มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ติฏฐชาดก ว่าด้วยการเบื่อเพราะซ้ำซาก







ติฏฐชาดก ว่าด้วยการเบื่อเพราะซ้ำซาก


เพราะอาสยานุสยญาณย่อมมีแก่พระพุทธเจ้าทั้งหลายเท่านั้น ย่อมไม่มีแก่คนอื่น เพราะฉะนั้น พระธรรมเสนาบดีจึงไม่รู้อาสยะคืออัธยาศัย และอนุสัย คือกิเลสอันเนื่องอยู่ในสันดานของสัทธิวิหาริก เพราะความที่ตนไม่มีอาสยานุสยญาณ จึงบอกเฉพาะอสุภกรรมฐานเท่านั้น อสุภกรรมฐานนั้นไม่เป็นสัปปายะแก่สัทธิวิหาริกนั้น เพราะเหตุไร ? เพราะได้ยินว่า สัทธิวิหาริกของพระธรรมเสนาบดีนั้น ถือปฏิสนธิในเรือนของช่างทองเท่านั้น ถึง ๕๐๐ ชาติ เมื่อเป็นเช่นนั้น อสุภกรรมฐานจึงไม่เป็นสัปปายะแก่สัทธิวิหาริกนั้น เพราะเป็นผู้เคยชินต่อการเห็นทองคำบริสุทธิ์เท่านั้นเป็นเวลานาน สัทธิวิหาริกนั้นไม่อาจทำแม้นิมิตให้เกิดขึ้นในกรรมฐานนั้น

เวลาสิ้นไป ๔ เดือน พระธรรมเสนาบดีเมื่อไม่อาจให้พระอรหัตแก่สัทธิวิหาริกของตนจึงคิดว่า "ภิกษุนี้ จักเป็นพุทธเวไนยแน่นอน เราจักนำไปยังสำนักของพระตถาคต" จึงพาสัทธิวิหาริกนั้นไปยังสำนักของพระศาสดาด้วยตนเอง แต่เช้าตรู่

พระศาสดาตรัสถามว่า "สารีบุตร เธอพาภิกษุรูปหนึ่งมาหรือหนอ "

พระสารีบุตรกราบทูลว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้ให้กรรมฐานแก่ภิกษุนี้ แต่ภิกษุนี้ไม่อาจทำแม้นิมิตให้เกิดขึ้นในเวลา ๔ เดือน ข้าพระองค์นั้นคิดว่า ภิกษุนี้จักเป็นพุทธเวไนยผู้ที่พระพุทธเจ้าจะพึงทรงแนะนำ จึงได้พามายังสำนักของพระองค์ พระเจ้าข้า"

พระศาสดาตรัสถามว่า "สารีบุตร เธอให้กรรมฐาน ชนิดไหนแก่สัทธิวิหาริกของเธอ ? "

พระสารีบุตรกราบทูลว่า "ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ให้อสุภกรรมฐาน พระเจ้าข้า"

พระศาสดาตรัสว่า "สารีบุตร เธอไม่มีญาณเครื่องรู้อัธยาศัยและอนุสัยของสัตว์ทั้งหลาย เธอไปก่อนเถิด แล้วเวลาเย็นเธอพาสัทธิวิหาริกของเธอมาด้วย"

โดย ศาลาธรรม [3 มิ.ย. 2552 , 13:03:25 น.] ( IP = 125.27.173.164 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

พระศาสดาได้ให้ผ้านุ่งและจีวรอันน่าชอบใจแก่ภิกษุนั้น แล้วทรงพาภิกษุนั้นเข้าไปบิณฑบาตยังบ้าน ให้ของเคี้ยวของฉันอันประณีต แวดล้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่กลับมายังพระวิหารอีก ทรงยังเวลาส่วนกลางวันให้สิ้นไปในพระคันธกุฎี

พอเวลาเย็นทรงพาภิกษุนั้นเที่ยวจาริกไปในวิหาร แล้วทรงนิรมิตสระโบกขรณีสระหนึ่งในอัมพวัน แล้วทรงนิรมิตกอปทุมใหญ่ในสระโบกขรณีนั้น และทรงนิรมิตดอกปทุมใหญ่ดอกหนึ่งในกอปทุมนั้น แล้วรับสั่งให้นั่งลงด้วยพระดำรัสว่า "ภิกษุ เธอจงนั่งแลดูดอกปทุมนี้" แล้วเสด็จเข้าพระคันธกุฏี

ภิกษุนั้นแลดูดอกปทุมนั้นบ่อย ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้ดอกปทุมนั้นเหี่ยวในขณะที่ภิกษุนั้นแลดูอยู่นั่นแหละ ดอกปทุมได้เหี่ยวเปลี่ยนสีไป กลีบของดอกปทุมนั้นก็ร่วงไปตั้งแต่รอบนอก ได้ร่วงไปหมดโดยครู่เดียว ต่อจากนั้นเกสรก็ร่วงไป เหลืออยู่แต่ฝักบัว

ภิกษุนั้นเห็นอยู่ดังนั้นจึงคิดว่า "ดอกปทุมนี้ได้งดงามน่าดูอยู่เดี๋ยวนี้ เมื่อเป็นเช่นนั้น สีของมันก็แปรไป กลีบและเกสรร่วงไป คงอยู่แต่เพียงฝักบัวเท่านั้น ความชรามีแก่ดอกปทุมอย่างนี้ ก็เช่นร่างกายของเรา สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ จึงเริ่มเจริญวิปัสสนา

พระศาสดาทรงทราบว่าจิตของภิกษุนั้นขึ้นสู่วิปัสสนาแล้ว โดยที่พระองค์ประทับอยู่ในพระคันธุฎีนั่นแล ทรงเปล่งโอภาสแสงสว่างไป แล้วตรัสว่า

"เธอจงตัดความสิเนหาของตนเสีย
เหมือนคนตัดดอกโกมุทอันเกิดในสารทกาล
เธอจงพอกพูนทางแห่งความสงบ เพราะพระนิพพานตถาคตแสดงไว้แล้ว"


ในเวลาจบคาถาภิกษุนั้นบรรลุพระอรหัต แล้วจึงมาถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ฝ่ายพระสารีบุตรเถระก็มาถวายบังคมพระศาสดาแล้วได้พาสัทธิวิหาริกของตนไป

โดย ศาลาธรรม [3 มิ.ย. 2552 , 13:03:51 น.] ( IP = 125.27.173.164 : : )


  สลักธรรม 2

ข่าวนี้เกิดปรากฏในระหว่างภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นได้นั่งพรรณนาพระคุณของพระทศพลอยู่ในโรงธรรมสภาว่า พระสารีบุตรเถระไม่รู้อัธยาศัยของสัทธิวิหาริกของตน เพราะไม่มีอาสยานุสยญาณ แต่พระศาสดาทรงทราบได้ ประทานพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาแก่ภิกษุนั้น โดยวันเดียวเท่านั้น โอ ! ชื่อว่าพระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงมีอานุภาพมาก

พระศาสดาเสด็จมาโรงธรรมสภา ..ประทับนั่งบนอาสนะที่ปูลาดแล้วตรัสถามว่า "ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร ?"

ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า "ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พวกข้าพระองค์นั่งสนทนากันด้วยเรื่องอื่นหามิได้ แต่นั่งสนทนากันด้วยเรื่องพระญาณ เครื่องรู้อัธยาศัยและอนุสัยแห่งสัทธิวิหาริกของพระธรรมเสนาบดี เฉพาะของพระองค์เท่านั้น"

พระศาสดาตรัสว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้ไม่น่าอัศจรรย์ บัดนี้ เรานั้นเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ย่อมรู้อัธยาศัยของภิกษุนั้น แม้ในกาลก่อน เราก็รู้อัธยาศัยของภิกษุนั้นเหมือนกัน แล้วทรงนำอดีตนิทานมาเล่าว่า

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในนครพาราณสี ในกาลนั้นพระโพธิสัตว์ได้สอนอรรถและธรรมอยู่กับพระราชา ในเวลานั้นพวกคนเลี้ยงม้าให้ม้ากระจอกขาเขยกอาบน้ำก่อนม้าอื่น ณ ท่าที่ม้ามงคลของพระราชาอาบ ม้ามงคลถูกจัดให้ลงท่าเดียวกับที่ม้ากระจอกอาบน้ำจึงเกลียดไม่ปรารถนาจะลง

โดย ศาลาธรรม [3 มิ.ย. 2552 , 13:04:14 น.] ( IP = 125.27.173.164 : : )


  สลักธรรม 3

คนเลี้ยงม้ามากราบทูลแด่พระราชาว่า "ข้าแต่สมมติเทพ ม้ามงคลไม่ปรารถนาจะลงท่าน้ำ พระเจ้าข้า"

พระราชาทรงสั่งพระโพธิสัตว์ไปว่า "ดูก่อนบัณฑิต ท่านจงไป จงดูว่า เพราะเหตุไร ม้าถูกเขาให้ลงท่าน้ำจึงไม่ลงท่า"

พระโพธิสัตว์ทูลรับพระบัญชาแล้วไปยังฝั่งแม่น้ำ ตรวจดูม้าก็รู้ว่าม้าไม่มี โรค จึงใคร่ครวญว่า เพราะเหตุไรหนอ ม้านี้จึงไม่ลงท่านี้ จึงคิดว่า ม้าอื่นคงถูกอาบที่ท่านี้ก่อน ด้วยเหตุนั้น ม้ามงคลได้เห็นเข้าและรังเกียจจึงไม่ลงท่า

แล้วถามพวกคนเลี้ยงม้าว่า "ท่านผู้เจริญ ที่ท่านี้ท่านทั้งหลายให้ม้าอะไรอาบก่อน "

พวกคนเลี้ยงม้ากล่าวว่า "ข้าแต่นาย ให้ม้ากระจอกอาบก่อนกว่าม้าอื่น "

พระโพธิสัตว์รู้อัธยาศัยของม้านั้นว่า ม้ามงคลนี้รังเกียจจึงไม่ปรารถนาจะอาบที่ท่านี้ เพราะตนเป็นสัตว์มีคุณสมบัติ การให้ม้านี้อาบในท่าอื่นจึงจะควร จึงกล่าวว่า "ท่านผู้เลี้ยงม้าผู้เจริญ แม้ข้าวปายาสที่ปรุงด้วยเนยใส น้ำผึ้ง และน้ำอ้อย เมื่อบุคคลบริโภคบ่อย ๆ ก่อน ย่อมมีความเบื่อ ม้านี้อาบที่ท่านี้หลายครั้งแล้ว พวกท่านก็จงให้ม้านั้นลงอาบยังท่าอื่นแล้วให้อาบและดื่ม"

โดย ศาลาธรรม [3 มิ.ย. 2552 , 13:04:33 น.] ( IP = 125.27.173.164 : : )


  สลักธรรม 4

คนเลี้ยงม้าเหล่านั้นได้ฟังคำของพระโพธิสัตว์นั้นแล้ว จึงนำม้ามงคลไปลงท่าอื่นแล้วให้ดื่มและให้อาบ เมื่อม้าดื่มน้ำแล้วอาบน้ำแล้ว พระโพธิสัตว์จึงกลับมายังสำนักของพระราชา

พระราชาตรัสถามว่า" ดูก่อนพ่อ ม้าอาบและดื่มแล้วหรือ "

พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า "พระเจ้าข้า ข้าแต่สมมติเทพ "

พระราชาตรัสถามว่า "ทีแรก เพราะเหตุไร ม้าจึงไม่ปรารถนา ? "

พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า "ข้าแต่สมมติเทพ เพราะเหตุที่ม้ามงคลมีความรังเกียจ พระเจ้าข้า" จากนั้นก็กราบทูลเรื่องราวที่เกิดขึ้น

พระราชาตรัสว่า "โอ ! ท่านบัณฑิตย่อมรู้อัธยาศัย แม้ของสัตว์เดียรัจฉานได้ลึกซึ้งขนาดนี้ " แล้วพระราชทานยศใหญ่แก่พระโพธิสัตว์

พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายเรารู้อัธยาศัยของภิกษุนี้ในบัดนี้เท่านั้นหามิได้ แม้ในกาลก่อนก็รู้เหมือนกัน ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า ม้ามงคลในกาลนั้นได้เป็นภิกษุรูปนี้ พระราชาในกาลนั้นได้เป็นพระอานนท์ ส่วนอำมาตย์ผู้เป็นบัณฑิตในกาลนั้นได้เป็นเราตถาคตแล.

จบ ติฏฐชาดก


โดย ศาลาธรรม [3 มิ.ย. 2552 , 13:04:54 น.] ( IP = 125.27.173.164 : : )


  สลักธรรม 5


ขอบพระคุณ..คุณศาลาธรรมมากค่ะที่นำชาดกมาให้อ่านสอนใจเป็นประจำ ...อนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา [12 มิ.ย. 2552 , 11:08:43 น.] ( IP = 124.121.178.168 : : )


  สลักธรรม 6

bedding duvet covers of the clip holding the battery in place by using kids sheets bed in a bag sheets thread count time with very little care Any type of blue bedding sets with reasonable price.1 Ellington side sleeper pillow comforters.

โดย anita - [6 พ.ค. 2554 , 14:57:14 น.] ( IP = 123.153.79.25 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org