มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


สีลวนาคชาดก







สีลวนาคชาดก คนอกตัญญูมองคนในแง่ร้าย



ภิกษุทั้งหลายนั่งสนทนากันในโรงธรรมว่า อาวุโสทั้งหลาย "พระเทวทัตเป็นคนอกตัญญู ไม่รู้คุณของพระตถาคต"

พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไร ? "

เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้วตรัสว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่พระเทวทัตเป็นคนอกตัญญู แม้ในครั้งก่อน ก็เคยเป็นผู้อกตัญญูมาแล้ว ไม่เคยรู้คุณของเรา ไม่ว่าในกาลไหน ๆ" แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาเล่าว่า

ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในกำเนิดช้าง ในหิมวันตประเทศ พอคลอดจากครรภ์มารดา ก็มีอวัยวะขาวปลอด มีสีเปล่งปลั่งดังเงินยวง นัยน์ตาทั้งคู่ของพระยาช้างนั้น ปรากฏเหมือนกับแก้วมณี มีประสาทครบ ๕ ส่วนปากเช่นกับผ้ากัมพลแดง งวงเช่นกับพวงเงินที่ประดับระยับด้วยทอง เท้าทั้ง ๔ เป็นเหมือนย้อมด้วยน้ำครั่ง อัตภาพอันบารมีทั้ง ๑๐ ตกแต่งของพระโพธิสัตว์ให้ถึงความงามเลิศด้วยรูปลักษณ์เช่นนี้

ครั้งนั้น ฝูงช้างในป่าหิมพานต์ทั้งสิ้นมารวมกันแล้วพากันบำรุงพระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์จึงมีช้างแปดหมื่นเป็นบริวารอยู่อาศัยในหิมวันตประเทศ ต่อมาในภายหลังพระโพธิสัตว์ได้เห็นโทษในหมู่คณะ จึงหลีกออกจากหมู่เข้าสู่ที่สงบสงัดกาย พำนักอาศัยอยู่ในป่าแต่ลำพังผู้เดียวเท่านั้น

และเพราะเหตุที่ช้างผู้พระโพธิสัตว์นั้นเป็นสัตว์มีศีล จึงได้นามว่า "สีลวนาคราช" พญาช้างผู้มีศีล

โดย ศาลาธรรม [4 มิ.ย. 2552 , 11:41:25 น.] ( IP = 125.27.171.240 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

ครั้งนั้นพรานป่าชาวเมืองพาราณสีผู้หนึ่งเดินทางเข้าสู่ป่าหิมพานต์เพื่อเสาะแสวงหาสิ่งของอันเป็นเครื่องยังชีพของตนแต่ได้เกิดหลงทาง ด้วยความที่เป็นผู้กลัวตายจึงยกแขนทั้งคู่ร่ำร้องคร่ำครวญ

พระโพธิสัตว์ได้ยินเสียงร้องคร่ำครวญของพรานผู้นั้นแล้ว มีความกรุณาเข้ามาตักเตือนว่า เราจักช่วยบุรุษผู้นี้ ให้พ้นจากทุกข์ จึงเดินไปหาพรานนั้นใกล้ ๆ แต่เมื่อพรานป่าได้เห็นพระโพธิสัตว์แล้วก็ตกใจวิ่งหนีไป

พระโพธิสัตว์เห็นเขาวิ่งหนีไปก็หยุดยืนอยู่กับที่ ฝ่ายพรานนั้นเมื่อเห็นพระโพธิสัตว์หยุดยืนแล้วจึงหยุดยืนบ้าง แต่พอพระโพธิสัตว์เดินใกล้เข้าไปอีก เขาก็วิ่งหนีอีก เวลาพระโพธิสัตว์หยุด เขาก็หยุด

ครั้นแล้วพรานป่าก็คิดว่า ช้างนี้.. เวลาเราหนีก็หยุดยืน แล้วก็เดินมาหาเวลาที่เราหยุด เห็นทีจะไม่มุ่งร้ายเรา แต่คงปรารถนาจะช่วยเราให้พ้นจากทุกข์นี้เป็นแน่ ..เมื่อคิดได้ดังนั้นเขาจึงกล้ายืนอยู่

พระโพธิสัตว์จึงเดินเข้าไปใกล้แล้วถามว่า "ดูก่อนบุรุษผู้เจริญ เหตุไรท่านจึงเที่ยวร่ำร้องคร่ำครวญไป"

พรานป่าตอบว่า "ท่านช้างผู้จ่าโขลง ข้าพเจ้ากำหนดทิศทางไม่ถูก หลงทาง จึงเที่ยวร่ำร้องไปเพราะกลัวตาย"

ครั้งทราบเรื่องแล้วพระโพธิสัตว์จึงพาเขาไปยังที่อยู่ของตน เลี้ยงดูจนอิ่มหนำด้วยผลาผล ๒ - ๓ วัน แล้วกล่าวว่า "อย่ากลัวเลย ข้าพเจ้าจักพาท่านไปสู่ถิ่นมนุษย์" จากนั้นพระโพธิสัตว์ให้พรานป่าขึ้นนั่งบนหลังแล้วก็ออกเดินทางเพื่อพากลับไปส่งถึงถิ่นมนุษย์

โดย ศาลาธรรม [4 มิ.ย. 2552 , 11:42:20 น.] ( IP = 125.27.171.240 : : )


  สลักธรรม 2

พรานป่าผู้นั้นเป็นคนมีสันดานทำลายมิตรจึงคิดมาตลอดทางว่า "ถ้ามีใครถามถึงทาง เราต้องบอกได้" ขณะที่นั่งมาบนหลังพระโพธิสัตว์จึงวางแผนกำหนดที่หมายต้นไม้ ที่หมายภูเขาไว้ถ้วนถี่ทีเดียว

ครั้นพระโพธิสัตว์พาเขาออกไปจนพ้นป่าแล้ว ก็หยุดที่ทางใหญ่อันเป็นทางเดินไปสู่พระนครพาราณสีแล้วสั่งว่า "ดูก่อนท่านผู้เจริญ ท่านจงไปทางนี้เถิด แต่ถ้ามีใครถามถึงที่อยู่ของเรา ท่านอย่าบอกนะ" จากนั้นพระโพธิสัตว์ก็เดินทางกลับไปสู่ที่อยู่ของตน

เมื่อพรานป่าไปถึงพระนครพาราณสีแล้วก็ไปที่ถนนช่างสลักงา เห็นพวกช่างสลักงากำลังทำเครื่องงาหลายชนิด จึงถามว่า "ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ถ้าได้งาช้างที่ยังเป็น ๆ ท่าน ทั้งหลายจะซื้อหรือไม่ ?"

พวกช่างสลักงาตอบว่า "ท่านผู้เจริญ ท่านพูดอะไร ธรรมดางาช้างเป็นมีค่ามากกว่างาช้างที่ตายแล้วหลายเท่า"

พรานป่าจึงกล่าวว่า "ถ้าเช่นนั้น ข้าพเจ้าจักนำงาช้างเป็นมาให้พวกท่าน" จากนั้นก็จัดสเบียงพร้อมกับเลื่อยแล้วออกเดินทางไปยังที่อยู่ของพระโพธิสัตว์

เมื่อพระโพธิสัตว์เห็นเขากลับมาจึงถามว่า "ท่านมาเพื่อประสงค์อะไร ?"

พรานป่าตอบว่า "ดูก่อนท่านผู้เป็นจ่าโขลง ข้าพเจ้าเป็นคนยากจน กำพร้า ไม่อาจดำรงชีวิตอยู่ได้ มาขอตัดงาท่าน ถ้าท่านจักให้ ก็จะถืองานั้นไปขาย เลี้ยงชีวิตด้วยทุนทรัพย์นั้น"

โดย ศาลาธรรม [4 มิ.ย. 2552 , 11:43:25 น.] ( IP = 125.27.171.240 : : )


  สลักธรรม 3

พระโพธิสัตว์ กล่าวว่า "เอาเถิด พ่อคุณ เราจักให้งาท่าน ถ้ามีเลื่อยสำหรับตัดงา"

พรานป่ากล่าวว่า "ท่านผู้เป็นจ่าโขลง ข้าพเจ้าถือเอาเลื่อยเตรียมมาแล้ว"

พระโพธิสัตว์กล่าวว่า "ถ้าเช่นนั้น ท่านจงเอาเลื่อยตัดงาเถิด"

พูดจบแล้วพระโพธิสัตว์ก็คุกเท้าหมอบลงเหมือนโคหมอบ พรานป่าก็ตัดปลายงาทั้งคู่ของพระโพธิสัตว์

พระโพธิสัตว์จับงาเหล่านั้นด้วยงวง พลางตั้งปณิธาน เพื่อพระสัพพัญญุตญาณว่า " ดูก่อนบุรุษผู้เจริญ ใช่ว่า เราจะให้งาคู่นี้ด้วยคิดว่า งาเหล่านี้ไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบใจของเราดังนี้ก็หามิได้ แต่ว่าพระสัพพัญญุตญาณอันสามารถจะตรัสรู้ธรรมทั้งปวง เป็นที่รักของเรายิ่งกว่างาเหล่านี้ตั้งร้อยเท่า พันเท่า แสนเท่า การให้งานี้เป็นทานของเรานั้น จงเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่การตรัสรู้พระสัพพัญญุตญาณเถิด" จากนั้นพระโพธิสัตว์ก็สละงาทั้งคู่ให้พรานป่าไป

พรานป่าได้นำงานั้นไปขายแล้วก็ใช้ทรัพย์ที่ได้มาจนหมดสิ้น จึงกลับไปยังที่อยู่ของพระโพธิสัตว์อีกครั้งแล้วกล่าวว่า "ดูก่อนท่านผู้เป็นจ่าโขลง ทุนทรัพย์ที่ได้เพราะขายงาของท่าน เพียงพอแค่ชำระหนี้ของข้าพเจ้าเท่านั้น โปรดให้งาส่วนที่เหลือแก่ข้าพเจ้าเถิด"

พระโพธิสัตว์ก็รับคำ แล้วยอมให้เขาตัดงา แล้วยกงาส่วนที่เหลือให้โดยตั้งปณิธานเช่นเดียวกับครั้งก่อน

ส่วนพรานป่านั้นแม้จะขายงาเหล่านั้นแล้วก็ยังย้อนมาอีกเป็นครั้งที่สามแล้วกล่าวขออีกว่า "ดูก่อนท่านผู้เป็นจ่าโขลง ข้าพเจ้าไม่สามารถดำเนินชีวิตอยู่ได้ โปรดให้โคนงาแก่ข้าพเจ้าเถิด"

พระโพธิสัตว์รับคำแล้วก็หมอบลงยอมให้เขาตัดงา โดยโดยตั้งปณิธานเช่นเดียวกับครั้งก่อนๆ

โดย ศาลาธรรม [4 มิ.ย. 2552 , 11:44:46 น.] ( IP = 125.27.171.240 : : )


  สลักธรรม 4

คนใจบาปนั้นก็เหยียบงวงอันเปรียบเหมือนพวงเงินของมหาสัตว์ ก้าวขึ้นสู่กระพองอันเปรียบได้กับยอดเขาไกรลาส เอาส้นกระทืบปลายงาทั้งสอง ฉีกเนื้อตรงสนับงาลงมาจากกระพอง เอาเลื่อยตัดโคนงาแล้ว เมื่อได้งาแล้วก็จากไป

ทันใดนั้นเอง เมื่อพรานป่าใจบาปเดินพ้นไปจากสายตาของพระโพธิสัตว์เท่านั้น แผ่นดินอันทึบหนาได้สองแสนสี่หมื่นโยชน์ ที่แม้จะสามารถทรงไว้ซึ่งของหนักแสนหนัก เช่นขุนเขาสิเนรุ และยุคนธรเป็นต้น และถึงจะทรงไว้ซึ่งสิ่งที่น่าเกลียดมีกลิ่นเหม็น มีคูถและมูตรเป็นต้น

แต่ก็เป็นเสมือนไม่สามารถจะรับไว้ได้ซึ่งโทษของบุรุษนั้น จึงแยกออกเป็นช่อง ทันใดนั้นเอง เปลวไฟแลบออกจากมหานรกอเวจี ห่อหุ้มคลุมบุรุษผู้ทำลายมิตรนั้น เป็นเหมือนคลุมด้วยผ้ากำพลสีแดงก็ปานกัน

เวลาที่คนใจบาปถูกสูบเข้าไปสู่แผ่นดินอย่างนี้แล้ว รุกขเทวดาผู้สิงสถิตอยู่ที่ราวป่าได้แสดงธรรมอย่างกึกก้องไปทั่วป่า "ถึงหากจะให้แผ่นดินทั้งหมดแก่คนอกตัญญู ผู้คอยมองหาช่องอยู่เป็นนิตย์ ก็ไม่ทำให้เขาพอใจได้" ส่วนพระโพธิสัตว์ได้ดำรงอยู่ตราบสิ้นอายุขัยแล้วไปตามยถากรรม

พระบรมศาสดาตรัสว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่พระเทวทัตเป็นคนอกตัญญู ถึงในกาลก่อน ก็เป็นคนอกตัญญูเหมือนกัน"

ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า บุรุษผู้ทำลายมิตร ในครั้งนั้นได้มาเป็นพระเทวทัต รุกขเทวดาได้มาเป็นพระสารีบุตร ส่วนพญาช้างผู้มีศีลได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล

จบ สีลวนาคชาดก



โดย ศาลาธรรม [4 มิ.ย. 2552 , 11:46:15 น.] ( IP = 125.27.171.240 : : )


  สลักธรรม 5

ขอบพระคุณและ ขออนุโมทนาที่นำเรื่องดีมีประโยชน์มาฝากครับ

โดย พี่เณร [4 มิ.ย. 2552 , 13:33:39 น.] ( IP = 58.9.150.58 : : )


  สลักธรรม 6


ขอบพระคุณ..คุณศาลาธรรมมากค่ะที่นำชาดกที่ดีมีประโยชน์มาสอนใจเป็นประจำ...อนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา [12 มิ.ย. 2552 , 10:56:38 น.] ( IP = 124.121.178.168 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org