระนิพพาน คือ ดับสนิทแห่งตัณหา

จากความจริงในกฎไตรลักษณ์ที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบว่า สิ่งใดก็ตามที่มีการเกิดขึ้น สิ่งนั้นก็ย่อมดับไปเป็นธรรมดา และบรรดาสิ่งทั้งหลายที่ทีอยู่ในธรรมชาติย่อม ตกอยู่ภายใต้กฏพระไตรลักษณ์ทั้งสิ้น

ชีวิตมนุษย์ก็เช่นเดียวกัน ที่จะต้องมีการดับไปเป็นธรรมดา เป็นสิ่ง ที่ไม่คงที่ ต้องเปลี่ยนแปลง และเสื่อมสลายไปในที่สุด มนุษย์จึงควรทำความเข้าใจในธรรมชาติของตนเพื่อจะได้ไม่ทุกข์โศก เมื่อประสบกับภาวะเปลี่ยนแปลงใดๆ ดังเช่น การเกิด แก่ เจ็บ ตาย ที่ไม่มีใครหลีกพ้น

จึงมีการสอนให้ไม่ประมาท และตระหนักถึงกฎอนิจจัง คือความไม่เที่ยงแท้คงทน แม้ว่าพระพุทธศาสนา จะแสดงให้เห็นว่าชีวิตทั้งหมดตกอยู่ภายใต้กฎพระไตรลักษณ์ แต่พระพุทธ ศาสนา ก็ให้ความสำคัญแก่ชีวิตว่าเป็นสิ่งที่มีค่า การกระทำใดที่เป็นการจงใจ ให้ผู้อื่นหมดสิ้นชีวิต ถือว่าเป็นสิ่งที่ผิด เป็นความประพฤติที่ไม่ดี

โดย น้องกิ้ฟ...นำมาฝาก [2 มิ.ย. 2552 , 18:18:28 น.] ( IP = 58.9.227.185 : : )


  สลักธรรม 4



นอกจากนี้คำว่าศีลธรรม ยังมีความหมายที่ครอบคลุมถึงคำสั่งสอน ทั้งหมดทางศาสนา ซึ่งมีมากมายหลายหมวด และมีความเหมาะสมในการนำไปใช้ในสภาพการณ์ที่แตกต่างกัน และเมื่อพิจารณาคำสอนของพระพุทธศาสนา เรื่องความจริงสูงสุดแล้ว

จะพบว่า การที่มนุษย์จะสามารถ ดำเนินชีวิตไปสู่ทางที่ประเสริฐได้นั้น จะต้องทำความเข้าใจในเรื่องของการกระทำ โดยเฉพาะการกระทำความทุกข์ให้สิ้นไป ทางพระพุทธศาสนาเรียกการกระทำว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยเจตนา เจตนาคือพื้นฐานของการกระทำ ที่แสดงออกทางกายและวาจา และเจตนานี้จะเป็นเครื่องตัดสินว่า สิ่งที่ทำนั้นดีหรือชั่ว

เกณฑ์ที่จะตัดสินว่าสิ่งใดดีหรือชั่วนี้มี ๓ ระดับ คือ

๑. ระดับพื้นฐาน คือ เบญจศีล และเบญจธรรม

เบญจศีล คือ เว้นจากการทำลายชีวิต เว้นจากการถือเอาของที่เขาไม่ได้ให้ เว้นจากการประพฤติผิดในกาม เว้นจากการพูดเท็จ และเว้นจากเครื่องหมักดองของเมาคือสุราเมรัย

เบญจธรรม คือ ความเมตตากรุณา การประกอบอาชีพสุจริต ความสำรวมระวัง การรักษาความสัตย์ และการระลึกรู้สึกตัว

โดย น้องกิ้ฟ...นำมาฝาก [2 มิ.ย. 2552 , 18:20:05 น.] ( IP = 58.9.227.185 : : )


  สลักธรรม 5



๒.ระดับกลาง คือ กุศลกรรมบถ ๑๐ เป็นทางแห่งกรรมดี อันนำไปสู่สุคติ คือ มนุษย์ และเทวดา

๓. ระดับสูง คือ มรรคมีองค์ ๘ ได้แก่ ความเห็นชอบ ความคิดชอบ การเจรจาชอบ การงานชอบ การเลี้ยงชีพชอบ ความเพียรชอบ การระลึกชอบ และการตั้งมั่นชอบ

หลักศีลธรรมทั้งสามระดับนี้ แสดงให้เห็นว่าศาสนาพุทธ มิได้สอนให้แยกตัวอยู่อย่างโดดเดี่ยว แต่สอนให้รู้จักขอบเขตของการกระทำ ที่สมควรเมื่อต้องอยู่ร่วมกับผู้อื่น เพื่อนำไปสู่ประโยชน์แก่ชีวิตในระดับต่างๆ ที่จะพึงมีแก่ผู้ประพฤติปฏิบัติทุกคน

และพระพุทธองค์ทรงวางทางให้เกิดประโยชน์ต่อชีวิตตนไว้ด้วย คือ ทิฏฐธัมมิกัตถสังวัตตนิกธรรม สัมปรายิกัตถสังวัตตนิกธรรม และปรมัตถประโยชน์ โดยเฉพาะในข้อสัมปรายิกัตถสังวัตตนิกธรรมมี ๔ ประการ คือ สัทธาสัมปทา ศีลสัมปทา จาคะสัมปทา และปัญญาสัมปทา

ในศีลสัมปทาโดยเฉพาะศีล ๕ ซึ่งเป็นคุณธรรมพื้นฐานของมนุษย์ที่ควรยึดถือและปฏิบัติ ศีลทั้ง ๕ ข้อ นี้เรียกว่า มหาทาน เพราะเป็นทานที่ยิ่งใหญ่ ไม่มีทานชนิดใดเสมอเหมือนผู้ที่กระทำย่อมได้ชื่อว่าให้ความไม่มีเวรไม่มีภัยแก่สัตว์ทั้งหลาย ด้วยเหตุนี้ ศีล จึงสูงกว่าทาน ละเอียดอ่อนกว่าทาน และสามารถขัดเกลากิเลสได้ดี ยิ่งกว่าทาน

โดย น้องกิ้ฟ...นำมาฝาก [2 มิ.ย. 2552 , 18:21:58 น.] ( IP = 58.9.227.185 : : )


  สลักธรรม 6

มาติดตามอ่านค่ะ ที่กล่าวว่า....

ศีลทั้ง ๕ ข้อนี้เรียกว่า มหาทาน......อยากได้คำอธิบายที่ละเอียดหน่อยค่ะ .

โดย พี่ดา [2 มิ.ย. 2552 , 18:25:06 น.] ( IP = 58.9.227.185 : : )


  สลักธรรม 7

"การงดเว้นจากปาณาติบาต คือการไม่ฆ่าสัตว์ทั้งด้วยตนเองและใช้ผู้อื่น เป็นการให้ความไม่มีเวร ไม่มีภัยแก่สัตว์ทั้งหลาย เป็นการให้ความปลอดภัยแก่ชีวิตสัตว์ การงดเว้นจากอทินนาทาน คือการถือเอาของที่เจ้าของเขามิได้ให้ทั้งโดยตนเอง และใช้ผู้อื่นเป็นการให้ความปลอดภัยแก่ทรัพย์สินของผู้อื่น

การงดเว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร คือการประพฤติผิดในบุตร ภรรยา สามีของผู้อื่น ชื่อว่า ให้ความบริสุทธิ์แก่บุตร ภรรยา สามีของผู้อื่น

การงดเว้นจากมุสาวาท คือการกล่าวเท็จ กล่าวไม่จริงชื่อว่าให้ความจริงแก่ผู้อื่น

การงดเว้นจากสุรา เมรัย และของมึนเมา เสพติด อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ชื่อว่าให้ความปลอดภัยแก่ทุกสิ่ง คือให้ความปลอดภัยแก่ชีวิตสัตว์ แก่ทรัพย์สินของผู้อื่น แก่บุตร ภรรยา สามีของผู้อื่น และให้แต่คำพูดที่เป็นจริงแก่ผู้อื่น ทั้งนี้เพราะผู้ที่มึนเมาแล้วย่อมขาดสติ เป็นผู้ประมาท สามารถจะประพฤติล่วงศีลได้ทุกข้อ รวมทั้งประพฤติผิดอื่นๆด้วย ด้วยเหตุนี้ผู้ที่อัตคัตขาดแคลนทรัพย์สิ่งของที่จะนำออกให้เป็นทานก็ไม่ควรเดือดร้อนใจ เพราะเราสามารถจะบำเพ็ญทานที่ยิ่งใหญ่เป็นมหาทาน เป็นทานที่ไม่เจาะจง เป็นทานที่แผ่ไปยังสัตว์ทั้งหลายหาประมาณมิได้ ด้วยการรักษาศีล ๕ ยิ่งถ้าสามารถจะทำได้ทั้งสองอย่างก็ยิ่งประเสริฐ" (จาก ทานที่มีผลมากมีอานิสงส์มาก)

โดย น้องกิ้ฟ [2 มิ.ย. 2552 , 18:28:56 น.] ( IP = 58.9.227.185 : : )


  สลักธรรม 8

ปุญญาภิสันทสูตร


[๑๒๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ห้วงบุญห้วงกุศล ๘ ประการนี้ นำความสุขมาให้ ให้อารมณ์เลิศ มีสุขเป็นผล เป็นไปเพื่อสวรรค์ เป็นไปเพื่อสิ่งที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข ห้วงบุญห้วงกุศล ๘ ประการเป็นไฉน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ นี้เป็นห้วงบุญห้วงกุศลประการที่ ๑ นำความสุขมาให้ ให้อารมณ์เลิศ มีสุขเป็นผล เป็นไปเพื่อสวรรค์ เป็นไปเพื่อสิ่งที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข ฯ

อีกประการหนึ่ง อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ถึงพระธรรมเป็นสรณะนี้เป็นห้วงบุญห้วงกุศลประการที่ ๒ ฯลฯ

อีกประการหนึ่ง อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ นี้เป็นห้วงบุญห้วงกุศลประการที่ ๓ ฯลฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทาน ๕ ประการนี้ เป็นมหาทานอันบัณฑิตพึงรู้ว่า เป็นเลิศ มีมานาน เป็นเชื้อสายแห่งพระอริยะ เป็นของเก่า ไม่กระจัดกระจาย ไม่เคยกระจัดกระจาย อันบัณฑิตไม่รังเกียจอยู่ จักไม่รังเกียจ อันสมณพราหมณ์ผู้เป็นวิญญูไม่เกลียด

ทาน ๕ ประการเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ละปาณาติบาต งดเว้นจากปาณาติบาต ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้งดเว้นจากปาณาติบาต ชื่อว่าให้ความไม่มีภัย ความไม่มีเวร ความไม่ เบียดเบียน แก่สัตว์หาประมาณมิได้ ครั้นให้ความไม่มีภัย ความไม่มีเวร ความไม่เบียดเบียนแก่สัตว์หาประมาณมิได้แล้ว ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งความไม่มีภัยความไม่มีเวร ความไม่เบียดเบียน หาประมาณมิได้

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นทานประการที่ ๑ ที่เป็นมหาทาน บัณฑิตพึงรู้ว่าเป็นเลิศ มีมานาน เป็นเชื้อสายแห่งพระอริยะ เป็นของเก่า ไม่กระจัดกระจาย ไม่เคยกระจัดกระจาย อันบัณฑิตไม่รังเกียจ อันสมณพราหมณ์ผู้เป็นวิญญูไม่เกลียด ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นห้วงบุญห้วงกุศลประการที่ ๔ ฯลฯ

อีกประการหนึ่ง อริยสาวกละอทินนาทาน งดเว้นจากอทินนาทาน ฯลฯ นี้เป็นทานประการที่ ๒ ฯลฯ นี้เป็นห้วงบุญห้วงกุศลประการที่ ๕ ฯลฯ

อีกประการหนึ่ง อริยสาวกละกาเมสุมิจฉาจาร งดเว้นจากกาเมสุมิจฉาจารฯลฯ นี้เป็นทานประการที่ ๓ ฯลฯ นี้เป็นห้วงบุญห้วงกุศลประการที่ ๖ ฯลฯ

อีกประการหนึ่ง อริยสาวกละมุสาวาท งดเว้นจากมุสาวาท ฯลฯ นี้ เป็นทานประการที่ ๔ ฯลฯ นี้เป็นห้วงบุญห้วงกุศลประการที่ ๗ ฯลฯ

อีกประการหนึ่ง อริยสาวกละการดื่มน้ำเมา คือ สุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท งดเว้นจากการดื่มน้ำเมา คือ สุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้งดเว้นจากการดื่มน้ำเมา คือสุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทแล้ว ชื่อว่าให้ความไม่มีภัย ความไม่มีเวร ความไม่เบียดเบียนแก่สัตว์หาประมาณมิได้ ครั้นให้ความไม่มีภัย ความไม่มีเวร ความไม่เบียดเบียนแก่สัตว์หาประมาณมิได้แล้ว ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่ง ความไม่มีภัย ความไม่มีเวร ความไม่เบียดเบียนหาประมาณมิได้

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นทานประการที่ ๕ ที่เป็นมหาทาน บัณฑิตพึงรู้ว่าเป็นเลิศ มีมานาน เป็นเชื้อสายแห่งพระอริยะ เป็นของเก่า ไม่กระจัดกระจาย ไม่เคยกระจัดกระจาย อันบัณฑิตไม่รังเกียจ จักไม่รังเกียจ อันสมณพราหมณ์ผู้เป็นวิญญูไม่เกลียดดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นห้วงบุญห้วงกุศลประการที่ ๘ นำสุขมาให้ ให้อารมณ์อันเลิศ มีสุขเป็นผล เป็นไปเพื่อสวรรค์ ย่อมเป็นไปเพื่อสิ่งที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ห้วงบุญห้วงกุศล ๘ ประการนี้แล นำสุขมาให้ ให้อารมณ์อันเลิศ มีสุขเป็นผลเป็นไปเพื่อสวรรค์ ย่อมเป็นไปเพื่อสิ่งที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข ฯ

โดย น้องกิ้ฟ [2 มิ.ย. 2552 , 18:32:07 น.] ( IP = 58.9.227.185 : : )


  สลักธรรม 9


ขอบพระคุณมากค่ะน้องกิ๊ฟ ที่ให้รายละเอียดได้ครบถ้วน และยังแถม ห้วงบุญห้วงกุศล ๘ ประการให้ทราบอีกด้วย....อนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา [2 มิ.ย. 2552 , 18:33:00 น.] ( IP = 58.9.227.185 : : )


  สลักธรรม 10

ขอบพระคุณและอนุโมทนากับน้องกิ๊ฟค่ะ..ที่ได้นำธรรมะมาฝากไว้ค่ะ

โดย เซิ่น [2 มิ.ย. 2552 , 18:34:16 น.] ( IP = 58.9.227.185 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org